วันเวลาปัจจุบัน 03 ก.พ. 2026, 21:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ม.ค. 2026, 10:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5480


 ข้อมูลส่วนตัว


..บุคคลที่ได้ปฏิบัติเอาไว้ แม้ศีล 5 ก็สามารถจะได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคลได้ และก้าวหน้าขึ้นไปได้ตามระดับ ศีล 8 ก็เหมือนกัน ผู้ที่รักษาเอาไว้ได้ก็แล้วแต่ความสามารถที่เราตั้งใจ เมื่อรับศีลแล้วเป็นผู้ที่มีศีลดี เป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์ นั่งอยู่นี้ไม่มีใครที่จะทำให้ศีลขาดสักคน ศีลก็ยังคงบริบูรณ์อยู่ ภิกษุทั้งหลายก็นิ่งอยู่ในความสงบ ญาติโยมบางทีก็สงสัยทำไมไม่เห็นพระเจ้าพระสงฆ์อนุโมทนาสาธุการ บางบุคคลอาจจะคิดอย่างนี้ ไม่ต้องคิดอย่างนั้น เพราะพระพุทธองค์ได้ทรงสอนเอาไว้ เมื่อได้รับอะไรแล้วมีความเห็นร่วมกัน ท่านให้อยู่นิ่งด้วยความสงบ ด้วยความเคารพ เคารพในกองบุญกองกุศลของญาติโยมที่ได้น้อมถวายทาน ทั้งอาหารและปัจจัยเงินทองสิ่งของต่างๆด้วยความเคารพ การทำบุญทำทานการกุศลด้วยความเคารพ เรียกว่าเป็นสามีทาน คือทานอันสูง..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..





หลวงพ่อไปบิณฑบาตเคยมีไหม ไม่มีใครใส่บาตร มีไหม มี ไปบิณฑบาตที่นนทบุรีครั้งหนึ่ง ไม่มีใครใส่บาตรเลย แต่พอกลับมาก็มีศรัทธาญาติโยมเขาอยู่ในสำนักเขา เขาก็เอาอาหารมาถวาย ถ้าหากว่าไม่มีอาหารที่เขามาถวายวันนั้น หลวงพ่อก็คงจะแห้วเหมือนกัน ไม่ได้ฉันเลยล่ะ

นั่นแหละชีวิตนักพรตนักบวชมันเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าจะรวยทุกคน ไม่ใช่นะ บางทีไปบิณฑบาตในกรุงเทพ ฯ ก็มองแล้วมองอีก ใส่บาตร ๒-๓ คนก็ไม่พอประทังชีวิต หลวงพ่อลงไปกรุงเทพ ไปวัดไปที่สวนแสงธรรม ไปวัดหลวงตา คนมาใส่บาตรเป็นพันคน อันนั้นรับไม่หวั่นไม่ไหว อาหารเป็นรถหกล้อ ถ้าจะว่ารถสิบล้อก็เกินไป ถ้ารถปิกอับนี่เกินแน่ ๆ คนมาใส่บาตรพันกว่าคนเกือบสองพัน อันนั้นคือรวย

จนเป็นยังไง รวยเป็นยังไง หลวงพ่อรู้ได้ทั้ง ๒ อย่าง หลวงพ่อเคยจนมาแล้ว หลวงพ่อจึงไม่ลืมเจ้าของ ไม่หลงเจ้าของ มีอะไรหลวงพ่อไม่เคยบ่น อาหารวันนี้เป็นยังไงอร่อยไม่อร่อยหลวงพ่อไม่เคยบ่น เคยได้ยินไหม หลวงพ่อบ่น มีอะไรก็ฉันไป แล้วก็จบไป วันพรุ่งนี้ยังมีอยู่ พอประทังชีวิตเท่านั้นเอง

ไปอยู่หลังภูยาอู่ สมัยนั้นไปบิณฑบาตอยู่ถึง ๑๕ วัน เกือบ ๒๐ วัน บิณฑบาตมีแต่ข้าวเหนียวอย่างเดียวนะลูกหลานนะ หลวงพ่อก็คิดดู สมัยเราอยู่บ้านตาด เราอดอาหารถึง ๒๐ กว่าวัน เรายังอดได้ เรากินข้าวเหนียวเท่านั้นเอง มันคงไม่มีปัญหาหรอก เราก็ยังกินข้าวเหนียวได้อยู่ กินวันแรกก็พอกลืนได้อยู่ พอวันที่ ๒ ที่ ๓ เข้ามานี่กลืนยาก ต้องได้ต้มน้ำอุ่น ๆ ผสมกับน้ำอุ่น ๆ พอกินเคี้ยว ๆ ขึ้นไปแล้วก็กลืนน้ำร่องเข้าไปในท้อง

นี่แหละชีวิตของพระ ไม่ใช่ว่าจะเงินร้อยล้านพันล้าน อู่ฟู่ทุกแห่งทุกหน หลวงพ่อยังจำไม่ลืม พอลงมาวันแรก หลวงพ่อก็ตะพายบาตรด้วย อัฐบริขารด้วย แล้วก็รับบิณฑบาตในหมู่บ้านด้วย พอเดินมา อาตมาจะได้ลาแล้วเด้อศรัทธาญาติโยมลูกหลานเน้อ อาตมาจะไม่ได้บิณฑบาต วันพรุ่งนี้จะกลับ อาตมาจะไปแล้ว ไปที่อื่นนะลูกหลานเน้อ
ทีนี้มีเด็กแม่บ้านคนหนึ่ง เขาให้ลูกชายตัวเล็ก ๆ ประมาณสัก ๕-๖ ขวบ นักเรียน ป.๑ ป.๒ ถือตะกร้ามา กระเช้ามาแล้วก็มีถ้วย มีแกงหน่อไม้ส้มใส่ถ้วย เอามาถวาย หลวงพ่อก็นั่งประจำที่เสร็จแล้วเขาก็ถวาย หลวงพ่อก็ได้กินแกงหน่อไม้ส้ม วันนั้นไม่ลืมกระทั่งเดี๋ยวนี้ลูกหลาน อร่อยมาก ๆ เลยว่างั้นเถอะ เป็นอาหารเลิศรสจริง ๆ ทำไม เพราะว่า ๔๕ วันมีแต่กินข้าวเหนียวใช่ไหมล่ะ มันกลืนยากเหลือเกิน แต่พอมาได้กินแกงหน่อไม้ส้ม มันมีเผ็ดมีเค็มมีเปรี้ยวอยู่ในนั้นด้วย เอาข้าวเหนียวจ้ำลงไป กลืนเอา ๆ เลยทีนี้ หลวงพ่อยังจำไม่ลืม นั่นแหละ ชีวิตของพระ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ชีวิตพระเหมือนหมากลางถนน”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๘







ญาติโยมทั้งหลายจงเป็นผู้ขยันขันแข็ง
หมั่นในข้อประพฤติปฏิบัติ ไม่มีอะไรแล้ว
จะยิ่งกว่าธรรมะ ธรรมะนี้เป็นเครื่องที่ค้ำจุน
โลกเหลือเกิน ทุกวันนี้เราจะไม่สบายกระสับ
กระส่ายก็เพราะไม่มีธรรมะ ถ้าเรามีธรรมะ
ก็จะสบาย อาตมาก็ดีใจที่ได้ช่วยท่านอาจารย์
และช่วยญาติโยมด้วย จึงขอฝากความอาลัย
ไว้ บางทีพรุ่งนี้คงได้จากไป ไปที่ไหนก็ยัง
ไม่ทราบ อย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดา มาแล้ว
ก็ต้องไป ไปแล้วก็ต้องมา สุขแล้วก็ทุกข์
ทุกข์แล้วก็สุข ได้แล้วก็เสียไป เสียไปแล้ว
ก็ได้มา เป็นเรื่องธรรมดา ญาติโยมจงเข้าอยู่
ในธรรมะ จะไม่มีความเดือดร้อนทุก ๆคน
ผลที่สุดนี้ขอให้ญาติโยมทั้งหลายเป็นคนมี
โชคดี โชคอย่างใหญ่หลวงคือ โชครู้จักธรรมะ
นั่นแหละเป็นโชคดีที่สุดแล้ว ...
-
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)








อาตมาอยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ใครไม่เชื่อก็ต้องพิจารณากันให้ดี แล้วจะรู้ว่ามันมีจริงไหม กรรมก็เป็นกรรมบันดาลให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีที่ได้ทำไว้นั่นเอง บางคนคิดฆ่าพ่อฆ่าแม่ นี่ก็เป็นวิบากของกรรม อย่างพระสารีบุตร ท่านไปพบมารดาท่านในสมัยที่ร้อยชาติผ่านมาแล้ว เป็นเปรตผอมโซ ซี่โครงขึ้น

เมื่อท่านเดินผ่านไป เปรตผู้หญิงก็มองหน้า ถามว่าท่านจำฉันได้ไหม พระสารีบุตร ถามว่าท่านเป็นใคร เปรตตนนั้นบอกว่าสมัยหลังจากนี้ไปร้อยชาติ ฉันเคยเป็นมารดาของท่าน แต่อาศัยที่ไม่ทำความดี จึงมาเกิดเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นาน พระสารีบุตร ก็ถามว่า โยมต้องการอะไร จะทำให้ เปรตตนนั้นก็บอกว่าจะขอให้ถวายสังฆทาน แล้วก็มีผ้าสักผืนหนึ่งเล็กๆ กว้างคืบยาวคืบก็ได้ ถวายสังฆทานคืออาหารแล้วขอน้ำสักหน่อย เมื่อพระสารีบุตรกลับมาจากบิณฑบาตแล้วก็เอาใบไม้มา สมัยนั้นมันหาข้าวยาก เอาใบไม้มา เอาข้าวใส่ไปสักหน่อยหนึ่ง แล้วเอาใบไม้มาอีกใบ ใส่กับข้าวไปหน่อยหนึ่ง แล้วเอาน้ำใส่บาตร มีผ้ากว้างคืบ ยาวคืบ ผ้าเช็ดหน้าผ้าเช็ดมือเรานี่นะ ถวายเข้าไปในหมู่สงฆ์ลูกศิษย์ของท่านเป็นสังฆทาน อานิสงส์เพียงเท่านี้ เมื่อท่านอุทิศส่วนกุศลให้ ปรากฏว่ามารดาของท่านไปเกิดเป็นนางฟ้า อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก มีวิมานสวยงาม มีสระโบกขรณี

หลวงปู่แผ้ว ปวโร







“..มรณสติทุกลมหายใจ..”

“..มรณกรรมฐาน” นี้...ไม่ใช่หลวงปู่เป็นผู้เทศน์
พระพุทธเจ้าเป็นผู้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว
คือวันหนึ่ง...เวลาพระพุทธองค์อยู่ในวิหาร
มีพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนั่งอยู่ใกล้ๆ
พระพุทธองค์ท่านตรัสแก่พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า

ดูก่อนอานนท์ วันหนึ่งคืนหนึ่ง
อานนท์ได้นึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง

พระอานนท์ก็ทูลตอบพระพุทธองค์ว่า
ข้าพระองค์นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้ง

พระองค์ก็ย้อนพระอานนท์ว่า
วันหนึ่งคืนหนึ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น
นึกถึงความตายวันละหลายพันครั้งนั้นยังประมาทอยู่
ต่อไปให้อานนท์พร้อมด้วยพุทธบริษัททั้งสี่
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ให้พากันนึกถึงความตายที่จะมาถึงตนทุกคน
ให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ให้ได้ทุกลมหายใจออก
จึงจัดว่า ไม่ประมาท
ถ้ายังนับได้อยู่เรียกว่า ยังประมาทอยู่

ตรงนี้แหละที่เรามักจะคิดในใจว่า
ทำไมหนอ...เราฟังเทศน์ฟังธรรม
ฟังคำสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก
จนแก่ชราจึงไม่ค่อยได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คือ “ความประมาท” นี่แหละ
ไม่ได้นึกถึงความตาย
ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก

ด้วยเหตุนี้ให้เราทุกคนผู้ได้ยินได้ฟังอยู่นี้
นี่แหละให้นึกให้ได้ทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก
ทำไมท่านจึงตรัสอย่างนั้น
ก็เพราะคนเราไม่ว่าจะตายด้วยเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม
มนุษย์เขาต้องดูที่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ
ถ้าคนนั้นร่างกายจะนิ่งแน่ไปแล้วก็ตาม
ถ้ายังมีลมหายใจเข้าออกอยู่
ก็ยังไม่เรียกว่า ศพ ยังไม่เรียกว่า ตาย

แต่ถ้าลมหายใจเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้
เงียบหายไป ทีนี้ก็ให้ชื่อว่า ตาย ล่ะสิ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๓๕)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร