วันเวลาปัจจุบัน 03 ก.พ. 2026, 05:08  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ม.ค. 2026, 09:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5479


 ข้อมูลส่วนตัว


“อยากให้ชีวิตง่ายขึ้น อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น
ภาวนามากๆ ดูตัวเองมากๆ ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น
๙๐% ดูตัวเองแค่ ๑๐% คือคอยดูแต่ความผิด
ของคนอื่น เพ่งโทษคนอื่น คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น

กลับเสียใหม่นะ ดูคนอื่นเหลือไว้ ๑๐%
ดูเพื่อศึกษาว่า เมื่อเขาทำอย่างนั้น
คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร เพื่อเอามาสอนตัวเองนั่นแหละ
ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง ๙๐% จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่

ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง
โบราณพูดว่า เรามักจะเห็นความผิดของคนอื่น
เท่าภูเขา ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม
มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย
เราจึงต้องระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้มากๆ

เห็นความผิดของคนอื่นให้หารด้วย ๑๐
เห็นความผิดตัวเองให้คูณด้วย ๑๐
จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม”

หลวงปู่ชา สุภทฺโท






“สิ่งใดที่มันล่วงมาแล้ว เลยมาแล้ว
เราไม่สามารถไปตัด ไปปลงมันได้อีกแล้ว
สิ่งที่เราทำไปนั้น ถ้ามันดี มันก็ดีไปแล้ว
ผ่านไปแล้ว พ้นไปแล้ว ถ้ามันชั่ว
มันก็ชั่วไปแล้ว ผ่านไปแล้ว เช่นกัน

อนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งที่ยังไม่มาถึง
เราก็ยังไม่รู้เห็นว่ามันจะเป็นอย่างไร
อย่างมากก็เป็นแต่เพียงการคาดคะเนเอาเอง
ว่าควรเป็นยังงั้น เป็นยังงี้ ซึ่งมันอาจจะเป็น
ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดคะเนก็ได้

ปัจจุบัน คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราได้เห็นจริง
ได้สัมผัสจริง เพราะฉะนั้น ความดีต้องทำในปัจจุบัน
ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี ต้องทำเสียในปัจจุบัน
ที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราต้องการความดี ก็ต้องทำ
ให้เป็นความดีในปัจจุบันนี้ ต้องการความสุข
ต้องการความเจริญ ก็ต้องทำให้เป็นไปในปัจจุบันนี้”

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ






#การเกิดดับของจิต

"...ปฏิสนธิวิญญาณ คือ วิญญาณที่รู้ ไปจุติ
วิญญาณ จุติปฏิสนธิ
จุติ คือ เคลื่อนจากจุดนี้
ปฏิสนธิ คือ มายึด เกิดขึ้นที่จุดนี้
ตอนดับ เรียกว่า จุติ
ตอนเกิด เรียกว่า ปฏิสนธิ

แม้แต่การเกิดหนึ่งๆ ก็เหมือนกัน การเกิด
ขึ้นของอารมณ์จิตเป็นปฏิสนธิ อารมณ์นี้
ผ่านไป เป็นจุติ อารมณ์ใหม่เกิดขึ้นมา
เป็นปฏิสนธิ อันนี้คือการเกิดการตายใน
ระยะสั้นๆ

จิตนึกถึงอารมณ์สิ่งนี้เกิด พอปล่อยวาง
อารมณ์นี้ นึกถึงอารมณ์ใหม่ ปฏิสนธิ
ที่นี้พอทิ้งอารมณ์เก่านี่ เป็นการจุติ เคลื่อน
จากอารมณ์นั้น แล้วมาก่ออารมณ์ใหม่ขึ้นมา
การก่ออารมณ์ใหม่ขึ้นมา เรียกว่า ปฏิสนธิ.."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา





“..ศีล มีหิริเป็นสมุฏฐาน..”
“..คำว่า ‘“หิริ คือ ความละอายใจ’” อายมิใช่อายอย่างธรรมดา ที่หนุ่มสาวอายกัน มันอายซึ้งเข้าถึงใจจริง ๆ ไม่ใช่อายผิวเผินภายนอก หนุ่มสาวมักอายรูปร่างภายนอก เราคิดจะทำสิ่งใดที่ชั่ว มันละอายขึ้นมาในใจ เพียงแต่คิดเท่านั้น คนอื่นยังไม่เห็นเลยมันเกิดความละอายขึ้นมาแล้ว คิดทำชั่วคืออย่างไร สิ่งใดที่เป็นไปเพื่อความเลวทรามไม่ถูกต้องทางธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอันนั้นเป็นความเลว

ความละอายนี่แหละเป็นต้นเหตุให้ทำความดี ความดีทั้งหมดเกิดจากความละอายนี้ทั้งนั้น ความไม่ดีเกิดจากความไม่ละอายนั่นเอง “ศีล ๕ ข้อมีความละอายเป็นเบื้องต้น เป็นสมุฏฐาน” หากว่ามีความละอายในใจแล้วไม่กล้าทำ ศีลข้อนั้นก็งดเว้นได้หมด ลักทรัพย์ก็เหมือนกัน ถ้าหากของตกอยู่ในป่า ไม่มีเจ้าของแต่เราไปหยิบเอา เกิดสงสัยว่าจะมีเจ้าของหรือไม่หนอ แล้วก็คิดกระดากในใจยังไม่กล้าที่จะเอา จนแน่ใจตนเองเสียก่อนว่าไม่มีเจ้าของ..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)







กรรมคือการกระทำ ในอดีตก็มี การกระทำในปัจจุบันก็มี กุศลกรรม อกุศลกรรม กุศลกรรมคือกรรมดี อกุศลกรรมคือกรรมชั่ว มันเป็นคู่แฝงกันมาอยู่ตลอด กรรมชั่วอย่าทำเสียเลยดีกว่า เมื่อทำลงไปแล้วกรรมชั่วนั้นจะตามให้ผลตนเองนั่นแล จะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง ไม่ว่าใคร ไม่ว่าระดับไหน ขนาดเป็นเทวดาก็ยังตกอเวจีมหานรกได้ เพราะทำกรรมชั่ว ของพรรค์นี้ ไม่ใช่ของเล่น ๆ นะ จะไปหาเรื่องหาราวใส่เล่น ๆ ไม่ได้นะ ถางหนทางไปสู่อเวจีมหานรกนะ ถางหนทางไปสู่นรกนะ ถ้าทำความชั่วขึ้นมาเมื่อไร เหมือนเราถางหญ้าถางทางไปสู่นรกนั่นแหละ

เพราะฉะนั้นพวกเราทุก ๆ ท่านนะ กรรมชั่ว สิ่งที่มันชั่ว อย่าทำเสียเลยดีกว่า เมื่อทำลงไปแล้วกรรมชั่วจะตามให้ผล ตนเองนั่นแลจะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ยังคงเส้นคงวา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นหลักธรรมคำสอนตายตัวอยู่แล้ว กรรมดีกับกรรมชั่ว กรรมชั่วถ้าทำลงไปร้อนเหมือนจับไฟ ทำดีก็เหมือนจับน้ำแข็ง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันชั่ว คิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว อย่าทำเสียเลยดีกว่า เมื่อเราทำลงไปแล้ว กรรมชั่วเหล่านั้นจะตามให้ผล ตนเองนั่นแล จะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “บาปกรรมเก่าพระกับสีกา”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๘







“ปรารถนาจะเป็นผู้มีบุญสั่งสมมาก ๆ
มีความดีสั่งสมมาก ๆ แต่ก็หาได้ทำดี
ทำบุญอันเป็นส่วนเหตุให้มาก ๆ
การที่ไม่ทำดีก็เพราะพ่ายแพ้แก่อำนาจ
ของความชั่ว ที่ชักจูงให้เห็นผิดเป็นชอบ
ตกเป็นทาสของความโลภ ความโกรธ
ความหลง คิดแต่จะกอบโกยจะเข่นฆ่า
จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อความได้มา
ต่าง ๆ นานาของตน ความคิดที่เกิดแต่
ความพ่ายแพ้แก่กิเลสนั้นรุนแรงนัก
แม้ไม่ตั้งใจจริงที่จะเปลี่ยนให้เป็นความคิด
ที่ดีงาม ที่ประกอบชอบด้วยเหตุผล
ย่อมยากที่จะหนีพ้นโทษภัยร้ายแรงของกิเลส
ที่มีความคิดเป็นต้นเหตุนำมาสู่จิตใจตน”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 34 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร