วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.พ. 2026, 03:42  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.พ. 2026, 05:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5493


 ข้อมูลส่วนตัว


”ถ้าช่วยไม่ได้ก็ต้องอุเบกขา“

“อุเบกขา” ก็แปลว่า การต้องวางเฉยเวลาที่เราเจอสภาพที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ เช่นคนที่เรารักเขาเป็นโรคมะเร็ง เราอยากจะให้เขาหาย พยายามรักษาช่วยเท่าไหร่มันก็ไม่หาย มีแต่หมอบอกว่าจะต้องตาย เราก็ต้องทำใจ เพราะเราก็ช่วยอะไรไม่ได้ อยากให้เขาหาย อยากให้เขาไม่ตาย มันก็จะทำให้เราทุกข์ใจไปเปล่าๆ เราก็ต้องใช้กฎแห่งกรรมนี้มาสอนใจเราว่า ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องมีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตายเป็นธรรมดา ล่วงพ้นความแก่ ความเจ็บ ความตายไปไม่ได้ มีบุญ มีบาปมาไม่เท่ากัน มีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน บางคนก็อายุยืน บางคนก็อายุสั้น บางคนก็มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่เรื่อยๆ บางคนก็ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ก็ต้องยกให้เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมไป

ถ้าเรายอมรับเรื่องกฎแห่งกรรมแล้วใจเราก็จะได้สงบ ใจเราก็จะมีอุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายใจกับความทุกข์เดือดร้อนของผู้อื่น ที่เราไม่สามารถที่จะช่วยเหลือเขาได้นั่นเอง นี่คือการสร้างเครื่องปรับอากาศให้กับใจ ปรับใจเราให้เย็น ให้เราเย็นมีความสุขท่ามกลางเหตุการณ์ที่วุ่นวายต่างๆ ที่เราอาจจะต้องไปพบไปเจอขึ้นมา ถ้าเรามีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา มีอุเบกขาแล้ว ใจเราก็จะไม่เดือดร้อนไปกับเหตุการณ์ต่างๆ เพราะเราสามารถปรับใจของเราให้รับกับเหตุการณ์ได้ ถ้ามีความเสียหายเดือดร้อนก็ให้อภัย ทำอะไรก็ระมัดระวัง อย่าไปทำให้คนอื่นเขาเสียหายเดือดร้อน เวลาโกรธใครก็อย่าไปทำร้ายร่างกายและจิตใจกัน หรือคึกคะนอง ถ้ามีอะไรที่เราให้ความสุขกับเขาได้ ก็แบ่งปันกันไป ถ้าทุกข์ยากเดือดร้อน ช่วยเหลือได้ตามเหตุตามผล ก็ช่วยเหลือกันไป ถ้าเขาได้ดิบได้ดี ก็แสดงความยินดีชื่นชมกับความสุขกับความเจริญของเขา ถ้าช่วยอะไรไม่ได้ อยู่ในภาวะที่ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องใช้อุเบกขา แล้วใจเราก็จะไม่ทุกข์ไม่วุ่นวาย ไม่เสียใจ ใจเราก็จะตั้งอยู่ในความสงบ นี่แหละคือเครื่องปรับอากาศของใจ หรือธรรมที่มีไว้ให้เราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ถ้าเรามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อยู่ในใจของเราแล้ว รับประกันได้ว่าใจของเรานี้จะไม่มีความทุกข์ ใจของเราจะมีแต่ความสุขไปตลอด.

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี






คนเฮามันยากอยู่เด้ยากที่ว่าทำดีทำคุณงามความดี คั่นบ่แม่นนิสัยมาดั้งเดิมสันดอนสันดานมาดั้งเดิม มันบ่ได้คิดยากมันไหลไปโลดคนดีทำดีได้ง่ายทำชั่วยาก ถ้าคนซั่วขึ้นมาแล้วสิทำคุณงามความดียากเด้บาดนี่ พอปานกลิ้งครกขึ้นเขากลิ้งก้อนหินขึ้นภูจั่งซั่นล่ะ กลิ้งก้อนหินขึ้นภูกับกลิ้งก้อนหินลงภูอันใด๋ง่ายอันใด๋ยากกว่ากันจั่งซั่นล่ะ สรุปแล้วก็คือคนดีทำดีได้ง่ายทำชั่วยาก แต่ว่าคนชั่วทำชั่วง่ายทำดียากมันตรงข้ามกัน เพราะฉะนั้นให้เบิ่งใจเจ้าของบาดนี่ พวกเฮาทุกคนพี่น้องลูกหลานพระเณรทุกองค์เบิ่งใจเจ้าของ คั่นเจ้าของเบิ่งใจเจ้าของคั่นมันคิดหยังคิดแบบคั่นไปทางต่ำ ทางผิดศีลผิดธรรม ทางผิดวินัยมันเฮ็ดได้ง่ายแสดงว่าเฮามันเป็นคนซั่วอยู่ลึกๆ อยู่ในใจอยู่เด้ เป็นคนซั่วเป็นความคิดที่ซั่วอยู่ลึกๆ ว่าเถาะไป่ ถ้าว่าเฮาคิดไปแล้วทำไปแล้ว เออทำบ่ได้ดอกจั่งใด๋ก็ทำบ่ได้เฮ็ดบ่ได้คล้ายๆ ว่ามันขยะแขยงในสิ่งที่มันซั่ว ในจิตในใจก็แสดงว่าเฮานี่เป็นคนดีทำซั่วยาก ขนาดคิดไปทางซั่วเฮาก็ยังบ่กล้าคิด เพราะฉะนั้นถึงจะทำจะพูดเฮาก็บ่กล้าทำกล้าพูดคือกัน เพราะสิ่งที่มันซั่วที่มันเลวทำให้ตนเองเดือดร้อนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนทำให้ชุมชนสังคมเดือดร้อน เฮาสิบ่ทำในสิ่งที่มันบ่ดีนั้น เฮาจะทำแต่สิ่งที่ดีที่เป็นสิริที่เป็นมงคลในตัวของพวกเฮา

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖





“..ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใดๆก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง ศาสนาทางมิจฉาทิฐิ ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่แก่ธรรมดังไฟที่กำลังไหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลันเถิด ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร ทั้งโลกภายในหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด ความเบื่อหน่ายคลายเมาไม่ต้องประสงค์ ก็จะต้องได้รับแบบเย็นๆและแยบคายด้วยจะเป็นสัมมาวิมุตติ และสัมมาญาณะอันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"จิตอยู่กับอารมณ์แห่งธรรม"
#สติเป็นของสำคัญมากในทางความเพียร ถ้าขาดสติวรรคใดตอนใด เรียกว่าขาดความเพียรแล้ว เดินจงกรมอยู่ก็ไม่มีความหมาย นั่งสมาธิอยู่ก็ไม่มีความหมาย

อิริยาบถต่าง ๆ ถ้าขาดสติแล้วเรียกว่าขาดความเพียรในการชำระกิเลส หรือในการทำจิตของตนให้สงบ จึงต้องบังคับด้วยคำบริกรรม คือนำคำบริกรรมมากำกับกับจิต นี่สำหรับผู้ที่จะตั้งรากฐานให้จิตได้หลักได้เกณฑ์ ต้องมีคำบริกรรมมาเป็นที่ยึดของจิต เอาสติย้ำเข้าไป บังคับให้คำบริกรรมกับจิตเป็นอันเดียวกัน ๆ รู้อยู่ด้วยสติ ๆ ไม่ยอมปล่อยจิตให้คิดไปกับ #อารมณ์ใด

ให้คิดอยู่กับ #อารมณ์แห่งธรรมคือคำบริกรรมคำเดียวเท่านั้น ประหนึ่งว่าโลกสงสารกว้างแคบนี้ไม่มี มีแต่ความรู้กับคำบริกรรม มีสติกำกับอยู่เท่านั้น เรียกว่าเจริญภาวนาเพื่อทำจิตให้สงบ

#ทำอยู่จนกว่าจิตจะสงบ ไม่ลดละปล่อยวาง ไม่ถือว่ามากไปน้อยไป สติติดเป็นพื้นฐานสำหรับผู้ที่จะชำระจิตใจของตน ตั้งแต่พื้น ๆ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ได้แก่ความบริสุทธิ์เต็มส่วน ต้องมีรากฐานเป็นที่จับอย่างนี้ เราจะเพียงนึกเฉย ๆ ทำความรู้ตัวเฉย ๆ นั้นไม่ได้ จิตเล็ดลอดออกไปสู่อารมณ์ที่เป็นภัยได้ง่ายมากไม่มีความรู้สึก จึงต้องนำคำบริกรรม ผู้ที่จะให้แน่ที่สุดให้ยึดหลักให้เป็นที่แน่ใจว่า นี้คือผู้รู้ นี้คือจิตนั้น ต้องบังคับให้จิตอยู่กับคำบริกรรมด้วยความมีสติ

#ไม่นานนักเมื่อจิตได้รับความเหลียวแล ระมัดระวังรักษาอยู่ด้วยการภาวนาอย่างนี้แล้ว จิตนั้นจะหยั่งเข้าสู่ความละเอียดลออเป็นลำดับ พุทโธกับจิตจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน

เมื่อละเอียดเข้าไปจริง ๆ แล้ว #คำบริกรรมนั้นไม่ปรากฏเลย เหลือแต่ความรู้ที่ละเอียดอ่อนอยู่ภายใน

เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วทำให้สงสัยได้ว่า เมื่อจิตเราอยู่กับคำบริกรรม แต่เวลานี้คำบริกรรมไม่ปรากฏ นึกเป็นคำบริกรรมเท่าไรเหมือนแต่ก่อนก็ไม่ปรากฏแล้ว เหลือแต่ความรู้อย่างเดียวนี้จะทำอย่างไร

#ให้เอาสตินี้จับกับความรู้นั้นไว้

#คำบริกรรมที่หลุดลอยไปแล้วโดยหลักธรรมชาติของมัน เพราะจิตละเอียด จิตปล่อยวางคำบริกรรม หรือคำบริกรรมนั้นกลายมาเป็นอันเดียวกันแล้วกับจิต ให้เรายึดความรู้นี้ไว้ด้วยสติของเรา นี่เรียกว่าสติ ๆ จะไม่ยอมปล่อยวางเลย ยึดตลอด ติดแนบกันไปตลอด

จนกระทั่งได้จังหวะแล้ว #จิตที่ละเอียดนึกคำบริกรรมไม่ได้ นั้นจะค่อยขยายตัวออกมา พอขยายตัวออกมา ซึ่งควรจะบริกรรมพุทโธอย่างเดิมได้แล้ว เราก็นำพุทโธนี้ติดแนบเข้าไปไว้อย่างนี้เป็นประจำ

นี่เรียกว่าเป็นผู้อบรมจิตที่จะให้ได้รากฐานจากจิตจริง ๆ คือความสงบใจได้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น...

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน







คนที่จิตยังไม่สูงเต็มที่
เมื่อใครเขาด่าว่าอะไร
ก็มักเก็บไปคิด
คนเราโดยมาก
สำคัญตนว่า
เป็น.."คนฉลาด"
แต่ชอบกลืนกิน
"อารมณ์ที่ชั่ว"

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร





การภาวนาให้สังเกตใจของตัวเองเป็นหลัก การบำเพ็ญภาวนาและอดอาหาร เราก็ไม่ได้อดอาหารเพื่อให้ร่างกายผ่ายผอมทุกข์ยากนะ เราต้องสังเกตดูใจตัวเอง ใจของเราเป็นอย่างไร ในการอดอาหารในคราวนี้ครั้งนี้ มันมีประโยชน์ไหม มันเป็นยังไง ใจของเราได้รับความสุขยังไง จิตใจสงบดีไหม จิตใจปรุงฟุ้ง หรือว่าเอ้อระเหยลอยลมไป อันนี้ก็ให้สังเกต ให้สังเกตใจนะ

ถ้าหากว่าจิตใจของเราเข้าสู่ความสงบนิ่ง จิตใจนิ่ง จิตใจพิจารณาเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาไตรลักษณ์ เห็นจริงเห็นจัง จิตใจสงบ พอจิตใจสงบ พิจารณาอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเนื้อเป็นหนังเห็นจริงๆ อันนั้นก็จุดนั้นแหละ คือ มัชฌิมาปฏิปทา

แต่ถ้าหากว่าจะเคร่งจะภาวนาขนาดไหนก็ตาม จะทำยังไงก็ตาม ถ้ามันเกินไป หย่อนเกินไป ยานเกินไป มันก็ไม่ได้นะ อันนี้ให้สังเกต ไม่มีใครที่จะรู้ยิ่งกว่าเจ้าของ เจ้าของนั่นแหละเป็นผู้รู้ยิ่ง เห็นยิ่งกว่า ผู้ใดใครทั้งหมด ครูบาอาจารย์ก็มีแต่แนะแนวแนะนำชี้หนทางให้เท่านั้นเอง ผู้ที่จะปฏิบัติหรือเป็นผู้สังเกตก็คือตัวของพวกเราทุก ๆ ท่าน ในการภาวนา ในการประพฤติปฏิบัติ ให้สังเกตนะ ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปตามพรรคพวกตามพวกตามหมู่ตามเพื่อนไป

โลกวัฏสงสาร เกิดมาจริง ๆ แก่จริง ๆ เจ็บจริง ๆ ตายจริง ๆ นะ ไม่ใช่ธรรมดานะ จะต้องพลัดพรากจริง ๆ จะต้องได้รับผลของกรรมที่ตนได้กระทำไว้จริง ๆ มันไม่ใช่เป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ของเล่น เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราทุกท่าน ตั้งอกตั้งใจ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เสาะแสวงหาแก่นธรรม”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๘







“..การที่ “จิตรวม” ลงไป บางครั้ง มี 3 ขั้น”

“..สมาธิ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หากรวมลง "ขณิกสมาธิ" เราบริกรรมไป พุทโธ หรืออะไรก็ตาม จิตสงบไปสบายไปสักหน่อย มันก็ถอนขี้นมา ก็คิดไปอารมณ์เก่าของมันนี่
ส่วนหากรวมลงไปเป็น “อุปจารสมาธิ” ก็นานหน่อยกว่าจะถอนขึ้นไปสู่อารมณ์อีก
ให้ภาวนาไป อย่าหยุดอย่าหย่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปนึกคาดหวังอะไร อย่าให้มีความอยาก เพราะมันเป็นตัณหา ตัวขวางกั้นไม่ให้จิตรวม ไม่ต้องไปกำกับว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
การอยากให้จิตรวมลง เหล่านี้แหละ เป็น “นิวรณ์ตัวร้าย” ให้ปฏิบัติความเพียรไม่หยุดหย่อน เอาเนื้อและเลือด ตลอดจนชีวิต ถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์
เราจะเอาชีวิตจิตใจ ถวายบูชาพระรัตนตรัย ตลอดจนวันตาย นี่ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา
แล้วจิตจะรวมลงอย่างไร เมื่อไร ก็จะเป็นไปเอง”
“เมื่อใจเป็นกลาง ปล่อยวาง สงบถูกส่วน..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







#คำอุทิศส่วนกุศล
อิทัง ปุญญะผะลัง ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่วันนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

และข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลายที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ และพระยายมราช ขอเทพเจ้าทั้งหลาย และพระยายมราช จงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญกุศลของข้าพเจ้า ในครั้งนี้ด้วยเถิด

และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่ท่านทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จงโมทนาส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้จงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ในชาติปัจจุบันนี้เถิด

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี





#ถ้าไม่คิดว่าคนจะหาว่าบ้าแล้ว..!!
"... ผมกราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นองค์แห่งอัศจรรย์ธรรมแท้ได้ ตลอดไป เช่นเดียวกับคนงานอื่น ๆ ซึ่งหนักยิ่งกว่าการกราบไหว้เป็นไหน ๆ
ไม่มีการเกียจคร้าน ไม่นึกระอา ไม่นึกว่าซ้ำซาก แต่แน่ใจอย่างถอนไม่ขึ้น แม้ชีวิตดับไปว่าพุทธะ ธรรมะ สังฆะอยู่กับเรา

... เราอยู่กับท่านตลอดเวลา อกาลิโก ไม่มีการแยกย้ายจากกัน เหมือนโลก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่คอยทำลายหัวใจสัตว์โลกให้ระทมขมขื่นอยู่เสมอ ไม่พอให้หายใจได้แต่ละเวลาเลย ... “
------------------------
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
"คัดลอกมาเป็นบางส่วนจากหนังสือประวัติหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดย
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน"







..ความชั่วไม่มีใครต้องการ บาปความทุกข์ใครก็ไม่ต้องการทั้งนั้น ต้องการแต่ความสุข ก็ต้องเลือกสรรหาในการปฏิบัติของตนที่จะทำให้เกิดสุข ถ้าเราเดินทางถูกเราไม่เดินทางผิด ความคิดความอ่านนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เหตุฉะนั้นคนที่บางทีไม่เคยทุกข์กาย ไม่เคยมีโรคภัยไข้เจ็บ ทางด้านวาจาก็เหมือนกัน ทางด้านความคิด การคิดเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเรา เหตุฉะนั้นถ้าเราคิดไปในทางที่ดี เราคิดว่าเราทำความดี ไหว้พระสวดมนต์อยู่บ้านอยู่ช่องก็ดี อยู่ที่ไหนถ้าหากเราคิดในเรื่องใดที่ทำให้เกิดมีความสุข ก็ถือว่าได้สร้างคุณงามความดีเกิดขึ้น ความสุขก็จะเกิดจากความคิดอย่างนี้..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..






“พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย
ก่อนที่จะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า และ
สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ยังมีทั้งส่วนดี
ทั้งส่วนชั่ว คือทั้งส่วนที่เป็นอาสวะอันเป็น
ส่วนชั่วที่เก็บชั่วเอาไว้ ทั้งส่วนดีคือบารมี
ที่เก็บดีเอาไว้เช่นเดียวกัน แต่อาศัยที่ท่าน
ได้น้อมจิตไปในทางดี เก็บดีคือบารมีนี้
ให้มากขึ้น ๆ บารมีก็ละอาสวะที่เป็นส่วน
เก็บชั่วนี้ให้น้อยลง จนถึงสุดดีคือเก็บดีไว้
เต็มที่สมบูรณ์ที่สุด ก็ละอาสวะได้หมดสิ้น
เป็นสุดชั่ว จึงเป็นผู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า
และเป็นพระอรหันต์ทั้งหลาย

ที่ยังไม่บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์
เมื่อได้ทำดีเก็บดี และละอาสวะที่เป็นส่วนชั่ว
ได้บางส่วน ก็เป็นพระอริยะบุคคลที่ต่ำลงมา
จนถึงเมื่อยังละไม่ได้แต่ว่าทำความดีเก็บดี
เอาไว้ได้มาก ลดเก็บชั่วลงไป ก็เป็น
กัลยาณชนคือคนดี แม้ยังเป็นบุถุชนคือคน
ที่ยังมีกิเลสอยู่อย่างเต็มที่ ยังละไม่ได้
แต่ก็เป็นกัลยาณชนคือคนดี”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร






ต้องพากัน ช่วยกันสร้างสรรค์ ด้วยการชักชวน ผู้คนต่าง ๆ ให้พากันทำ สมาธิกัน ให้มากที่สุด

เมื่อมีคน มาทำสมาธิ มากเพิ่มขึ้น ๆ แล้วทุกอย่าง มันก็จะสงบ ลงไปได้เอง

เหมือนกันกับ น้ำดีกับน้ำเสีย ในขณะ ที่น้ำดีนั้น มีมาก ก็ขจัดน้ำเสียไป น้ำเสียก็หาย ตกลงทะเลไป"

ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม ๓ หน้า ๑๓๐

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

สถิต​ ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร​ กรุงเทพมหานคร

#เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม
#หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร





#ทำความดีให้เป็นที่อยู่ของจิต
ความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือ ทางดำเนินไปของจิต มันจึงจะเห็นผลของความดี ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้วให้ไปรับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดทั้งหมด เหตุว่าคนเจ็บ จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจไยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะระลึกได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้ว แต่ส่วนมากใกล้ตายแล้วจึงเตือนให้รักษาศีล ส่วนคนตายแล้วไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้นร่างกายจิตใจจะไม่รับรู้ใดๆ แล้ว แต่ก็ดีไปอย่างเหมือนพระเทวทัต ทำกรรมจนถูกแผ่นดินสูบ เมื่อลงไปถึงคางจึงระลึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า ขอถวายคางเป็นพุทธบูชา พระเทวทัตยังมีสติระลึกถึงได้ จึงมีผลดีในภายภาคหน้า

#ความดีต้องทำในปัจจุบัน สิ่งใดที่มันล่วงมาแล้ว เลยมาแล้ว เราไม่สามารถไปตัด ไปปลงมันได้อีกแล้ว สิ่งที่เราทำไปนั้น ถ้ามันดีมัน ก็ดีไปแล้ว ผ่านไปแล้ว พ้นไปแล้ว ถ้ามันชั่วมันก็ชั่วไปแล้ว ผ่านไปแล้วเช่นกัน อนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งที่ยังไม่มาถึง เราก็ยังไม่รู้เห็นว่ามันจะเป็นอย่างไร อย่างมากก็เป็นแต่เพียงการคาดคะเนเอาเอง ว่าควรเป็นยังงั้น เป็นยังงี้ ซึ่งมันอาจจะเป็น ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดคะเนก็ได้ ปัจจุบัน คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราได้เห็นจริง ได้สัมผัสจริง เพราะฉะนั้น #ความดีต้องทำในปัจจุบัน ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี ต้องทำเสียในปัจจุบันที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราต้องการความดี ก็ต้องทำให้เป็นความดีในปัจจุบันนี้ ต้องการความสุข ต้องการความเจริญ ก็ต้องทำให้เป็นไปในปัจจุบันนี้

#พระอาจารย์แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่

ที่มา .. หนังสือ ( มรณานุสติธรรม ธรรมานุสรณ์ )










“..ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใดๆก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง ศาสนาทางมิจฉาทิฐิ ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่แก่ธรรมดังไฟที่กำลังไหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลันเถิด ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร ทั้งโลกภายในหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด ความเบื่อหน่ายคลายเมาไม่ต้องประสงค์ ก็จะต้องได้รับแบบเย็นๆและแยบคายด้วยจะเป็นสัมมาวิมุตติ และสัมมาญาณะอันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





ถ้าเรามีที่ตั้งของจิต เราควบคุมได้
ที่เราภาวนาแล้วควบคุมไม่ได้
เพราะจิตเรา...ไม่มีที่ตั้ง
ฉะนั้น ฐานที่ตั้งของจิต จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก

โอวาทธรรม หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล





จิตตรงนี้มันคิดอะไรไม่ได้เลย
มันเป็นความว่าง ปราศจากสังขารการปรุงแต่ง
บางคนเจอ...แต่ไม่รู้ว่าจิตที่เจอนั้นคืออะไร
นึกว่าจิตที่เจอนั้น มันไม่ทำงาน มันไม่มีปัญญา มันวางเฉย
จิตวางเฉยนั้นถูกแล้ว ถ้าไม่ถูกมันก็เฉยไม่ได้
เราไม่ยอมวางอะไรสักอย่าง ถึงเราต้องมาภาวนากัน
ญาติโยมทำให้เกิดความลึกซึ้งไปอยู่ตรงนั้น
ให้มีความศรัทธาเลื่อมใส ในการระลึกรู้อยู่ในความว่าง
สุดท้ายเราระลึกจนเป็นอัตโนมัติ เป็นทาสของความว่างไปเลย
ร่างกายยังอยู่ แต่ความว่างเกิดขึ้นที่ใจเรา...ปรุงแต่งไม่ได้ คิดจะปรุงก็ปรุงไม่ได้
"เพราะจิตมันเกิดความว่างไปแล้ว"

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร
จังหวัดสุรินทร์
เทศนาโปรดญาติโยม ณ วัดปทุมวนาราม
4 กันยายน 2559





คนที่ผมไม่มีเวลาภาวนา ไม่มีเวลารักษาศีล ไม่มีเวลาปฏิบัติ แต่เวลาทำความชั่วอย่างอื่นมีตั้งเยอะแยะ นั่งคุยกันมีเวลา เวลาทำความชั่วอย่างอื่นมีเวลา แต่เวลาจะทำคุณงามความดีไม่มีเวลา

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙




" ใครตั้งใจทำดี อย่าไปกังวลเรื่องปากคน เพราะต่อให้เราดีขนาดไหน หากไม่ถูกกิเลสเขา เขาก็ไม่ชอบ ไม่เข้าใจ เขาก็ตำหนิ ดังนั้นดีชั่วไม่ได้อยู่ที่เขาว่าเรา
แต่อยู่ที่เราเองทั้งหมด เรารู้เราเองก็เพียงพอแล้ว "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 384 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร