วันเวลาปัจจุบัน 13 ก.พ. 2026, 13:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2026, 09:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5490


 ข้อมูลส่วนตัว


อานิสงส์จากการรักษาศีล
อานิสงส์จากการทำบุญให้ทาน
อานิสงส์จากการฟังเทศน์ฟังธรรมนั่งสมาธิ
+++++++++++++++++++++++
#โอวาทธรรม #หลวงปู่อุทัย #วัดเขาใหญ่ญาณสัมปันโน




"ทำไมต้องทำบุญ
เพราะบุญเป็นพลังงานดึงดูดความเจริญมาสู่ชีวิต
ถ้าบุญน้อย ก็มีอุปสรรคมาก
ถ้าบุญมาก ก็มีอุปสรรคน้อย
ถ้าบุญอ่อนกำลังหรือบุญหมด
บาปที่เคยทำไว้ก็จะส่งผล
ทำให้ชีวิตมีอุปสรรคต่างๆ นานา

-คำสอน สมเด็จโต พรหมรังสี-




..การที่เราจะพ้นทุกข์ได้ก็คือว่า อะไรที่มันขัดข้องอะไรที่ไม่สมบูรณ์ เราก็จะพยายามที่จะทำให้มันเป็นประโยชน์ เพื่อจะได้ให้เกิดความสุขขึ้น ถ้าหากเรารู้จักหนทางการดำเนินวิถีชีวิตแล้ว ก็จะทำให้ชีวิตนี้ราบรื่นเต็มไปด้วยความเรียบร้อยก็จะทำให้มีความสุขได้ ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญที่พวกเราพากันพิจารณาว่าการที่พวกเราไม่ต้องการความทุกข์ ความทุกข์นี้ไม่มีใครต้องการ ไม่มีผู้ใดพึงปรารถนาเรื่องความทุกข์ ต้องการแต่ความสุข จึงได้พากันสร้างสมอบรมบุญบารมีคุณงามความดีเอาไว้เป็นที่พึ่งของตนให้เกิดให้มีขึ้นทุกท่านทุกคน..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..






“..สังขารความเสื่อมเป็นอย่างไร เปรียบให้ฟังเหมือนก้อนน้ำแข็ง แต่ก่อนมันเป็นน้ำ เขาเอามาทำให้เป็นก้อน แต่มันอยู่ไม่กี่วันหรอก มันก็เสื่อมไป เอาก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ไปวางไว้กลางแจ้งจะดูความเสื่อมของก้อนน้ำแข็ง ก็เหมือนสังขารนี้ มันจะเสื่อมทีละน้อยทีละน้อย ไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง ก้อนน้ำแข็งก็หมดไป ละลายกลายเป็นน้ำไป นี่เรียกว่าเป็น ขัยยะวัยยัง ความสิ้นไปความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย เป็นมานานแล้ว ตั้งแต่มีโลกขึ้นมา เราเกิดมาเราเก็บเอาสิ่งเหล่านี้มาด้วย ไม่ใช่ว่าเราทิ้งไปไหน พอเกิด เราเก็บเอาความเจ็บ ความแก่ ความตาย มาพร้อมกัน..”

จากหนังสือ : อุปลมณี หน้า ๕๗๖
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





#ความถูกต้องนั้นแหละมันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
"... เป็นหลักของพระพุทธศาสนา..คืออะไร
ที่มันถูกต้องทั้งหมด การไปที่ถูกต้อง การมาที่ถูกต้อง การกระทำที่ถูกต้อง การรู้สึกนึกคิดที่ถูกต้องทั้งหลายเหล่านี้แหละ คือความที่ถูกต้องทั้งหมดนั้นแหละคือหัวใจพุทธศาสนา

การประพฤติปฏิบัติมา จะเป็นสมณะ จะเป็นญาติโยมในบ้านก็ตาม มันก็อยู่ในลักษณะอันเดียวกัน อะไรที่ถูกต้องนั้นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด มนุษย์เราทั้งหลายเกิดขึ้นมาก็พยายามหาสิ่งที่มันถูกต้อง ผลที่มันเกิดจากสิ่งที่ถูกต้องนั้นแหละ เป็นผลที่สะอาด เป็นผลที่สุกขาวสะอาด สงบระงับคือสิ่งที่ถูกต้อง

เราจะมาสังเกตเห็นตัวอย่างว่า เมื่อเราทำอะไรขึ้นมา หรือคิดอะไรขึ้นมา ถ้ามันถูกต้องแล้วมันจะสบายเหลือเกิน ก่อนจะทำก็สบาย กำลังทำอยู่ก็สบาย ทำเสร็จแล้วก็สบาย เพราะมันที่ถูกต้อง

การงานอันใดที่มนุษย์เราทั้งหลาย ทำแล้วภายหลังเดือดร้อน สงสัย กรรมนั้นไม่ดี กรรมนั้นไม่ถูกต้อง กรรมใดที่มนุษย์ทั้งหลายทำไปแล้ว ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี เมื่อทำไปแล้วภายหลัง ตรวจดูผลงานที่เราทำอันนั้น แล้วก็มีความสบาย
มีความสงบ ไม่เดือดร้อน พระพุทธองค์ท่านตรัสว่ากรรมนั้นดี ...“
------------------------------
#พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑ - ๒๕๓๕)






ในโลกวัฏสงสารเราเกิดมา หลวงพ่อเกิดมาตั้ง ๘๑ ปี เห็นมาแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง พระดีก็มี พระไม่ดีก็มี คนดีก็มี คนไม่ดีก็มี สัตว์เดรัจฉานแต่ละประเภทดีก็มี ไม่ดีก็มี ทองดีก็มี ทองเก๊ก็มี มันมีอยู่ในโลกวัฏสงสารนะลูกหลาน ให้เรารู้จักแยกแยะ มันก็ไม่หนักใจ ถ้าหากว่าพวกเราไม่รู้จักแยกแยะ หนักใจนะลูกหลาน จิตใจเศร้าหมองอย่างสุดๆ นั่นแหละ

แต่ถึงยังไงก็ตามก็ให้พวกเราทุกท่านทุกองค์ ยึดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก พระพุทธเจ้าท่านสอนยังไง สอนให้มีคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมอันดีงาม คือยึดพระไตรสรณคมณ์ ยึดผู้ดีเป็นหลัก

ผู้ดีคืออะไร คือพระพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เอง พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ

ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นแหละ ยึดพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีอยู่ ตั้งแต่พระโมคคัลลา สารีบุตร พระอานนท์ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาถึงหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของพวกเราที่เรารักเคารพนับถือเลื่อมใส ล้วนแล้วแต่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบกันทั้งนั้น เราก็มั่นใจว่าท่านเหล่านั้นได้เป็นพระอรหันต์ เพราะเมื่อท่านได้ลาโลกไปแล้ว กระดูกของท่านได้กลายเป็นพระธาตุให้เราท่านทั้งหลายได้เห็น เราจึงเชื่อมั่นว่า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ของพวกเรา ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนถึงมรรคถึงผลได้

แต่ถึงยังไงก็ตามเชื่อในจุดนั้นแล้วอยากจะให้เชื่อเข้ามาอีก พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ภาวนา ให้รักษาศีล สำรวมกาย วาจาให้เรียบร้อย เป็นผู้มีศีลเสียก่อน การที่จะอยู่ด้วยต้องเป็นผู้มีศีล แล้วให้มีธรรม มีธรรมก็คือมีสมาธิธรรมนั่นแหละ ให้พิสูจน์ด้วยตนเอง เพราะเสียงภายนอกที่เราฟังเราก็เชื่อบ้าง ถ้าเราปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะเชื่อในหลักธรรมคำสอนของท่าน

เหมือนกับว่า ไฟมันร้อนนะ น้ำแข็งมันเย็นนะ เราก็ฟัง ๆ แต่พอเราจับเข้าไปแล้ว ร้อนล่ะทีนี้ รู้เลยว่าโอ้ใช่ พระพุทธเจ้านี่พูดถูก พอไปจับน้ำแข็งมันเย็นนะ พอเราไปจับ โอ้ มันเย็น เราก็เชื่อในพระพุทธเจ้า เพราะเราไปสัมผัส

นี่ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตายแล้วเกิดนะ ตายแล้วไม่สูญนะ เราก็ฟังดู จริงหรือเปล่า เราก็ปฏิบัติ อย่างนี้นะถึงจะรู้ได้ ตายแล้วเกิด ตายแล้วสูญ อย่าไปคาดคะเนอย่าไปเดา อย่าไปประมาณการเอา ไม่ได้นะ ต้องนั่งภาวนา ถ้านั่งภาวนาแล้วจะรู้ได้

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ยึดผู้ดีเป็นหลักนำใจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๘





ขอให้พี่น้องทั้งหลาย พินิจพิจารณานะ
เข้าวัดเข้าวา เข้า ไม่เข้า ก็ตามวัดอยู่ที่หัวใจ ให้ดู หัวใจ เจ้าของ
มันคิดดีคิดชั่วประการใด นั่นละสร้างตัวเองและ เหยียบย่ำทำลายตัวเอง
อยู่ที่หัวใจ ถ้าคิดไม่ดีทำไม่ดีก็ทำลายตัวเอง คิดดี ทำดี
เป็นการส่งเสริมตัวเอง อยู่ที่หัวใจเรา ขอให้ทุกคนพินิจพิจารณา

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






พระอาจารย์เจี๊ยะท่านพยายามสอนพระทั้งหลายเหล่านั้นว่า

“ท่านทั้งหลายจงพยายามพิจารณาธาตุขันธ์ร่างกาย คิดค้นให้ละเอียดถี่ถ้วนถี่ยิบ ไม่ให้หลุดรอดไปได้ทุกส่วน ทุกกระเบียดนิ้ว ท่านสอนแบบชำนาญมาก แต่ก่อนท่านไม่พูดจึงไม่มีใครรู้ ท่านบอกให้พยายามพิจารณากาย เลื่อนขึ้นเลื่อนลงอยู่อย่างนั้น อย่าให้ขาด ให้เอาร่างกายเป็นตัวพิจารณา ตั้งแต่เล็บมีอะไร มีหนังกำพร้า ใต้หนังกำพร้ามีอะไร มีเนื้อ ใต้เอ็นมีอะไร มีกระดูก อย่างนี้เป็นต้น แล้วกำหนดตัดทีละชิ้นๆ จากปลายเท้าขึ้นมาบนศีรษะ จากศีรษะลงมาสู่ปลายเท้า พิจารณาไปจนเพลินใจอยู่อย่างนั้น อย่าหยุด ถ้าพวกท่านทำได้อย่างนี้ตลอด ซักวันพวกท่านจะมหัศจรรย์ในเรื่องนี้”

เมื่อพวกพระได้โอวาทธรรมแล้ว ต่างองค์ก็ต่างนำไปประพฤติปฏิบัติ พระรูปที่จิตเป็นสมาธิดี ก็จะนำเรื่องภาวนาด้วยการพิจารณากายนี้มากราบเรียนว่า

“ท่านอาจารย์ครับ ไม่ไหวแล้วครับ ตัดได้ ๒-๓ ข้อแล้ว จิตมันก็ไม่อยากเอาแล้วครับ มันขี้เกียจมันอยากจะหยุด มันไม่เพลิน มันไม่นิ่ง”

“เฮ้ย!...จิตมันออกทำงานมันก็เหนื่อยซิวะ มันไม่เพลินหรอกเพราะ งานยังไม่ชำนาญ มันไม่สบายเหมือนเรือนพักในสมาธิ พิจารณาสกนธ์กายธาตุขันธ์นี้ให้หนักเลย ยิ่งขี้เกียจยิ่งต้องเอาให้หนัก การพิจารณากายอย่างนี้ฝืนมาก มันไม่เหมือนจิตสงบๆ การพิจารณาร่างกาย อึดอัดต้องฝืนมาก มันไม่สนุก อึดอัดมาก ต้องฝืนเข้าไป มันไม่สนุก ต้องฝืนค่อยๆ ทำไปจนนิสัยเคยชิน คำบริกรรมพุทโธไม่ต้องใช้แล้ว ใช้พิจารณาดูอันนี้แทน ค้นในร่างกายอย่างเดียวเลย”

ท่านพูดเพียงเท่านี้ก็พากันนำไปปฏิบัติต่อ

ตอนนั้นถึงทำกันก็ยังไม่ค่อยได้เรื่องอย่างที่ท่านสอน ท่านจะเรียกถามเสมอว่า

“เฮ้ย!...พวกท่านพิจารณาเป็นยังไงมาบอกผมซิ มาถามผมซิ มาบอกหน่อยมันเป็นยังไง อย่านั่งแช่นะ ถ้าขืนนั่งแช่ห้ามนั่ง”

ท่านจะดุ เรื่องนั่งสมาธิแช่ๆ นิ่งๆ มาก เพราะท่านว่า ถ้าคนเคยทำจะเป็นนิสัย คนนั่งภาวนาเคยง่วงมันก็จะง่วงอยู่อย่างนั้น แก้ยาก

หลังจากนั้นมาท่านจะไม่พูดเรื่องสมาธิเลย จะพูดสอนเรื่องการพิจารณาอย่างเดียว ทุกๆ วัน ท่านจะสอนอย่างนั้น เช้า กลางวัน เย็น กลางคืน ดึกดื่น ไม่ว่าเวลาไหนๆ ท่านก็จะสอนให้พิจารณาอย่างนั้น พอท่านถามพระทั้งหลายว่าพิจารณาอย่างไร ผลเป็นอย่างไร ผู้ตอบท่านกึกๆ กักๆ คล้ายๆ ว่าไม่ทันใจ ท่านก็ว่า

“ฮื้อ!...ฮื้อ!...มันต้องไอ้เฒ่าเองน้า”

ตอนหลังเมื่อท่านสอนจนผู้ปฏิบัติตามชำนิชำนาญบ้างแล้ว การพิจารณาแบบนี้ก็ไม่กลัวกัน พิจารณาได้ พิจารณาให้ตายเป็นเถ้าถ่านเป็นดินไปเลย

ในตอนหลังเมื่อพระเหล่านั้นพิจารณาเป็นแล้ว จิตก็อยู่นิ่งๆ ได้ ในจิตนั้นก็ปรากฏรู้ว่า “เราไม่กลัวตายแล้ว” มันบอกไม่ถูกมันสบาย ก็เกิดความมหัศจรรย์ครั้งแรกด้วยการพิจารณาตัดอย่างนั้น เชื่อในพระอาจารย์เจี๊ยะผู้สอนอย่างเต็มใจ

เมื่อพิจารณามากๆ เข้า ท่านก็แสดงอาการพอใจที่ได้อบรมสั่งสอนมา ท่านถามให้พระตอบท่าน ท่านอยากฟังเรื่องราวที่พระรูปใดปฏิบัติ ก็ต้องเล่าถวาย ท่านจึงจะชี้แจงข้อถูกผิด

ท่านบอกว่า ไม่พอ การพิจารณาเท่านี้ยังไม่พอ การพิจารณาอะไรเป็นอสุภะ คือความไม่งามได้ ทีนี้มาลองพิจารณาให้เป็นสุภะ คือความสวยงามหน่อยซิ ท่านก็เล่าการพิจารณาขั้นสุดท้าย สำหรับการพิจารณาให้ฟังว่า

“อะไรๆ ทั้งหมดรวมลงมาอยู่ที่การพิจารณากาม สุดยอดกรรมฐานคือกาม ผู้ชายเราสงสัยข้องใจอะไรมาก ก็เป็นเพศของผู้หญิง เมื่อพิจารณา หน้า ตา เนื้อ หนัง อะไรๆ อื่น ก็เหมือนกันหมด มันเหมือนกันหมดทั้งชายและหญิงตลอดจนสัตว์อื่น แต่เมื่อพิจารณาอย่างนี้พิจารณาได้ยาก แต่จะแก้กาม ต้องพิจารณาแก้ที่ตรงนี้”

ท่านสอนเด็ดขาดและแปลกกว่าใครๆ ที่เคยสอนกันมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็หลงอย่างนี้ทั้งนั้น บางคนถึงกับนั่งฟังไม่ได้ ท่านสอนผู้หญิงให้กำหนดตัดอวัยวะเพศชาย สอนพระผู้ชายให้กำหนดตัดอวัยวะเพศหญิง ท่านสอนพูดออกมาเป็นคำที่โลกรังเกียจ แต่พากันหวงแหนนั่นแหละ นำมาเล่าคงไม่ดี ท่านบอกว่าการพิจารณาอย่างนี้เอาให้หนัก ของอย่างนี้สำหรับผู้ต้องการแก้กิเลสเอามันไว้ไม่ได้

พระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า

“เมื่อพิจารณาอวัยวะเพศของหญิง จิตยังสะดุ้งสะเทือนแสดงว่ายังใช้การไม่ได้ อ่านตำรายังไม่จบ ให้ไปเรียนคัมภีร์มาใหม่”

พระทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็กลัว ไม่กล้าพิจารณาบางองค์สั่นทั้งตัว ไม่กล้าทำ ทำไม่ได้ ท่านก็ดุเอาสิว่า

“ไอ้ฉิบหาย!! กลัวอะไร ประสา... เอาเลย... พิจารณาเลย”

ถ้าพระอาจารย์เจี๊ยะไม่สอนทางด้านปัญญา พวกพระคงภาวนาพุทโธอยู่ตลอดปีตลอดชาติ ไม่รู้เรื่อง นี่ท่านมาตีออก ชี้แจงแสดงเปิดเผยออกเป็นชิ้นส่วน พวกเรานักภาวนาก็พิจารณาตามท่าน เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง ชนะบ้าง ไม่ชนะบ้าง มันลากเราบ้างเป็นครั้งคราว กิเลสตัวนี้สำคัญมากสำหรับพระใกล้ชิดท่านจริงๆ ท่านจะสอนเน้นเรื่องนี้ตลอด ก็คือเรื่องกามกิเลส ต้นเหตุแห่งกามกิเลส ต้นตอมันอยู่ไหน ท่านก็ให้พิจารณาตรงนั้น อย่าอ้อมค้อม ให้ตีให้แตกด้วยอริยสัจ อย่างอื่นท่านก็สอนแต่ไม่เน้นเท่ากับเรื่องกามกิเลส ชนะอันนี้ชนะได้หมดท่านว่า ไม่ชนะอันนี้อย่ามาคุย คุยได้ก็ไม่รู้เรื่อง นี้แหละคือสุดยอดแห่งกรรมฐาน มนุษย์สร้างภพสร้างชาติก็เพราะตัวนี้แหละ ไม่พิจารณาตัวนี้จะพิจารณาอะไร

ท่านก็ยกเรื่องท่านอาจารย์มหาบัวมาเล่าประกอบว่า เคยสนทนากับท่านอาจารย์มหา (บัว) สรุปได้ความว่า ถ้าพระกรรมฐานคุยกันเรื่องภาวนา ถ้ายังละกามฉันทะไม่ได้ ไม่ต้องมาคุยกัน เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดจนใจมันไปถึงไหน พิจารณาให้มันถึงพริกถึงขิงตรงนั้น อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า

“สุดยอดแห่งการพิจารณา”

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท





ความทุกข์คือความมืด
ปัญญาคือความสว่าง
แสงสว่างเข้าไปสู่ที่ใด
ความมืดย่อมสลายไปจากที่นั่น
ปัญญาเกิดขึ้นที่ใด
ทุกข์ย่อมดับลงที่นั่น
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





ในโลกวัฏสงสารเราเกิดมา หลวงพ่อเกิดมาตั้ง ๘๑ ปี เห็นมาแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง พระดีก็มี พระไม่ดีก็มี คนดีก็มี คนไม่ดีก็มี สัตว์เดรัจฉานแต่ละประเภทดีก็มี ไม่ดีก็มี ทองดีก็มี ทองเก๊ก็มี มันมีอยู่ในโลกวัฏสงสารนะลูกหลาน ให้เรารู้จักแยกแยะ มันก็ไม่หนักใจ ถ้าหากว่าพวกเราไม่รู้จักแยกแยะ หนักใจนะลูกหลาน จิตใจเศร้าหมองอย่างสุดๆ นั่นแหละ

แต่ถึงยังไงก็ตามก็ให้พวกเราทุกท่านทุกองค์ ยึดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก พระพุทธเจ้าท่านสอนยังไง สอนให้มีคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมอันดีงาม คือยึดพระไตรสรณคมณ์ ยึดผู้ดีเป็นหลัก

ผู้ดีคืออะไร คือพระพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เอง พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ

ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นแหละ ยึดพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีอยู่ ตั้งแต่พระโมคคัลลา สารีบุตร พระอานนท์ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาถึงหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของพวกเราที่เรารักเคารพนับถือเลื่อมใส ล้วนแล้วแต่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบกันทั้งนั้น เราก็มั่นใจว่าท่านเหล่านั้นได้เป็นพระอรหันต์ เพราะเมื่อท่านได้ลาโลกไปแล้ว กระดูกของท่านได้กลายเป็นพระธาตุให้เราท่านทั้งหลายได้เห็น เราจึงเชื่อมั่นว่า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ของพวกเรา ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนถึงมรรคถึงผลได้

แต่ถึงยังไงก็ตามเชื่อในจุดนั้นแล้วอยากจะให้เชื่อเข้ามาอีก พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ภาวนา ให้รักษาศีล สำรวมกาย วาจาให้เรียบร้อย เป็นผู้มีศีลเสียก่อน การที่จะอยู่ด้วยต้องเป็นผู้มีศีล แล้วให้มีธรรม มีธรรมก็คือมีสมาธิธรรมนั่นแหละ ให้พิสูจน์ด้วยตนเอง เพราะเสียงภายนอกที่เราฟังเราก็เชื่อบ้าง ถ้าเราปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะเชื่อในหลักธรรมคำสอนของท่าน

เหมือนกับว่า ไฟมันร้อนนะ น้ำแข็งมันเย็นนะ เราก็ฟัง ๆ แต่พอเราจับเข้าไปแล้ว ร้อนล่ะทีนี้ รู้เลยว่าโอ้ใช่ พระพุทธเจ้านี่พูดถูก พอไปจับน้ำแข็งมันเย็นนะ พอเราไปจับ โอ้ มันเย็น เราก็เชื่อในพระพุทธเจ้า เพราะเราไปสัมผัส

นี่ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตายแล้วเกิดนะ ตายแล้วไม่สูญนะ เราก็ฟังดู จริงหรือเปล่า เราก็ปฏิบัติ อย่างนี้นะถึงจะรู้ได้ ตายแล้วเกิด ตายแล้วสูญ อย่าไปคาดคะเนอย่าไปเดา อย่าไปประมาณการเอา ไม่ได้นะ ต้องนั่งภาวนา ถ้านั่งภาวนาแล้วจะรู้ได้

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ยึดผู้ดีเป็นหลักนำใจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๘






"...จิต เป็นสมบัติสำคัญมากในตัวเราที่ควรได้รับการเหลียวแล ด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิต อันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะก็คือภาวนา ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร ตรวจดูจิตว่า มีอะไรบกพร่องและเสียไป จะได้ซ่อมสุขภาพจิต
นั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือ ความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้าง มีสาระประโยชน์ไหม คิดแส่หาเรื่อง หาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั้น พอรู้ผิดถูกของตัวบ้างไหม

พิจารณาสังขารภายนอกว่า มีความเจริญขึ้นหรือเจริญลง สังขารมีอะไรใหม่หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการให้ท่องในใจอยู่เสมอว่า เรามีความแก่ เจ็บ ตาย อยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน

ทาน ศีล ภาวนา ธรรมทั้ง ๓ นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์ และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้มาอยู่ในนิสัย ของผู้จะมาสวมร่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษย์อย่างแท้จริง..."

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 52 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร