วันเวลาปัจจุบัน 10 ก.พ. 2026, 06:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.พ. 2026, 08:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5486


 ข้อมูลส่วนตัว


"ถ้าลมหายใจของเรานี้อ่อนลง - สติก็จะอ่อนตามด้วย - นี่เท่ากับเรากำลังเจ็บป่วยอยู่แล้ว
ถ้าเราเผลอทั้งสติด้วยเมื่อไร ก็เท่ากับสลบหรือตายทีเดียว
คนที่สลบไปครั้งหนึ่ง ประสาทก็ย่อมเสียไปครั้งหนึ่ง สลบหลายครั้งก็ยิ่งเสียมากเข้า
ฉะนั้นเราต้องคอยตั้งสติรักษาลมไว้ให้ อย่าปล่อยให้มันเจ็บป่วยหรือสลบไปบ่อยๆ"

#พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
"คนไม่มีสติก็คือคนที่ตายแล้ว"

ธรรมคำสอน
ท่านพ่อลี วัดอโศการาม







"เราผู้ปฏิบัติ ซึ่งพวกเราพุทธมามกะผู้หนักแน่นด้วยเหตุผล และต้องการสัจธรรมของจริง ซึ่งเป็นโอวาทานุสาสนีคำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเราทุกท่านก็ต้องการอยากจะพิสูจน์

พวกเราอย่าไปดูอื่นเลย ส่วนธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีที่ไหนอื่น

ธรรมะ ได้แก่ ธรรมารมณ์ที่มันปรากฏขึ้นจากจิตของเรา อารมณ์ซึ่งความคิดคิดไป หรืออารมณ์อันที่นำพาจิตใจของเราให้เป็นไปตามอำนาจของมัน ทั้งทางดีและทางชั่ว

เมื่ออารมณ์นำพาไปในทางที่ชั่วท่านก็บอกว่า..เป็นไปในทางอกุศล

เมื่ออารมณ์ในทางที่ดีนำพา ท่านก็บอกว่า..เป็นไปในทางกุศล

บาปก็ดี บุญก็ดี ต่างๆก็ดี มันไม่ได้เกิดขึ้นจากไหน มันเกิดขึ้นจากจิตใจของเรา เมื่อมันเกิดขึ้นจากจิตใจของเรา จิตใจของเราจึงได้บังคับออกมาในทางภายนอก กาย วาจา ซึ่งเป็นผู้รับทำหน้าที่ของจิต..ก็ย่อมรับทำหน้าที่ของจิตตามจิตสั่ง หรือเท่าที่จิตจะต้องการ

เพราะเหตุนั้น ธรรมะสรุปแล้วอยู่ที่ กาย วาจา และจิตของเรา ทั้งทางดีและทางชั่ว"

หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย






สวดอิติปิโส เกินอายุ ทำกรรมฐาน หายจากโรคมะเร็ง
ซูซาน หนีภัยจากเวียดนามไปกรุงปารีส เป็นโรคมะเร็งก้อนใหญ่ที่มดลูก

ศาตราจารย์นายแพทย์ที่กรุงปารีสบอกว่า ถ้าไม่ผ่าก็ตายไว ถ้าผ่าแล้วก็อยู่ไปอีก ๒-๓ ปี ซูซานก็เลยไม่ผ่า และเข้ามาประเทศไทย

สามีของเขาเป็นคนไทย ชื่อนิพนธ์ เป็นทนายความที่กรุงปารีส สำเร็จกฏหมายจากกรุงปารีส พาภรรยาไปตรวจที่โรงพยาบาลรามา โรงพยาบาลศิริราช ทุกแห่งบอกต้องผ่าตัดทั้งนั้น ไม่มี ทางรอด ผลสุดท้ายก็มาที่วัดอัมพวัน

อาตมาเคยไปที่บ้านสามีภรรยาคู่นี้ที่ฝรั่งเศส คุณนิพนธ์ก็มานั่งกรรมฐาน ๓ วัน

ซูซานก็สวดมนต์บทนั้น สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ สวดพาหุงมหากา แล้วสวดพุทธคุณเท่าอายุเกินหนึ่ง

แปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็สวดตามนั้น เขาก็สวดไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไร

ต่อมาเขาก็มาถามอาตมาว่า จะผ่าที่ศิริราชหรือรามาดี อาตมาเลยบอกว่า เอาอย่างนี้แล้วกันซูซานเอ๋ย ไปผ่าที่กรุงปารีสเถอะ

ลูกก็อยู่ที่กรุงปารีส บ้านก็อยู่ที่กรุงปารีส ไปผ่ากับศาสตราจารย์นายแพทย์ที่ตรวจพบนั่นแหละ

เขาก็กลับไปกรุงปารีส อาตมานั่งรับแขกอยู่ที่วัดอัมพวัน ก็พูดกับพระธีรวัฒน์ พระธงชัยว่า คิดถึงซูซานนะ

ผ่าแล้วหรือยัง ตายหรือยังอยู่ พอคิดเท่านั้นนะโยมนะ โทรศัพท์กริ๊งกร๊างมาจากกรุงปารีสเลย

รับโทรศัพท์คุณนิพนธ์ก็บอกว่าภรรยาของผมจะไปผ่าตัดกับศาสตราจารย์ ที่ตรวจให้ตามที่หลวงพ่อแนะนำ

ก่อนผ่าตัดก็อุลตร้าซาวน์ใหม่ ก้อนเนื้อในท้องไม่มีแล้ว

หมอบอกว่า ที่เมืองไทยหมอเก่งหรือนี่ ไม่ต้องผ่า ก้อนในท้องหายไปได้อย่างไร

คุณนิพนธ์บอกว่า "กรรมฐาน" ฝรั่งบอก "โอเค กลับบ้านได้" เขาไม่สงสัย

ถ้าเป็นคนไทยบอกว่า กรรมฐาน จะต้องต่อว่า ฐานอะไรล่ะ เป็นอันว่าหายไปแล้ว อาตมาจดไว้

คัดลอกจากหนังสือกฏแห่งกรรม-ธรรมปฏิบัติเล่มที่ ๘ (ชีวิตนี้มีค่า)

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม






ใจของเราไปหลงร่างกาย ใจของเรา มโนตัวนี้มันไปหลงร่างกาย ว่าเป็นตัวตนของเรา ถ้าหากว่าเป็นรูปร่างกลางตัวขึ้นมา ก็สมมติหลงตัวเองเป็นว่าร่างกายสังขาร ร่างกายของตนเองจะไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย เพราะหลงร่างกายตัวเอง หลงลาภ หลงยศ หลงสรรเสริญ

พอหลงร่างกายและหลงการเป็นอยู่ของตนเอง หลงในการเป็นอยู่ทุกอย่าง ผลที่สุดก็ว่า นั่นเป็นของกู ของกู ของกู ที่แท้มันไม่ใช่ พิจารณาดูแล้ว มันไม่ใช่นะ ใจนะ อีกสักวันหนึ่งมันต้องทิ้งทั้งหมดนะใจนะ ไม่ทิ้งก็ต้องทิ้งนะใจนะ นี่แหละทำความเข้าใจในจุดนี้ เพราะใจรู้เห็นตามความเป็นจริง ใช่ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

จากนั้นใจก็เกิดความถอนอุปทานคือความยึดมั่นถือมั่น เกิดความเบื่อหน่ายคลาย จิตใจก็รู้แจ้งเห็นจริง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะยึดยังไง จะยึดสิ่งเหล่านั้นมาเป็นตัวตนของเรา ยึดอนิจจังเหรอ ยึดทุกขังเหรอ ยึดอนัตตาเหรอ มันไม่ใช่ของที่จะยึดเสียแล้ว มีแต่ปล่อยวางเท่านั้น

นี่แหละหลักธรรมคำสอนของพุทธะ ผลที่สุดมาถึงจุดปล่อยวาง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เสาะแสวงหาแก่นธรรม”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๘







”ไม่ไหว้แบบเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง“

ถาม : เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม มั่นคงในพระรัตนตรัยนี้ ควรปฏิบัติตัวต่อเทวดาอย่างไร ที่บ้านมีศาลพระภูมิ เราไหว้ท่านได้หรือเปล่าคะ

พระอาจารย์ : ถ้าไหว้แบบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ไหว้ได้ แต่ไม่ไหว้แบบเป็นสรณะเป็นที่พึ่งเป็นครูเป็นอาจารย์ ถ้าเป็นเทพที่รู้ธรรมะ จะนับถือเป็นอาจารย์ก็ได้ ถ้าเป็นอริยเทพเป็นพระโสดาบัน อย่างพระพุทธมารดา เราก็นับถือเป็นพระอริยสงฆ์ได้ จะเป็นเทพเป็นพรหมหรือเป็นมนุษย์ ก็มีจิตใจที่มีความโลภโกรธหลงหรือมีธรรมะ ถ้ามีธรรมะก็บูชาได้ ถ้ามีอริยธรรมเป็นพระอริยสงฆ์ จะเป็นเทพเป็นพรหมเป็นมนุษย์ก็เหมือนกัน ถ้าไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร ก็ให้ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกร่วมเกิดแก่เจ็บตาย ที่มีบุญมากกว่าเราจึงได้เป็นเทพ เราไม่มีบุญเท่าเขาจึงเป็นมนุษย์ ก็นับถือเขาในฐานะที่มีบุญมากกว่าเรา เช่นเรานับถือคนที่มีศีลมากกว่าเรา เช่นพระภิกษุที่เรานับถือเพราะมีศีล ๒๒๗ ข้อ แต่ไม่ได้นับถือท่านเพราะเป็นอริยสงฆ์ ถ้าจะไหว้พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ก็ต้องไหว้ที่คุณธรรม

ถาม : แล้วอย่างคนที่จัดผลไม้ไหว้พระภูมิอย่างนี้ถูกหรือเปล่าคะ

พระอาจารย์ : ไม่เห็นผิดอะไร เขาเคารพนับถือแล้วอยากจะเซ่นจะไหว้ แต่ถามว่าได้บุญไหม คำตอบคือไม่ได้ เพราะไม่ได้ให้ใคร เหมือนเอาของไปตั้งไว้ในป่าช้าที่ฝังศพพ่อแม่ พอไหว้เสร็จก็เอามากินกัน.

จุลธรรมนำใจ ๒๓ กัณฑ์ที่ ๔๑๗
วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






"ถ้าลมหายใจของเรานี้อ่อนลง - สติก็จะอ่อนตามด้วย - นี่เท่ากับเรากำลังเจ็บป่วยอยู่แล้ว
ถ้าเราเผลอทั้งสติด้วยเมื่อไร ก็เท่ากับสลบหรือตายทีเดียว
คนที่สลบไปครั้งหนึ่ง ประสาทก็ย่อมเสียไปครั้งหนึ่ง สลบหลายครั้งก็ยิ่งเสียมากเข้า
ฉะนั้นเราต้องคอยตั้งสติรักษาลมไว้ให้ อย่าปล่อยให้มันเจ็บป่วยหรือสลบไปบ่อยๆ"

#พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
"คนไม่มีสติก็คือคนที่ตายแล้ว"

ธรรมคำสอน
ท่านพ่อลี วัดอโศการาม







" สิ้นโลกเหลือธรรม "
น้อมกราบหลวงปู่สู่แดนอันเกษม

“…ชีวิตของคนเรานั้นเป็นของไม่แน่นอน
มีความเกิดขึ้นในเบี้องต้น
มีความแปรปรวนในท่ามกลาง
มีความแตกดับไปในที่สุด
เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าได้ประมาท
หมั่นสร้างสมอบรมจิตใจของเรา
ให้มีแต่คุณงามความดีประดับจิตใจไว้
อย่าได้ขาดทุนสูญกำไรนะ…”

โอวาทธรรม
หลวงปู่ศรี สิริธโร





“..การภาวนานี้เป็นการรวบรวมบารมีธรรมทั้งหลายเข้ามาสู่จุดรวม คือการภาวนานี้เหมือนกับเราสร้างทำนบใหญ่ขึ้นมา ทำนบใหญ่สำหรับเก็บน้ำทั้งหลายที่ไหลมากจากที่ต่างๆ เข้ามารวมทำนบใหญ่ เมื่อใหญ่มากขึ้นก็กลายเป็นมหาสมุทร มหาทะเลหลวงขึ้นไป น้ำเต็มไปหมดเลย นี่การสร้างคุณงามความดี

เวลาเราสร้างจากการให้ทานมากน้อย การรักษาศีลการเจริญเมตตาภาวนามากน้อยมารวมอยู่ที่จิตตภาวนา ซึ่งเป็นการสร้างทำนบใหญ่ขึ้นมาในหัวใจ ไล่กิเลสตัณหาตัวภพตัวชาติ ตัวพาเกิดแก่เจ็บตาย ให้กองกันอยู่ในโลกนี้ล้วนแล้วตั้งแต่กิเลสเผาศพโลก เผาไม่หยุดไม่ถอย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ตายกองกันอยู่นี้เพราะกิเลสเผาโลกนั่นเอง ทีนี้เราจะเผาศพกิเลสด้วยจิตตภาวนา ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)







#สติสมบูรณ์

"...สติที่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว พระไตรลักษณญาณจะเกิดขึ้นเอง รวมเรียกว่าขันธ์ ๕ ลงสู่พระไตรลักษณ์โดยอัตโนมัติ
ยามที่พิจารณาไม่ชัด อย่าได้ท้อแท้ ท้อถอย แต่ให้เข้าใจว่าที่ไม่ชัด เพราะสติ สมาธิเราอ่อนไป ให้ปล่อยวางการพิจารณานั้นเสีย แล้วให้มาอบรมสติ สมาธิให้มีกำลังมากขึ้น
อย่าอยากให้รู้ชัดโดยลืมนึกไปถึงสติ สมาธิของตน

ทางเดียวที่จะถอนอุปทานเสียได้ มีแต่พิจารณาในขันธ์ ๕ เมื่ออำนาจสติมีกำลังเพียงพอ อุปทานก็ปล่อยวาง. แล้วทุกข์จะมาจากไหน

วิปัสสนา ต้องพิจารณาลงที่ขันธ์ ๕
เมื่อเกิดก็เกิดจากธาตุ ๔ แตกสลายก็ลงที่ธาตุ ๔ กลับไปกลับมา ตามสภาพของมัน เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่มีตัวตนเราเขา หาแก่นสารอันใดไม่ได้ สติ สมาธิ ปัญญา สมดุลย์กันโดยอัตโนมัติ ปัญญา ย่อมก่อเกิด คือไม่ว่าจะเห็น จะรู้ อะไร ทางอายตนะทั้ง ๖ พระไตรลักษณ์ จะเกิดขึ้นพร้อมทั้ง ๓

คำว่า สติสมบูรณ์
สติที่สมบูรณ์ไม่ต้องควบคุม รักษา แต่มันจะมีสติพอดีกับอารมณ์ที่จะมาปรากฏขึ้นที่จิตแล้วรู้เท่าทัน เพราะเหตุมาจากการที่เราได้อบรมมาดีแล้ว ไม่มีส่งจิตออกนอกไปจากอารมณ์ที่ปรากฏขึ้น จิตนั้นรู้แล้ว ก็วางเฉย บางที ก็เกิดสังเวชในเรื่องนั้นๆ เราไม่ต้องเอาสติ ไปควบคุมจิต สติกับจิต มันได้สัดส่วนกัน มันคุมกันเอง นี่เรียกว่าสติสมบูรณ์..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย








อะไรก็ไม่ใช่ของของตนทั้งนั้น
แต่ว่ากรรมที่กระทำไว้ เป็นของของตน

พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





#เกิดมาภพใดชาติใด ก็ทุกข์แย่เต็มประดา ทุกข์ตั้งแต่เกิดถึงวันแก่ ทุกข์ตั้งแต่วันแก่ถึงวันแตกดับวันตาย ทุกข์ถ้วนหน้า ไม่มีใครข้ามพ้นไปได้
กายนี้คือก้อนทุกข์ ...
กายนี้เป็นที่หมายให้พ้นเสียจากทุกข์ ... ฝึกสติปัญญาให้ดีแล้วมาพิจารณากายนี้ให้แจ้ง ก็จะพ้นทุกข์ได้ เราควรมาสนใจในการรวมจิตของเรา มาทำจิตให้สงบระวังตั้งมั่น เที่ยงตรงอยู่ภายในดวงใจให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก จนกระทั่งจิตใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนาให้ได้..”

โอวาทธรรมคำสอน
#พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ (หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม) วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
(พ.ศ.๒๔๓๒-๒๕๐๔)








ท่านพ่อลี สอนว่า .....

"น้ำ เป็นเครื่องชำระล้างได้แต่สิ่งปฏิกูลภายนอกร่างกาย เช่น เนื้อหนัง ผม ขน เล็บ ฟัน ฯลฯ เป็นต้น แต่จะใช้ล้างจิตใจที่สกปรกโสมม ซึ่งอยู่ภายในร่างกายให้สะอาดไม่ได้ อันนี้เราจะต้องใช้น้ำ ซึ่งเรียกว่า “ ทิพยโอสถ “ ชำระล้าง คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ จึงจะทำให้จิตใจของเราใสสะอาดบริสุทธิ์หมดจดได้

ฉะนั้น … น้ำทิพยโอสถจึงเป็นยา สำหรับล้างใจให้หายทุกข์"





เทวดาชอบฟังเสียงสวดมนต์
บ้านใดสวดมนต์บ้านนั้นจะมีเทวดาคุ้มครองรักษา
หากบ้านใดไม่สวดมนต์ บ้านเรือนนั้นก็ไม่มีเทวดารักษา
เพราะเทวดาชอบฟังเสียงสวดมนต์

-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ







หลวงพ่อเองในฐานะที่เป็นเจ้าภาพเป็นเจ้าของงานก็ขอขอบอกขอบใจ ขอขอบบุญขอบคุณ ขอขอบอกขอบใจพี่น้องประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่า ตลอดถึงโรงทานที่ออกมาแสดงน้ำจิตน้ำใจเลี้ยงพี่น้องประชาชน โรงทานทั้งหมดก็มีทั้ง ๔๑๒ โรงทานได้มาในวันนี้ รู้สึกว่าพี่น้องประชาชนก็ล้นหลามถือว่าวันนี้เป็นวันมงคลมหามงคลยิ่งสำหรับวัดป่านาคำน้อย ทุกอย่างเรียบร้อยลงจุดแต่ไม่มีการคลาดเคลื่อนถูกจุดสมความมุ่งมั่นปรารถนาทุกประการนะ ขอให้พี่น้องประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่าจงได้บุญได้กุศลทุกคน แล้วก็ขอให้พวกเราเจริญๆ ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ปรารถนาสิ่งใดอยู่ในกรอบของศีลธรรมก็ขอให้สมหวังดังปรารถนา และขอให้พวกเราทุกๆ ท่านนะ อย่าไปปรารถนาต่ำให้ปรารถนาสูงนะ เพราะเรายกยอดฉัตรพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไว้สูงสุด เพราะฉะนั้นเราต้องปรารถนาสูงสุด ขอให้เกิดมาก็ขอให้มีความเจริญรุ่งเรือง เกิดมาในหมู่ชุมชนกลุ่มใดขอให้เป็นผู้เจริญยิ่งด้วยลาภยศสรรเสริญสุขทุกประการนะศรัทธาญาติโยมลูกหลานเน้อ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙










#คำสอนหลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
Thai/English

"...หลวงพ่อจะลงไปก่อนเที่ยงครึ่งนิดหน่อย
เพราะว่าพรุ่งนี้เขาจะเลือกตั้ง
ใครไปเลือกตั้งจะได้กลับบ้าน

หลักการของมนุษย์นี่
การบริหารน่ะ เอาธรรมนำชีวิต
พัฒนาวัตถุ พัฒนาทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน
เพราะทุกอย่างมันคือเหตุ คือปัจจัย
ใครจะเหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรมไปไม่ได้ ไม่มี
เราเข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้น่ะ
เพื่อเอาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจให้มันไปพร้อม ๆ กันอย่างมีความสุข

การทำธุรกิจหน้าที่การงานของเรา เป็นสัมมาทิฏฐิ ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ

การเลือกตั้ง ก็ให้เลือกเอา ส.ส. เขตน่ะ
แล้วก็เอา ส.ส. พรรคหรือว่าปาร์ตี้ลิสต์ น่ะ
เราก็ดูหลายปีแล้ว ก็ดูว่าใครดีไม่ดีน่ะ
เพราะประชาชนส่วนใหญ่ก็เป็นโจร
ข้าราชการก็เป็นโจร นักการเมืองก็ยิ่งโจรใหญ่

[...หลวงพ่อมองเห็นโยมคนหนึ่งที่พุงใหญ่...]

โจรใหญ่กับท้องใหญ่คนละอย่างนะ
ใจดีใจสบาย ท้องใหญ่เกิน มันไม่ดีนะ มีโรคภัยเยอะนะ

การเรียนการศึกษาเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ
ความรู้ความเข้าใจ ไปมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
การทำงาน เราต้องมีความสุข
ถ้าทำงานมีความทุกข์ไม่ได้
ถ้าเรามีความสุขในการทำงาน
เราก็ได้นิพพานไปในตัวนะ
เห็นด้วยกับหลวงพ่อมั้ย ๆ

เราอย่าไปคิดว่าทำงานเพราะจำเป็น อย่าไปคิดอย่างนั้น
ต้องทำงานเพื่อนิพพานน่ะ

ทุกคนไม่ต้องไปแก้ที่ใครหรอก
แก้ที่ตัวเรานี่แหละ

เราอย่าให้ธาตุ ให้ขันธ์ ให้อายตนะ สิ่งแวดล้อมเข้าครอบงำเรา
ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ
เดี๋ยวเราจะเป็นทุกข์เมื่อแก่นะ
ทุกข์ทวีคูณเลยเนอะ

หลวงมหาบัวว่า
เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง
เอาความทุกข์เป็นที่ตั้ง
ท่านบอกว่ามันเป็น 'คนผีบ้า' นะ
เรามาบวชแล้ว
เราจะมาเป็น 'บักผีบ้า' ไม่ได้นะ
มาบวชแล้วเป็นแม่ชีผีบ้าไม่ได้นะ
เห็นด้วยมั้ย ๆ

เราต้องรู้เข้าใจ
ปัญหาจะได้เป็นปัญญา
ปัญญาจะได้เป็นความสงบ
ความสงบจะได้เอามาเสียสละ

วันหนึ่งคืนหนึ่งมนุษย์ถึงนอนถึงพักผ่อน
ถ้าเป็นพวกปฏิบัติธรรม พวกเป็นพระอยู่ที่วัดนี่ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง นอนนะ
๑๘ ชั่วโมงเป็นเวลาที่มีความสุขในการเดินจงกรม นั่งสมาธิ
ทำหน้าที่ของตัวเองให้เป็นนิพพาน

[...หลวงพ่อเหลียวไปมองพระที่นั่งเยื้องไปด้านหลัง...]

พระนี่ตามใจไม่ได้
ถ้าตามใจไม่ใช่พระ
เป็นพวกโกนหัว ห่มผ้าเหลือง
เห็นด้วยมั้ย ๆ
เดี๋ยวนี้แหละตัวที่อันตราย ตัวเจ้าเสือร้ายเบอร์หนึ่ง
คือ พระนั่นเอง
เพราะว่า
ไปแต่งตัวเลียนแบบ แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติศาสนา

(คำถาม)หลวงพ่อพูดอย่างนี้ศาสนาจะอยู่ได้ยังไง
ศาสนาจะเสื่อมหมดน่ะ

(คำตอบ)ถ้าเรายกเลิกตัวตนน่ะ
ธรรมะถึงจะออกมานะ
มันถึงจะมีธรรมะธรรมโมสอนประชาชน
ถึงจะมีอริยสัจ ๔ สอนประชาชน
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ นั่นก็เอาความหลงในชีวิตน่ะ

เดี๋ยวนี้น่ะ
ส่งลูกศิษย์ไปเรียนจบ
ได้เป็นเจ้าคุณ ได้เป็นสมเด็จเป็นอะไร
ตัวอาจารย์ที่ส่ง ต้องมานั่งหางแถวนะ เดี๋ยวนี้นะ
มันวิปริตแล้ว
เอาความหลงเป็นนิพพาน น่ะเนาะ

งานหลวงปู่แบนนี่ดี หลวงพ่อดูแล้ว
งานหลวงปู่แบนนี่ดี
ไปงานหลวงปู่สีก็ดี
ตอนนั้นน่ะ สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จไป
สมเด็จพระสังฆราชฯ ตอนนั้น ยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชฯ
เป็นสมเด็จวัดราชบพิธนะ
แต่ท่านก็ยกให้หลวงปู่แบนเป็นประธานน่ะ

หลวงปู่แบนเป็นตัวอย่างที่ดี
เขียนพินัยกรรมไว้ว่า
เวลาผมตายนี่น่ะ อย่าเอายศเอาตำแหน่ง
ให้ประชุมเพลิงผมเลย
อย่าไปพระราชทานเพลิงนะ
นั่นท่านแสดงเรื่องจิตใจ
เรื่องคุณธรรม เรื่องนิพพานให้เรารู้ ให้เข้าใจ
เห็นด้วยมั้ย ๆ

หลวงพ่อน่ะ
ปกติน่ะ หลวงพ่อเข้าไปในงานน่ะ
หลวงพ่อจะไป ถ้าหลวงพ่อเคาะหัวป๊อก ๆ อย่างนี้
ประชาชนนี่ คุมไม่อยู่ เป็นหมื่น ๆ คน คุมไม่อยู่ จะโผล่มาหาหลวงพ่อหมด
แต่หลวงพ่อไปเห็นที่งานหลวงปู่แบน
เขานั่งเงียบ...สงบ
หลวงพ่อไม่เคาะหัวใครเลย
หลายคนจะมาให้หลวงพ่อเคาะ
หลวงพ่อบอกว่าต้องเบรกไว้
นี่เป็นงานของพระอรหันต์เขา..."

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันเสาร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

◇◇◇◇◇◇◇

…Luang Phor will go down a little before half past noon,
because tomorrow there will be an election.
Anyone who goes to vote will be allowed to go home.

The fundamental principle for human beings is this:
administration must take Dhamma as the guide for life.
We must develop material things, develop science,
and develop the mind at the same time.
Because everything is cause and condition.
No one can go beyond kamma, beyond the law of kamma—no one can.
We should understand it simply like this,
so that science and the mind can progress together happily.

In doing business and carrying out our duties and careers,
it must be right view (sammā-diṭṭhi),
so that we know and understand.
As for elections, choose your constituency MP,
and also choose the party-list MP.
We have been observing for many years,
watching who is good and who is not.
Because most people are thieves;
civil servants are thieves,
and politicians are even bigger thieves.

[…Luang Phor looks at a layperson with a big belly…]

A big thief and a big belly are not the same thing.
Being kind and at ease is good,
but if the belly is too big, that’s not good—
there will be many illnesses.

Education and learning are for gaining knowledge and understanding.
Knowledge and understanding should lead to happiness in practice.
In working, we must be happy.
Working cannot be accompanied by suffering.
If we are happy in our work,
we attain Nibbāna in itself.
Do you agree with Luang Phor?

Do not think that we work because we have no choice.
Do not think like that.
We must work for Nibbāna.

Everyone does not need to go fix others.
Fix yourself right here.

Do not allow the elements, the aggregates, the sense bases,
or the environment to dominate us.
If we do not know and do not understand,
we will suffer deeply—
the suffering will multiply, right?

Luangta Maha Bua said:
if one takes the self as the foundation,
takes suffering as the foundation,
that person is a ‘total maniac.’
We have ordained already;
we cannot become ‘total maniac.’
Having ordained, we cannot be mad nuns either.
Do you agree?

We must know and understand,
so that problems become wisdom.
Wisdom then becomes peace.
Peace can then be used for selfless giving.

In one day and one night, humans sleep and rest.
For practitioners, for monks living in the monastery,
they sleep five or six hours.
The remaining eighteen hours
are time spent happily walking meditation, sitting meditation,
and performing one’s duties as Nibbāna.

[…Luang Phor glances toward a monk sitting slightly behind…]

Monks cannot follow their own desires.
If they follow their desires, they are not monks—
they are just people with shaved heads wearing yellow robes.
Do you agree?
Right now, the most dangerous and fiercest predator
is actually monks themselves,
because they imitate the appearance
but do not practice the religion.

(Question) If Luang Phor speaks like this,
how can the religion survive?
Won’t the religion completely decline?

(Answer) If we abandon self-identity,
then Dhamma will emerge.
Then there will be true Dhamma to teach the people,
the Four Noble Truths to teach the people.
Lack of knowledge and understanding
leads one to take delusion as life itself.

Nowadays,
teachers send their disciples to study until they graduate,
they become senior monks, high-ranking monks,
while the teachers who sent them
end up sitting at the end of the line.
Things are distorted now.
Taking delusion as Nibbāna—right?
The ceremony of Luang Pu Ban was good; Luang Phor observed it.
The ceremony of Luang Pu Ban was good.
Attending Luang Pu Sri's ceremony was also good.
At that time, the Supreme Patriarch attended.
At that time, he was not yet the Supreme Patriarch,
but the Somdet of Wat Ratchabophit.
Even so, he honored Luang Pu Ban as the presiding figure.

Luang Pu Ban was a good example.
He wrote in his will:
when I die, do not take ranks or titles;
just cremate me.
Do not request a royal cremation.
This showed his mind,
his virtue,
his Nibbāna—for us to know and understand.
Do you agree?

Normally, when Luang Phor attend events,
if Luang Phor tap people’s heads like this—tok tok—
the crowd becomes uncontrollable, tens of thousands of people;
everyone rushes toward Luang Phor.
But when Luang Phor attended Luang Pu Ban’s ceremony,
everyone sat quietly… peacefully.
Luang Phor did not tap anyone’s head at all.
Many people wanted Luang Phor to do it,
but Luang Phor said it had to be restrained.
This was the event of an arahant…

Luang Phor Gunhah Sukhakamo
Wat Pah Subthawee Dhammaram
Saturday, 7 February 2026

#ใจดีใจสบาย
#ธรรมะใจดีใจสบาย
#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
#LuangPhorGunhah_Sukhakamo
#JaideeJaisabaai #WatSubthawee






พระอาจารย์​กล่าวว่า​ : บุคคลที่ร่วมสร้างสมเด็จองค์ปฐม พระยายมท่านรับปากว่า จะพยายามประคับประคองกำลังใจให้นึกถึงด้านบุญให้ได้ คนที่ทำบุญนี้จะต้องนึกถึงด้านบุญก่อน

เรื่องอำนาจของเทวดา ของพรหมนั้น การบังคับความคิดของเราเป็นเรื่องที่หมูที่สุดของท่านเลย แต่ว่าท่านเองท่านจะไม่ยุ่งกับเราในสิ่งที่เกินกฎของกรรม เหตุที่ท่านรับปากได้เพราะว่าอานิสงส์ที่เราสร้างนั้นสูงมาก ในเมื่อสูงมาก ท่านก็สามารถช่วยได้หน่อย อย่างไรก็อย่าชั่วมากก็แล้วกัน

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน





“..เวลาความตายมาถึงเข้า กายกับจิตจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ เรียกว่าแยกกันไป จิตทำบาปไว้ก็ไปสู่บาป จิตทำบุญไว้ก็ไปสู่บุญ จิตละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ ได้ก็ไปสู่นิพพาน จิตละไม่ได้ก็มาเวียนตายเวียนเกิด วุ่นวายอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้ามา ตรัสรู้ในโลก มนุษย์ทั้งหลายก็ยังไม่หมดไปจากโลก ยิ่งในปัจจุบันนี้ ยิ่งมากกว่าในสมัยก่อน มันเกิดมาจากไหน ก็เกิดมาจากจิตที่เต็มไปด้วย อวิชชา-ความไม่รู้ ตัณหา-ความดิ้นรน ไม่สงบตั้งมั่น ก็สร้างตัวขึ้นมาในแต่ละบุคคล แล้วก็มาทุกข์มาเดือดร้อน วุ่นวายอยู่ในวัฏสงสารอย่างนี้แหละ..

โอวาทธรรมธรรมคำสอน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร) วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๓๕)







ร่างกายไม่เจ็บป่วย
ใจไม่เป็นทุกข์
สิ่งเหล่านี้แหละที่เงินหาซื้อไม่ได้

พระครูพิศาลวิหารวัตร หลวงปู่บุญให้ ปทุโม
พระผู้มีแต่ให้กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ






" ทำความดี ให้ถึงพร้อมในปัจจุบันนี้ "

“ ปัจจุบันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
เราได้เห็นจริง ได้สัมผัสจริง
เพราะฉะนั้นความดีต้องทำในปัจจุบัน
ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี
ต้องทำเสียในปัจจุบันที่เรายังมีชีวิตอยู่
เราต้องการความดี
ก็ต้องทำให้เป็นความดีในปัจจุบันนี้
ต้องการความสุข ต้องการความเจริญ
ก็ต้องทำให้เป็นไปในปัจจุบันนี้…”

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
พระอริยะแห่งดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่,
16 มกราคม พ.ศ. 2430 - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2528
( 98 ปี พรรษา 78 )

หนังสือโอวาทธรรมหลวงปู่แหวน
พระอริยะแห่งดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่,








..ชีวิตของพวกเราทุกคนก็เป็นชีวิตที่รื่นเริงมีปิติเป็นมงคล มีปิติเป็นผลเป็นประโยชน์ เมื่อได้เกิดขึ้นมาแล้ว จะไปเมืองใดที่ไหนก็แล้วแต่ เราได้ทำคุณงามความดีเอาไว้ใจก็สบาย เมื่อใจได้สบายมีคุณงามความดีที่ได้ทำเอาไว้แล้ว เราก็จะได้แผ่เมตตาไปให้แก่ปู่ย่าตายาย ญาติมิตรสหาย ทุกครั้งๆ เมื่อได้รับพรจากครูบาอาจารย์ ไม่ว่าวัดไหนก็แล้วแต่ พรก็เป็นพรอย่างเดียวกันหมด ญาติโยมก็ได้รับพร รับคุณงามความดีเป็นเครื่องตอบสนองแทนบุญแทนคุณ ที่ได้มีอุปการะคุณแก่พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย เพื่อค้ำจุนเจริญพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองได้ยืนยาว ส่งต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา แต่....เรายังไม่สามารถชำระจิตใจของเราให้สะอาดหมดจดจริงๆ ยังไม่หมดกิเลส เราก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีก เหตุฉะนั้นเรามาเกิดอีกเราก็ต้องทำต่อ ปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ จนบุญบารมีของเรานั้นเต็มเปี่ยม จนเข้าถึงนิพพานได้นู่นแหละ จึงจะหมดงานที่จะต้องได้ทำ จึงจะสมบูรณ์ที่สุด..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..








การทำดี ต้องไม่มีพอ
ต้องทำให้ยิ่งขึ้นเสมอ
เพราะไม่มีใครอาจประมาณได้ว่า
เมื่อใดจะตกไปในที่มืดมิดขนาดไหน
ตัองการแสงสว่างจัดเพียงใด

ถ้าไม่ตกเข้าไปในที่มืดมิดมากมายนัก
มีแสงสว่างมากไว้ก่อน ก็ไม่ขาดทุน
ไม่เสียหาย
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 118 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร