วันเวลาปัจจุบัน 14 ก.พ. 2026, 04:51  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.พ. 2026, 14:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5490


 ข้อมูลส่วนตัว


"ที่ว่าน้อยใจ เสียใจ เศร้าใจ นั้นไม่ใช่จิต (แต่)เป็นสังขาร แท้จริงจิตนี้ไม่เคยเศร้าหมอง เพราะจิตนี้คือ ความว่าง..ความว่าง ไม่เคย เสียใจ ไม่เคยน้อยใจ ทุกข์ใจ เศร้าใจ ไม่เคยโกรธใคร เพราะเรามีความว่าง..รู้อยู่ แต่ปรุงแต่งไม่ได้ กิเลสจะตัดหรือไม่ตัด ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราไปหาธรรม

ถ้าเราระลึกรู้ตรงนี้ เราก็จะรู้ได้ จะรู้ไม่รู้ก็ขึ้นอยู่กับ สติของเรา สติของเราเข้าใน รู้ว่าสติเราอยู่กับตัวหรือเปล่า หยุดตรงนี้ กลางกายของเรา ถ้าน้อมเข้ามาแล้วความวุ่นวายทั้งหลาย กิเลสที่เราอยากตัด มันจะจบทันทีเลย มันจะตัดเองไม่ต้องไปตัดมัน ถ้าเราอยู่ตรงนี้สังขารไม่มา หากเราไปอยู่กับสังขารมันก็ใช้เราตลอด

ถ้าเราหาจิตไม่เจอก็เป็นทาสของสังขาร เพราะมันปรุงแต่งให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่ในสังขารทั้งนั้น สติตรงนี้ ไม่มีอดีต อนาคต เหลืออยู่แต่ปัจจุบันธรรม ถ้าไม่น้อมเข้ามาก็ไม่เป็นสมาธิ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า อยากเห็นพระพุทธเจ้าก็น้อมเข้ามาที่ตัวเรา เรียกว่า ปัจจุบันจิต เป็นธรรมชาติที่ปราศจากการปรุงแต่ง นั่นคือธรรมะ แต่ถ้าปรุงแต่งก็เป็นธรรมะ แต่เป็นสังขารธรรม

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า อย่าไปหากิเลส มันเป็นเรื่องของมัน เราอย่าไปเอามาเป็นสาระ มันเป็นกองบัญชาการ มันทำให้เรามีแต่ความทุกข์ มีแต่ความร้อน เป็นธรรมที่เกิด เกิดเพราะโลภะ โทสะ โมหะ

พระองค์จึงให้ไปหาธรรมะที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย อยู่ที่ตัวของเรา ตั้งสติไว้ปกติ ไม่มีอดีต อนาคต ก็เกิด ความว่างทันที ถ้ารู้อยู่ตรงนี้จะไม่รู้อย่างอื่น รู้แค่รู้

เหมือนที่หลวงปู่ดุลย์ท่านว่า การปฎิบัติ ถ้าเราไปหาจิตเจอ สังขารก็ตายเอง ไม่ต้องไปฆ่ามัน แต่ถ้าหาจิตไม่เจอก็เป็นทาสของมัน เพราะทิฎฐิที่ทำให้เราไม่รู้ธรรม ก็เพราะมีอดีต อนาคต”

พระธรรมเทศนา
พระเทพวชิรญาณโสภณ วิ.
#พระอาจารย์เยื้อน ขันติพโล






ท่านพ่อลี ให้ของขวัญที่ระลึก และกล่าวสอนว่า .....

"ต่อไปนี้จะให้ของขวัญเครื่องระลึก แก่ท่านทั้งหลาย คือ พระพุทธรูปทำด้วยดิน ดินที่เขาเอามาปั้นเป็นพระพุทธรูปหรือตุ๊กตานั้นเป็นเป็นดินอย่างเดียวกัน แต่ความศักดิ์สิทธิ์ต่างกันก็ด้วย ความเพ่งเล็งคิดถึงของผู้นั้นถือ

ถ้าผู้นับถือมีจิตใจสูง ความดึงดูดของจิตใจก็ทำให้วัตถุนั้นๆ มีคุณค่าสูงตามไปด้วย คนที่ไม่นับถือถึงมีของดีอยู่กับตัวก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะกระแสธาตุแห่งความดึงดูดของจิตใจไม่มี ต้นลำโพงที่เขาปลูกไว้ริมบ่อ คนไปตักน้ำในบ่อนั้นมากินยังทำให้เป็นบ้าไปได้ นี่ก็เพราะอะไร! เพราะความดึงดูดแห่งธาตุนั้นเอง ย่อมเป็นไปได้

พระพุทธรูปที่แจกไปนี้ย่อมให้ผลศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้ที่เคารพนับถือได้ เพราะว่าอาศัยความเพ่งเล็ง นึกคิดของผู้ทำขึ้นนั้นอย่างหนึ่ง และอาศัยผู้ที่นำไป ทำใจจดจ่อเพ่งเล็งนึกคิดขึ้นในตนนั้นอย่างหนึ่ง

อำนาจ ๒ ประการนี้ พระพุทธรูปจึงแปลกกว่าตุ๊กตา เพราะฉะนั้น ขออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์จงได้มีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้นำไปสักการบูชานั้น เทอญ"






"การให้ ด้วยความเต็มใจนั้น มีอานิสงส์มหาศาล
ของให้แม้จะน้อย แต่ให้ด้วยความเต็มใจ
ก็มีอานิสงส์มากกว่าให้เงินจำนวนมาก
หรือให้เพราะอยากได้หน้า หรือให้เพราะเสียดาย"

-หลวงปู่ไพบูลย์ สุมังคโล-





“..การที่ “จิตรวม” ลงไป บางครั้ง มี 3 ขั้น”

“..สมาธิ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หากรวมลง "ขณิกสมาธิ" เราบริกรรมไป พุทโธ หรืออะไรก็ตาม จิตสงบไปสบายไปสักหน่อย มันก็ถอนขี้นมา ก็คิดไปอารมณ์เก่าของมันนี่
ส่วนหากรวมลงไปเป็น “อุปจารสมาธิ” ก็นานหน่อยกว่าจะถอนขึ้นไปสู่อารมณ์อีก
ให้ภาวนาไป อย่าหยุดอย่าหย่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปนึกคาดหวังอะไร อย่าให้มีความอยาก เพราะมันเป็นตัณหา ตัวขวางกั้นไม่ให้จิตรวม ไม่ต้องไปกำกับว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
การอยากให้จิตรวมลง เหล่านี้แหละ เป็น “นิวรณ์ตัวร้าย” ให้ปฏิบัติความเพียรไม่หยุดหย่อน เอาเนื้อและเลือด ตลอดจนชีวิต ถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์
เราจะเอาชีวิตจิตใจ ถวายบูชาพระรัตนตรัย ตลอดจนวันตาย นี่ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา
แล้วจิตจะรวมลงอย่างไร เมื่อไร ก็จะเป็นไปเอง”
“เมื่อใจเป็นกลาง ปล่อยวาง สงบถูกส่วน..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)





“ตัวเอกอยู่ที่ใจ”

สิ่งเศร้าหมองในจิตใจนั้น เราต้องเผชิญหน้า
กับมัน เพื่อจะเรียนรู้ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่
ความดับไป ข้อดี ข้อเสีย วิธีการที่จะเป็นอิสระ
จากมัน เราต้องศึกษาอย่างรอบคอบ
อย่างละเอียดถี่ถ้วนพอสมควร จึงจะปล่อยได้
พอปล่อยได้แล้วเราก็มีความสุข
มีความทุกข์หลายอย่างในใจเรา ที่เราชิน
เสียจนไม่รู้สึกตัว เหมือนเราชินกับเสียงดัง ๆ
ที่อยู่รอบตัว ที่จริงมันมีความทุกข์อยู่ แต่เป็น
ความทุกข์ที่เราชินเสียจนไม่รู้สึกว่าทุกข์
ซึ่งเราจะรู้ได้เฉพาะเวลาที่มันดับไป
ในชีวิตของเรา เราเป็นทุกข์เพราะนิวรณ์
แต่เราชินกับมัน หากเราทำสมาธิ และปล่อย
วางมันได้ เราจะมีความสุขอย่างที่ไม่เคย
คาดคิดมาก่อน การนั่งสมาธิทำให้เรารู้ว่า
หากไม่ฝึกจิต เราก็แย่เหมือนกัน แย่แบบ
ไม่รู้ตัว เราจะทุกข์ เราจะสุข อย่าไปมองแต่
สิ่งที่จะให้ความทุกข์ หรือสิ่งที่จะให้ความสุข
จากภายนอก โดยมองข้ามความพร้อม หรือ
คุณสมบัติ หรือการกระทำของเราในปัจจุบัน
หากเราเป็นคนไม่ถือศีล ไม่ฝึกตน ไม่รู้จัก
ตัวเอง ไม่คิดจะพัฒนาตัวเองแล้ว ไม่ว่าจะรับ
น้ำมนต์เป็นสิบ ๆ ลิตร มันก็ไม่เจริญหรอก
หรือถึงจะได้โลกธรรมบ้างแบบน่าอัศจรรย์
ก็จะไม่สามารถได้ประโยชน์ ได้ความสุข
จากลาภ ยศ สรรเสริญต่าง ๆ เท่าที่ควร
เพราะภาชนะเรารั่ว เรารับอะไรดี ๆ มา
มันก็เก็บไม่ได้ ในที่สุด มันก็เหมือนเดิม
ในทางพุทธธรรม ท่านจึงสอนให้เราเน้นเรื่อง
ภายในเป็นหลัก หลักใหญ่ หลักสำคัญ อยู่ที่
ตัวเรามากกว่าเรื่องภายนอก …
...
พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
บ้านบุญ วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕






" ️อยากถือศีลแปด "

ผู้ถาม : ตอนนี้หนูอยากถือศีล 8
แต่ติดอยู่ตรงที่ว่ายังมีสามียังเป็นภรรยากันอยู่ แต่เราไม่ได้ติดในรูป รส กลิ่น เสียง
แล้วจะทำอย่างไรคะ?

หลวงพ่อ : ก็ช่างเขาปะไร
เราก็สงเคราะห์อย่างอื่น

ผู้ถาม : ถ้าอารมณ์เราไม่ติดอยู่กับวิปัสสนาญาณตลอดเวลาอย่างนี้นะคะ
จะมีอานิสงส์เท่ากับศีล 8 ไหมคะ

หลวงพ่อ : เป็นได้ยาก ศีล 8 อย่างเก่ง
ก็เป็นพรหมได้ วิปัสสนาญาณไปนิพพานได้
ถ้าถือแค่ศีล 5 และอารมณ์วิปัสสนาญาณให้ทรงตัวนะ สบายกว่า
แต่ว่าถ้าถึงอนาคามีจริง
ก็เป็นศีล 8 เอง ไม่สนใจกันแล้ว
ใครจะไปไหนก็ไปเถอะ ถ้าถือจริง ๆ นะ

ผู้ถาม : เรายังห่วงใย ใจเราก็ยังสนใจอยู่ ?

หลวงพ่อ : ถ้าใจก็เลิก หาใหม่ให้เขาก็แล้วกัน "เวลานี้ฉันไม่สนใจแก แต่แกอย่าหาใหม่นะ"
ใช่ไหม "ฉันไม่สนใจเธอ แต่เธอห้ามหามาใหม่นะ" อีตอนนั้นสมัยพระพุทธเจ้ามีเขาหาเมียให้ผัวใหม่นะ อนาคามีเขาหมดความรู้สึกหมดจริง ๆ ความรู้สึกระหว่างเพศ

แต่ความโกรธอันนี้ยังมีนะ
ก็เหมือนกับพระ
แต่ว่ายังไม่จำเป็นต้องบวช
ถ้าสามีกับภรรยาอยู่ด้วยกันอยู่
ก็อยู่ด้วยกันเฉย ๆ เหมือนพระอยู่กับผู้หญิง
ใช่ไหม ต่างคนต่างอยู่เฉย ๆ
เอาบวชใจซิลูก นะ

อันดับแรกคือทรงศีล 5 นะ
ศีล 5 นี้ เป็นศีลของพระโสดาบัน
กับสกิทาคามีนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ
แล้วก็อารมณ์ของศีล 8 บางประการ
เราก็นำไปใช้ อย่างวิกาลโภชนา
นี่ใช้ไม่ได้หรอก เราต้องกินข้าว
เป็นโรคกระเพาะใช่ไหม

นัจจะคีตะวา ทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะ
นี่เราใช้ได้ แต่ว่าเราจะแต่งตัวเฉพาะพิเศษ เฉพาะเมื่อเราจะเข้าสังคม นี่เขาไม่ห้ามนะ
เวลาเข้าสังคมจริง ๆ เขาจะต้อง
ทาหน้า ทาแป้ง ทาปาก อะไรก็ตาม
อันนี้เพื่อการไม่เคอะเขินในสังคม
อันนี้ไม่เป็นไร อย่าถือเคร่งเกินไปนะ
คือเคร่งแต่เหมาะกับสังคม
แต่ถ้าอยู่เฉย ๆ นะ เราจะไม่ทำ
แต่ว่าใช้ได้ ทาหน้า ทาตา
พอให้หน้าไม่แตก ไม่เกรอะกรังใช่ไหม
ใช้ได้ ไม่ต้องเลิกใช้

การรักษาศีลของพระพุทธเจ้า
ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า
ต้องดูตามกำลัง พระพุทธเจ้าท่านไม่มีการเครียด ท่านปฏิบัติตามความเหมาะสม
ถ้าไม่ดี แต่งอย่างนั้นไม่ได้
ก็ต้องดูนางวิสาขา นางวิสาขา
ท่านมีเครื่องมหาลดาปสาธน์ ราคา 16 โกฏิ
เสื้อตัวนี้เป็นทองคำล้วน ส่วนใดที่เป็นด้าย ก็ใช้เงินแทนด้วย ประดับเฉพาะแก้วมณี 20 ทะนาน มีแก้วอื่นมากกว่านั้นนะ
คือ ตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงนกยูงรำแพน
บนหัวราคาขนาดนั้น แต่งหน้า
นางวิสาขาทรงเครื่องนี้ตลอดเวลา
พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เคยว่าเลยใช่ไหม
จะถือว่าเขาแต่งเกินไปไม่ได้
เพราะเขามีอย่างนั้น และเวลาเราเข้าสังคม ก็เหมือนกัน ปล่อยหน้าเซียว ๆ เข้าไป เดี๋ยวเขาหาว่าผีโขมดเข้ามา
เดี๋ยวก็จะยุ่งกัน เราก็แต่งตามเขานะ
แต่ว่าอยู่บ้านเราก็ไม่ได้สนใจเกินไป
เราก็ใช้แป้งทาหน้าบ้าง ทาได้ ถ้าเฉพาะความเหมาะสมอยู่เป็นสุขใช่ไหม
ไม่ไปอวดใครเพื่อกิเลสอันนี้ไม่ถือ
ต้องดูแค่พอดีๆ นะ คือเรื่องของพระพุทธเจ้านี่ท่านไม่มีอะไรเครียด มีแต่พอดี คือ

1.)​ อัตตกิลมถานุโยค
2.)​ กามสุขัลลิกานุโยค

ถ้ามีในอารมณ์ 2 ประการนี้
ผลการปฏิบัติไม่มี
ต้องใช้มัชฌิมาปฏิปทา คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา
ก็แค่ความเหมาะสมอยู่ได้สบาย ๆ ใช่ไหม
แค่นี้เองไม่มีอะไรมาก เมื่อก่อนหลวงพ่ออ่านหนังสือใหม่ ๆ ก็ยุ่งเหมือนกัน ไม่เข้าใจ
เพราะมันคนละทาง พอลาจากพุทธภูมิ
แล้วพอท่านมาสอนให้ก็มีความเข้าใจของท่านได้เลย เราเข้าใจเครียดไปต่างหาก ไม่ถูกต้อง
____________________________

หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ
วัดจันทาราม (ท่าซุง) อุทัยธานี

ที่มา : หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม หนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 60
หน้า 28 - 29





มีโรคอยู่ 4 อย่างแทรกซ้อนชอนไช
เข้าไปสู่หัวใจพระเณรโดยไม่รู้ตัว

1. โรคมักมาก เป็นพระมักมากมูมมาม อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความเดือดร้อนกระวนกระวายใจ ไม่รู้จักพอด้วยผ้านุ่งผ้าห่ม อาหารการกิน ที่อยู่ที่อาศัย และยารักษาโรค เที่ยวแสวงหาแต่สิ่งเหล่านี้ ไม่รู้จักลดละปล่อยวาง ไปที่ไหนก็แบกหามสิ่งเหล่านี้ไปด้วย ไม่เป็นสมณะที่เบาสบาย เบากาย เบาจิต

2. เมื่อเกิดโรคมักมาก แล้ว โรคลามกจกเปรตก็ตาม ๆ กันมา เหมือนนัดกันไว้ที่จุดหมาย คือความเลวทรามต่ำช้า ทำได้ทุกอย่างที่จะให้คนมานับถือ เพื่อที่จะได้ลาภสักการะมาปรนเปรอความหิวโหยของใจที่ไร้ศีลธรรม

3. เมื่อจิตใจมันสกปรกลามกเข้าเต็มเปาแล้ว ย่อมพยายามวิ่งเต้นขวนขวาย เพื่อที่จะได้มาซึ่งความนับถือและลาภสักการะ และการสรรเสริญ อย่างไร้ยางอาย หน้าด้านต่อศีลต่อธรรม

4. พระประเภทที่จิตใจเป็นอย่างนี้ มักจะเข้าไปสู่สกุลที่ร่ำรวย ทำทุกอย่าง ทุกวิถีทาง ที่จะให้เขามานับถือ มักจะกล่าว ธรรมปลอม ๆ อันไพเราะเพราะพริ้งเป็นฉากหน้า ซ่อนเร้นความละโมบโลภมากไว้ในเบื้องหลัง แสดงตนเป็นประดุจไม่มีความโลภ ทั้ง ๆที่มีความโลภจัด มีขันติอดทนอดกลั้นเพื่อให้เขามานับถือ

โรคทั้ง 4 อย่างที่ผมกล่าวมานี้แหละ ให้พวกท่านระวัง มันร้ายกว่าโรคที่ผมป่วยอยู่เสียอีก ขอให้พวกท่านจงนำไปพิจารณา อย่าป่วย อย่าไข้เฉย ๆ โดยไม่เห็นคุณเห็นโทษ ไม่งั้นจะแก้ไม่ได้ ใช้การไม่ทัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต






“โทษคนอื่นเท่าภูเขา โทษตัวเราไม่เห็นเลย”
ให้เข้าวัดบ่อยๆวัดจิตวัดใจตัวเองนี่หละ ไม่ใช่วัดวาอารามที่ไหนหรอก ตรวจดูจิตดูใจตัวเองไม่ต้องไปอยากรู้ใจคนอื่นหรอก รู้ใจตัวเองก็พอ…..
ธรรมเทศนาบางช่วงบางตอน….

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่จื่อ พันธมุติโต







หลวงพ่ออยากจะให้พระลูกพระหลานเป็นผู้มุ่งมั่นตั้งใจ เป็นผู้มีศีลมีธรรมมีคุณธรรมในจิตในใจ อยู่ ณ สถานที่ใดร่มเย็นเป็นสุขทั้งนั้นลูกหลานนะ ถ้าเรามีแต่กิเลสมีแต่ไฟโลภโกรธหลงในจิตในใจ เห็นอะไรมีแต่อยากๆๆ โลภ เห็นทางโลกก็อยากทางโลก อยากไปทำไมได้มาแล้วได้อะไร อย่างหลวงพ่อเห็นไหม หลวงพ่อมองดูแล้วก็เห็นอยู่เขายกย่อง แต่หลวงพ่อไม่เคยลืมเจ้าของนะลูกหลานนะ มองเจ้าของอยู่เสมออีกสักวันนึงนะหลวงพ่ออินทร์นะจะทิ้งทั้งหมดนะ เอาอะไรไปด้วยได้ไหม เห็นไหมหลวงตามหาบัวที่เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่หล้าท่านมียศถาบรรดาศักดิ์ ศรัทธาญาติโยมนับถือเลื่อมใสมากขนาดไหน หลวงพ่ออินทร์จะไม่ทิ้งอย่างท่านใช่ไหม หลวงพ่อมองดูตัวเองอยู่เสมอนะพระลูกพระหลานนะ โอปนยิโก แต่ถึงยังไงเราอยู่ในคุณธรรมศีลธรรมจริยธรรม อยู่ในศีลและวินัยไม่เคยประมาทนะ

ศีลสมาธิปัญญาอย่างไร เราต้องพยายามเดินตาม อันนี้ก็เหมือนกันนะพระลูกพระหลาน การอยู่การกินการหลับการนอนต้องให้รู้จักประมาณตนอยู่เสมอนะ เรื่องรักษาศีลยังไง การอดอาหารการผ่อนอาหาร การประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร ให้พยายามสังเกตตัวเองอยู่เสมอการภาวนาการประพฤติปฏิบัติ อย่างหลวงพ่อมีแต่แนะแนวแนะนำชี้แนะให้ฟังเท่านั้นเอง ควรปฏิบัติตนอย่างนี้อย่างนั้นนะลูกหลานนะ มีแต่บอกเท่านั้นเองแต่ลูกหลานไม่ประพฤติปฏิบัติตามมันก็สุดวิสัยใช่ไหม ถ้าลูกหลานประพฤติปฏิบัติตามก็ให้สังเกตตัวเองเป็นยังไง เป็นยังไง มันจริงไหม ได้ผลไหม มันจิตสงบแล้วเป็นยังไง จิตใจปรุงฟุ้งซ่านมันเป็นยังไง มันทุกข์ไหม สิ่งเหล่านี้มันต้องคิดติดตามตนเองอยู่เสมอ นี่ล่ะคือการภาวนาจะให้ครูบาอาจารย์พาทำจูงลากถูไปเรื่อยมันก็ไม่ใช่เรื่องมีแต่แนะแนวแนะนำเท่านั้นล่ะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
เทศน์อบรมพระ





"...ท่านว่า “nชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํn”
เราสวดเสียจนชินปากแต่ ใจไม่อยู่
กับ “ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํ ”
เผ่นไปไหนก็ไม่รู้ เลยสักแต่ว่าสวด..."

สักแต่ว่ากันไป เป็นทำนองธรรมเนียมกันไป แต่กิเลสที่อยู่บนหัวใจเรามันไม่ได้ “ทำนองธรรมเนียม” มันเป็นกิเลสจริง ๆ มันก่อกวนจริง ๆ ทำความทุกข์ให้เราจริง ๆ ไม่สนใจคิดกัน จะตามทันกิเลสตัววางเพลิง คือความทุกข์ร้อนแก่ตัวเราได้อย่างไร

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน








การฝึกจิตพัฒนาปัญญา ไม่ใช่การนั่ง
หลับตาทุกวัน มันอยู่ที่การดำเนินชีวิต
การฝึกรู้จักช่วยคนอื่น ให้ทาน รักษาศีล
รู้จักคิดพิจารณาชีวิต หรือที่เรียกว่า
‘โยนิโสมนสิการ’ แปลว่าความคิดแยบคาย
แต่ว่ามันไม่ใช่ความคิดอย่างเดียว
แต่เป็นกรอบความคิด ซึ่งอันนี้สำคัญมาก
เช่น สมมติเด็กคนหนึ่งมีกรอบความคิดว่า
“หนูมันแย่ ทำอะไรก็ไม่เก่งไม่เป็น สู้เขาไม่ได้
ทำอะไรในที่สุดก็ล้มเหลวทุกครั้ง”
อันนี้ คือกรอบความคิด พอเจออุปสรรค
แล้วไม่สู้ “เอาอีกแล้ว เห็นไหมทำอะไร
ก็ไม่สำเร็จ ทำอะไรนิดเดียวก็ไม่มีบุญ
ถึงเจออุปสรรคทุกครั้ง”… ก็เศร้า
อีกคนหนึ่งกรอบความคิดก็คือ คนเรา
จะฉลาดจะเก่งเพราะการชนะอุปสรรค
จะเรียนรู้ จะได้อะไรดีๆจากอุปสรรคเยอะ
คือมองอุปสรรคอีกแบบหนึ่ง แม้จะเจอ
ปัญหาเดียวกัน แต่เพราะกรอบความคิด
ต่างกัน ก็พร้อมที่จะสู้พร้อมที่จะชนะอุปสรรค
นี่ก็คือโยนิโสมนสิการ คือการฝึกให้เราเท่าทัน
และปรับกรอบความคิดตัวเอง ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร





"ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา
ต้องนับว่ามีบุญมากนักแล้ว
ผู้ใหญ่สมัยโบราณท่านจึงสอนลูกหลาน
ให้ก่อนนอนไหว้พระสวดมนต์
แล้วให้จบด้วยการอธิษฐาน
ขอให้ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา
แต่ถ้าเชื่อว่าการเกิดเป็นทุกข์
ก็น่าจะพยายามให้รู้สึกอย่างจริงใจ
ว่าทำไมจึงไม่ตั้งใจอธิษฐานขออย่าเกิดเลย
เพราะเกิดแล้วเป็นทุกข์
ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้
พร้อมกับทรงแสดงทางไปสู่พระนิพพาน
เพื่อไม่ให้ต้องเกิดอีก
ทำไมไม่ตั้งใจอธิษฐาน
ให้ไปพระนิพพานเสียเลย"
.
--- พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร





“..การที่ “จิตรวม” ลงไป บางครั้ง มี 3 ขั้น”

“..สมาธิ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หากรวมลง "ขณิกสมาธิ" เราบริกรรมไป พุทโธ หรืออะไรก็ตาม จิตสงบไปสบายไปสักหน่อย มันก็ถอนขี้นมา ก็คิดไปอารมณ์เก่าของมันนี่
ส่วนหากรวมลงไปเป็น “อุปจารสมาธิ” ก็นานหน่อยกว่าจะถอนขึ้นไปสู่อารมณ์อีก
ให้ภาวนาไป อย่าหยุดอย่าหย่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปนึกคาดหวังอะไร อย่าให้มีความอยาก เพราะมันเป็นตัณหา ตัวขวางกั้นไม่ให้จิตรวม ไม่ต้องไปกำกับว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
การอยากให้จิตรวมลง เหล่านี้แหละ เป็น “นิวรณ์ตัวร้าย” ให้ปฏิบัติความเพียรไม่หยุดหย่อน เอาเนื้อและเลือด ตลอดจนชีวิต ถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์
เราจะเอาชีวิตจิตใจ ถวายบูชาพระรัตนตรัย ตลอดจนวันตาย นี่ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา
แล้วจิตจะรวมลงอย่างไร เมื่อไร ก็จะเป็นไปเอง”
“เมื่อใจเป็นกลาง ปล่อยวาง สงบถูกส่วน..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 106 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร