วันเวลาปัจจุบัน 10 มิ.ย. 2026, 06:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 มิ.ย. 2026, 09:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5573


 ข้อมูลส่วนตัว


"...ความดี ความชั่ว ความสุข ความทุกข์
ที่เรียกว่าอามณ์ทั้งหลายนั้น มันก็เหมือน
กับโลก เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้โลก คือ
รู้อารมณ์ตามความเป็นจริง แล้วท่านก็ไม่
เป็นไปตามอารมณ์นั้น ท่านจึงไม่หลงไป
กับเรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องสุข เรื่องทุกข์
ดังนั้น รากฐานการปฏิบัติของเราทั้งหลาย
จึงขึ้นอยู่กับ สติ สัมปชัญญะ ที่ต่อเนื่องใน
อันที่จะไม่หลง เข้าไปยึดมั่นถือมั่น ใน
อายตนะคือรูปนามทั้งหลาย..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท







“..#กลัวแต่คนอื่นจะเห็นตับไตไส้พุงของตัว แต่ตัวเองไม่สนใจดูตับไตไส้พุงและจิตใจของตัวว่ามันมีอะไรอยู่ข้างในนั้น มัวเพลินดูเพลินฝันเพลิดคิดแต่ภายนอก ไม่สนใจคิดเข้าภายในกายในจิตของตัวบ้าง จะหาความฉลาดรอบรู้มาจากไหนนักปฏิบัติเรา ผู้ปฏิบัติเพื่อรู้หลักความจริงต้องดูตัวดูใจอันเป็นมหาเหตุก่อเรื่องต่างๆ มากกว่าดูสิ่งภายนอกหรือสิ่งอื่นใด และแสดงวิธีรักษาปฏิบัติตัว ปฏิบัติใจ ด้วยความระมัดระวังในอิริยาบถต่างๆ ด้วยความมีสติและปัญญา ระลึกรู้ไตร่ตรองในเหตุการณ์ที่มาเกี่ยวข้องกับตน ด้วยความไม่ประมาทและชินชากับสิ่งใดในแดนสมมุติ ซึ่งล้วนเป็นแดนแห่งทุกข์และความเกิด-ตายของสัตว์โลกทั้งมวล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
#พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





..ธรรมโอวาทครั้งสุดท้ายของ หลวงปู่เเหวน สุจิณโณ..
.."มาอยู่นี้..ไม่ได้มาหาลาภยศอะไร มาหาทางหนีจากความทุกข์..กรรม คือ การกระทำทั้งบาป ทั้งบุญ ให้พิจารณา รู้ไหม?..บุญเป็นอย่างไร บาปเป็นอย่างไร คนที่ปฏิบัติหาทางออกจากกองทุกข์นั้น มันหายากแล้ว ให้ลูกหลานจำให้ดี จำได้ไหม? ให้มีสติ มีอารมณ์อยู่กับพุทโธ พุทโธ..เอาให้ได้ ทำให้มันเห็นของดี จำได้ไหม?..นี่ ! ไม่ได้พูดเล่นนะ ให้จับลมกับกายนี้ กายนี้ ให้เป็นกายพระธรรมให้ได้ มีหู ฟังแล้วก็ให้มันเป็นพระธรรม ตา ให้เป็นตาพระธรรม กาย ให้เป็นกายพระธรรม ใจก็ให้เป็นใจพระธรรม ทำให้มันได้ ให้มีพุทโธอยู่กับกายนี้ อยู่กับใจนี้ จำไว้ที่ใจ จำได้ไหม? จำดี ๆ อย่าไปลืมนะ ไม่ต้องไปรู้ที่อื่น..มันอยู่ในกายนี้ กายนี้แหละมันเป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้
..สังขาร (ร่างกาย) จะเเตกจะตายก็ให้รู้ จำได้ไหม ? สมฺปโยโค ก็ให้รู้ จะต้องจากกัน ไม่ต้องตกใจให้พิจารณาเดี๋ยวนี้ จำได้ไหม? จำให้ดี ๆ ให้รู้อยู่กับกายกับใจ อย่าไปลืม ให้รู้จริง ๆ อย่าทำเล่น ไม่ได้นะ กามก็ดี ตัวกามนี้..จับมันให้อยู่ จับมันมัดไว้..ให้มันตาย จำได้ไหม ไม่ว่าสัตว์ ว่าคน..หากาม แสวงหากาม มันเดือดร้อนวุ่นวายก็เพราะกามนี้แหละ ชาย-หญิง สัตว์ผู้-เมีย ต่างก็ยินดีกันแหละกัน มัวเมากันอยู่อย่างนี้ ให้มันเป็นธัมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา ให้ออกจากกาม หาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้จำไว้ จำไว้ให้มันดี ปฏิบัติให้มันรู้ กามมันตายแล้ว มันก็สบาย ให้เป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา จำให้ดี ๆนะ ปฏิบัติให้มันรู้..จำได้ไหม? อย่าลืมนะ ไม่ต้องพูดมาก พูดมากไปไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นธรรมเมา"..

..#โอวาทธรรมธรรมะหลวงปู่เเหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่..
..ผู้บันทึก : พระบุญเหลือ ฐิตวีโร..






#หลักปฏิบัติเพื่อบรรลุพุทธภาวะ

" ข้อสังเกต ในเมื่อจิตของท่านไปสู่ภูมิ
อันละเอียด จิต สงบนิ่ง...เดินอยู่ในสภาวะปกติ แล้วมีสิ่งให้รู้...ปรากฎขึ้นภายในจิต ซึ่งตรงกับคำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น...มีความดับไปเป็นธรรมดา

ที่นี้! ลองสังเกตตัวกิเลสกันดูที่ว่า...
ในขณะที่สภาวจิตเป็นอยู่อย่างนั้น แล้วมีสิ่งที่รู้ปรากฏอยู่อย่างนั้น หากว่าจิตสักแต่ว่า...รู้
รู้แล้ว...ก็ปล่อยวางไปโดยอัตโนมัติ ไม่มีความยึดถือในสิ่งไดๆ จิต ก็อยู่ในสภาวะที่ประชุมพร้อมแห่งอริยมรรค ตัวกิเลส ก็ไม่เกิดขึ้น มีแต่...ความเป็นปกติ

แต่ในบางครั้ง...
สติ อาจจะเผลอไปนิดๆ เมื่ออะไรเกิดขึ้น
ถ้าหากว่าจิตยินดี นั่น!...กามสุขัลลิทานุโยค ถ้าจิตยินร้าย นั่น!...อัตตกิจลมถานุโยค
ถ้าจะกำหนดโดยตัวกิเลส...
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
จิต ยินดีในภพ นั่น!...กามตัณหา
จิต ยึด นั่น!...ภวตัณหา
จิต ไม่ยินดีในภพ นั่นคือ...วิภวตัณหา

แต่ถ้าไม่มี อาการดังกล่าวนั้น...
เพียงแต่กำหนดดู...สิ่งหนึ่งสิ่งใด อยู่...ตลอดเวลา ไม่มี ปฏิกริยาเกิดขึ้นแม้แต่ประการใด
มีแต่ปกติปรากฏเด่นชัด อยู่...อย่างนั้น
อันนี้! เป็นตัวประชุมพร้อมแห่งอริยมรรค
ศีล ก็เป็นอธิศีล
จิต ก็เป็นอธิจิต
ปัญญา ก็เป็นอธิปัญญา

ดังนั้น...
จึงใช้ได้ในภาษิตที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้แล้วแปลออกมาเป็นคำไทยว่า...
ศีล อบรมสมาธิ สมาธิ อบรมปัญญา
และที่นี้! ลงทางสุดท้าย...
ปัญญา ก็ย้อนออกมาอบรมจิต นี้คือ! หลักการปฏิบัติในคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะก้าวนำไปสู่ภูมิธรรม อันจะพึงเกิดขึ้นภายในจิต มีพุทธะปรากฏเด่นชัดอยู่...

การทรงไว้ซึ่งความเป็นผู้รู้...ผู้ตื่น...ผู้เบิกบาน เป็นกริยาของพุทธะ การทรงไว้ในสภาพปกติตลอดกาลเป็นกิริยาของพระธรรม กิริยาที่เกิดความสังวรระวังโดยอัตโนมัติ นั่น! เป็นกริยาของพระสงฆ์
สุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติดี
อุชุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติตรง
ญายะปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่งเห็นจริง สามีจิปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง

ถ้าภูมิธรรมของท่านผู้ใดสมควร
ที่จะบรรลุโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ได้
ก็กลายเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาด้วยประการฉะนี้."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา






“..ตัณหารักเมียเปรียบเหมือนเชือกผูกคอ ตัณหารักลูกรักหลานเปรียบเหมือนปอผูกศอก ตัณหารักวัตถุข้าวของต่างๆ เปรียบเหมือน ปอผูกตีน.."
สมบัติพัสถานต่างๆ ที่สร้างสมไว้ เมื่อตายลง ไม่เห็นมีใครหาบหามเอาไปได้เลยสักคนเดียว มีแต่คุณงามความดีกับความชั่วเท่านั้นที่ติดตัวไป พระอาจารย์ฝั้นปลงด้วยว่า ถ้าเธอเป็นพระกัมมัฏฐาน ไม่ควรคิดสร้างโลกวัฏฏสงสารเช่นนั้น ควรตั้งใจ ภาวนาให้รู้ให้เห็นในอรรถธรรมสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั้งสิ้น..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






ชมวิวสวยงาม คนเราจะมีความสุขได้
สักนานเท่าไร? ไม่กี่นาที ไม่กี่วินาที
ก็ชักร้อนบ้าง ชักเย็นบ้าง ชักเมื่อยล้าบ้าง
หรือหิวข้าว หรือกระหายน้ำ หรืออยาก
เข้าห้องน้ำ หรือแค่รู้สึกพอสมควรแล้ว (เบื่อ)
อยากดูรายการต่อไป

ความสุขที่เราได้จากโลกรอบตัวก็อย่างนั้น
แหละ มันมีความพร่องอยู่เป็นนิจ พร่องเพราะ
เป็นของ “แค่นั้น” มันกระตุ้นอารมณ์ชั่วคราว
เท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ในขณะเดียวกัน
ร่างกายของเราที่ถูกกระตุ้นก็ไว้ใจไม่ได้
มันดูแลยากเหลือเกิน พร้อมจะเป็นทุกข์
ตลอดเวลา ไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของเรา
และที่สำคัญที่สุดจิตใจผู้เสวยสุขยังมีกิเลสอยู่
จิตมีกิเลสได้อะไรเท่าไรก็ไม่พอ
เพราะพอไม่เป็น ส่วนจิตที่รับการฝึกอบรม
ดีแล้ว ไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหน มองไปทางไหน
ด้วยจิตที่งามและมีปัญญา ก็มีความสุขทั้งนั้น
...
พระอาจารย์ชยสาโร





การแผ่บุญให้คน ถ้าเขากำลังมีอารมณ์โลภ โกรธ หลง มันไม่รับ มันกระแสคนละคลื่น ให้บอกเทวดาที่ดูแลเขาให้ดลใจทำสิ่งที่ดี ไม่เหมือนวิญญาณมันเห็นแสงได้
..............................
คติธรรมย้ำเตือน
ศรัทธาหนึ่งเดียวพระพรหมปัญโญ(ดู่)




ได้มาก็ อย่าดีใจ เสียไปก็อย่าโศกเศร้า ทุกอย่าง ที่อยู่ในโลก ลัวนชั่วคราวทั้งนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






#คติธรรม
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ

โอวาทธรรม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

หลงยึดมั่นถือมั่น ว่าเราเป็นผู้รู้

เพราะมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) และ อวิชชา (ความไม่รู้) จึงหลงยึดมั่นถือมั่น ว่าเราเป็นผู้รู้ หรือ ผู้รู้เป็นตัวเรา จึงหลงยึดถือว่าเป็นของเรา จึงเป็นเหตุให้เกิดกิเลส ตัณหา จนเป็นความทุกข์เดือดร้อนในปัจจุบัน ในชาตินี้ และชาติต่อ ๆ ไป

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่

ปุจฉาวิสัชนาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2563







" อย่าขยันนอกหน้าที่การงาน ขยันแต่เฉพาะในหน้าที่การงานเท่านั้น เพราะคนเราอยู่ด้วยหน้าที่การงาน ไม่มีหน้าที่ไม่มีการงานก็อยู่ไม่ได้ในโลกมนุษย์ "
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม




“..ตัณหารักเมียเปรียบเหมือนเชือกผูกคอ ตัณหารักลูกรักหลานเปรียบเหมือนปอผูกศอก ตัณหารักวัตถุข้าวของต่างๆ เปรียบเหมือน ปอผูกตีน.."
สมบัติพัสถานต่างๆ ที่สร้างสมไว้ เมื่อตายลง ไม่เห็นมีใครหาบหามเอาไปได้เลยสักคนเดียว มีแต่คุณงามความดีกับความชั่วเท่านั้นที่ติดตัวไป พระอาจารย์ฝั้นปลงด้วยว่า ถ้าเธอเป็นพระกัมมัฏฐาน ไม่ควรคิดสร้างโลกวัฏฏสงสารเช่นนั้น ควรตั้งใจ ภาวนาให้รู้ให้เห็นในอรรถธรรมสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั้งสิ้น..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






Thai/English
"...เด็กรุ่นใหม่ต้องให้ทันโลกทันสมัยนะ
ถ้าเอาสัญชาตญาณนำชีวิต
เอานิติบุคคล ตัวตนนำชีวิต
เรียกว่าเป็นคนไม่ทันโลก ไม่ทันสมัย

เถ้าแก่นี่ทันโลกทันสมัย
แม้จะรวยเป็นหมื่น ๆ ล้าน
นี่ก็ไม่หลงประเด็น
ต้องสาธุให้เขาน่ะ เห็นด้วยมั้ย

เราทุกคนถึงจะรวยเป็นหมื่น ๆ ล้าน หลายหมื่นล้าน
นี่ก็ดับทุกข์ไม่ได้หรอก
ถ้ายังเอาสัญชาตญาณนิติบุคคล ตัวตน เป็นเรา
เห็นด้วยมั้ย

เราจะมีความสุขได้ก็เพราะเรารู้เข้าใจ
เราเสียสละสัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตนนี่แหละ อย่างนี้
คนเราไม่เสียสละนี่
มันคือโปรแกรมเมอร์สีดำ สีเทา
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย

เราต้องเข้าใจ
เราต้องหยุดตัวเองน่ะ ด้วยความรู้ความเข้าใจ
มีความสุขในการทำงาน
หรือว่ามีความสุขในการทำหน้าที่

พระนิพพานถึงอยู่ที่ปัจจุบัน
ไม่ได้อยู่ที่อนาคตน่ะ
ถ้าผู้ที่เป็นเสขบุคคล ก็ต้องรู้เข้าใจว่า
เราต้องก้าวไปแล้ว
เห็นด้วยมั้ย

เรามีความสุขในการทำหน้าที่
ออกซิเจนของเราก็จะดี

เราเป็นคนเชียงใหม่
เราเป็นคนสวย
รู้เข้าใจเถอะ
สวยก็ดับทุกข์ไม่ได้หรอก
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย

เราต้องรู้เข้าใจ
ถ้ารู้เข้าใจแล้วทีนี้น่ะ
ปัญหามันก็จะเป็นปัญญา
ปัญญาก็จะมีความสุขในการทำหน้าที่น่ะ

โยมเตี่ยนี่สตางค์เยอะ
ไม่รู้จะทำอะไร
ซื้อรถคันละหลายสิบล้านมาขี่
มันก็ไม่หายทุกข์หรอก หลวงพ่อว่า
มนุษย์เราถึงต้องมีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ที่ปัจจุบัน

เราต้องรู้เข้าใจว่า
สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนี้
อันเดียวกัน

เรามีความสุขในการทำหน้าที่ในการทำงาน
สุขภาพใจของเราก็ดี
สุขภาพกายของเราก็ดี

เรามีตัวมีตน
เราก็ไม่มีความสุขในการทำหน้าที่ ในการเสียสละ อย่างนี้น่ะ
เหมือนพวกครูทั้งหลายน่ะ
พวกครูทั้งหลายนี่
ประเภทสร้างนักเรียนขึ้นมาอย่างนี้นะ
พวกครูนี่ไปหาแต่บอกคนอื่น
ตัวเองไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติ
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย

เณรอินเดียมาอยู่วัดหลวงพ่อน่ะ
เลื่อมใสมาก
บอกว่าวัดนี้อะไรก็ดีหมดน่ะ
เสียอย่างเดียว
ถ้าไม่มีตื่นตีสามน่ะ(จะดีมาก)

คนเราไม่รู้ไม่เข้าใจว่า
ตีสามนั่นน่ะ
เราจะได้เสียสละ
มาอดข้าวนั่นน่ะ จะได้เสียสละ

การประพฤติการปฏิบัติมันถึงเน้นที่เรา
เน้นที่ความคิด อย่างนี้น่ะ
ความคิดอันนี้ไม่ดี ไม่คิด
อันไหนไม่ดี ไม่พูด
อันไหนไม่ดี ไม่ทำ
ก็หยุดสัญชาตญาณ

ความรู้ความเข้าใจ
มีความสุขในการทำหน้าที่
การประพฤติปฏิบัติของเรามันถึงเป็นเชิงบวกน่ะ
ทำงานเพื่อจะเอา มันไม่ใช่เชิงบวกนะ
ทำงานเพื่อจะเอานี่
ไม่สมควรที่จะเป็นผู้นำนะหลวงพ่อว่า

คุณหมอนั่น มีลูกน้องเยอะน่ะ
เรายกเลิกตัวตนนี่
ลูกน้องมันถึงจะรักเรา
เพราะเรามีตัวมีตนน่ะ
หลวงตาบัวบอกว่า
มันเหม็นหลายแดนโลกธาตุเลยนะ ตัวตนน่ะ..."

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๙

◇◇◇◇◇◇◇
...Young people today must keep up with the world and modern times.
If we allow instinct to lead our lives, if we let our personal identity and sense of self become the guiding force, then we are actually people who are not keeping up with the world at all. We are not truly modern.

A wise business owner is someone who keeps up with the world. Even if they possess wealth worth tens of billions, they do not lose sight of what truly matters. We should rejoice in their wisdom. Don't you agree?

No matter how wealthy we become, whether we have tens of billions or many tens of billions, we still cannot put an end to suffering if we continue to cling to instinct, identity, and the idea of self. Isn't that true?

We can only be happy because we understand. We learn to let go of the instinct that constantly creates a sense of self and ego.
If a person is unwilling to sacrifice this attachment, it becomes like a dark and grey programmer operating inside the mind.
Do you agree?

We must understand.
We must stop ourselves through wisdom and understanding.
We must be happy in our work and happy in fulfilling our duties.

That is why Nibbāna is found in the present moment.
It is not found in the future.

Those who are still trainees on the path must understand that they have to keep moving forward.
(They must continue progressing.)
Do you agree?

When we are happy in performing our duties, our oxygen becomes good.
(Our whole being becomes refreshed and healthy.)

You are from Chiang Mai.
Perhaps you are beautiful.
But understand this clearly.
Beauty cannot put an end to suffering.
Do you agree?

We must understand.
When understanding arises, problems become wisdom.
Wisdom allows us to perform our duties with happiness.

This Papa has so much money that he does not know what to do with it.
He buys cars worth tens of millions simply to drive them around.
Yet suffering does not disappear.
That is why human beings need mindfulness and clear comprehension established in the present moment.

We must understand that what is outside and what is inside are not separate.
They are one and the same.

When we are happy in our work and happy in fulfilling our duties, our mental health becomes good and our physical health becomes good as well.

When we cling to self and ego, we cannot truly be happy in our duties or in selfless service.

Take teachers for example.
Some teachers spend their lives educating and developing students.
Yet some only tell others what to do while failing to practise themselves.
Do you agree?

An Indian novice once came to stay at my monastery.
He had tremendous faith and appreciation.
He told me,

"Everything here is wonderful.
There is only one problem.
If there were no 3 a.m. wake-up call, it would be perfect."

People do not understand that waking up at three in the morning is itself an opportunity for sacrifice.
Going without food is also an opportunity for sacrifice.

That is why practice must focus on ourselves.
It must focus on our thoughts.
If a thought is not good, do not think it.
If words are not good, do not speak them.
If actions are not good, do not perform them.
This is how we stop instinctive habits.

Understanding, together with happiness in fulfilling our duties, makes our practice truly positive.
Working merely to gain something is not true positivity.
Working only for personal gain is not the proper foundation for leadership.
In my opinion, such a person is not fit to be a leader.

A doctor may have many people working under them.
When we abandon self-importance and ego, our subordinates naturally love and respect us.

But when we cling to self and ego, it creates an unpleasant smell that spreads everywhere.

As Luangta Bua used to say,

"The self smells bad throughout countless realms of existence." ...

Luang Phor Gunhah Sukhakamo
Wat Pah Subthawee Dhammaram
Saturday, 6 June 2026

#ใจดีใจสบาย
#ธรรมะใจดีใจสบาย
#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
#LuangPhorGunhah_Sukhakamo
#JaideeJaisabaai #WatSubthawee








ให้เราดูมองปัจจุบัน มองอดีตที่ผ่านมา มองไปในอนาคต จะมองแต่ในปัจจุบันอย่างเดียวไม่ได้ มองอดีตที่ผ่านมา ชีวิตของเราเป็นยังไงที่ผ่านมา แล้วก็อยู่ในปัจจุบัน แล้วก็มองในอนาคต เราจะทำคุณงามความดีอะไร

ชีวิตของเราทุกคนมันมีจุดจบ มันมีที่สิ้นสุด ไม่ใช่ไม่มีที่สิ้นสุด เราจะไปสุดที่ตรงไหน เราควรจะปฏิบัติตนอย่างไร ควรจะมีคุณธรรมศีลธรรมจริยธรรมอันใดไว้ประดับกายวาจาใจของตนเอง อันนี้พวกเราก็ต้องได้คิดวางแผน คิดมองไปข้างหน้า ไม่ใช่ว่าอยู่กินเป็นวัน ๆ จนไม่คิดอ่านอะไร ไม่ได้มองไปข้างหน้า มันก็ไม่น่าจะถูกนะ พระพุทธเจ้าท่านให้มองไปข้างหน้า เราจะทำตนยังไง ทำในวันนี้ก็เพื่ออนาคต ถ้าทำคุณความดีในวันนี้ อนาคตของเราก็จะดี ถ้าเราทำตัวไม่ดีในวันนี้ อนาคตก็มืดบอด หมดอนาคต

อดีตมันผ่านมาแล้ว อดีตเป็นบทเรียน เราก็ควรจะนึกเหมือนกันนะ เราเดินมายังไง มันคดมันโค้งไหม มันดีไหม มันเลวไหม ถ้ามันเลวจุดไหน ก็เป็นบทเรียนของเรา การกระทำหรือการคิดการพูดจุดนั้นมันไม่ดีเลย ล่อแหลมมาก หรือว่ามันเสียหายมาแล้ว ต่อไปนี้เราก็จะไม่ควรจะทำอย่างที่ผ่าน ๆ มาในจุดนั้น จุดดีเราควรจะทำให้ดีขึ้น เราทำมาแล้ว มันดีแล้วนะ จุดที่ไม่ดีเราก็พยายามปรับปรุงแก้ไขว่าเราจะไม่ทำที่ผ่าน ๆ มาอย่างนั้นอีก อดีตมันเป็นบทเรียนทั้งสองอย่าง จากนั้นเราก็ทำดีในปัจจุบันไปเรื่อย ๆ คิดดีทำดีพูดดีในปัจจุบัน อนาคตก็สดใส ถ้าหากว่าเราทำตัวไม่ดีในปัจจุบัน เสียหายนะลูกหลานนะ

ดีกับเลวพวกเราก็รู้อยู่แล้ว เป็นผู้ใหญ่ด้วยกันแล้ว อันไหนดีอันไหนเลว ก็ควรจะรู้แล้วล่ะนะ ถ้าไม่รู้ก็ศึกษา เราต้องศึกษามาสู่วัดวาศาสนา ได้ยินเสียงหลวงพ่อพูด หลวงพ่อก็พูดแนะแนวแนะนำให้ลูกหลานได้ฟัง หลายเกร็ดหลายแนวทางหลายอย่างที่หลวงพ่อได้พูดได้กล่าว เป็นการแนะแนวแนะนำ เป็นการพูดให้กับศรัทธาญาติโยมลูกหลาน ถ้าไม่มีใครพูดเสียเลย ต่างคนก็ต่างปิดปากหมด พวกเราจะได้ความรู้ความฉลาดไหม มันเป็นไปไม่ได้นะลูกหลานนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “โลกวัชชะไม่ติเตียน ปัณณัตติวัชชะไม่รังเกียจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๙






ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่
.............................
วันนี้ก็อยากจะเป็นการแสดงให้เห็นการปฏิบัติ
เพื่ออาจจะเป็นที่เบาใจของท่านทั้งหลาย
หลายท่านอาจจะรู้สึกลำบากใจหนักใจบ้าง
จากการที่เราอาจจะมีประสบการณ์ของการปฏิบัติอย่างหนึ่ง
พอมาที่นี่ก็อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง
หรือไปที่อื่น ๆ ก็อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง
ก็อาจจะเกิดการสับสนว่าเราจะปฏิบัติกันอย่างไร ตามแนวทางอย่างไร

#ความจริงแล้วแนวทางของการปฏิบัติ
#มันก็มีเส้นทางดำเนินอยู่หลายๆทางด้วยกัน
#แต่ว่าที่สุดแล้วมันจะต้องมารวมกันเข้าสู่แนวเดียวกัน
#เพียงแต่ว่าเบื้องต้นมันก็จะต่างๆกันได้

อุปมาเหมือนกับว่า
ในสถานที่นี้ตรงนี้เป็นอุโบสถในวัดมหาธาตุ
การที่จะเข้ามาสู่ในที่นี้มันก็มาได้หลายทาง
สมมติเรามาจากต่างจังหวัดก็มาได้
มาถึงแล้วก็อาจจะเข้าประตูนั้นประตูนี้
บางคนก็อาจจะเข้าไม่ถูก ก็สอบถาม
แล้วที่สุดพอเข้ามาถูกแล้วมันก็มาลงที่เดียวกัน ที่สุดแล้วมันจะเข้ามาลงที่เดียวกัน
เพียงแต่ว่าช่วงแรกมันก็อาจจะต่างกัน

#เหมือนกับการปฏิบัติ
#จุดรวมกันที่จะทำให้เข้าถึงปัญญารู้แจ้งที่จะเป็น วิปัสสนาญาณ
#มันหนีไม่พ้นเรื่องการเข้าถึงตัวสภาวะ #ตัวปรมัตถธรรม
#หรือเรียกว่ารูปธรรมนามธรรม #หรือขันธ์ ๕
#เราจะเริ่มต้นด้วยแบบไหนอย่างไรก็ตาม
#แต่ที่สุดแล้วเราต้องเชื่อมโยงเข้ามาสู่ตัวสภาวะหรือขันธ์๕ให้ถูก
#ถ้าเชื่อมโยงมาไม่ถูกมันก็จะเข้าถึงปัญญารู้แจ้งไม่ได้

เหมือนอย่างมาแล้ว เข้ามาที่นี่ไม่ถูก
ก็จะเลาะอยู่วิหารคตบ้าง อยู่ข้างนอกบ้าง
ก็เลาะ ๆ อยู่รอบ ๆ
เข้ามาในวัดมหาธาตุเหมือนกัน แต่มันเข้ามาที่นี่ไม่ถูก ก็อยู่รอบ ๆ ไป

#เหมือนแนวทางการปฏิบัติมันมีหลายทาง
#ถ้าเชื่อมมาถูก #มันก็เข้ามาสู่ปัญญารู้แจ้งได้
#แต่ถ้าเชื่อมมาไม่ถูก #ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนมันก็จะอยู่กรอบนอกทั้งหมด
กรอบในก็คือสิ่งที่เป็นความจริง คือขันธ์ ๕ หรือรูปนาม หรือปรมัตถ์
ต้องเข้ามาสู่เส้นทางนี้

ฉะนั้นท่านจะเข้ามาทางลมหายใจก็ได้
ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
บางท่านอาจจะอาศัยอานาปานสติ
ระลึกรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก
แล้วก็เชื่อมโยงเข้ามาสู่รูปนามขันธ์ ๕ ให้ถูก
ถ้าเข้ามาไม่ถูก มันก็จะได้เพียงสมาธิ
แต่ก็ยังเป็นกรรมฐาน

บางท่านอาจจะเริ่มจากใช้อิริยาบถใหญ่เป็นหลัก
บางสำนักมี เขาจะให้กำหนดอิริยาบถใหญ่เป็นหลัก
การยืน การเดิน การนั่ง การนอน
จะไม่ให้ดูอย่างอื่น
ให้ดูเรื่องยืน เดิน นั่ง นอน
ถ้าเชื่อมโยงมาถูก ลึกซึ้งเข้าไปสู่ตัวสภาวะได้ มันก็เกิดปัญญารู้แจ้งได้
แต่ถ้าเชื่อมไม่ถูก มันก็จะอยู่แค่ระดับสมาธิ
ถึงแม้จะกำหนดยืน เดิน นั่ง นอน ซึ่งเป็นเรื่องของกายก็ตาม
มันก็จะอยู่แค่สมาธิคือจิตตั้งมั่น

หรือบางสำนักอาจจะเริ่มจากการใช้อิริยาบถย่อย
มีไหม บางครูบาอาจารย์ก็จะให้สร้างจังหวะยกมือ
อันนี้เรียกว่าอิริยาบถย่อย สัมปชัญญบรรพ
ทำความรู้สึกตัวในการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ให้ทำความรู้สึกตัวในการคู้ ในการเหยียด
ในการก้ม ในการเงย การเหลียวซ้ายแลขวา
ทำความรู้สึกตัวในขณะแล ในขณะเหลียว
นี่เป็นคำสอน

… อะภิกกันเต ปะฏิกกันเต สัมปะชานะการี โหติ
พึงทำความรู้สึกตัวในขณะก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับมาข้างหลัง

… อาโลกิเต วิโลกิเต สัมปะชานะการี โหติ
พึงทำความรู้สึกตัวในขณะแล ในขณะเหลียว

ลืมตาปฏิบัติ
ขณะแล มันต้องลืมตา
ทำความรู้สึกตัวในขณะแล ในขณะเหลียว
หันซ้ายหันขวา ทำความรู้สึกตัว

… สัมมิญชิเต ปะสาริเต สัมปะชานะการี โหติ
พึงทำความรู้สึกตัวในขณะคู้อวัยวะเข้า เหยียดอวัยวะออก
อะไรบ้างที่คู้ได้เหยียดได้? แขนขา
งอแขน เหยียดแขน งอขา ทำความรู้สึกตัว

… อะสิเต ปิเต ขายิเต สายิเต สัมปะชานะการี โหติ
พึงทำความรู้สึกในขณะรับประทานอาหาร การเคี้ยว การลิ้ม การดื่ม
นั่นก็เป็นการเจริญกรรมฐาน
การเคี้ยว การลิ้ม ทำความระลึกได้

… สังฆาฏิปัตตะจีวะระธาระเณ สัมปะชานะการี โหติ
พึงทำความรู้สึกตัวในขณะทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร

ชีวิตประจำวันของพระมันหนีไม่พ้นเรื่องนุ่งห่มจีวร ใช้สังฆาฏิ อุ้มบาตรบิณฑบาต
ก็ไม่ได้นั่งหลับตา
ให้ทำความรู้สึกตัวในขณะนั้น ๆ
เพราะว่าเวลานุ่งห่มจีวรมันต้องขยับแขนขา
ขณะที่ขยับเคลื่อนไหวให้ทำความรู้สึกตัว
บิณฑบาตเดินไป สำรวมตา สำรวมใจ
กำหนดรู้ไปทุกย่างก้าวทั้งไปทั้งกลับ
นั่นก็เป็นกรรมฐาน

… อุจจาระปัสสาวะกัมเม สัมปะชานะการี โหติ
พึงทำความรู้สึกตัวในขณะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ
สอนไปถึงขนาดนั้น ที่พระพุทธเจ้าสอน
แม้อยู่ในห้องน้ำยังเจริญกรรมฐาน

… คะเต ฐิเต นิสินเน สุตเต ชาคะริเต ภาสิเต ตุณหีภาเว สัมปะชานะการี โหติ
พึงทำความรู้สึกตัวในขณะเดิน
คะเต (เดิน)
ฐิเต (ยืน)
ทำความรู้สึกตัวในขณะนอน หลับ ตื่น พูด นิ่ง
ขณะพูด ปากเคลื่อนไหว ใจรับรู้ ก็รู้สึกตัวไป
ขณะนิ่ง ๆ ก็ทำความรู้สึกตัว
สรุปแล้วเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน
อยู่ในสติปัฏฐานหมด
นี่ก็อยู่ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เพราะฉะนั้นเบื้องต้นมันก็จะต่าง ๆ กัน
แม้แต่ลมหายใจก็ได้
อิริยาบถใหญ่ก็ได้
อิริยาบถย่อยก็ได้
หรือทำทั้ง ๒ อย่าง ๓ อย่าง
อย่างที่เราทำก็จะมีการเดินจงกรมด้วย มีการนั่งภาวนา

แล้วก็ยังมีอย่างอื่นอีก
ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานยังมีปฏิกูลมนสิการบรรพ
พิจารณาอาการ ๓๒ เป็นของปฏิกูล
ก็อยู่ในคำสอน
แม้แต่ตอนเราบวช อุปัชฌาย์ให้ตจปัญจกกรรมฐาน
ต้องรับกรรมฐานเรื่องนี้มาทุกรูป
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ
พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นของปฏิกูล
นี่ก็เป็นกรรมฐาน
สามารถทำแล้วจิตตั้งมั่น
แล้วก็เชื่อมโยงเข้าไปสู่สภาวะรูปนามได้

นอกจากนี้ก็ยังแสดงเรื่องธาตุมนสิการบรรพ
พิจารณาดูความเป็นธาตุทั้ง ๔
แยกกายออกเป็นธาตุดิน เป็นธาตุน้ำ เป็นธาตุไฟ เป็นธาตุลม

เหมือนคนแล่โคแยกชิ้นส่วนของเนื้อโควางขายในทางสี่แพร่ง
มันไม่มีตัวโคแล้ว
ร่างกายนี้พอแยกธาตุออกไปแล้วมันไม่มีตัวสัตว์บุคคลตัวตน
นี่ก็เป็นกรรมฐาน
ฉะนั้นบางที่ก็อาจจะถนัดเรื่องการพิจารณาโดยความเป็นธาตุ

#แต่อย่างไรก็ตาม
#เราเริ่มต้นอย่างไรก็ต้องเชื่อมโยงเข้ามาสู่แกนในคือตัวสภาวะ
อย่างที่วัดมหาธาตุที่เรามาเข้าอบรม
ก็จะใช้แนวทางพองหนอ ยุบหนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เป็นหลัก
เราก็ทำพองหนอ ยุบหนอ
เดินขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ซึ่งมี ๖ จังหวะ
ทำแล้วจิตใจตั้งมั่นอยู่กับกาย
แล้วก็เชื่อมโยงเข้าไปสู่สภาวะ

เช่น ตอนแรกเราดูท้องพองท้องยุบ
พองหนอ ยุบหนอ
จิตใจตั้งมั่น
ทีนี้ทำไป ๆ มันอาจจะไม่รู้ว่าพองหรือยุบ
แต่มันจะมีสภาวะความไหว ๆ อยู่
มันจะเหลือความไหวซึ่งเป็นธาตุลม
อันนี้คือตัวสภาวะ

เรียกว่าอาศัยกำหนดพองหนอยุบหนอ แล้วก็เชื่อมโยงไปดูสภาวะความไหว
จึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดดับ
ความไหวนี่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดดับ

หรืออย่างเราเดินขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
จิตใจอยู่กับการเดิน
ตอนใหม่ ๆ เราก็จะมีคำบริกรรม มีขวาซ้าย
คำบริกรรมในใจถือว่าเป็นสัตวบัญญัติหรือนามบัญญัติ
คือบัญญัติชื่อเรียกขึ้นมา
ตีความหมายว่านี่ขวา นี่ย่าง นี่ซ้าย นี่ย่าง
เป็นความหมาย
มันก็เป็นกรรมฐาน
ถึงจะเป็นบัญญัติ แต่เวลาปฏิบัติไปจิตมันจะเชื่อมโยงเข้าไปดูสภาวะ

เดิน
ฝ่าเท้าสัมผัสพื้น รู้สึกอะไร?
แตะลงไปนี่แข็งหรืออ่อน?
บางทีเราเดินบนพรมอาจจะนิ่ม หรือเย็น หรือร้อน
กดลงไป ข้อเท้ารู้สึกเป็นอย่างไร? ตึง หนัก
นี่เป็นสภาวะแล้ว

เชื่อมโยงเข้าไปดูสภาวะ
เวลายก หย่อน ก้าวไป เคลื่อนไหว
ความรู้สึกที่เคลื่อนไหวเป็นสภาวะแล้ว
แข็ง อ่อน เป็นรูปของธาตุดิน
ตึง หย่อน ไหว เป็นธาตุลม
ร้อน เย็น เป็นธาตุไฟ
พอเข้าไปถึงตัวสภาวะ
มันก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นความเสื่อมไป

พระพุทธเจ้าถามปัญจวัคคีย์ตอนฟังอนัตตลักขณสูตรที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ว่า
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?

ความเย็น ความร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง สี เสียง กลิ่น รส นี่เป็นรูป
เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ไม่เที่ยง

สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นสุขหรือเป็นทุกข์เล่า

เป็นทุกข์พระพุทธเจ้าข้า

“ทุกข์” ในที่นี้หมายถึงมันตั้งอยู่ไม่ได้ มันทนอยู่ไม่ได้ มันต้องแตกดับไป
มันไม่ได้หมายถึงทุกขเวทนาปวดเจ็บเท่านั้น
ทุกขลักษณะ หมายถึงมันทนอยู่ไม่ได้ ตั้งอยู่ไม่ได้
ฉะนั้นสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็จะเป็นทุกข์
ก็ตอบว่าเป็นทุกข์พระเจ้าข้า

เมื่อสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา
ควรหรือที่เธอจะยึดถือว่านั่นเป็นของเรา นั่นคือตัวเรา นั่นคือตัวตนของเรา

ไม่ควรพระเจ้าข้า

พระพุทธเจ้าก็จะถามไป เรื่องรูป เรื่องเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ปัญจวัคคีย์ก็ตอบไปทีละข้อ

และพระองค์ก็ให้พิจารณาว่า

ภิกษุทั้งหลาย
รูป หรือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน
ทั้งที่เป็นภายใน ภายนอก
หยาบ ละเอียด
เลวหรือประณีตทั้งหมดนั้น
เธอจงพิจารณาด้วยปัญญาอันเห็นชอบตามความเป็นจริงว่า

… เนตัง มะมะ
นั่นไม่ใช่ของเรา

… เนโสหะมัสสะมิ
นั่นไม่ใช่ตัวเรา

… นะเมโส อัตตาติ
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

ที่สุดแล้วมันจะต้องพิจารณาเห็นอนัตตา
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็จะเป็นอนัตตา หาตัวตนไม่ได้
อันนี้คือปัญญาที่เป็นวิปัสสนาญาณปัญญา
จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
หรือจะเห็นได้ต่อเมื่อสติต้องระลึกเข้าไปจรดสภาวะ
รูปนามขันธ์ ๕
หรือว่าเราจะกำหนดพองหนอ ยุบหนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
มันเชื่อมโยงเข้าไปดูสภาวะ
เห็นความเกิดดับ เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาได้

หรืออย่างคนที่อาศัยอานาปานสติกำหนดลมหายใจเข้าออก
ดูลมหายใจเข้าลมหายใจออกจนกระทั่งจิตมีสมาธิ
พอจิตมีสมาธิ มันจะเกิดปีติความอิ่มเอิบใจ เกิดความสุขใจ
จึงมาระลึกรู้ปีติความสุขอันเป็นจิตตสังขาร
ระงับจิตตสังขาร
เข้ามาสู่ฐานเวทนา
เข้าไปสู่ฐานจิต
จิตที่เป็นธาตุรู้ จิตบันเทิง จิตตั้งมั่น
เปลื้องจิต ปล่อยวาง
เข้าไปสู่ฐานจิต
เข้าไปสู่ฐานธรรม
พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เห็นความคลายออก
เห็นความดับไป เห็นความสละคืน
ที่สุดแล้วมันจะเข้าไปเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน แล้วก็ความสละ
ที่สุดแล้วก็ต้องสละ

จาโค (ความสละ)
ปะฏินิสสัคโค (สลัด)
มุตติ (หลุดพ้น ปล่อยวาง)
อนาลโย (สิ้นอาลัยในตัณหา)
นั่นก็คือมันต้องละเหตุแห่งทุกข์คือตัณหา
ตัณหามันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
เข้าไปกำหนดรู้รูปนามขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นตัวทุกข์
เพื่อให้เห็นความจริงว่ามันเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา
จนจิตมันคลายจากความยึดถือยึดมั่น
ตัณหาก็ถูกชำระออกไป
จึงเข้าไปแจ้งถึงนิโรธความดับทุกข์ด้วยการเจริญมรรค
ขณะที่กำหนดรู้รูปนามขันธ์ ๕ สภาวะมันเป็นมรรค
นี่ก็เป็นแนวทางการปฏิบัติ

ธรรมบรรยาย แนะแนวการปฏิบัติกรรมฐาน
ธรรมบรรยายอบรมพระวิปัสสนาจารย์
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร
(๒๕-๕-๖๙)
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา







พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านให้พิจารณา พอจิตสงบเป็นพื้นฐานพอสมควรมีสมาธิพอสมควรแล้ว ให้พิจารณาทางอสุภะ พิจารณาถึงความตาย มองเห็นตัวเองตายแล้วก็มองเห็นอสุภะในร่างกายของตนเอง แล้วก็มอง เวลาเห็นคนจะเป็นรูปร่างกลางตัวยังไงก็ตาม ให้มองออกไปข้างนอกให้เห็นเป็นอสุภะ อีกสักวันหนึ่งเขาจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ไม่ใช่มันจะผุดผาดอยู่อย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้เดี๋ยวนี้ ต่อไปภายภาคหน้าเห็นไหมคนแก่ เห็นไหมคนเจ็บ เห็นไหมคนตาย เห็นไหมกระดูก ทุกคนเป็นอย่างนั้นใช่ไหม เราก็ไม่แพ้กันเขาก็ไม่แพ้กันทุกคน

ถ้าเราเห็นสังขารร่างกายเป็นอสุภะเป็นปฏิกูล เห็นความแก่ความเจ็บความตายอยู่ในจิตในใจ เห็นความเกิดขึ้นความเสื่อมอยู่ในจิตในใจแล้ว จิตใจมันจะไปที่ไหน จิตใจมันก็ปล่อยวางในจิตใจ ไม่หลงโลกหลงทาง ไม่หลงโลกหลงสงสาร แต่ถ้าหากว่าพวกเราไม่ได้พิจารณา ไม่ได้คิดไม่ได้ภาวนาเรื่องจิตภาวนา พิจารณาถึงความตาย เรื่องอสุภะปฏิกูลตามพ่อแม่ครูบาอาจารย์แนะแนวแนะนำสั่งสอน จะหลงทิศหลงทาง เอาตัวไม่รอดนะ ตายในวัฏสงสารนะ

เพราะฉะนั้นให้พวกเราทุก ๆ ท่านพิจารณาดูให้ดี นั่งภาวนาจิตใจสงบเป็นพื้นฐานแล้วพิจารณาอสุภะ พิจารณาความตาย แยกส่วนแบ่งส่วนของร่างกายของตนเองก่อน เรานั่งอยู่ที่นี่หรือเรานอนเราก็แยกส่วนแบ่งส่วนเลย เรานั่งก็แยกดูซิถลกหนังออกเสียก่อน เหมือนกับถลกหนังหมูหนังวัวหนังควายหนังสัตว์อย่างงั้นล่ะ พอถลกออก มีเห็นเนื้อก็แดงเถือกไปหมด พอเห็นเนื้อแล้วก็ชำแหละเนื้อออกไป พอชำแหละเนื้อออกไปเห็นกระดูก พอเห็นกระดูกเอาตับไตลำไส้ออกไปก่อน พวกตับพวกปอดพวกนั้นเอาขยับออก เอาออกเป็นกอง ๆ ไว้ก่อน เอาตับเอาปอดเอาไส้เอาไป อวัยวะไหนกองไว้ก่อน

จากนั้นก็ดูซิกระดูกของเราเป็นยังไง ซี่โครงของเราเป็นยังไง กะโหลกศีรษะเป็นยังไง กระดูกคอเป็นยังไง กระดูกไหปลาร้าเป็นยังไง กระดูกแขนเป็นไง กระดูกข้อแขน ข้อ ๑ ข้อ ๒ กระดูกข้อมือเป็นยังไง กระดูกนิ้วมือเป็นยังไง ทางซ้ายทางขวาเป็นยังไง กระดูกซี่โครงเป็นยังไง กระดูกสันหลังเป็นยังไง ให้ดูกระดูก ถ้าเราไม่เห็นเราก็เอาหนังสืออสุภะของหลวงตามหาบัว ที่ลูกศิษย์ลูกหาพิมพ์ไว้นะ เราเห็นอยู่แล้วล่ะเอามาดู มันเป็นอย่างนี้จริงไหม นี่แหละการภาวนาการแยกแยะร่างกายสังขาร

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เลาะเนื้อ เปลื้องหนัง ดับกามราคะ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๙







“ไม่มีเงินอย่าพากันทำ มีจึงทำ บุญไม่ต้องเสียเงิน
เจตนาเป็นบุญแล้ว ถ้าครอบครัวยังขัดสนอยู่อย่าพากันทำ เลี้ยงครอบครัวให้มีความสุขก่อน แล้วจึงค่อยเสียสละบริจาคมาตามฐานะของตัวเองนะ”

พระธรรมเทศนา พระราชมงคลวชิรปรีดา
องค์หลวงปู่ทุย ฉันทกโร
วัดป่าดานวิเวกในพระบรมราชูปถัมภ์
บ้านแสงอรุณ ตำบลศรีชมภู
อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ






ความเสื่อมไปแห่งสังขาร

เสื่อมไปอย่างไร เปรียบเหมือนก้อนน้ำแข็ง
แต่ก่อนมันเป็นน้ำเขาเอามาทำให้เป็นก้อน
แต่มันก็อยู่ไม่นานหรอกมันก็เสื่อมไป
เอาก้อนน้ำแข็งใหญ่ๆ เท่าเทปนี้ไปวางไว้กลางแจ้ง
จะดูความเสื่อมของก้อนน้ำแข็งก็เหมือนสังขารนี้
มันจะเสื่อมทีละน้อยทีละน้อย ไม่กี่นาทีไม่กี่ชั่วโมงก้อนน้ำแข็งก็จะหมด ละลายเป็นน้ำไป นี่เรียกว่า เป็นขะยะวัยยังความสิ้นไป ความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย
เป็นมานานแล้ว ตั้งแต่มีโลกขึ้นมา เราเกิดมา เราเก็บเอาสิ่งเหล่านี้มาด้วยไม่ใช่ว่าเราทิ้งไปไหน พอเกิดเราเก็บเอาความเจ็บ ความแก่ ความตายมาพร้อมกัน

ดังนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ว่า ขะยะ-วัยยังความสิ้นไปเสื่อมไปของสังขารทั้งหลาย
เรานั่งอยู่บนศาลานี้ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งหมดนี้มีแต่ก้อนเสื่อมทั้งนั้นนี่ที่ก้อนมันแข็ง เปรียบเช่นก้อนน้ำแข็งแต่ก่อนเป็นน้ำ มันเป็นก้อนน้ำแข็งแล้วก็เสื่อมไปเห็นความเสื่อมมันไหม ดูอาการที่มันเสื่อมซี
ร่างกายของเรานี่ทุกส่วนมันเสื่อม ผมมันก็เสื่อมไป
ขนมันก็เสื่อมไปเล็บมันก็เสื่อมไป หน้ามันก็เสื่อมไป
อะไรทุกอย่างมันเสื่อมไปทั้งนั้น

...ไม่อยากทุกข์ต้องรู้จักทางแก้ไข

ถ้ามันทุกข์แล้วไม่รู้จะไปฟ้องใคร ถ้าทุกข์เกิดขึ้นจะไปแก้ตรงไหนคือ อยากแต่ว่าไม่ให้มันทุกข์เฉยๆ เท่านั้น
อยากไม่ให้มันทุกข์แต่ไม่รู้จักทางแก้ไขมันแล้วก็อยู่ไป อยู่ไปจนถึงวันแก่ วันเจ็บ แล้วก็วันตายคนโบราณบางคนเขาว่า เมื่อมันเจ็บมันไข้จวบลมหายใจจะขาดให้ค่อยๆเข้าไปกระซิบใกล้หูคนไข้ว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ
มันจะเอาอะไร พุทโธนั่นนะ คนที่ใกล้จะนอนในกองไฟจะรู้จักพุทโธอะไรตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอายุรุ่นๆ ทำไมไม่เรียนพุทโธให้มันรู้หายใจติดบ้างไม่ติดบ้าง "แม่ๆ พุทโธ พุทโธ" ว่าให้มันเหนื่อยทำไม
อย่าไปว่าเลย มันหลายเรื่อง เอาได้แค่นั้นก็สบายแล้ว

โยมชอบเอาแต่ต้นกับปลายมัน ตรงกลางไม่เอาหรอก ชอบอย่างนั้นบริวารพวกเราทั้งหลายก็ชอบอย่างนั้น
ทั้งญาติโยมทั้งพระ ทั้งเณร ชอบแต่ทำอย่างนั้น
ไม่รู้จักแก้ไขภายในจิตของเจ้าของ ไม่รู้จักที่พึ่ง
แล้วก็โกรธง่าย และก็อยากหลายด้วยทำไม คือคนที่ไม่มีที่พึ่งทางใจอยู่เป็นฆราวาส มีอายุ ๒๐-๓๐-๔๐ ปี กำลังแรงดีอยู่พ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายก็พอพูดกันรู้เรื่องกันหน่อยนี่ ๕๐ ปีขึ้นไปแล้ว พูดกันไม่รู้เรื่องกันแล้ว
เดี๋ยวก็นั่งหันหลังให้กันหรอก แม่บ้านพูดไปพ่อบ้านทนไม่ได้พ่อบ้านพูดไปแม่บ้านฟังไม่ได้
เลยแยกกันหันหลังให้กัน เลยแตกกันเลย

...คิดและพิจารณาบ่อยๆ พลอยให้เกิดปัญญา

วันนี้ขอฝากให้เป็นการบ้าน เอาไปทำการบ้าน จะทำไร่ทำนาทำสวน ให้เอาคำหลวงพ่อมาพิจารณาว่า เราเกิดมาทำไมเอาย่อๆ ว่าเกิดมาทำไม มีอะไรเอาไปได้ไหม ถามเรื่อยๆ นะ ถ้าใครถามอย่างนี้บ่อยๆ มีปัญญานะ
ถ้าใครไม่ถามเจ้าของอย่างนี้ โง่ทั้งนั้นแหละ เข้าใจไหม
บางทีฟังธรรมวันนี้แล้วกลับไปถึงบ้านจะพบเย็นนี้ก็ได้
ไม่นานนะมันเกิดขึ้นทุกวัน เราฟังธรรมอยู่มันเงียบ
บางทีมันรออยู่ที่รถ เมื่อเราขึ้นรถมันก็ขึ้นรถไปด้วย
ถึงบ้านมันก็แสดงอาการออกมา อ้อ หลวงพ่อท่านสอนไว้จริงของท่านละมังนี่ ตาไม่ดี ไม่เห็นนะ

เอาละ วันนี้เทศน์มากก็เหนื่อย นั่งมามากก็เหนื่อยสังขารร่างกายนี้

โอวาทธรรม หลวงพ่อชา สุภัทโท
คัดลอกจาก...บางส่วนของหนังสือ อยู่เพื่ออะไร





“..คำว่าศรัทธา คือความเชื่อนี้ จึงถือว่าเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเช่นท่านพระอริยบุคคลชั้นต้น คือพระโสดาบัน ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา มีข้ออันท่านพระโสดาบันละได้อันเนื่องมาจากมรรคนั้นมี ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความเห็นถือว่าเป็นตัวตน ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความลูบคลำในศีล คืองมงายในสิ่งไม่ควรจะยึดถือ เช่นนับถือภูต-ผี-พระภูมิเป็นต้น นี่เป็นสิ่งแสดงว่าการจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยถือเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ความจริงแล้วการนับถือพระพุทธองค์นั้นก็คือต้องการให้เอาพระพุทธองค์เป็นมูลเหตุ และเป็นแบบฉบับนั้นเอง แม้ว่าเราจะยังไม่เป็นอริยโสดาก็ตาม แต่เราก็ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยศาสดาเป็นต้น ความที่เป็นบุคคลอ้างตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุสามเณร แต่พากันหลงเชื่องมงาย เช่นเชื่อ ศาลพระภูมิ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง พระภูมิเจ้าที่ อะไรอย่างนี้ จะอ้างตนว่าเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นดูเป็นการไม่สมควรเลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





#ใจของเราจะให้มันชอบใจในการนั่งสมาธิเสียเลยก็เป็นไปไม่ได้ ยากมาก เพราะกิเลสมันไม่ชอบ แต่เราก็พยายามทำ พยายามตะล่อมจิต พยายามบังคับจิตใจของเราให้อยู่เป็นหนึ่ง ในเมื่อเราเห็นคุณค่าแล้ว จิตใจสงบรวมเป็นหนึ่ง จิตใจเย็นสบาย จิตใจมีความสุข นั่นแหละทีนี้ เราเห็นคุณค่าแล้ว เมื่อเห็นคุณค่าแล้วมันขยันเอง ถ้าไม่ได้นั่งภาวนาเหมือนกับมันขาด
เราพยายามนั่งให้ได้แต่ละวัน ไม่ให้ขาด เพราะนั่งแล้วสบาย มีความสุข อย่างน้อยก็ได้รู้จิตใจว่า จิตใจของเรานึกคิดปรุงฟุ้งเรื่องอะไร เราจะดู ได้เห็น ได้รู้ ในขณะที่เรานั่งสมาธิ เพราะฉะนั้นพวกเราคณะศรัทธาญาติโยมทุกท่าน ให้ฝึก

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “การฝึกสมาธิเบื้องต้น”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 61 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร