วันเวลาปัจจุบัน 30 ม.ค. 2026, 00:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ม.ค. 2026, 12:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5475


 ข้อมูลส่วนตัว


#ไม่ใช่บวชหรอก_ไม่ใช่การบวช ..!!

"... บวชมาแล้วก็ไม่ได้อะไรถ้าเราไม่ปฏิบัติ
ก็เป็นอย่างเก่านั่นแหละ ก็เสียไปอย่างนั้น
ถ้าเราคิดถูก แม้จะทำอะไรอยู่ที่ไหนก็ช่างเถอะ
เป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นข้าราชการทำหน้าที่การงานที่ไหนก็ตาม
ถ้าเรารู้เรื่องของเรื่องอันนี้จะได้รับการอบรมทุกวินาที เราได้ปฏิบัติ

บางคนเข้าใจว่า..โอ๊ย..!! ฉันเป็นฆราวาสทำไม่ได้หรอก นี่คือมันหลงเตลิดเปิดเปิงไปทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เลย อย่างอื่นทำไมทำได้ อย่างอื่นทำได้ อะไรที่ไม่มีเราก็หาได้เพราะเราอยากได้ เราก็ทำได้

ผมไม่มีเวลาเลย ผมมีแต่การงาน

เอ้า..ทำไมคุณมีเวลาหายใจล่ะ..!!

นี่ เป็นเรื่องอย่างนี้ ทำไมคุณจึงมีเวลาหายใจ หาเวลามาจากไหน แน่ะ..!! เพราะเรื่องการหายใจเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของคุณ ถ้าคุณเห็นว่า.. เรื่องการปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของคุณแล้ว การปฏิบัติของคุณก็เสมอลมหายใจเท่านั้นแหละ
ก็เพราะการปฏิบัตินี้มิใช่ว่า จะไปวิ่งหรือไปเล่นกีฬา หรือจะต้องออกกำลังกายหรือจะไปทำอะไรให้มันวุ่นวาย เราดูความรู้สึกของเรานี่ มันเกิดมาจากเหตุใด ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส อะไรมาก็รวมกันมาที่ผู้รู้ คือ จิต ที่มีความรู้ขึ้นมันเป็นอย่างไร..!! ถ้ามันไม่ชอบใจมันก็ไม่เอา เป็นทุกข์ ถ้ามันชอบใจมันก็เอา เป็นสุขเสีย เรื่องเท่านี้แหละ

ทีนี้เราลองคิดว่า ถ้าคุณอยู่ในโลกนี้คุณจะไปเอาสุขที่ไหน..!! ไม่ได้ ไม่ได้ คุณจะไปอยู่ที่ไหนโลกนี้มันต้องเป็นอยู่อย่างนี้ ท่านตรัสว่า โลกะวิทู รู้แจ้งโลก พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้ พระพุทธเจ้าก็อยู่อย่างนี้ไม่ใช่ท่านจะไปอยู่ที่ไหน ท่านก็อยู่ในโลกนี้ มีครอบมีครัว ท่านจึงพิจารณาจนมันเบื่อจนเห็นโทษมัน แล้วทำอย่างไรเราจะปฏิบัติได้ ถ้าคุณจะปฏิบัติได้คุณต้องพยายาม เมื่อคุณพยายามไปเรื่อย ๆ คุณเข้าไปเห็นโทษในสิ่งนั้นแน่นอนแล้วคุณก็วางมันได้เท่านั้นเอง ..."
------------------------------
#พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑ - ๒๕๓๕)






...#เราไม่ต้องไปมองดูที่อื่น ให้ดูความเคลื่อนไหวของจิตที่เคลื่อนไหวไปแต่ละครั้งๆ นี้ หาเรื่องอะไรบ้างมาก่อความรำคาญ หรือมาก่อความเดือดร้อนให้แก่เรา

...โดยมากจิตจะต้องผลิตเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา ไม่ได้ผลิตธรรมะ เรื่องธรรมะนั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องตั้งใจผลิตขึ้นมาด้วยความระมัดระวังตั้งใจจริงๆ จึงจะปรากฏๆ เป็นธรรมะขึ้นมา

...เช่น สติคอยระมัดระวังสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง นี่แสดงว่าตั้งขึ้นมา ปัญญาตรวจตรองดูสิ่งที่มาเกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่ดีหรือชั่ว จะควรปล่อยวางหรือละถอน โดยประการใดบ้าง ต้องนำมาพินิจพิจารณา แล้วแก้ไขไปตามอำนาจแห่งความเพียรและสติปัญญาที่ไม่ลดละของตน นั้นแลจะเป็นผู้เห็นผลโดยลำดับไป

...สำหรับเราผู้เป็นนักบวช และเป็นผู้ก้าวเข้าสู่สงครามทุกระยะกาลอยู่แล้ว #คำว่ามรรคผลนิพพานเราไม่ต้องไปคาด ขอให้ดําเนินหลักแห่งเหตุ อันเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานนี้ให้ถูกต้องเท่านั้น เรื่องผลจะหนีไปไหนไม่พ้น

...#เหตุกับผลต้องเป็นของคู่เคียงกันอยู่เสมอไม่ว่ากาลไหนกาลใดมา เราไม่ต้องไปคาด ไปหมาย ให้ระมัดระวังตั้งตัวให้ดีด้วยสติปัญญา #โดยถือจิตเป็นสนามรบกับกิเลสทั้งปวง อย่ามอง อย่าสนใจที่อื่นยิ่งกว่าที่ดังกล่าวนี้ #ความแพ้ความชนะกิเลสและมรรคผลนิพพานจะปรากฏกันที่ตรงนี้ ชีวิตจิตใจเราไม่ต้องกลัวตาย

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาบัว ญาณสมฺปนฺโน)







“..คำว่าศรัทธา คือความเชื่อนี้ จึงถือว่าเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเช่นท่านพระอริยบุคคลชั้นต้น คือพระโสดาบัน ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา มีข้ออันท่านพระโสดาบันละได้อันเนื่องมาจากมรรคนั้นมี ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความเห็นถือว่าเป็นตัวตน ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความลูบคลำในศีล คืองมงายในสิ่งไม่ควรจะยึดถือ เช่นนับถือภูต-ผี-พระภูมิเป็นต้น นี่เป็นสิ่งแสดงว่าการจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยถือเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ความจริงแล้วการนับถือพระพุทธองค์นั้นก็คือต้องการให้เอาพระพุทธองค์เป็นมูลเหตุ และเป็นแบบฉบับนั้นเอง แม้ว่าเราจะยังไม่เป็นอริยโสดาก็ตาม แต่เราก็ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยศาสดาเป็นต้น ความที่เป็นบุคคลอ้างตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุสามเณร แต่พากันหลงเชื่องมงาย เช่นเชื่อ ศาลพระภูมิ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง พระภูมิเจ้าที่ อะไรอย่างนี้ จะอ้างตนว่าเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นดูเป็นการไม่สมควรเลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







#จิตยึดอารมณ์ จึงเป็นทาสอารมณ์

ธรรมชาติทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป อารมณ์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เป็นของที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แต่สิ่งที่มันยังคงอยู่...นั่นคือจิตที่เข้าไปยึด จิตที่เข้าไปข้องเกี่ยว ...กลายเป็นว่าจิตนี้หลงอารมณ์ เป็นทาสอารมณ์เหล่านั้น...ให้เราท่านทั้งหลาย #พึงฝึกสติของตน จะได้เป็นเกราะเป็นเครื่องกำบัง ต้านทาน #ป้องกันอารมณ์ทั้งหลายที่เข้ามาสู่จิตสู่ใจของเรา…

.....
หลวงพ่อเพชร อัญญา วชิรมโน

#โอวาทธรรมพระอริยเจ้า







การสร้างคุณงามความดี มันไม่ไปไหน มันย้อนมาหาตัวเองทั้งหมด การสร้างคุณงามความดี ก็มาหาตนเอง การทำความชั่วก็เหมือนกัน ทำความชั่ว ความชั่วก็ย้อนกลับมาหาตนเองเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นความดีกับความชั่ว มันไม่ไปทางไหน มันมาหาเจ้าของผู้กระทำ จึงเป็นพุทธภาษิต พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อกตํ ทุกฺกฏํ เสยฺโย ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกฏํ คิดชั่วก็ดี ทำชั่วก็ดี พูดชั่วก็ดี อย่าทำเสียเลยดีกว่า เมื่อเราคิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่วลงไปแล้ว กรรมชั่วที่เราทำนั่นแหละจะตามให้ผล ตนเองนั่นแลจะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง เพราะฉะนั้นเรารู้สิ่งไหนที่มันไม่ดี อย่าคิด อย่าทำ อย่าพูด ในสิ่งที่มันไม่ดีนั้น ๆ คิดทำพูดแต่สิ่งที่ดี ความดีจะตามสนอง ในภพนี้ชาตินี้ก็มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง เมื่อมรณภาพวายชนม์ไปแล้ว กรรมดีนั้นจะตามให้ผลไปสู่สัมปรายิกภพ

อย่างที่พระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก ท่านบำเพ็ญคุณงามความดี ท่านชำระกิเลสได้แล้ว ท่านดับขันธ์ ท่านก็ปรินิพพาน เข้าสู่นิพพานไปเลย ถ้าองค์ไหนยังไม่ถึงนิพพานก็ไปสู่พรหมโลกไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ถ้าหากว่าคนที่ทำกรรมชั่ว ทำสิ่งที่มันไม่ดี กรรมไม่ดีก็จะตามสนอง ตายไป สัมปรายิกภพ ตกนรกหมกไหม้ ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ที่บ้าใบ้ เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ อันนี้ก็คือบาปกรรมในอดีตที่ตามมาให้ผล

เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันชั่ว อย่าทำเสียเลยดีกว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้นนะศรัทธาญาติโยมพระเณรลูกหลานนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เมื่อสร้างกรรมดี กรรมดีย่อมส่งผล”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๘







“..การยกโทษผู้อื่นโดยขาดความไตร่ตรองนั้น ไม่มีอะไรดีขึ้นพอได้รับประโยชน์บ้างเลย นอกจากเป็นการสั่งสมโทษและบาปกรรมใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ ไม่มีวันสิ้นสุดเท่านั้น จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน แล้วงดความรู้ความเห็นชนิดเป็นภัยแก่ตนเสีย ก็จะกลายเป็นผู้ดีมีหวังสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ใจที่เคยเหี้ยมโหดโกรธกริ้วก็จะมีวันสงบเย็น เวลาถ่ายภพถ่ายชาติเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ก็มีหวังผลเป็นกำไร คือความสุขเป็นสมบัติ ไม่ล่มจมระงมทุกข์ไปตลอดกาล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





หากยังพอใจกับคำชม

หากยังไม่พอใจกับคำตำหนิอยู่

ได้ชื่อว่ายังตกอยู่ในโลกธรรมแปดอยู่ ยังหลงอยู่ ยังขาดสติอยู่

ส่วนผู้มีสติอยู่กับปัจจุบันนั้น ทุกข์มันไม่เกิดเพราะเท่าทันสังขารแห่งตนอยู่ทุกเวลา

กิเลส คือสาเหตุแห่งทุกข์นั้นมันเกิดไม่ได้เพราะมีสติอยู่เสมอ

โอวาทธรรม พระชินวัตร ฐิตโสภโณ (ครูบาแหวง)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 25 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร