วันเวลาปัจจุบัน 10 ก.พ. 2026, 07:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.พ. 2026, 19:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5486


 ข้อมูลส่วนตัว


"ถ้าใครภาวนาแล้วเบื่อหน่ายต่อครอบครัว
อยากหนีไปบวช มิจฉาทิฏฐิกำลังจะกินแล้ว
ใครภาวนามีสมาธิดีแล้วเบื่อหน่ายงาน
อยากทิ้งการทิ้งงานหนีออกไป อันนั้นความผิด
กำลังจะเกิดขึ้น

ถ้าใครภาวนาเก่งแล้ว สมมติว่าครูบาอาจารย์
มีลูกศิษย์ รักลูกศิษย์มากขึ้น ลูกศิษย์ภาวนาเก่ง
แล้วรักครูบาอาจารย์ เคารพครูบาอาจารย์มากขึ้น

สามีภรรยาภาวนาเก่ง แล้วรักกันยิ่งขึ้น รักลูก
รักครอบครัว รู้จักประหยัด รู้จักสิ่งที่ควรไม่ควร
ดียิ่งขึ้น อันนี้จึงจะได้ชื่อว่า เป็นการภาวนาได้ผลดี"

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





เราอาจเปรียบเทียบชีวิตของเรา เหมือนภาชนะอันหนึ่ง
เอาเเต่ของไม่สะอาดไปใส่ในกาย วาจา ใจของเรา
ชีวิตของเราก็เป็นภาชนะว่างที่กลายเป็น “กระโถน”

ถ้าเราตั้งภาชนะนี้ไว้ในที่ดี แล้วเอาดินใส่เอาต้นไม้ใส่
รดน้ำพรวนดินเสร็จแล้ว ภาชนะนี้จะเรียกเป็น
กระโถนไม่ได้ ต้องเรียกว่าเป็น “กระถาง”

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ






"เมื่อเจตนาบริสุทธิ์ แม้ว่าวัตถุที่บริจาคนั้นจะมีจำนวนน้อย หรือมีราคาน้อย ก็ได้ชื่อว่าใหญ่โตโดยเจตนา เพราะฉะนั้น การทำบุญจะได้บุญมากบุญน้อย อยู่ที่เจตนาบริสุทธิ์ต่างหาก"

- หลวงพ่อพุธ ฐานิโย






“..เมื่อบุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ธรรมะไม่เข้าถึงใจ ใจไม่เข้าถึงธรรมะ จะทำความชั่วอะไรก็กลัว กลัวคนอื่นจะเห็น กลัวพ่อแม่จะเห็น กลัวครูบาอาจารย์จะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ คือคนยังไม่เห็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไปในสถานที่ใดๆ ที่ว่างจากผู้คน ว่างจากพ่อแม่ว่างจากครูบาอาจารย์ เห็นว่าไม่มีเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครอยู่ในที่นั้น ก็พยายามทำความชั่วอยู่ที่ตรงนั้น ด้วยความประมาท เพราะความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง การกระทำเช่นนั้นเขาก็คิดว่าเขาทำถูกแล้ว พ้นภัยแล้ว เพราะว่าไม่มีใครเห็นเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้ ก็กระทำอย่างสนิทใจเลย แต่คนคนนั้นในทางธรรมถือว่าเป็นคนโง่ที่สุด คือเป็นคนดูถูกตัวเองที่สุด ความเป็นจริงนั้นเมื่อจิตมันเป็นธรรมะ เมื่อธรรมะเป็นจิต มันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย จะไปทำผิดอะไรที่ตรงไหนเป็นต้น ก็ต้องมีคนเห็น คนอื่นไม่เห็นเราก็เห็นคนอื่นไม่รู้เราก็รู้ ดังนั้นถึงจะไปอยู่ตรงไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น จึงเป็นธรรมะ ไม่กล้าทำ เพราะใจมันเป็นธรรมะแล้ว พระอริยสาวกทุกๆ องค์เมื่อใจเป็นธรรมะแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกๆ องค์ ที่ลับไม่มี ที่แจ้งไม่มี อะไรๆ มันก็ไม่มี รู้แต่ว่าท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่แล้ว..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






กำจัดสิ่งที่ปกปิดธรรมะด้วยข้อปฏิบัติ

" จุดประสงค์ของการปฏิบัติธรรม ก็คือการนำออก หรือการกำจัด หรือการหยิบยกเอาของเอาสิ่งที่ปกปิดธรรมะให้หมดให้สิ้นไปนั้นเอง เรานำออกเราสลัดออกได้น้อย ธรรมะก็ปรากฏให้เรารู้เราเห็นได้น้อย เราสลัดเรานำออกได้มาก ธรรมะก็ปรากฏให้เรารู้เราเห็นได้มาก ถ้าหากว่าเรานำออกเราสลัดออกได้สิ้นเชิงได้หมดสิ้น ธรรมะก็เปิดเผยอย่างเต็มที่ ก็เพราะธรรมที่มีอยู่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนั่นเอง

บรรดาเราๆ ที่นั่งอยู่หรือว่าจะอยู่ ณ สถานที่ใดๆ ก็ช่าง มีธรรมะอยู่แล้วด้วยกันทั้งนั้นทุกผู้ทุกนาม แต่ธรรมะถูกปกปิดเสีย ในเมื่อธรรมะถูกปกปิด การที่จะรู้เห็นธรรมก็ไม่สามารถที่จะรู้เห็นได้

พระพุทธเจ้าท่านจึงวางข้อปฏิบัติไว้ ข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าวางไว้นั่นแหละ เป็นวิธีเป็นหลักเป็นการที่จะนำออกเสียซึ่งสิ่งที่ปกปิดธรรมะให้หมดให้สิ้น ให้พากันเข้าใจอย่างนี้"

........ หลวงปู่แบน ธนากโร







” มองเพื่อตัดอะไร “

ถาม : แล้วทำไมพอดิฉันมองกาย มองโครงกระดูกของดิฉัน ครั้งแรกจะเห็นถนัด พอมองไปสักสองครั้ง จะมองอะไรไม่เห็นเลย จะเป็นสีขาวไปหมด เหมือนกับบอกว่าพอแล้ว ไม่เอาแล้ว

พระอาจารย์ : เรามองเพื่อตัดอะไร ถ้าตัดความยึดติด ว่าร่างกายเป็นตัวเราของเรา ถ้ามองเห็นว่าร่างกายเป็นเพียงโครงกระดูก ไม่ใช่ตัวเราของเรา ปล่อยวางร่างกายได้ จะเห็นหรือไม่เห็นต่อไปก็ไม่เป็นปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่ายังยึดติดอยู่กับร่างกายหรือเปล่า ยังคิดว่าร่างกายเป็นตัวเราของเราอยู่หรือเปล่า เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ เวลาไม่เห็นนี้ เพราะจิตเถลไถลก็ได้ ดูครั้งสองครั้งแล้ว ก็จะไม่ยอมดู ก็ต้องบังคับต้องกำหนดภาพขึ้นมาใหม่ ถ้าจะปล่อยให้เกิดขึ้นเอง ก็จะเกิดเพียงแวบเดียว ถ้าต้องการเห็นอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องกำหนดเองเพื่อให้ติดตาติดใจ ว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเพียงโครงกระดูก เวลาตายไปก็เหลือแต่โครงกระดูก ก็จะปล่อยวางความยึดติดในร่างกายได้ ปล่อยวางอุปาทาน ว่าร่างกายเป็นตัวเราของเรา จะเห็นว่าไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเพียงโครงกระดูก พอไม่ยึดติดแล้ว ก็ไม่ต้องพิจารณาอีกต่อไป พิจารณาเรื่องอื่นที่ยังเป็นปัญหา ดูว่าทุกข์กับอะไร จนกว่าจะหายทุกข์ พิจารณาปัญญาสลับกับสมาธิ เพราะปัญญาจะทำงานได้ในระยะหนึ่ง ก็จะอ่อนกำลังลง กิเลสจะมีกำลังมากขึ้น กิเลสก็จะมาล้มการพิจารณา ก็ต้องหยุดแล้วกลับเข้าไปในสมาธิ

หลวงตาท่านเปรียบสมาธิกับปัญญา เป็นเหมือนเท้าซ้ายกับเท้าขวา ต้องสลับกันก้าว ในการปฏิบัติเพื่อตัดกิเลสขั้นต่างๆ ต้องอาศัยการก้าวไปของสมาธิและปัญญาสลับกันไป พอพิจารณาไประยะหนึ่งก็ต้องหยุดพักในสมาธิ เพื่อเสริมกำลัง พอได้กำลังแล้วก็กลับไปพิจารณาใหม่ เหมือนคนตัดฟืน ถ้าตัดไปเรื่อยๆ กำลังก็จะอ่อนลงไปเรื่อยๆ มีดที่ใช้ตัดฟืนก็จะทื่อไปตามลำดับ ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด ก็ต้องพัก รับประทานอาหาร หลับนอน ลับมีด พอพักเสร็จแล้ว ก็มาตัดต่อ ไม้ท่อนที่ฟันตั้งหลายครั้งไม่ขาด ก็จะขาดทันที ปัญญาก็เป็นอย่างนั้น ถ้าพิจารณาไม่เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ก็ตัดกิเลสไม่ได้ พอได้พักจิตในสมาธิ แล้วออกมาพิจารณาใหม่ ก็จะเห็นและตัดกิเลสได้เลย นี่คือการทำงานของสมาธิและปัญญา ต้องสนับสนุนกัน เหมือนเท้าซ้ายกับเท้าขวา ที่ต้องสนับสนุนกัน ถึงจะเดินไปได้

ในการปฏิบัติจิตตภาวนาเพื่อตัดกิเลส ต้องอาศัยทั้งสมาธิและปัญญา สลับกันทำงาน ถ้าเจริญแต่ปัญญาอย่างเดียว ไม่พักในสมาธิเลย ก็จะเกิดอุทธัจจะความฟุ้งซ่านขึ้นมา เพราะกิเลสรบกวน ไม่คิดด้วยเหตุด้วยผล คิดไปตามความอยากของกิเลส ก็จะเกิดความฟุ้งซ่านขึ้นมา ต้องรู้ทัน ต้องหยุดพักในสมาธิ เวลาพิจารณาทางปัญญามักจะติดพัน เห็นคุณค่าของการพิจารณาของปัญญา ก็เลยไม่หยุดพิจารณา กลับไปเห็นโทษของสมาธิว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่สงบอย่างเดียว แต่ไม่สามารถตัดกิเลสได้เลย พอพิจารณาทางปัญญา ก็ตัดกิเลสได้ ก็อยากจะตัดไปเรื่อยๆ อยากพิจารณาไปเรื่อยๆ จนตัดไม่ได้เลย เพราะมีดทื่อ ปัญญาทึบ ตอนนั้นก็ต้องหยุดพักในสมาธิ พอออกมาปัญญาจะแหลมคม พิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตา ก็จะเห็นตามความจริง

ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยเตือนก็จะติดได้ พอได้สมาธิก็จะติดในสมาธิ จะไม่พิจารณาเวลาออกจากความสงบ ไม่สนใจปัญญา จะคิดเรื่อยเปื่อย คิดอยากได้นั่นอยากได้นี่ อยากทำนั่นอยากทำนี่ พอถึงเวลาก็นั่งสมาธิใหม่ อย่างนี้เรียกว่าติดสมาธิ ทำแต่สมาธิอย่างเดียว ไม่ออกพิจารณาทางปัญญา พอออกทางปัญญา ก็ไม่ยอมกลับเข้าไปในสมาธิ อย่างนี้เรียกว่าหลงสังขารความคิดปรุงแต่ง พิจารณาไม่หยุดไม่หย่อน ไม่พักในสมาธิ หลวงตาท่านเล่าว่า พอได้สมาธิก็จะติดในสมาธิ หลวงปู่มั่นท่านก็บอกว่า สมาธิเป็นเหมือนเนื้อติดฟัน พอออกพิจารณาทางปัญญา ก็พิจารณาอยู่ตลอดเวลา ไม่หลับไม่นอนเลย พอไปเล่าให้หลวงปู่มั่นฟัง ท่านก็บอกว่ากำลังหลงสังขาร เวลาปฏิบัติมักจะติด ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยสอน ถ้าได้สมาธิก็จะติดในสมาธิ พอไปทางปัญญาก็จะพิจารณาจนเลยเถิด

ถ้ามีครูบาอาจารย์ก็จะไปได้อย่างรวดเร็ว พอมาถึงจุดนี้ปั๊บ จะรู้ว่ากำลังติดสมาธิ เพราะไม่พิจารณาไตรลักษณ์ ไม่พิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตา ไม่พิจารณาอสุภะเลย อย่างนี้เรียกว่าติดสมาธิ พอพิจารณาทางปัญญา ก็ไม่นั่งสมาธิเลย พิจารณาทั้งวันทั้งคืน นอกจากเวลาหลับ ก็จะกลายเป็นวิปัสสนูไป คิดไปเองว่าได้บรรลุแล้ว เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้แล้ว แต่ความจริงไม่ได้เป็น เพราะจิตไม่สงบ จิตยังว้าวุ่นขุ่นมัว ถ้าบรรลุจิตต้องสงบ ความสงบเป็นตัววัดผล เวลาตัดกิเลสได้จิตจะดิ่งเข้าสู่ความสงบทันที ถ้าคิดว่าตัดได้แล้ว แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในจิต ก็ไม่ใช่แล้ว เป็นความหลงแล้ว ถ้าตัดได้แล้วจิตจะสงบเป็นอุเบกขา ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ผ่านมาแล้วคอยบอกทาง ก็จะไม่หลง ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ก็จะหลง จึงควรมีครูบาอาจารย์ที่ได้ผ่านมาแล้วคอยบอกทาง จะได้ไม่หลง ไม่ต้องคลำทางไปเอง.

จุลธรรมนำใจ ๒๖ กัณฑ์ที่ ๔๒๗
วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๔

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





“..เมื่อบุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ธรรมะไม่เข้าถึงใจ ใจไม่เข้าถึงธรรมะ จะทำความชั่วอะไรก็กลัว กลัวคนอื่นจะเห็น กลัวพ่อแม่จะเห็น กลัวครูบาอาจารย์จะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ คือคนยังไม่เห็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไปในสถานที่ใดๆ ที่ว่างจากผู้คน ว่างจากพ่อแม่ว่างจากครูบาอาจารย์ เห็นว่าไม่มีเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครอยู่ในที่นั้น ก็พยายามทำความชั่วอยู่ที่ตรงนั้น ด้วยความประมาท เพราะความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง การกระทำเช่นนั้นเขาก็คิดว่าเขาทำถูกแล้ว พ้นภัยแล้ว เพราะว่าไม่มีใครเห็นเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้ ก็กระทำอย่างสนิทใจเลย แต่คนคนนั้นในทางธรรมถือว่าเป็นคนโง่ที่สุด คือเป็นคนดูถูกตัวเองที่สุด ความเป็นจริงนั้นเมื่อจิตมันเป็นธรรมะ เมื่อธรรมะเป็นจิต มันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย จะไปทำผิดอะไรที่ตรงไหนเป็นต้น ก็ต้องมีคนเห็น คนอื่นไม่เห็นเราก็เห็นคนอื่นไม่รู้เราก็รู้ ดังนั้นถึงจะไปอยู่ตรงไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น จึงเป็นธรรมะ ไม่กล้าทำ เพราะใจมันเป็นธรรมะแล้ว พระอริยสาวกทุกๆ องค์เมื่อใจเป็นธรรมะแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกๆ องค์ ที่ลับไม่มี ที่แจ้งไม่มี อะไรๆ มันก็ไม่มี รู้แต่ว่าท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่แล้ว..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






การรักษาศีล ทำได้ง่ายๆ
- เช่น ในขณะมาปฏิบัติกรรมฐาน หรือในเวลาอื่นๆ ศีลของเราบริบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ได้ล่วงละเมิดศีลข้อไหนเลย
- เพียงแต่ระลึกเสมอว่า เรามีศีลบริบูรณ์ (ปริสุทโธ ปริสุทโธติ)
- ไม่ต้องไปสมาทานศีลที่ไหนก็ได้
** ถ้าเราบริบูรณ์ด้วยศีลอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ตัว ก็เหมือนกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า **
**การระลึกถึงศีลอยู่เสมอ ก็เหมือนมีเงินเต็มกระเป๋า ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย**
- การระลึกว่า เรามีศีลบริบูรณ์เสมอ ถ้าจะมีเหตุให้ล่วงละเมิดศีล ก็จะทำให้เราละอาย และไม่อยากทำสิ่งนั้น
"สีเลนะสุคติงยันติ สีเลนะโภคะสัมปทา สีเลนะนิพพุติงยันติ"

___หลวงพ่อวิชัย วฑฺฒโน วัดแม่สะลาบ






#พึงอยู่ด้วยความไม่ประมาท

"...วิปัสสนานี้มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหารภาวนา ย่อมทำให้ผู้เจริญนั้นมีสติไม่หลงเมื่อทำกาลกิริยา มีสุคติภพคือมนุษย์และโลกสวรรค์เป็นไปในเบื้องหน้า หากยังไม่บรรลุผลทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุมรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว

อนึ่ง ยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้องตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์คือ ศีล ๕ และกุศลธรรมบท ๑๐ จึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์

ชีวิตที่เป็นมานี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะอันตรายชีวิตทั้งภายในภายนอกมีมากต่างๆ

การที่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะกาลที่เปล่าว่างอยู่ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกยืดยาวนานนัก บางคาบบางสมัยจึงจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกสักครั้งสักคราวหนึ่ง

เหตุนั้นเราทั้งหลายพึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาเลย..."

หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี






อย่าหวังไปพึ่งใครมากยิ่งกว่า “การพึ่งตัวเอง”
เวลาจะเป็นจะตาย ก็พึ่งคนนั้น พึ่งคนนี้
ตอนนั้นล่ะ จะพึ่งไม่ได้ เราต้องสร้างที่พึ่ง
คือ “บุญ” ไว้เสียแต่บัดนี้ ให้เป็นที่พึ่งได้
ไปอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ท่านเรียก ... สุคโต
ไปดี ไปอย่างสะดวกสบาย
...
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน





ศีล คือปกติ ศีล คือ ความปกติกาย ปกติใจ ใจเยือกเย็น ใจเรียบร้อย จึงเรียกว่าศีลธรรม
ถ้าใจวุ่นวายเดือดร้อนใจยุ่งยากก็ไม่เป็นศีลธรรม ศีลต้องรักษาการที่เรารักษาศีลเราก็ไม่ได้
รักษาอื่นไกล รักษากาย รักษาวาจา รักษาใจของเราให้เรียบร้อย เมื่อกายของเราเรียบร้อย
แล้ว เกิดในภพไหนชาติไหนก็ตาม ถ้าเรายังไม่พ้นจากทุกข์ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีก
การของเราก็จะเป็นคนเรียบร้อย วาจาของเราก็เป็นที่เรียบร้อย ไม่มีโทษน้อยใหญ่ ดังนั้นท่านจึง
ให้รักษาศีล โทษน้อยใหญ่ คือ ปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา เหล่านี้มันเป็นโทษ

โอวาทธรรม
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 100 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร