วันเวลาปัจจุบัน 03 ก.พ. 2026, 23:06  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2026, 11:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5480


 ข้อมูลส่วนตัว


“..มรณสติทุกลมหายใจ..”

“..มรณกรรมฐาน” นี้...ไม่ใช่หลวงปู่เป็นผู้เทศน์
พระพุทธเจ้าเป็นผู้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว
คือวันหนึ่ง...เวลาพระพุทธองค์อยู่ในวิหาร
มีพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนั่งอยู่ใกล้ๆ
พระพุทธองค์ท่านตรัสแก่พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า

ดูก่อนอานนท์ วันหนึ่งคืนหนึ่ง
อานนท์ได้นึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง

พระอานนท์ก็ทูลตอบพระพุทธองค์ว่า
ข้าพระองค์นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้ง

พระองค์ก็ย้อนพระอานนท์ว่า
วันหนึ่งคืนหนึ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น
นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้งนั้นยังประมาทอยู่
ต่อไปให้อานนท์พร้อมด้วยพุทธบริษัททั้งสี่
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ให้พากันนึกถึงความตายที่จะมาถึงตนทุกคน
ให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ให้ได้ทุกลมหายใจออก
จึงจัดว่า ไม่ประมาท
ถ้ายังนับได้อยู่เรียกว่า ยังประมาทอยู่

ตรงนี้แหละที่เรามักจะคิดในใจว่า
ทำไมหนอ...เราฟังเทศน์ฟังธรรม
ฟังคำสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก
จนแก่ชราจึงไม่ค่อยได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คือ “ความประมาท” นี่แหละ
ไม่ได้นึกถึงความตาย
ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก

ด้วยเหตุนี้ให้เราทุกคนผู้ได้ยินได้ฟังอยู่นี้
นี่แหละให้นึกให้ได้ทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก
ทำไมท่านจึงตรัสอย่างนั้น
ก็เพราะคนเราไม่ว่าจะตายด้วยเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม
มนุษย์เขาต้องดูที่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ
ถ้าคนนั้นร่างกายจะนิ่งแน่ไปแล้วก็ตาม
ถ้ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่
ก็ยังไม่เรียกว่า ศพ ยังไม่เรียกว่า ตาย

แต่ถ้าลมหายใจเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้
เงียบหายไป ทีนี้ก็ให้ชื่อว่า ตาย ล่ะสิ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๓๕)







“..สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ควรไปทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งของที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้จะทำความผูกพันและมั่นใจในสิ่งนั้น
กลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปมิได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้น
เป็นทุกข์แต่ผู้เดียว
โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นสิ่งไม่ควร
ยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน
อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต
อนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นที่จะสำเร็จเป็นประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพราะมีความประพฤติที่ต่างกัน ผู้ที่เขาประพฤติดี รักษาศีลมีการให้ทาน มีการสดับรับฟังพระธรรม เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี การจำแนกสัตว์ให้ดีให้ชั่วต่าง ๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม ถ้ามันยังทำกรรมอยู่ ก็ต้องได้รับผลกรรมทั้งกรรมดีกรรมชั่ว มันต้องได้รับผลตอบแทน เหตุนี้ เราจึงควรทำกุศล รักษาศีลให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ แล้วทำสมาธิจะมีความสงบสงัด จิตรวมลงได้ง่าย เพราะมันเย็น มันราบรื่นดี ไม่มีลุ่มไม่มีดอน จงพากันทำไปในอิริยาบถทั้งสี่ นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรก็ได้ แล้วแต่ความถนัด แล้วแต่จริต อันใดมันสะดวกสบายใจ หายใจดี ไม่ขัดข้องฝืดเคือง อันนั้นควรเอาเป็นอารมณ์ของใจ พุทโธ พุทโธ หมายความว่า ให้ใจยึดเอาพุทโธเป็นอารมณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้จิตออกไปสู่อารมณ์ภายนอก..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






"..มนุษย์เวียนเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดติดของเก่า กามาวจรสวรรค์ ๑ สัตว์เดรัจฉาน ๑ มนุษย์ ๑ ท่านพวกนี้ติดของเก่า ... มีกิน ๑ มีนอน๑ สืบพันธ์ ๑ แม้ปู่ย่าตายายของเราล้วนแต่ติดของเก่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกก็ดี พระอรหันต์ก็ดี เมื่อท่านยังไม่ตรัสรู้ ก็ติดของเก่า เพลิดเพลินของเก่า ... ในรูป เสียง กลิ่น รสของเก่า ... ทั้งนี้ไม่มีฝั่งไม่มีแดน ไม่มีต้น ไม่มีสายย่อมปรากฏอยู่เช่นนั้น.."

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






..ใครจะทำบุญทำกุศลต่อไปในภายภาคหน้า ก็แค่ทำไปตามที่ตนเองมีความสามารถที่จะทำได้ ไม่ใช่ทำเกินไปทำให้เกิดทุกข์ เพราะบุญนี้ไม่ใช่ของทุกข์ บุญนี้คือความสุข นึกขึ้นมาเมื่อไหร่ใจก็แช่มชื่นเบิกบาน ชีวิตของเรานี้มีคุณค่าที่สุด เป็นมงคลที่สุดที่ได้เกิดขึ้นมา พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเอาไว้ว่า คนเรานี้เกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าหากไม่ได้ทำคุณงามความดีจนถึงเฒ่าถึงแก่ เป็นชีวิตที่ขาดทุน ภพชาติต่อไปมันจะตกต่ำลงไป เหมือนกับการทำนา ทำนาปีนี้แล้วปีหน้าไม่ทำ ทำงานก็เหมือนกันทำเดือนนี้แล้วเดือนหน้าไม่ทำ สิ้นเดือนแล้วเขาจะให้เงินเดือนหรือ..เขาก็ไม่ให้แล้ว เพราะไม่มีผลงาน ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน ขอให้พากันทำไปทุกภพทุกชาติ จนถึงจุดหมายปลายทางที่ได้กล่าวไว้คือ นิพพานะ ปัจจะโยโหตุ ในอนาคตข้างหน้าขอให้ถึงซึ่งพระนิพพาน ถ้าเรายังไม่ถึงนิพพาน เมื่อได้กลับมาเกิดใหม่เราจะได้รับผลบุญ ที่ได้ทำเอาไว้ ก็ได้ทำผลบุญเอาไว้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ เหมือนกับคนที่ฝากเงินธนาคารนี่แหละ ฝากทีละน้อยๆมันก็ได้มากขึ้น ได้ร้อยได้พันได้หมื่น ได้แสนได้ล้านขึ้น ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..







กิเลสมันบ่ได้อยู่ในกาย แต่มันก็อาศัยกาย กิเลสมันอยู่ในใจ แต่ว่ากายนี้เป็นหน้าต่างของมัน เป็นหน้าต่างของใจ ตาไปเห็นรูปมันก็ส่งเข้ามาหาใจ หูได้ยินเสียงมันก็ส่งเข้ามาหาใจ จมูกได้ดมกลิ่นมันก็ส่งเข้ามาหาใจ ลิ้นได้ลิ้มรสมันก็ส่งเข้ามาหาใจ ร่างกายได้สัมผัสมันก็ส่งเข้ามาหาใจ ใจของเฮามันหลง หลงในตา ในหู หลงในรูปในเสียง ในกลิ่นในรส ในเครื่องสัมผัส มันหลง

นี่แหละให้พิจารณาสิ่งทั้งหลายทั้งปวง มันอยู่ในใจ ใจมันหลง หลงในรูป ในเสียง ในรส ในสัมผัส ไปหลงได้จั่งได๋ ขนาดร่างกายของเจ้าของยังบ่แม่นเจ้าของ แตกทะลุพุพ่ายเป็นของอสุภะปฏิกูล เป็นของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว มันจะเป็นของเจ้าของได้จั่งได๋

พอมาพิจารณาถี่ถ้วน ถ้วนถี่แล้ว มันปล่อยวางที่ใจเด้ บ่ยึดมั่นถือมั่นที่ใจ ปล่อยวางที่ใจ เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอสุภะปฏิกูล เป็นของไม่มั่นไม่เที่ยงแล้ว มันจะไปหายึดถือได้จั่งได๋ มันก็ปล่อยวางคือกัน ปล่อยวางถิ่มผั้วเลย เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น มรรคผลนิพพานมันจะอยู่ในไส มันก็อยู่ในใจ มันบ่ได้อยู่ในกาย มันอยู่ในใจ มันรู้แจ้งเห็นจริงก็เท่านั้นแหละ มันปล่อยวางอยู่ที่ใจ ใจหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็บ่สามารถที่จะเข้าไปเหยียบย่ำจิตใจของผู้ปฏิบัติจังซั่นได้ ถึงขั้นปล่อยวางรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ด้วยอรรถด้วยธรรมแล้ว เห็นด้วยสมาธิแล้วเห็นด้วยปัญญาแล้ว

นี่แหละการภาวนา เป็นขั้นตอนมาแบบนี้แหละ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ศึกษากาย แก้กิเลสในใจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๘







#สมาธิในณานสมาบัติ
#สมาธิในอริยมรรค

"...ถ้าสมาธิของท่านผู้ใดจะดำเนินไป
ในแนวทางฌานสมาบัติ มันก็จะสงบนิ่ง
ลงไปจนกระทั่งรู้สึกว่าไม่มีอะไรเหลือ
อยู่ในความรู้สึก อันนั้นสมาธิในฌานสมาบัติ

แต่สมาธิของท่านผู้ใดสงบลงไปนิดหน่อย
จิตเกิดความรู้ความคิดฟุ้งขึ้นมายังกับน้ำพุ
สมาธินี้เป็นสมาธิเดินไปในทางอริยมรรค
อริยผล ทางปฏิบัติปล่อยให้จิตคิดปรุงแต่งไป
เรากำหนดสติรู้อย่างเดียวเท่านั้น

ถ้าช่วงใดจิตของท่านยึดอารมณ์ มันจะเกิด
ความพอใจและไม่พอใจ เมื่อเกิดความพอใจ
ไม่พอใจ ก็เกิดสุขเกิดทุกข์สลับกันไป เมื่อท่านผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะแก่กล้า กลายเป็นปัญญาสามารถที่จะกำหนดรู้สุขรู้ทุกข์ที่เกิดขึ้น ดับไปในจิต ว่านี่คือทุกข์อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

เมื่อได้ความรู้อย่างนี้ก็รู้เห็นอริยสัจ
แล้วต่อไปสุขทุกข์จะเกิดขึ้นสลับกันไป
เป็นระยะๆ จิตที่มีสติสัมปชัญญะก็จะตาม
รู้ไป จะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาว่า

นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ
ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น
ทุกข์เท่านั้นดับไป..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา







หากเราไม่ได้ปฏิบัติธรรม บางครั้งเราอาจรู้สึก
อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยว รู้สึกเหมือนเรา
เป็นเรือลำเล็กๆ ที่โต้พายุอยู่กลางมหาสมุทร
รู้สึกแย่ แต่หากเราปฏิบัติแล้วความรู้สึกของ
เราจะเปลี่ยนไป กลายเป็นความรู้สึกว่าเรา
ต่างหากคือมหาสมุทร และอารมณ์คือเรือ
นี่คือกรอบที่เปลี่ยนไป พอจิตใจสงบแล้ว
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ ...
“โอ้ ... ที่จริงแล้วเราต่างหากคือมหาสมุทร
ที่กว้างใหญ่และลึกมาก อารมณ์มันก็แค่นี้เอง
เป็นแค่เรือลำเล็กๆ เท่านั้นเอง” ...

ไม่มีอะไรเปลี่ยน มีแต่กรอบที่เปลี่ยน
ความรู้สึกเราก็เปลี่ยน จิตใจของเรา
ก็สม่ำเสมอเป็นปกติ ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร






#โรค_ได้แก่_สิ่งที่เสียดแทงความผาสุข
แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ โรคทางกายและ
โรคทางใจ สัตว์ทั้งหลายที่ยืนยันว่าตัวเอง
มีสุขภาพดี ไม่ป่วยไข้ ไม่มีโรคทางกายตลอด ๑ ปี ๒ ปี ถึง ๑๐๐ ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น
ความปลอดภัยจากโรคทางกายนี้พอที่อาจจะมีได้บ้าง แต่สัตว์และมนุษย์ทั้งหลายที่จะยืนยันว่าไม่มีโรคทางใจ ไม่มีกิเลสแม้สักระยะครู่หนึ่งนิดเดียวจะไม่สามารถหาได้และมีได้
ในโลกนี้ เว้นแต่เพียงพระพุทธเจ้า พระขีณาสพ พระอรหันต์เท่านั้นจึงจะเว้นโทษ คือ โรคทางใจได้ ยิ่งพวกเราเป็นบรรพชิตด้วยแล้ว มีโรคอยู่ ๔ อย่าง แทรกซ้อนชอนไชเข้าไปสู่หัวใจพระเณรโดยไม่รู้ตัว
--------------
#๑_โรคมักมาก เป็นพระมักมากมูมมาม อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความเดือดร้อน กระวนกระวายใจ ไม่รู้จักพอด้วยผ้านุ่งผ้าห่ม อาหารการกิน ที่อยู่ที่อาศัย และยารักษาโรค เที่ยวแสวงหาแต่สิ่งเหล่านี้ ไม่รู้จักลดละปล่อยวาง ไปที่ไหนก็แบกหามสิ่งเหล่านี้ไปด้วยไม่เป็นสมณะที่เบาสบาย เบากายเบาจิต
-------
#๒_เมื่อเกิดโรคมักมากแล้ว โรคลามกจกเปรตก็ตามๆ กันมา เหมือนนัดกันไว้ที่ความเลวทราม ต่ำช้า ทำได้ทุกอย่างเพื่อที่จะให้คนมานับถือ
เพื่อจะได้ลาภสักการะ มาปรนเปรอความ
หิวโหยของใจที่ไร้ศีลธรรม
-------
#๓_เมื่อจิตใจมันสกปรกลามกเข้าเต็มเปาแล้ว
ย่อมพยายามวิ่งเต้นขวนขวายเพื่อได้มาซึ่ง
ความนับถือ ลาภสักการะ และการสรรเสริญ
อย่างไร้ยางอาย หน้าด้านต่อศีลต่อธรรม
-------
#๔_พระที่เป็นอย่างนี้มักเข้าไปสู่สกุลที่ร่ำรวย
ทำทุกอย่าง ทุกวิถีทางเพื่อให้เขามานับถือ
มักจะกล่าวธรรมะปลอมๆ อันไพเราะเพราะพริ้งเป็นฉากหน้า ซ่อนเร้นความละโมบโลภมากไว้ในเบื้องหลัง แสดงตนเป็นประดุจไม่มีความโลภ ทั้งๆ ที่มีความโลภจัด มีขันติ อดทนอดกลั้น เพื่อให้เขามานับถือ
--------
#โรคทั้ง๔อย่างที่ผมกล่าวมานี้แหล่ะ...
ให้พวกท่านระวัง มันร้ายกว่าโรคที่ผมป่วยอยู่เสียอีก ขอให้พวกท่านจงนำไปพิจารณา
อย่าป่วยอย่าไข้เฉยๆ โดยไม่เห็นคุณเห็นโทษไม่งั้นจะแก้ไม่ได้ ใช้งานไม่ทัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
--------------------------------------------
#โอวาทธรรม______________
#พระคูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)







...เราไม่ต้องไปมองดูที่อื่น ให้ดูความเคลื่อนไหวของจิตที่เคลื่อนไหวไปแต่ละครั้งๆ นี้ หาเรื่องอะไรบ้างมาก่อความรำคาญ หรือมาก่อความเดือดร้อนให้แก่เรา

...โดยมากจิตจะต้องผลิตเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา ไม่ได้ผลิตธรรมะ เรื่องธรรมะนั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องตั้งใจผลิตขึ้นมาด้วยความระมัดระวังตั้งใจจริงๆ จึงจะปรากฏๆ เป็นธรรมะขึ้นมา

...เช่น #สติคอยระมัดระวังสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง นี่แสดงว่าตั้งขึ้นมา ปัญญาตรวจตรองดูสิ่งที่มาเกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่ดีหรือชั่ว จะควรปล่อยวางหรือละถอน โดยประการใดบ้าง ต้องนำมาพินิจพิจารณา แล้วแก้ไขไปตามอำนาจแห่งความเพียรและสติปัญญาที่ไม่ลดละของตน นั้นแลจะเป็นผู้เห็นผลโดยลำดับไป

...สำหรับเราผู้เป็นนักบวช และเป็นผู้ก้าวเข้าสู่สงครามทุกระยะกาลอยู่แล้ว คำว่ามรรคผลนิพพานเราไม่ต้องไปคาด #ขอให้ดําเนินหลักแห่งเหตุ อันเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานนี้ให้ถูกต้องเท่านั้น เรื่องผลจะหนีไปไหนไม่พ้น

...#เหตุกับผลต้องเป็นของคู่เคียงกันอยู่เสมอไม่ว่ากาลไหนกาลใดมา เราไม่ต้องไปคาด ไปหมาย ให้ระมัดระวังตั้งตัวให้ดีด้วยสติปัญญา โดยถือจิตเป็นสนามรบกับกิเลสทั้งปวง อย่ามอง อย่าสนใจที่อื่นยิ่งกว่าที่ดังกล่าวนี้ ความแพ้ความชนะกิเลสและมรรคผลนิพพานจะปรากฏกันที่ตรงนี้ ชีวิตจิตใจเราไม่ต้องกลัวตาย

#พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาบัว ญาณสมฺปนฺโน)






หาสิตายกะบ่มีบ่รวยดอก

คนเฮานั้นคันบ่มีบุญวาสนามาแต่ก่อน..
บุญเก่าบ่มีบุญใหม่ก็บ่สร้าง มันก็บ่มี….
ผู้เขารวยหาคราวเดียวเขากะรวย
ผู้บ่รวยหาจนสิตายก็บ่รวย ย้อนบุญเก่าบ่มี
ผู้มีบุญเก่าของเก่า หานิดๆหน่อยๆกะรวย
เฮ็ดหยังขึ้นทำหยังขึ้นก็รวยคราวเดียว
สร้างไว้โลดบุญ พ่อพาเฮ็ดพาทำ
มันบ่ไปใสกะมีแต่เฮานั้นละได้บุญ
ให้ทำบุญให้ทานรักษาศีล ภาวนา อย่าให้ขาดเด้อ

โอวาทธรรม หลวงปู่ปั่น สมาหิโต





“..ฝึกหัดสมาธิภาวนา นึกเอา มรณานุสติ เป็นอารมณ์ให้นึกถึงความ ตาย ว่าเราจะต้องตายแน่แท้ ไม่วันใดวันหนึ่ง เพราะความตายเป็นที่สุด ของชีวิตคนเรา

เมื่อตายแล้ว ก็ทอดทิ้งสิ่งทั้งปวงหมด ไม่ว่าจะของรักแลหวงแหนสักปานใดต้องทอดทิ้งทั้งหมด การบริกรรม มรณานุสติ เป็นอุบาย ที่สุดของอุบายทั้งปวง จะพิจารณาลมหายใจเข้า หายใจออก ในที่สุดก็ลง ความตาย จะพิจารณาอสุภกรรมฐาน ในที่สุดก็ลงความตาย

เมื่อพิจารณาถึงความตายแล้ว มัน มิอาลัย ในสิ่งทั้งปวงหมดสิ้น จะคงเหลือแต่จิตอันเดียว นั่นแหละ ได้ชื่อว่าชำระจิตแล้ว..’’

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 21 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร