วันเวลาปัจจุบัน 02 ก.พ. 2026, 18:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2026, 05:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5479


 ข้อมูลส่วนตัว


เหมือนกับใจคล้ายกับจิต
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
...
“พระพุทธเจ้าคือธรรมะ ธรรมะก็คือ
พระพุทธเจ้า เป็นอย่างนี้ ตรัสรู้นี่ท่านไม่เอา
ไปหรอก ท่านก็ทิ้งไว้ในนี้แหละ ถ้าพูดง่ายๆ
อย่างพวกครูเราน่ะ ครูในโรงเรียนไม่ได้เป็น
ครูมาแต่กำเนิดหรอก มาเรียนวิชาครู ถึงได้
เป็นครูกัน ได้สอนในโรงเรียน ได้เงินเดือน
กับเขา อยู่ไปนานๆ ก็เลยตายซะ ตายจากครู
ไปซะ ถ้าหากพูดอย่างหนึ่งก็ว่า ครูนั้นยัง
ไม่ตาย ก็คือ คุณธรรมที่ทำครูให้เป็นครูนั้น
ยังอยู่ อย่างพระพุทธเจ้าของเราน่ะ สัจธรรม
ที่ทำให้คน คนนั้นเป็นพระพุทธเจ้านี่ ยังอยู่
ไม่หนีไปไหน พระพุทธเจ้าคือพระธรรม และ
พระธรรมก็คือพระพุทธเจ้า
ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น เป็นธรรมะ
ที่มีอยู่ประจำโลก ไม่สูญหาย เหมือนกับน้ำ
ที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดิน ผู้ขุดบ่อลงไปให้ถึงน้ำ
ก็จะเห็นน้ำ ไม่ใช่ว่าผู้นั้นไปแต่งขึ้นทำให้มี
น้ำขึ้น บุรุษนั้นลงกำลังขุดบ่อเท่านั้น ให้ลึกไป
ให้ถึงน้ำ น้ำก็มีอยู่แล้ว ฉะนั้น ถ้าเรามีปัญญา
ก็จะเห็นได้ว่าเราไม่ได้อยู่ห่างพระพุทธเจ้าเลย
เดี๋ยวนี้เราก็ยังนั่งอยู่ตรงหน้าพระพุทธเจ้า
เราเข้าใจธรรมะเมื่อใด เราก็เห็นพระพุทธเจ้า
เมื่อนั้น ผู้ใดที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่
อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน อยู่
ณ ที่ใด ผู้นั้นย่อมได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้า
ตลอดเวลา” ...







“เราทุกข์กับอะไร”

ทุกวันนี้ที่พวกเราทุกข์กันก็ไม่ได้ทุกข์กับอะไรหรอก ก็ทุกข์กับเรื่องลาภยศสรรเสริญ เรื่องของความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนั่นเอง และก็จะทุกข์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนวันตาย ต่อให้เราได้เงินได้สมบัติมากองเท่าภูเขา มันก็ยังต้องทุกข์กับสมบัติกองนั้นอยู่ ต่อให้เราได้เป็นใหญ่เป็นโตถึงระดับนายกหรือประธานาธิบดี ก็ยังจะต้องทุกข์กับความเป็นเหล่านั้นอยู่

เพราะว่าความเป็นนั้นมันไม่ได้เป็นได้ตลอดนั่นเอง สมบัติข้าวของเงินทองก็ไม่สามารถยึดเก็บเอาไว้เป็นของตนได้ตลอด ถ้าไม่สูญหายไปก่อนตาย มันก็ต้องหมดไปตอนที่เราตาย เพราะร่างกายในที่สุดมันก็ต้องตายไปอยู่ดี พอตายไปแล้วมันก็ไม่มีอะไรเป็นของเราอีกต่อไป ขณะที่อยู่บางทีมันก็ไปก่อนที่เราตาย

ที่เราทุกข์กันก็เพราะว่ามันมักจะไปก่อนที่เราตายไปแล้ว เงินทองที่เรามีอยู่ วันดีคืนดีมันก็อาจจะหายไปหมดก็ได้ ตำแหน่งที่เราเคยมีเคยเป็น ก็อาจจะถูกปลดไปก็ได้ ความสรรเสริญต่างๆ ที่เราเคยได้รับก็อาจจะกลายเป็นความนินทาก็ได้ ความสุขที่เราเคยได้รับจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ มันก็จะกลายเป็นความทุกข์ได้เวลามันเปลี่ยนไปเวลามันหมดไป

นี่คือสาเหตุของความทุกข์ของพวกเราที่มีอยู่กันทุกวันนี้ เราทุกข์กับเรื่องราวเหล่านี้ ไม่ว่าเราจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในทางลาภยศสรรเสริญสุขขนาดไหนก็ตาม เราก็ยังจะต้องเจอกับความทุกข์อยู่ เพราะเรามีความวิตกมีความกังวลกับสิ่งที่เราได้มีได้มา เพราะเราหวงเรารักเราห่วง เราไม่อยากจะสูญเสีย แต่เราก็รู้ว่ามันเป็นของที่ไม่แน่นอน มันอาจจะจากเราไปได้เมื่อไหร่ก็ได้ มันจึงสร้างความทุกข์ให้กับเราตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้สึกตัว

เราคิดว่าเรามีความสุขกัน แต่ลึกๆ ภายในใจของเรานี้ ใจของเรามีความวิตกกังวลตลอดเวลา เพราะเราอยู่บนโลกของความไม่เที่ยงแท้แน่นอนนั่นเอง เราอาศัยสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนมาให้ความสุขกับเรา เราก็เลยไม่ได้รับความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เป็นความสุขที่มั่นคง ที่เรามั่นใจ ที่เราสบายใจด้วย ไม่เหมือนกับความสุขที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเราหากัน คือ ให้เรามาหาความสุขภายในใจของเรา.

ธรรมะบนเขา
วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๕

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี






#สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ควรไปทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งของที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้จะทำความผูกพันและมั่นใจในสิ่งนั้น
กลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปมิได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้น
เป็นทุกข์แต่ผู้เดียว
โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นสิ่งไม่ควร
ยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน
อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต
อนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน
#ปัจจุบันเท่านั้นที่จะสำเร็จเป็นประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิ






กรรมคือการกระทำ ในอดีตก็มี การกระทำในปัจจุบันก็มี กุศลกรรม อกุศลกรรม กุศลกรรมคือกรรมดี อกุศลกรรมคือกรรมชั่ว มันเป็นคู่แฝงกันมาอยู่ตลอด กรรมชั่วอย่าทำเสียเลยดีกว่า เมื่อทำลงไปแล้วกรรมชั่วนั้นจะตามให้ผลตนเองนั่นแล จะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง ไม่ว่าใคร ไม่ว่าระดับไหน ขนาดเป็นเทวดาก็ยังตกอเวจีมหานรกได้ เพราะทำกรรมชั่ว ของพรรค์นี้ ไม่ใช่ของเล่น ๆ นะ จะไปหาเรื่องหาราวใส่เล่น ๆ ไม่ได้นะ ถางหนทางไปสู่อเวจีมหานรกนะ ถางหนทางไปสู่นรกนะ ถ้าทำความชั่วขึ้นมาเมื่อไร เหมือนเราถางหญ้าถางทางไปสู่นรกนั่นแหละ

เพราะฉะนั้นพวกเราทุก ๆ ท่านนะ กรรมชั่ว สิ่งที่มันชั่ว อย่าทำเสียเลยดีกว่า เมื่อทำลงไปแล้วกรรมชั่วจะตามให้ผล ตนเองนั่นแลจะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ยังคงเส้นคงวา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นหลักธรรมคำสอนตายตัวอยู่แล้ว กรรมดีกับกรรมชั่ว กรรมชั่วถ้าทำลงไปร้อนเหมือนจับไฟ ทำดีก็เหมือนจับน้ำแข็ง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันชั่ว คิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว อย่าทำเสียเลยดีกว่า เมื่อเราทำลงไปแล้ว กรรมชั่วเหล่านั้นจะตามให้ผล ตนเองนั่นแล จะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “บาปกรรมเก่าพระกับสีกา”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๘









#ถาม – หลวงปู่มีอะไรจะแนะนำในเรื่องการปฏิบัติทางจิตบ้างครับ
#ตอบ – จะเอาทางจิตทางใจก็แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นี้มีขึ้นที่ใจอย่างเดียว รักษาแต่ใจอย่างเดียวให้แน่นหนา รักษาแต่ใจอย่างเดียวตลอดชีวิต รักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถสิบ รักษากายวาจาใจให้บริสุทธิ์ นี่เป็นเบื้องต้น

"... เวลาอยู่ในคนหมู่มาก ได้พูดกับคนหมู่มาก บางทีก็จะลืมตัวไป จงมองเข้ามาดูใจนี้ ใจนี้เป็นใหญ่ คุมกายกรรม วจีกรรม ให้รู้เข้ามาในกาย ให้มองมาดูใจนี่แหละ เอาใจนี้เป็นผู้รู้ ใจนี้เองน่ะแหละเป็นผู้หลง ใจนี้แหละเป็นผู้ละ ปฏิบัติกายวาจาใจนี่ให้เรียบร้อย กายนี่ก็ออกไปจากใจนี่แหละ ให้พิจารณา กายนี่เขาก็ไม่เที่ยง ใจนี่เขาก็ไม่เที่ยง

แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก็ชี้เข้ามาที่ใจนี่แหละ ใจนี้เป็นเหตุ ให้ใจนี้ละ ให้ใจนี้วาง ให้ใจนี้ถอน ถอนทุกสิ่งทุกอย่างหมด มันจึงจะได้

ถอนทีแรกก็เอาใจนี่แหละถอน ถอนอยู่ที่ใจนี้ ละอยู่ที่ใจนี้ วางอยู่ที่ใจนี้ ให้ใจนี้รักษา ต้องรักษาตา รักษาหู รักษาจมูก รักษาลิ้น รักษากายวาจานี้แหละ

รูปมาทางตานี่ ก็นึกที่ใจ พอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี ก็ที่ใจนี่แหละ เอาศีลนำออกมาให้หมดจากใจของตน ละออกจากใจนี่แหละ เอาใจนี่วาง เอาใจนี่ถอนมันให้หมด เวลาไปหาหมู่มาก พูดไปพูดมาแล้วก็หลง มันหลงใหลอยู่เท่านั้นแหละ ต้องน้อมเข้ามาที่ใจของตน สิ่งใดก็ตามเถอะ ให้น้อมเข้ามาสู่ใจ

แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็ชี้เข้ามาที่ใจของตน อุปัชฌายะสอนก็สอนเข้ามาถึงกายนี้แหละ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ปัญจกกัมมัฏฐาน กายคตากัมมัฏฐาน ฐานที่ตั้งของกายนี้แหละ กายเขาไม่รู้แจ้ง จะรู้แจ้งก็รู้แจ้งที่ใจนี่แหละ เอาใจละสิ่งทั้งหลายที่มาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มาทางตา ที่พอใจก้ดี ไม่พอใจก็ดี มาทางหู ที่พอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี มาทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่พอใจก็ดี ที่ไม่พอใจก็ดี เอาศีลนี่แหละนำออกเสียด้วยปัญญาของตนออกไปจากใจนี้

ใจเป็นผู้รู้ ผู้ละ ผู้ถอน ผู้วาง รับเอาทุกเรื่องก็ไม่ไหวละ มันเป็นธรรมเมาเท่านั้นแหละ

เรื่องอดีตอนาคตก็ใช้ปัญญานำออกให้หมด ตัดอดีต อนาคตหมดอย่าให้มันเหลือ อดีต อนาคตมันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ตัดอดีตอนาคตออกแล้ว ให้จิตนิ่งอยู่กับปัจจุบัน เดินอยู่กับปัจจุบัน ว่างอยู่กับปัจจุบันวางอยู่กับปัจจุบัน มันจึงเป็นพุทโธ มันจึงเป็นธรรมโม สังโฆ อยู่นี่แหละ

มัวเอาที่อื่นก็ไม่ไหวละ รักษาตา รักษาจมูก รักษาลิ้น รักษาหู รักษากาย ใจ ให้ตลอด เวลาพบคนมาก มันก็ต้องมีหลายสิ่งหลายประการ พูดอยู่ก็ต้องน้อมเข้ามาหาใจ มากำหนดให้รู้ใจของตน อุปาทานทั้งห้ามันเกิดมาจากใจนี่แหละ อนิจจังทั้งห้ามันก็เกิดจากใจนี่แหละ เหตุมันก็มาจากใจนี่แหละ ทุกขังทั้งห้าก็ดี อนัตตาทั้งห้าก็ดี นิจจังทั้งห้าก็ดี มันเป็นนิจจัง มันอยู่คงที่ มันเที่ยงอยู่ อนัตตาทั้งห้ามันวางหมด แล้วทีนี้มันเป็นอัตตาตั้งอยู่ภายใน ยึดเรื่อยไปก็เป็นอัตตา แต่อาศัยอนัตตาอยู่ เพราะว่าไปพิจารณาอยู่

อุปัชฌาย์สอน ก็ชี้ลงที่กายนี้เสียก่อน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นึกถึงปัญจกัมมัฏฐาน กายคตากัมมัฏฐาน เวลาได้โอกาสก็ให้นั่งทำความสงบ ทุกข์มันจะเกิดขึ้น มันก็เกิดที่นี่ ที่ใจนี่แหละ เจ็บแข้ง เจ็บขา เจ็บหลัง เจ็บเอวก็เกิดขึ้น กำหนดทุกข์เข้าจนรู้เหตุรู้ผล รู้เหตุว่ามันนำทุกข์มาให้เสวย เหตุดับ ทุกข์ดับ ปัจจัยของเราก็ดับ อวิชชาความมืดก็ดับ

นี่แหละให้หมั่นตั้งใจรักษา ศีลก็บัญญัติลงที่ใจนี่แหละ สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี บัญญัติลงในกายในใจนี่แหละ สองอย่างเท่านี้แหละ รู้ทางกายก็วางไว้หมด รู้ทางกาย ก็ชวนเข้ามาที่ใจนี้แหละ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รู้ที่ใจนี้แหละ ใจจึงเป็นเหตุ ก็เอาใจนี่แหละละ ก็เอาใจนี่แหละถอน เอาใจนี่แหละวาง วางอยู่ที่ใจนี่แหละมันจึงจะใช้ได้ ถ้าไปเอาอันอื่นมาละ มันใช้ไม่ได้หรอก

ที่อุปัชฌาย์สอนก็สอนที่กายนี้ ดีสงบก็ที่กายนี้ ดีสงบก็ที่ใจนี้ คิดดีก็ใจนี้ คิดชั่วก็ใจนี้ ดูไป ๆ มันก็ได้กำลังนะ เอาเข้า ๆ มันก็ได้กำลัง เบิกยา รูแจ้งเห็นจริง ผู้ปฏิบัติน้อมเข้ามาปฏิบัติกาย วาจา ใจ ธรรมะเกิดขึ้นในดวงใจนี้ เวทนาคือตัวกรรม ไม่ใช่มีกับเราเท่านั้น เวทนาคือตัวกรรมบุญ เวทนาคือตัวกรรมบาป น้อมเข้ามาที่นี่จนถึงอัพยากตธรรม ทางนี้ไม่มีกิเลสหนา อัพยากตธรรมเป็นฐาน น้อมเข้ามาที่นี่ พูดมากคุยมากมันก็มากไป จงหยุดน้อมเข้ามาในใจเสียก่อน เดี๋ยวจะลืมไป

เอาแค่นี้ก็อยู่ได้ เอามามากมายก็จะทุกข์ ใจนี่มันคิด ใจนี่มันทุกข์ ตัดออกให้หมด ไม่คิดไม่นึก เมื่อไม่คิด จิตของเราก็ตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่ได้ไปที่ไหน รูป เสียง กลิ่น รส ธรรมารมณ์ทั้งห้า นำเอาเข้ามาหมักหมมไว้ในใจ ให้เขาผ่านไป ไม่เก็บเข้ามา ใจก็เป็นปกติ ไม่ไปที่ไหน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นปกติ รูป เสียง กลิ่น รสนี่เป็นธรรมดาโลกนะ ดีเขาก็ว่า ชั่วเขาก็ว่า ร้ายเขาก็ว่า ก็มีอยู่อย่างนี้แหละ รักษาจิตให้ดี ทำทุกวัน เวลาได้โอกาส พักผ่อนให้ทำไปทำให้มาก มันก็ทำจิตให้เบิกบานผ่องใส ... "
-------------------------------------
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐ - ๒๕๒๘)







..แค่ผู้ใดนี้ถือศีล 5 ได้ ถึงไม่ได้อยากไปสวรรค์ก็จะได้ไปอยู่ดี เพราะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ถ้าเรามีศีลข้อ 1 ใช่ไหม คนที่มีเมตตาต่อกันนี้ก็ไม่ทำอะไรกันให้เดือดร้อนใช่ไหม มองหน้ามองตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสแช่มชื่นเบิกบาน ความโกรธเกลียดเคียดแค้น อาฆาตพยาบาทจองเวรใครก็ไม่มี ลัทธิต่างๆที่เขารบราฆ่าฟันกันก็เพราะเขาไม่มีศีล 5 ไม่มีศีลข้อ 1 น่าสงสารพวกเขานะพวกที่เขาวุ่นวายไม่สงบ ก็เพราะไม่มีศีลข้อ 1 แม้แต่ทำทานเยอะๆก็ตาม ถ้าไม่มีศีลนี้สักข้อเลยมันก็สามารถตกนรกได้ เหมือนกับคนมีสมบัติมากถ้าเอาไปใช้ไม่ถูก ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..







พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า การเคารพในคุณค่า
หลักการ สัจธรรม หรือบุคคลผู้ควรเคารพ
เป็นมงคลแก่ชีวิตและช่วยยกจิตให้สูงขึ้น

ในคารวสูตรที่ ๒ (สังยุตตนิกาย สคาถวรรค)
ทรงยืนยันว่าการขาดความเคารพเป็นเหตุ
ประการหนึ่งแห่งทุกข์ ความเคารพนอบน้อม
เป็นสมบัติแห่งใจที่แม้แต่พระพุทธองค์ยังทรง
เห็นควรรักษาไว้ หลังจากตรัสรู้ไม่นาน
เมื่อพระองค์ไม่ทรงเล็งเห็นผู้ใดที่ถึงพร้อม
ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ มากกว่า
พระองค์เอง ก็มิได้ทรงด่วนตัดสินว่าไม่จำเป็น
ต้องเคารพอะไรเลย หากตัดสินพระทัยว่า
สิ่งอันพึงเคารพคือพระธรรม

ความเคารพ หมายถึง ‘การชื่นชมยกย่อง’
ซึ่งช่วยส่งเสริมความอ่อนน้อมถ่อมตน
ในขณะเดียวกัน ความเคารพ หมายถึง การ
ให้น้ำหนักและความสำคัญว่าอะไรควรมาก่อน
อะไรสำคัญกว่ากัน พระพุทธองค์ตรัสถึง
สิ่งอันพึงเคารพ ๗ ประการ ได้แก่ พระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ การศึกษาอบรมตน
(สิกขา) สมาธิ ความไม่ประมาท และการ
มีปฏิสันถาร

ความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
อาจแสดงออกด้วยขนบธรรมเนียมที่ดู
ธรรมดา เช่น การพนมมือไหว้หรือการกราบ
ความเคารพในการศึกษาอบรมตนแสดงให้
เห็นด้วยการหมั่นระลึกถึงทุกข์ที่เกิดจากการ
ผิดศีล แม้เพียงเล็กน้อย ความสม่ำเสมอและ
ความมุ่งมั่นในการละบาปบำเพ็ญกุศล
การหมั่นดึงจิตครั้งแล้วครั้งเล่าให้หันมารับรู้
ในอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
...
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร








ในพระสูตรท่านว่า มีนางสิริมา รูปสวยรูปงาม พระภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ พอเห็นนางสวยงามกระนั้นก็รักก็ใคร่ชอบใจยินดี จนไปบิณฑบาตไม่ได้ แน่ะ เพราะรักใคร่ชอบใจในรูปอันนั้น

อยู่มานางนั้นตายไป ดับขันธ์ลงไป พระพุทธองค์ทรงออกอุบายให้คนไปนิมนต์พระเหล่านั้นมาพิจารณา อย่างที่อธิบายมาแล้วนั่นแหละ

"ภโวภวัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความเกิดนั้นไม่เที่ยงทั้งหมด" มีแต่น้ำเน่า น้ำเหลืองไหลยังงี้แหละ

"อิมัง กัมมัฏฐานัง ภเวติ" กรรมฐานต้องพิจารณาดู นี่ใครจะเอาบ้างล่ะรูปอย่างนี้ ไม่ต้องซื้อต้องหาก็ใครจะเอาล่ะ ให้เปล่า ๆ ก็เถอะ

พอพระเหล่านั้นไปเห็นแล้ว มีความสังเวชสลดใจ จิตของท่านก็สงบ ได้สำเร็จพระอรหันต์ทั้งหมด แน่ะ เป็นยังงั้น

เพราะฉะนั้น "การพิจารณาศพมีผลานิสงส์มาก" จึงได้นิมนต์พระไปบังสุกุล

ทีนี้พระรับนิมนต์ไปบังสุกุล กลับไปเพ่งเอาเงินเอาทองเขา มันก็ใช้ไม่ได้น่ะซิ ฮึ่ มันเป็นเสียยังงั้น ท่านให้ปลงกรรมฐาน ให้พิจารณาเพื่อจะได้ผลานิสงส์มาก

- หลวงปู่ฝั้น อาจาโร






“สิ่งที่มากระทบเรา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราจะทำให้เราเจ็บปวด
หรือขุ่นข้องหรือไม่ อยู่ที่ใจเรา เพื่อนร่วมงานจะไม่น่ารัก
ดินฟ้าอากาศจะไม่เป็นใจ แต่มันทำให้เราทุกข์ไม่ได้
ถ้าหากว่าใจเราใหญ่เหมือนแม่น้ำ จะสุขหรือทุกข์นั้น
ขึ้นอยู่กับคุณภาพจิตใจของเรา คนที่ใจแคบใจเล็ก
คิดถึงแต่ตัวเอง เจออะไรมากระทบก็ทุกข์ โกรธ ไม่พอใจ
ไปหมด แต่คนที่ใจกว้างใหญ่ แม้จะมีเรื่องใหญ่ๆ เกิดขึ้น
เขาก็สามารถรักษาใจให้เป็นปกติได้”

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล






“..พระพุทธองค์ท่านสอนว่า “อัคขาตาโร ตถาคตาพระตถาคตเป็นผู้บอก” ท่านเอาของดีให้เราไม่ได้ ท่านบอกว่าอันนั้นควรละ อันนั้นควรประพฤติปฏิบัติ อันนั้นผิดอันนั้นถูก ท่านบอกให้เท่านี้ ไม่ใช่ว่าท่านจะเอาของดีให้เรา เอาความชั่วหนีออกจากเราได้ เราต้องทำเอาเองความดีสร้างเอาเอง ความชั่วถ้ามีขึ้นก็ละเอาเอง ฉะนั้น ท่านให้เรามาฟังธรรมแล้วให้ภาวนา “ภาวนา” ก็คือพิจารณาดูนั่นแหละ ทำไร่ทำนาก็เหมือนกันถ้าขาดการภาวนาก็ไม่เป็น คือมันไม่ดี ภาวนาคือการคิดให้มันถูกต้อง คิดให้มันดีงาม เรียกในทางธรรมะว่าการ “ภาวนา” เอาพุทโธให้ภาวนา “พุทโธ” แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าใครภาวนาพุทโธแล้ว ไม่มีน้ำตาไหลใจไม่ขุ่นมัว ใจปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นใจที่สงบระงับ ถ้าเรารู้เรื่องของมันก็เป็นอย่างนี้ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)







ธรรมข้อนี้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เคยสอนหลวงพ่อเยื้อนแบบพิสดารว่า...

“ท่านเห็นกระจกไหม (หลวงพ่อ ตอบว่า เห็นครับ)
ท่านเห็นตัวที่อยู่ในกระจกไหม (หลวงพ่อ ตอบว่า เห็นครับ) หลวงปู่ดูลย์ สรุปความเลยว่า ทั้งตัวที่เห็น และตัวที่ถูกเห็นในกระจกนี่ละตัวเกิด

นิพพานอยู่ตรงกลางระหว่างตัวรู้กับตัวถูกรู้ นั่นละ”

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล






“..พระพุทธองค์ท่านสอนว่า “อัคขาตาโร ตถาคตาพระตถาคตเป็นผู้บอก” ท่านเอาของดีให้เราไม่ได้ ท่านบอกว่าอันนั้นควรละ อันนั้นควรประพฤติปฏิบัติ อันนั้นผิดอันนั้นถูก ท่านบอกให้เท่านี้ ไม่ใช่ว่าท่านจะเอาของดีให้เรา เอาความชั่วหนีออกจากเราได้ เราต้องทำเอาเองความดีสร้างเอาเอง ความชั่วถ้ามีขึ้นก็ละเอาเอง ฉะนั้น ท่านให้เรามาฟังธรรมแล้วให้ภาวนา “ภาวนา” ก็คือพิจารณาดูนั่นแหละ ทำไร่ทำนาก็เหมือนกันถ้าขาดการภาวนาก็ไม่เป็น คือมันไม่ดี ภาวนาคือการคิดให้มันถูกต้อง คิดให้มันดีงาม เรียกในทางธรรมะว่าการ “ภาวนา” เอาพุทโธให้ภาวนา “พุทโธ” แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าใครภาวนาพุทโธแล้ว ไม่มีน้ำตาไหลใจไม่ขุ่นมัว ใจปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นใจที่สงบระงับ ถ้าเรารู้เรื่องของมันก็เป็นอย่างนี้ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






ธรรมชาติ ครูของชีวิต
...
ธรรมชาติสอนเราโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ
ต้นไม้ที่ผลัดใบสอนเรื่องความไม่เที่ยง
สายน้ำที่ไหลไปไม่ย้อนกลับสอนให้รู้จัก
ปล่อยวาง หากเราหยุดนิ่งและเปิดใจ
ธรรมชาติจะสะท้อนให้เห็นการเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ และดับไปของทุกสิ่ง รวมทั้งความคิด
และอารมณ์ของเราเอง เมื่อเข้าใจธรรมชาติ
ภายนอก เราจะเริ่มเข้าใจธรรมชาติภายใน
ใจที่เคยกระสับกระส่ายจะค่อย ๆ สงบ และ
เห็นชีวิตตามความเป็นจริงมากขึ้น ...
...
พระไพศาล​ วิสาโล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 36 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร