วันเวลาปัจจุบัน 02 ก.พ. 2026, 16:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ม.ค. 2026, 09:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5479


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ภิกษุแท้ คือ ผู้ที่จิตที่พ้นจากอารมณ์..”
“..เมื่อบุคคลปลงผม หนวด เครา ออกหมดแล้วและได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เรียบร้อยแล้ว ก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นภิกษุได้ แต่ยังเป็นได้แต่เพียงภายนอกเท่านั้น ต่อเมื่อเขาสามารถปลงสิ่งที่รกรุงรังทางใจ อันได้แก่อารมณ์ตกต่ำทางใจได้แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นภิกษุภายในได้

ศีรษะที่ปลงผมหมดแล้ว สัตว์เลื้อยคลานเล็กน้อย เช่น เหา ย่อมอาศัยอยู่ไม่ได้ฉันใด จิตที่พ้นจากอารมณ์ ขาดจากการปรุงแต่งแล้ว ทุกข์ก็อาศัยอยู่ไม่ได้ฉันนั้น ผู้มีปกติเป็นอยู่อย่างนี้ ควรเรียกเอาว่า "เป็นภิกษุแท้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







..วันไหนได้ทำคุณงามความดีก็เป็นวันที่เป็นบุญกุศล เป็นคุณงามความดีเป็นที่พึ่งของตนที่ได้สร้างความดีเอาไว้ คนที่มีคุณงามความดีมีที่พึ่งก็เหมือนกับบุคคลที่มีสตางค์อยู่ในกระเป๋า จะเดินทางไปที่ไหนๆก็ดี ก็มีความอบอุ่นใจว่าตนนี้มีสตางค์ที่จะใช้จ่ายใช้อยู่ใช้กิน ซื้อค่ารถค่าเรืออะไรต่างๆ ซื้อสิ่งของเครื่องใช้เครื่องอำนวยความสะดวกได้หลายๆอย่าง ก็มีความสุขใจ ก็อย่างนั้นแหละตัวของบุญ ก็เหมือนกัน เหตุฉะนั้นบุญนี้ก็ติดสอยห้อยตามอำนวยความสะดวกให้คนอยู่ตลอด..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..







"... อาการสามสิบสองนี้มันเป็นแต่
อาการ มันเป็นคนที่ไหนเล่า ปิตตังน้ำดียังงี้ เสมหังน้ำเสลดยังงี้ บุพโพน้ำเหลืองยังงี้ โลหิตตังน้ำเลือดยังงี้ เป็นคนที่ไหนเล่า จะไปหลงยังไงน้ำเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นของเอาเป็นของทิ้งทั้งหมดไม่ใช่เหรอ

ถ้ามันเห็นยังงี้มันก็ละสักกายะทิฐิได้ มันก็ถอนอุปาทานขันธ์ได้เอง

ท่านจึงบอกเอหิปัสสิโก จงร้องเรียกสัตว์ทั้งหลายมาดูธรรม ท่านไม่ได้ให้ไปดูที่อื่น ให้มาดูธรรม คือมาดูรูปธรรม นามธรรม ที่ตัวเรานี่แหละ ..."
----------------------------------------
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)






สมมติว่าเราได้รับมอบหมายให้เฝ้าประตู คอยดูคนที่เดินผ่าน หน้าที่ของเรามีเพียงแต่สังเกตว่าใครสวมเสื้อผ้าสีขาว พอกำหนดในใจว่ามีงานนี้ การรับรู้ในแง่อื่น เช่น เป็นผู้ชาย ผู้หญิง ตัวใหญ่ ตัวเล็ก สวย ไม่สวย หล่อ ไม่หล่อ ฯลฯ อาจปรากฏในใจเป็นระยะ แต่จะเป็นเพียงการรับรู้ตรงชายขอบ พอเราให้ความสำคัญกับเรื่องเดียว คือ เสื้อผ้าสีขาว ความสำคัญของสิ่งอื่นก็ลดลงโดยอัตโนมัติ

เช่นเดียวกับการจดจ่อในอารมณ์กรรมฐาน เช่น ลมหายใจ ส่งผลให้นักภาวนาคลายความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในใจ ความคิดและความทรงจำไม่ว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร ก็เป็นแค่ 'สิ่งที่ไม่ใช่ลมหายใจ' นักภาวนาที่พยายามจะอยู่กับลมหายใจมักตกเป็นเหยื่อของความท้อแท้ได้ไม่ยาก สิ่งที่เรามักมองข้ามคือ ไม่ว่าจิตจะหลุดจากการกำหนดรู้ลมหายใจไปสู่ตัณหาหรือโทสะ ความรู้สึกทื่อ ๆ ความฟุ้งซ่าน หรือความลังเลสงสัยบ่อยเพียงใด ความเปลี่ยนแปลงอันสำคัญได้เกิดขึ้นแล้วในจิต

การยึดถืออารมณ์ต่าง ๆ ว่าเป็น 'ตัวเรา' 'ของเรา' การถือว่าเราเป็นเจ้าของอารมณ์ต่าง ๆ ได้พังทลายไปอย่างรุนแรง การรับรู้ว่าอารมณ์ต่าง ๆ เป็นเพียงสิ่งที่เกิดในจิตโดยไม่มีตัวมีตน เกิดขึ้นแล้วดับไป ได้ปรากฏขึ้นแล้ว นี่เป็นก้าวกระโดดของการตื่นรู้แบบสุดขั้ว

บ่อยครั้งที่นักภาวนามองข้ามประโยชน์ระยะยาวของการภาวนาที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายด้วยประสบการณ์ตรง เพราะอยากได้ผลประโยชน์ระยะสั้นจากความสงบในจิตที่เป็นกุศล

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ปิยสีโลภิกขุ






รู้แจ้งโลก
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
...
“ความจริงเมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนให้
พิจารณากาย อย่าง เกศา โลมา นขา ทันตา
ตะโจ มันก็มีแต่กายทั้งนั้น อย่างที่ท่าน
ให้กรรมฐานครั้งแรก ก็มีแต่เรื่องกายทั้งนั้น
ท่านให้พิจารณาอยู่ตรงนี้ ให้ดูตรงนี้
ถ้าเราพิจารณาแล้วเห็นไม่ชัดมันก็จะเห็นคน
ไม่ชัดสักคน คนอื่นก็ไม่ชัด ตัวเราเองก็ไม่ชัด
เห็นตัวเราก็สงสัย เห็นคนอื่นก็สงสัย มันสงสัย
อยู่ตลอดไป แต่ถ้าเราสามารถเห็นตัวเรา
ได้ชัดเท่านั้น มันก็หมดสงสัย เพราะอะไร ...
เพราะรูปนามมันเหมือนกันทั้งนั้น ถ้าหากเรา
เห็นชัดในตัวเราคนเดียว ก็เหมือนเห็นคน
ทั้งโลก ไม่ต้องตามไปดูทุกคน ก็รู้ว่าคนอื่น
ก็เหมือนกับเรา เราก็เหมือนกับเขา
ถ้าเราคิดได้เช่นนี้ ภาระของเขาก็น้อยลง
ถ้าเราไม่คิดเช่นนั้น ภาระของเขาก็มาก
เพราะจะต้องตามไปดูทุกคนในจักรวาลนี้
จึงจะรู้จักคนทุกคน ภาระมันก็มากน่ะซิ
ถ้าคิดอย่างนี้มันก็ทำให้ท้อแท้” ...







"...คำว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นอาการหนึ่งๆ ตามหลักธรรมชาติของเขา เป็นแต่กิเลสมาเป็นเจ้าของ เพราะกิเลสเป็นพื้นให้เกิดอยู่แล้ว มันต้องถือเป็นเจ้าของ สัญญานำมาใช้ให้เป็นกิเลส สังขารปรุงขึ้นมาให้เป็นกิเลส วิญญาณรับทราบมาก็ให้เป็นกิเลส
เวทนาเกิดขึ้นมามากน้อยให้เป็นกิเลสทั้งมวล เรื่องของกิเลสจะให้เป็นธรรมไปไม่ได้ ต้องเป็นกิเลสวันยังค่ำ นี่กิเลสสร้างตัวเองของมันตามแขนงต่างๆ อย่างนี้

เอ้า! พิจารณาเข้าไป ตัดฟันเข้าไป เวทนา ความสุข ความทุกข์ มีทั้งร่างกายและจิตใจ เวทนาไม่ได้เป็นกิเลส ตามหลักธรรมชาติ มันเป็นความจริงอันหนึ่งเท่านั้น ความสำคัญว่าเราเป็นทุกข์หรือเราเป็นสุข หลงทั้งสุข หลงทั้งทุกข์ หลงทั้งอุเบกขาเฉยๆ ซึ่งมีอยู่ทั้งส่วนร่างกายและจิตใจนี้ต่างหากเป็นกิเลส ความหลงความสำคัญนั่นแหละเป็นกิเลส พิจารณาเข้าไปจริงๆ นามธรรมทั้งสี่เหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นกิเลส เวทนาต่างๆ นี้ไม่เป็นกิเลส..."

โอวาทธรรม
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๒๕







..ในชีวิตของพวกเราเดินไปทุกวันๆ มันเฒ่าแก่ไปทุกวัน เดินไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุดก็คือความตาย มันเป็นอย่างนี้ ถ้าเราทั้งหลายมาพินิจพิจารณาเห็นอย่างนี้ ก็เมื่อเราตายไป เราจะพึ่งพาอาศัยอะไร อะไรจะเป็นที่พึ่งของเรา อะไรจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้ อยู่ในใจของพวกเรานั้น เราจะเห็น เราสร้างสมอบรมคุณงามความดีอะไรเอาไว้บ้างที่จะติดตามตนเองไป ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย แก้วแหวนเพชรนิลจินดา ช้าง ม้า โค กระบือ หมู หมา เป็ด ไก่ อะไรทั้งหลาย มันไปกับเราไม่ได้ ทรัพย์สมบัติก็ไปไม่ได้ ตึกรามบ้านช่องรถเรืออะไร เงินทองอะไรมันเอาไปด้วยไม่ได้ทั้งนั้น เมื่อเราตายไปแล้วเอาไปด้วยไม่ได้ มันเป็นของที่ใช้ยามยังมีชวีตอยู่แม้แต่ รูปร่างกายของคนเราเมื่อตายแล้วเราก็ยังเอาไปด้วยไม่ได้ ไม่ว่าแต่ทรัพย์สมบัติ เหตุฉะนั้น คนจึงเอามาสร้างกรรม ได้รูปร่างกายมาแล้ว มาด้วยอํานาจของกรรม แล้วนํามาสร้างกรรม โดยใช้กรรมแล้วก็มาสร้างกรรมอีก เพื่อให้มันเป็นผลเป็นประโยชน์มีคุณค่าที่สุด..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..








“..ภิกษุแท้ คือ ผู้ที่จิตที่พ้นจากอารมณ์..”
“..เมื่อบุคคลปลงผม หนวด เครา ออกหมดแล้วและได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เรียบร้อยแล้ว ก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นภิกษุได้ แต่ยังเป็นได้แต่เพียงภายนอกเท่านั้น ต่อเมื่อเขาสามารถปลงสิ่งที่รกรุงรังทางใจ อันได้แก่อารมณ์ตกต่ำทางใจได้แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นภิกษุภายในได้

ศีรษะที่ปลงผมหมดแล้ว สัตว์เลื้อยคลานเล็กน้อย เช่น เหา ย่อมอาศัยอยู่ไม่ได้ฉันใด จิตที่พ้นจากอารมณ์ ขาดจากการปรุงแต่งแล้ว ทุกข์ก็อาศัยอยู่ไม่ได้ฉันนั้น ผู้มีปกติเป็นอยู่อย่างนี้ ควรเรียกเอาว่า "เป็นภิกษุแท้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)








ตั้งคำถามให้ถูกช่วยปลูกปัญญา

หากเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกรรมเก่า
ชีวิตเราเกิดมาเพื่อใช้กรรม แล้วเราจะทำอะไร
ทำไม ทำความดีทำไม แต่พระพุทธองค์ทรง
ตรัสว่า คำสอนพระพุทธองค์อยู่ในศาสนา
ประเภทวิริยวาท คือถือว่า วิริยะ ความเพียร
มีความหมาย การทำความดีได้ดีจริง
ทำความชั่วได้ชั่วจริง และพระพุทธองค์
ทรงท้าทายให้เราลองพิสูจน์ในชีวิตตัวเอง
ในขณะที่ลัทธิศาสนาที่เน้นเรื่องความเชื่อ
ในคัมภีร์ สิ่งที่ทุกคนระแวงทุกคนเกลียด
คือความสงสัย ความสงสัยนี่ไม่ดีเลย
ต้องพยายามไม่สงสัย แต่พระพุทธองค์ทรง
ต้องการให้เราสงสัย สงสัยถึงขั้นที่เราจะต้อง
ทดลองดูว่าใช่หรือไม่ใช่ ท่านไม่ได้ทรงตำหนิ
ตรงกันข้าม ท่านยกย่องว่านั่นคือการบูชา
บูชาด้วยการกระทำ เรียกว่าปฏิบัติบูชา ...

พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
บ้านบุญ วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๘





“..เกิดมาแล้ว ก็ แก่ เจ็บ ตาย แต่ก่อนจะตาย ทานยังไม่มี ก็ให้มีเสีย ศีลยังไม่เคยรักษา ก็รักษาเสีย
ภาวนายังไม่เคยเจริญ ก็เจริญให้พอเสีย จะได้ไม่เสียที ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา จึงจะสมกับที่ได้เกิดมาเป็นคน..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต








#บ่อแห่งบุญกุศล..!!

"... ต่อไปนี้ให้พากันตั้งอกตั้งใจ จะพูด
ธรรมะย่อๆ ให้ฟังสักเล็กน้อย จะพูดถึง
วิชา "เจาะ" วิชานี้เป็นของยาก ไม่เหมือนวิชา "ขุด" และ "ไถ"

คนเราอยากได้ความสุขกันทุกคน แต่
ไม่ค่อยจะรู้ว่า สิ่งใดเป็นความสุขความสุข นี้ก็คือ ตัวบุญกุศลนี่เอง แต่บุญนี้เรา จะหาได้จากที่ไหน

บุญนี้เปรียบเหมือนบ่อน้ำและบ่อบุญ
หรือบ่อน้ำนี้ก็มีเป็น ๓ บ่อ

#บ่อชนิดที่_๑.. ลักษณะตื้นเป็นแอ่งพอน้ำขังได้ อย่างบึงหรือหนองเป็นต้น
บ่อชนิดนี้อาศัยประโยชน์ไม่ได้เท่าใดนัก
เพราะบางครั้งวัวควายหรือสัตว์ต่างๆก็พากันมาอาบมากินทำให้น้ำนั้นไม่บริสุทธิ์
ถ้าจะใช้ก็ต้องกรองเสียตั้งหลายๆ หนจึงจะใช้ได้

บ่อนี้เปรียบกับการ "บำเพ็ญทาน" ซึ่งมีอานิสงส์เพียงตื้นๆ เหมือนกับน้ำที่ขังอยู่ในแอ่ง

#บ่อที่_๒.. มีลักษณะลึกกว่าบ่อชนิดแรกเป็นสระ (หรือสร้างน้ำ) วัวควายลงไปอาบไปกินไม่ได้ จะลงได้ก็แต่สัตว์บางชนิด เช่น กบหรือเขียด แต่ถ้าเราจะนำมาใช้ก็ต้องกรองเสียก่อนเหมือนกัน

ท่านเปรียบกับ "การรักษาศีล" ซึ่งมีอานิสงส์ดีกว่าทาน

#บ่อที่_๓.. มีลักษณะลึกเป็นบ่อบาดาล มีตาน้ำไหลซึมอยู่เสมอ จะใช้กินใช้อาบสักเท่าไร ก็ไม่หมดไม่สิ้น บ่อนี้ลึกมากจนแม้แต่ยุง (คือกิเลส) ก็ลงไปไม่ได้ การขุดบ่อชนิดนี้ ต้องใช้เหล็กที่แข็งแรงมั่นคง และท่อก็ต้องใช้ท่อเหล็กเจาะลงไปจึงจะถึงน้ำบาดาลนี้

ท่านเปรียบบ่อนี้เท่ากับ "การภาวนา" คือต้องใช้สติปัญญาและความวิริยะขันติ อย่างมาก จึงจะขุดน้ำบ่อนี้สำเร็จ

"สติ" ก็คือ ความแน่นเหนียว "วิริยะ" ก็คือ เหล็กแข็ง เมื่อใช้ "ขันติ" เจาะลงไปถึงพื้นบาดาลแล้วผลที่ได้รับก็คือ.. "บุญกุศล" ซึ่งจะไหลซึมซาบอาบมาไม่ขาดสายเหมือนน้ำอมฤต ที่ยังความชุ่มชื่น ให้เกิดแก่จิตใจอยู่เสมอทุกกาลเวลา ..."

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร






#เมื่อถึงขั้นที่จิตสงบเด่นดวงแล้ว
คำบริกรรมก็ค่อยจางไปเอง
ถือความเด่นดวงของความรู้นั้น
เป็นจุดที่ตั้งของสติจับอยู่ที่ตรงนั้น
เรื่อยๆ เลย...

ทีนี้ ได้หลักเข้าไปเรื่อยๆ
ความสงบนั้นก็จะแน่นเข้าไปเรื่อย
เพราะสติจ่อตลอดแทนคำบริกรรม
อันหนาแน่นมั่นคง

เมื่อจิตสงบแล้ว จิตย่อม "อิ่มตัว"
ไม่อยากคิดถึงทางรูป ทางเสียง
ทางกลิ่น ทางรส ซึ่งเคยวุ่นวายก่อกวน
เรามาเป็นเวลานานแล้ว

พอมี "สมถธรรม" คือ ความสงบ
เป็นอาหารเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ
ใจก็ได้ดื่มความสงบนี้แล้ว
ไม่คิดวุ่นวายกับอารมณ์ภายนอก
เรียกว่า "อิ่มอารมณ์"

ทีนี้ พาพิจารณาทางด้าน "ปัญญา"
พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ แยกสกลกาย
ทุกสัดทุกส่วน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง...

#พระธรรมวิสุทธิมงคล
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 36 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร