วันเวลาปัจจุบัน 28 ม.ค. 2026, 13:59  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ม.ค. 2026, 09:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5474


 ข้อมูลส่วนตัว


#เทวดากับมนุษย์
เวลาบ่ายๆ เมื่อหลวงพ่อท่านลงมาจากกุฏิ บางครั้งท่านมานั่งใต้ต้นข่อย...
ญาติโยมก็ทยอยมาถวายน้ำปานะบ้าง สังฆทานบ้าง แล้วก็มีการสนทนาธรรม

โยมที่มาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตคนหนึ่งถามหลวงพ่อ การที่เราไหว้เทวดานั้นได้ผลจริงหรือไม่..

หลวงพ่อท่านเมตตาสอนว่า...

"เทวดามีจริง... แต่เทวดามักจะไม่อยู่ใกล้มนุษย์ ไม่มายุ่งอะไรกับมนุษย์
เพราะว่า มนุษย์มีกลิ่นตัวที่เทวดาเหม็น แม้จะอาบน้ำมาแล้วก็ตาม
แต่ถ้ามนุษย์คนไหนมีศีลมีธรรม แม้ไม่ร้องขอเทวดาให้ช่วย เทวดาทั้งหลายก็พร้อมที่จะช่วย
เพราะเขาถือว่าได้ช่วยคนมีศีลมีธรรม
ใครอยากให้เทวดาช่วยก็ควรประพฤติตนให้มีศีลมีธรรมไว้ ชีวิตจะไม่ลำบากมาก ยามยากเทวดาก็ช่วย"

#หลวงปู่สุทัศน์ โกสโล (อายุ ๙๐ ปี)
วัดกระโจมทอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี






“หลายคนมัวแต่คิดว่าเราไม่มีบุญ ไม่มีบารมีเพียงพอ
จึงทำไม่ได้อย่างคนอื่น แต่อาตมาเชื่อเหลือเกินว่าทุกคน
ในที่นี้ต้องมีอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่เคย
เปลี่ยนแปลงตัวเอง อาจจะตั้งใจจะละนิสัยบางอย่าง
ที่ไม่ดีแล้วละได้ หรืออะไรที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะทำได้
แต่แล้วที่สุดเราก็ทำได้

ขอให้นึกถึงตัวเราในช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ จำไว้ว่า
เราทุกคนเป็นคนที่มีศักยภาพที่จะทำอะไรๆให้สำเร็จได้
ถ้าเราตั้งใจจริง และทำเหตุให้เหมาะสม”

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ






หลวงตามหาบัว ได้ฝากโอวาทธรรม ไว้กับพุทธศาสนิกชน
เรื่อง ๙ นิสัยของคนมีบุญมาก มีบุญสอนตนเองได้
เพราะมีกำลังบุญที่มากพอจิตของผู้มีบุญ

๑. ไม่บ่น เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นปัญญา ทำให้ยอมรับต่อความเป็นจริงของชีวิต ทำให้รู้เห็นและเข้าใจถึงระดับวาสนาของตนและบุคคลอื่น ความเป็น ไปของชีวิตนั้นขึ้นตรงต่ออำนาจบุญกรรมที่ทำไว้ บ่นไปก็แค่นั้นเอง ที่ได้มา ที่มีอยู่ ที่เสียใจ ที่ไม่ได้ดั่งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันคือ “ผลแห่งกรรม” อันเป็นสมบัติของเราเอง

๒. ไม่กลัว เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความเข้มแข็ง กล้าหาญ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความมั่นใจในความเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเป็นผู้มีบุญของตน เมื่อจะคิด จะทำอะไรลงไป ล้วนมีกำลังบุญมารองรับทั้งหมดทั้งสิ้น

๓. ไม่ทำชั่ว เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นตัวควบคุม บริหารจัดการ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดความกลัว ความละอายต่อบาปต่อกรรม ความผิดน้อยใหญ่ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เห็นถึงความเสียหาย หลายภพหลายชาติ เห็นถึง ผลกระทบต่อครอบครัว ต่อโลกต่อสังคม อย่างมากมายมหาศาล

๔. ไม่คิดมาก เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดพลังแห่งความสงบ แห่งจิตแห่งใจ ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่คิดเป็นทุกข์ ความคิดทุกความคิด ล้วนนำมาซึ่งความเบิกบานกายใจ ไม่คิดเบิกความทุกข์ มาใช้ก่อน

๕. รอได้ คอยได้ เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความใจเย็น มีความยืดหยุ่น ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่ใจร้อน ใจเร็ว เห็นถึงจังหวะ และโอกาสของชีวิต

๖. อดได้ ทนได้ เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นพลังงานเข้มแข็ง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้มีความอดทน ที่เป็นหนึ่งเป็นเลิศ มีความคิดที่ไม่หวั่นไหว เห็นความสำเร็จทุกชนิดมาจากความอดทน อดทนอย่างมีความสุข

๗. สงบได้ เย็นได้ เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะเป็นสภาพให้เป็นคนที่สงบได้ เย็นได้ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่ร้อนรน กระวน กระวาย สับส่าย วุ่นวาย ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ในสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น แม้จะตกอยู่ใน เหตุการณ์ที่เลวร้าย ก็ทำใจได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

๘. ปล่อยได้ วางได้ เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นคนที่รู้จักการละ การวาง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่แบกทุกอย่างที่ขวางหน้า ยึดทุกอย่างที่เกิดขึ้น

๙. รู้ได้ ตื่นได้ และเบิกบานได้ เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความรู้ตื่น เบิกบาน ตามกำลังของบุญฤทธิ์ เป็นผู้รู้ ต่อความ เป็นจริงของชีวิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ตกไปในกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตใจมีความอิสระเต็มที่ ทุกวันทุกเวลาทุกนาที

ลักษณะของคนที่มีบุญในโอวาทธรรมของหลวงตามหาบัวนั้นถือว่าเป็นคำสอนที่สามารถเตือนสติเราได้ดีเลยนะคะ

ที่มา:siamnews/ ขอบคุณข้อมูลจากวิถีบ้านนา







การปฏิบัติภาวนา คือ การฝึกแก้ปัญหาเพื่อเป็นที่พึ่งของตนได้ ปัญหาข้อแรกก็คือ เราจะคิดอย่างไร น้อมจิตอย่างไร กำหนดอย่างไร พิจารณาอย่างไร จิตของเราจึงจะอยู่ในโอวาท จิตจึงจะยอมอยู่กับลมหายใจ ขณะที่เราพยายามให้จิตอยู่กับลมหายใจ จิตย่อมจะต่อต้านแน่นอน เพราะเป็นการทวนกระแสอย่างมาก แต่ขณะที่จิตมีปฏิกิริยาต่างๆ นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราภาวนาไม่ได้ ภาวนาไม่เป็น ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นกำไรอยู่แล้ว เพราะเราจะได้รู้ได้เห็น เห็นโทษของสิ่งเศร้าหมองต่างๆ ในจิตใจซึ่งไม่สามารถเห็นได้ในยามปกติที่เราดำเนินชีวิตแบบลอยไปตามกระแส เมื่อเราให้จิตใจทำงาน ให้จิตอยู่กับลมหายใจเข้าลมหายใจออก จิตใจเกิดมีปฏิกิริยาอย่างไร เราก็จะได้รู้ได้เห็นได้เข้าใจ ว่างานที่ต้องทำเพื่อจะสามารถปล่อยวางสิ่งที่ทำให้ชีวิตรู้สึกมีภาระได้เริ่มขึ้นแล้ว

พระอาจารย์ชยสาโร







กิเลสแท้ ธรรมแท้อยู่ที่ "ใจ"
ส่วนเครื่องส่งเสริมและกดถ่วงกิเลส
และธรรมนั้น มีอยู่ทั่วไปทั้งภายใน ภายนอก
ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้หลบหลีกปลีกตัว
จากสิ่งยั่วยวนกวนใจ อันจะทำให้กิเลส
ที่มีอยู่ภายในกำเริบลำพอง มีรูป เสียง เป็นต้น
และสอนให้เที่ยวอยู่ในที่วิเวกสงัด เพื่อกำจัด
กิเลสชนิดต่างๆ ด้วยความเพียรได้ง่ายขึ้น
อันเป็นการย่นวัฏฏะภายในใจให้สั้นเข้า
...
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต







เมื่อมีคนถาม หลวงปู่มั่นว่า ท่านถือศีลเพียง
ข้อเดียวใช่ไหม ท่านตอบว่า ใช่ พร้อมเผยเหตุผล​ ศีลห้า เป็นศีลของมนุษย์ ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์จะต้องมีศีลห้าบริบูรณ์ ศีลห้าจึง
เป็นศีลของมนุษย์

มีคำถาม ถามว่า มีใครรักษาศีลห้าได้ครบถ้วนตลอดชีวิตบ้าง.. โปรดยกมือขึ้น จะเห็นได้ว่าไม่มีคนยกมือ นี่ก็แสดงว่าลำพังแต่ศีลเพียงห้าข้อก็รักษากันไว้ไม่ได้เสียแล้ว..!!
พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า ให้รักษาใจตัวเดียว ดังในสมัยพุทธกาล ภิกษุรูปหนึ่งในจำนวน ๕๐๐ รูปผู้บวชใหม่ เมื่อบวชแล้วได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อขอลาสิกขา โดยกล่าวว่า ศีลของภิกษุมากเหลือเกิน ปฏิบัติไม่ไหว จึงขอลาสิกขา พระพุทธองค์ จึงให้ภิกษุรูปนั้นรักษาศีลเพียงข้อเดียว คือให้รักษาใจ
พระภิกษุรูปนั้นจึงรับถือศีลข้อเดียวจนได้สำเร็จอริยบุคคล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ตอบคำถามที่ว่า ทราบว่าท่านรักษาศีลเพียงข้อเดียว มิได้รักษาทั้ง ๒๒๗ ข้อ เหมือนพระทั้งหลายที่รักษากันใช่ไหม.. ? หลวงปู่ฯ ตอบว่า “ใช่ อาตมารักษาเพียงอันเดียว คือใจ อาตมารักษาใจ ไม่ให้คิดพูดทำในทางผิด อันเป็นการล่วงเกินข้อห้ามที่ทรงบัญญัติไว้จะเป็น๒๒๗ ข้อ หรือมากกว่านั้นก็ตาม บรรดาที่เป็นข้อทรงบัญญัติห้าม อาตมาก็ใจเย็นว่าตนมิได้ทำผิดต่อพุทธบัญญัติ ส่วนท่านผู้ใดจะว่าอาตมารักษาศีล ๒๒๗หรือไม่นั้น สุดแต่ผู้นั้นจะคิด
จะพูดเอาตามความคิดของตน เฉพาะอาตมาได้รักษาใจอันเป็นประธานของกาย วาจา อย่างเข้มงวดกวดขันมาตลอด นับแต่เริ่มอุปสมบท ฯลฯ”
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ทุกอย่างใจถึงก่อน ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ..
#ใจดี_ทุกอย่างดีตามไปทั้งหมด
#ใจชั่ว_ทุกอย่างชั่วตามไปหมดเหมือนกัน
ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราเป็นผู้กำหนดในปัจจุบัน อดีต อนาคตไม่ต้องสนใจ เพราะอะไร..!!
เพราะอดีตและอนาคต ก็คือ ผลจากปัจจุบัน นั่นเอง..
"กลิ่นศีลหอมทวนลม หอมกลิ่นดอกไม้ที่ นับถือ หอมแต่ตามลมลือ กลับย้อนหอมแห่งกลิ่นกล่าวคือ ศีลสัตย์ นี้นา หอมสุดหอมสะท้อน ทั่วใกล้ไกลถึง"
ทำอย่างไรจึงจะรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิตได้..?
การรักษาศีล คือ การมีเจตนางดเว้นจากการทำความชั่ว ดังคำพุทธพจน์รับรองว่า...
เจตนาหัง ภิกขะเว สีลัง วะทามิ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลายเรากล่าวว่าเจตนาเป็น เครื่องงดเว้นนั่นแหละคือ "ศีล” การงดเว้นมีอยู่ ๓ ประการ คือ
#๑_สมาทานวิรัติ คือ การงดเว้นด้วยการสมาทาน เช่น สมาทานศีลกับพระ

#๒_สัมปัตตวิรัติ คือ การงดเว้นเมื่อมีเหตุบังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าแม้ไม่สมาทาน แต่เมื่อมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งที่จะผิดศีลและตั้งใจงดเว้นขึ้นในขณะนั้นถือว่าเป็นศีลเพราะตั้งใจงดเว้นเอาเอง

#๓_สมุจเฉทวิรัติ คือ การงดเว้นโดยเด็ดขาด นั่นคือศีลของพระอริยะบุคคลซึ่งเป็นโลกุตตระศีล เป็นศีลขั้นสูง เช่น พระโสดาบันรักษาสิกขาบท๕ หรือศีล ๕ นี้ได้ตลอดชีวิต เป็นศีลที่รักษาได้โดยอัตโนมัติคืองดเว้นโดยเด็ดขาด โดยไม่ต้องสมาทานและไม่ต้องตั้งเจตนา
ศีลนี้ หากใครรักษาดีแล้ว ย่อมอำนวยประโยชน์แก่ผู้นั้นมากมายเป็นประโยชน์ ในชาตินี้ คือ มีความเย็นใจไม่เดือดร้อนเพราะเป็นผู้มีศีล ประโยชน์ในชาติหน้าพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงสรุปผลของศีลไว้ ๓ ประการว่า...

#สีเลนะสุคะติง_ยันติ
บุคคลจะไปสู่สุคติได้ก็เพราะศีล

#สีเลนะโภคะ_สัมปะทา
บุคคลจะมีโภคะได้ก็เพราะศีล

#สีเลนะนิพพุติง_ยันติ
บุคคลจะบรรลุพระนิพพานได้ก็เพราะศีล
---------------------------------------------
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)







“..ความอดทนเป็นตะปะอันยิ่งใหญ่..”

“..เพราะเหตุที่นิสัยจิตใจของคนมันมีต่างกัน ท่านจึงสอนให้มีความอดทน แต่อยู่ด้วยกันแล้วจงหาความดีต่อกัน ไม่อิจฉาพยาบาทไม่จองล้างจองผลาญ ไม่โกรธเกลียดกัน ไม่มีทิฏฐิมานะ มีอะไรก็ควรที่จะปรึกษาหารือเข้าหากันได้ การมุ่งหน้าเข้าหากันได้เป็นการดีมาก

คนในโลกอันนี้มันมีร้อยแปดพันประการดูแต่คอมมูนิสต์กับรัฐบาล ก็เคยฆ่าฟันกันตาย ฆ่าพระเจ้าพระสงฆ์ ถึงขนาดนั้นเขาก็ยังหันหน้าเข้าหากันได้ สิ่งใดที่ควรจะปรึกษาหารือกันก็ทำ มันเป็นประโยชน์ คอมมูนิสต์ก็เหมือนกันนั่นแหละ สิ่งที่ดีเป็นคุณเป็นประโยชน์ คอมมูนิสต์เขาก็เห็นดีด้วย เขาก็ยังอ่อนน้อมยอมเข้าเป็นพลเมืองดี อันนี้เราเป็นพระเป็นสงฆ์แท้ๆก็ควรจะปรึกษาหารือกัน หวังดีด้วยเจตนาอันดี

แต่ว่าการปรึกษาหารือกันอย่าเอาทิฏฐิมานะไปพูดกัน หวังความสงบเยือกเย็น หวังความดีความงาม ตั้งจิตเมตตาปรารถนาหวังดีแล้วจึงเข้าหากัน จึงค่อยพูดกันได้ ผู้น้อยผู้ใหญ่ก็พูดกันได้ อย่าเป็นการเอาฐานะข่มขี่และเหยียดหยามกัน ผู้ใหญ่พูดกับผู้น้อยก็อย่าเป็นการเหยียดหยามดูถูก

คนต้องมีทิฏฐิด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ เรามาปฏิบัติมาละทิฏฐิ แต่ว่ามันไม่ละหรอก ทิฏฐิมันก็มีอยู่ทุกคนๆนั่นแหละ ล้วนแต่มากมาย การเอาทิฏฐิใส่กันแล้วมันไม่มีที่สิ้นสุด มันต้องละด้วยกัน ครั้นหากเรามีทิฏฐิแข็งกระด้าง คนอื่นเขาก็แข็งกระด้างเท่ากัน แข็งต่อแข็งใส่กันก็แตกหักน่ะซี ครั้นยอมลดยอมละทิฏฐิมานะคนหนึ่งเสีย ยอมด้านหนึ่งเสีย อีกด้านหนึ่งมันก็อาจจะลดละลงไปได้

จึงว่าศาสนานี้สอนเพื่อความปรองดองสามัคคีเป็นพื้น เรามาอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้า แล้วไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามันก็ใช้ไม่ได้

ท่านสอนให้มีความอดความทน
อยู่ด้วยกันแล้ว จงหาความดีต่อกัน
ไม่โกรธเกลียดกัน ไม่มีทิฏฐิมานะ
การมุ่งหน้าเข้าหากันได้ เป็นการดีมาก..”

เรื่องการละทิฏฐิมานะ
เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)






..เราได้ทำบุญทำทานการกุศลปัจจัยเงินทอง ปัจจัยที่บริจาคเอาไว้เรียกว่าปัจจัย ปัจจัยนี้ที่เราได้บริจาคไปแล้วก็เหมือนกับได้บริจาคทั้ง 4 อย่าง ซื้ออาหารการกินบริจาคก็ได้ ซื้อเครื่องนุ่งห่มบริจาคก็ได้ ซื้อที่อยู่พักพาอาศัยเครื่องอำนวยความสะดวกก็ได้ ซื้อหยูกซื้อยารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆก็ได้ เรียกว่าปัจจัยสี่อย่างนี้ ได้บริจาคปัจจัยเงินทองไปแล้ว ก็เหมือนได้บริจาคทานทั้ง 4 อย่าง ส่วนบุคคลที่ไม่ได้บริจาคก็ดี ก็ขอให้อนุโมทนาสาธุการในกองบุญกองกุศลของคนอื่นด้วย บุญก็สำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนาสาธุการ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..







การหัดภาวนาเบื้องต้น คือ หัดให้เข้าถึงจิตเป็นหนึ่ง หัดเบื้องต้นก็จริงแต่มันถึงที่สุดได้ คือ จิตที่สงบนิ่งเป็นหนึ่งมันก็ถึงที่สุดแล้ว การฝึกหัดจิต หัดมากหัดน้อยเท่าไรก็ตาม ต้องการให้จิตเข้าถึงที่สุดได้ คือ จิตเป็นหนึ่งเท่านั้น

การฝึกหัดจิตไม่นอกเหนือไปจากจิตเป็นหนึ่ง ส่วนอุบายปัญญาที่จะเกิดขึ้น มันเป็นของเฉพาะบุคคลแตกต่างกันไป แล้วแต่คนใดจะมีวาสนาอย่างไร ผู้ฉลาดเฉียบแหลมกว้างขวางก็เป็นตามนิสัยของตนๆ ผู้ไม่มีแววไม่มีนิสัยวาสนาเฉียบแหลม ก็เกิดเฉพาะในจิตของตน เท่านั้นก็พอแล้ว

ที่อธิบายมานั้นเป็นวิธีฝึกหัดจิต จิตกับใจมันไม่เหมือนกัน จิต คือ ผู้คิดนึกส่งส่ายตามสัญญาอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า จิต ใจ คือ ผู้นิ่งเฉย ไม่คิดไม่นึก แต่รู้ตัวอยู่ว่าตัวนิ่งเฉยอยู่

แต่ที่จริงแล้ว จิต กับ ใจ ก็อันเดียวกัน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จิต อันใด ใจ ก็อันนั้น ใจ อันใด จิต ก็อันนั้น แต่เหตุใดพระองค์จึงตรัสว่า จิต ว่า ใจ จิต คงหมายเอาความคิดนึกแส่ส่ายไปตามอายตนะนั้นๆ ใจ คงหมายเอาผู้นิ่งเฉยมีแต่รู้ตัวอยู่ ไม่คิดไม่นึก ตามอารมณ์ต่างๆ หรือเรียกว่า ธาตุรู้

ผู้จะฝึกหัดจิตต้องมีสติตามกำหนดจิตให้รู้ว่า จิตคิดดีคิดชั่ว หยาบและละเอียดอย่างไรอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากจิตคิดชั่วและเลวทราม ก็จงกำจัดมันเสีย ถ้าหากจิตมันคิดดีเป็นกุศลก็จงรักษามันไว้

ธรรมดา จิตของปุถุชนมันย่อมคิดแต่ในทางชั่ว เมื่อเรารักษาจิตไว้แต่ในทางดี สักหน่อยมันก็จะรวมลงเป็นหนึ่งนิ่งเฉยเป็นกลาง ไม่ส่งไปมาหน้าหลัง อดีตอนาคตไม่มี นั่นแหละคือตัว ใจ

การหัดสมาธิมีความประสงค์ให้เข้าใจเท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นแล้ว การฝึกหัดสมาธินี้ใครจะฝึกแบบไหนวิธีไหนก็ตามเถิด ถึงที่สุดของการฝึกหัดก็เข้าถึง ใจ เท่านั้น ไม่มีอะไรอีกแล้ว ถอนออกมาจาก ใจ แล้วก็จะมาคิดนึกปรุงแต่งตามเหตุผลต่างๆที่เรียกว่า ปัญญา ปัญญา นี้ถ้าถูกทางที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ

เมื่อพิจารณาในสิ่งนั้นๆจบแล้ว ก็เข้าถึง ใจ อีก คือ นิ่งเฉยๆอย่างนี้ตลอดไป ถ้าไม่ใช่ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ แล้ว พิจารณาอะไรก็เตลิดเปิดไปไม่มีที่สิ้นสุด ข้อสังเกตได้ง่ายๆ ปัญญาในทางพุทธศาสนาจะสิ้นสุดได้ ปัญญาในทางโลกหาที่สุดไม่ได้ นี่เรื่องหาสาระอันแท้จริง

: แก่นของการปฏิบัติ
: หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง







เวลามีชีวิตอยู่ก็ประมาท
ไม่สนใจกับอรรถกับธรรม มาวัดวาอาวาสไม่สนใจ
ตายแล้วค่อยมาขอส่วนบุญ ส่วนบุญมันก็ต้องส่วนบุญ อย่างนั้นละ
คนคับแคบ ตีบตัน คนตระหนี่ถี่เหนียว เขาทำทาน
ไม่อยากทำ แต่อยากได้ แน่ะมันก็เสียละซิ

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






“ทุกข์นอกใจ
ต้องปล่อย
ไปตามความจริง
ถ้ายอมรับ
ทุกข์ภายนอก
ทุกข์ภายใน
ก็จะไม่เกิด”

#คติธรรม
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 28 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร