วันเวลาปัจจุบัน 26 ม.ค. 2026, 06:30  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ม.ค. 2026, 05:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5471


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญาฟังธรรมเทศนาทุกเมื่อ ถึงจะอยู่คนเดียวก็ตาม คืออาศัยการกำหนดพิจารณาธรรม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นรูปธรรมที่มีปรากฏอยู่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็มีอยู่ ได้ยินอยู่ สัมผัสอยู่ ปรากฏอยู่ จิตใจเล่าก็มีอยู่ ความนึกคิด รู้สึกในอารมณ์ต่างๆ ทั้งดี และร้ายก็มีอยู่ ความเสื่อม ความเจริญ ทั้งภายนอก ภายใน ก็มีอยู่ ธรรมชาติอันมีอยู่โดยธรรมดา เขาแสดงความจริงคือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ให้ปรากฏอยู่ทุกเมื่อ เช่น ใบไม้มันเหลืองหล่นร่วงลงมา พินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา โดยอุบายมีอยู่เสมอแล้ว ชื่อว่า ได้ฟังธรรมทุกเมื่อแล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ. สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






จิต เหมือนเด็กชอบหนีเที่ยว

การทำสมาธิเป็นอุบายให้จิตได้มีการพักผ่อนอยู่ในความสงบ ตามปกติแล้วจิตไม่ชอบอยู่เป็นที่ ชอบคิดโน้น ชอบคิดนี้ เป็นเรื่องเล็กบ้าง เป็นเรื่องใหญ่บ้าง เป็นเรื่องชอบใจและไม่ชอบใจ

เป็นเรื่องความสุขใจและความทุกข์ใจและคิดไปในเรื่องที่ไม่มีสาระ เลื่อนลอย ไม่มีจุดหมายปลายทาง ทั้งตัวเองก็ไม่รู้ว่าจิตคิดไปในเรื่องไหนบ้าง และชอบคิดไปในเรื่องนอกตัว เหมือนกับลูกตาที่ดูอยู่แต่ภายนอก จิตถ้าไม่มีอุบายแล้วก็จะไม่อยู่กับที่

ฉะนั้น จึงหาคำบริกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นอุบายให้จิตได้อยู่ และมีสติสัมปชัญญะเป็นพี่เลี้ยงกำกับอยู่เสมอ ถ้าสติเผลอ จิตก็เล็ดลอดออกหนีไปเสีย กว่าสติจะรู้ทัน จิตได้ออกไปเล่นอยู่กับสิ่งภายนอกเสียแล้ว

จิตเหมือนกันกับเด็กที่กำลังชอบเล่นชอบเที่ยว
พ่อแม่ก็ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ดูแลในการพักผ่อนหลับนอน ดูแลในการศึกษา ดูแลทั้งอาหารการกิน ว่าสิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร
ฉะนั้น สติสัมปชัญญะจึงหาอุบายเพื่อจะให้จิตได้อยู่เป็นที่ มีสติควบคุมจิตให้อยู่ในคำบริกรรมนั้นไม่ให้เผลอ

: ตัดกระแส
: พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
: วัดป่าบ้านค้อ ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี






“..วิปัสสนานี้มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหารภาวนา
ย่อมทำให้ผู้เจริญนั้นมีสติไม่หลงเมื่อทำกาลกิริยา
มีสุคติภพคือมนุษย์และโลกสวรรค์เป็นไปในเบื้องหน้า
หากยังไม่บรรลุผลทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุมรรคผล
ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว
อนึ่ง ยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์
เพราะต้องตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์
คือ ศีล ๕ และกุศลธรรมบท ๑๐
จึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์
ชีวิตที่เป็นมานี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก
เพราะอันตรายชีวิตทั้งภายในภายนอกมีมากต่างๆ
การที่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ
คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก
เพราะกาลที่เปล่าว่างอยู่
ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกยืดยาวนานนัก
บางคาบบางสมัยจึงจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกสักครั้งสักคราวหนึ่ง
เหตุนั้นเราทั้งหลายพึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด
อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาเลย..”

กตฺตสีโลวาท
พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๐๒–๒๔๘๔)






ที่สำคัญคือตัวรู้
รู้ดีมันก็รู้ รู้ชั่วมันก็รู้
รู้สงบมันก็รู้ รู้ไม่สงบมันก็รู้
อันนี้คือตัวรู้
พระพุทธเจ้าให้ตามรู้ ตามดูจิตของเรา
...
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
อุปลมณี







#ความแก่ความเจ็บความตาย

“เก่งขนาดไหน มันก็สู้โรคภัยไข้เจ็บไม่ได้
ใครก็ช่าง แข็งแรงขนาดไหน
มีเรี่ยวแรงกำลังวังชาขนาดไหน
มียศถาบรรดาศักดิ์สูงขนาดไหน
มีทรัพย์มากมายก่ายกองขนาดไหน
จะเอาของที่มีๆ อยู่มากๆ นั้น
ไปยับยั้งความแก่ ไปยับยั้งความเจ็บ
ไปยับยั้งความตาย ไม่สามารถเอาไปยับยั้งได้
เกิด เกิดขึ้นมา นับตั้งแต่เกิดขึ้นมา
ความแก่ก็เริ่ม เริ่มแก่ ความเจ็บก็เริ่มเจ็บ ความตายก็เริ่ม
จึงว่าไม่มีใครสักรายที่สามารถที่จะ
พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตายไปได้
คำว่าใครๆ ในที่นี้ หมายถึงร่างกายที่เกิดขึ้น
ร่างกายที่เกิดขึ้น ก็(คือดิน) คือน้ำ คือลม คือไฟ มารวมกัน
รวมกันเหมือนกับฟองน้ำ
ฟองน้ำรวมกันแล้วก็กลายเป็นฟองน้ำ สลายเป็นฟองน้ำ
ดินน้ำลมไฟมารวมกัน
แล้วก็สลายเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ
นี่ก็ถือว่าเป็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย”

พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร
(หลวงปู่แบน ธนากโร)









“..ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ กายก็เป็นเหตุอันหนึ่ง วาจาก็เป็นเหตุอันหนึ่ง ใจก็เป็นเหตุ อันหนึ่ง กายทุจริตเป็นเหตุแห่งบาปอย่างหนึ่ง วจีทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบาปอย่างหนึ่ง มโนทุจริตก็เป็น เหตุแห่งบาปอย่างหนึ่ง การละกายทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบุญอย่างหนึ่ง การละวจีทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบุญอย่างหนึ่ง การละมโนทุจริต ก็เป็นเหตุแห่งบุญอย่างหนึ่ง ทางของบุญของบาปเหล่านี้มีอยู่ในตัวของเรานี้เอง ไม่ได้อยู่ที่ไหน เราก็ทำเอา สร้างสมเอา อย่ามัวเมาเป็นอดีตเป็นอนาคต อดีตก็เป็นธรรมเมา อนาคตก็เป็นธรรมเมา มีแต่ปัจจุบัน เท่านั้นที่เป็นธรรมา สิ่งใดที่มันล่วงมาแล้ว เลยมาแล้ว เราไม่สามารถจะไปตัดไปแปลงมันได้อีกแล้ว สิ่งที่เราทำไปนั้น ถ้ามันดี มันก็ดีไปแล้ว ผ่านไปแล้ว พ้นไปแล้ว ถ้ามันชั่ว มันก็ชั่วไปแล้ว พ้นไปแล้วเช่นกัน อนาคตก็ยังไม่มาถึง สิ่งที่ยังไม่มาถึง เราก็ยังไม่รู้ ไม่เห็นว่า มันจะเป็นอย่างไร อย่างมากก็ เป็นแต่เพียงการเดา การคาดคะเนเอาว่า ควรเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เรา คาดคะเนก็ได้ ปัจจุบันคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง เราได้เห็นจริงได้สัมผัสจริง เพราะฉะนั้น ความดีต้องทำในปัจจุบัน..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)









“..ถ้าเรามีสติ ความระลึกได้ มีสัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ทุกอิริยาบถ การยืน เดิน นั่ง นอน ผู้รู้ทั้งหลายก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นมา ให้รู้ ให้เห็นธรรมะตามเป็นจริงทุกกาลเวลา พระพุทธเจ้าของเรานั้นท่านยังไม่ตาย แต่คนมักเข้าใจว่าท่านตายไปแล้ว นิพพานไปแล้ว ความเป็นจริงแล้ว พระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นท่านไม่นิพพาน ท่านไม่ตายท่านยังอยู่ ท่านยังช่วยมนุษย์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ทุกเวลา พระพุทธเจ้านั้นก็คือธรรมะนั่นเอง ใครทำดีต้องได้ดีอยู่วันหนึ่ง ใครทำชั่วมันก็ได้ชั่ว นี่เรียกว่าพระธรรมพระธรรมนั้นแหละเรียกว่า พระพุทธเจ้า และก็ธรรมะนี่แหละที่ทำให้พระพุทธเจ้าของเรา เป็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรม และพระธรรมก็คือพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นเป็นธรรมะที่มีอยู่ประจำโลก ไม่สูญหาย เหมือนกับน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดิน ผู้ขุดบ่อลงไปให้ถึงน้ำก็จะเห็นน้ำไม่ใช่ว่าผู้นั้นไปแต่งไปทำให้น้ำมีขึ้น บุรุษนั้นลงกำลังขุดบ่อเท่านั้น ให้ลึกลงไปให้ถึงน้ำ น้ำก็มีอยู่แล้ว อันนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน ท่านไม่ได้ไปแต่งธรรมะ ท่านไม่ได้บัญญัติธรรมะ บัญญัติก็บัญญัติสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว ธรรมะคือความจริงที่มีอยู่แล้ว ท่านพิจารณาเห็นธรรมะ ท่านเข้าไปรู้ธรรม คือรู้ความจริงอันนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้าของเราท่านตรัสรู้ธรรม และการตรัสรู้ธรรมนี่เองจึงทำให้ท่านได้รับพระนามว่า พระพุทธเจ้า..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






ก่อนที่จะให้ศีลแก่บรรดาพี่น้องชาวพุทธเราทั้งหลาย หลวงตาขอเตือนและให้เป็นหลักใจในกาลต่อไปด้วย ประเทศไทยเราเวลานี้ ส่วนมากถือพุทธศาสนาเพียงสักแต่ประเพณี เช่นรับศีลไปอย่างนี้ก็รับจริง มยํ ภนฺเต ฯ ไปงานไหนก็มีแต่ มยํ ภนฺเต มยํ ภนฺเต แต่เวลารับไปแล้วเอาศีลนั่นไปเผาแหลกหมดเลย กลายเป็นสูญไปหมด ไม่ค่อยมีศีลติดเนื้อติดตัว มีแต่ลมปาก

ผู้ให้ก็ นโม ตสฺส ให้ แล้วผู้รับศีลก็เหมือนกัน ปาณาติปาตา เวฯ ไม่ทราบว่า ปาณาฯ นั้นเป็นอย่างไร อทินนาฯ เป็นอย่างไร ไม่เคยรักษาไม่เคยสนใจ กาเมสุ มิจฉาจาร เวลานี้กำลังตีตลาดเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่เคยเห็นใครมีความสนใจแต่อย่างใดที่จะรักษาเพื่อความสงบร่มเย็นแก่ตนและครอบครัว มุสาฯ การโกหกพกลมนี้ไม่มีใครเกินชาวพุทธเรา สุราฯ ก็เหมือนกัน เป็นบ้าสุรากันทั้งประเทศ ไม่มีใครเป็นผู้ที่จะมีสมบัติผู้ดี เห็นตัวของตัวมีคุณค่ายิ่งกว่าสุรา สุราเลยมีคุณค่ายิ่งกว่าคนทั้งคน เลยกลายเป็นบ้าสุราไปทั้งบ้านทั้งเมือง

เพราะฉะนั้นเวลาอาราธนารับศีลหลวงตาจึงไม่อยากจะให้ศีลให้เอาเจตนาวิรัติตามความถนัดใจ โดยความเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ คือเป็นผู้สะดุ้งกลัวต่อบาป แล้วเจตนาวิรัติภายในใจ ดีกว่าที่จะมา มยํ ภนฺเต มยํ ภนฺเต รับไปแล้วไม่รักษา เอาศีลไปเผาไฟให้กลายเป็นสูญไปหมดนี้มากมายประเพณีของชาวไทยเรา เลยกลายเป็นศาสนากระดาษเศษไป ไม่เกิดผลเกิดประโยชน์อะไร เวลานี้ศาสนากำลังเป็นกระดาษ อยู่ในตู้ในหีบล็อกกุญแจเอาไว้ มีแต่กิเลสออกตีตลาดลาดเลแหลกเหลวไปหมดไปที่ไหนเห็นแต่กิเลสออกหน้าออกตารุมล้อมอยู่ไปหมด ไม่มองเห็นคนทั้งคนเลย ทั้งๆที่เราเป็นชาวพุทธแต่เรื่องพิธีนั้นเต็มบ้านเต็มเมืองเอะอะก็พิธี มยํ ภนฺเต มยํ ภนฺเต ว่ากันไปหาประโยชน์อะไรก็ไม่รู้ไม่สนใจที่จะต้องปฏิบัติ

วันนี้หลวงตาจึงขออภัยจากพี่น้องทั้งหลายด้วย ในฐานะท่านทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ตถาคต เป็นพุทธบริษัทคือชาวพุทธผู้แสดงเองก็เป็นพุทธบริษัท ภิกษุบริษัทให้พากันทราบบ้าง ไม่กระตุกบ้างไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าศาสนานี่เพียงเป็นพิธีแต่เรื่องกิเลสตัณหานั้นเป็นทองคำทั้งแท่งๆ ทั้งๆที่เป็นขี้หมูราขี้หมาแห้งพากันขยี้ขยำอยู่ตลอดเวลา

ความโลภก็ขยี้ตลอดเวลาได้เท่าไรไม่มีเมืองพอได้จนตายไม่มีเมืองพอความโลภนี้แลเคยทำลายคนให้ได้รับความเดือดร้อนวุ่นวาย สมบัติที่ได้มาจากความโลภมากน้อยได้มาจากความอยากมากน้อยนั้นไม่ได้เป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ที่หัวใจของคนที่โลภหิวโหยอยากได้นั้นอยากได้นี้ไม่มีเมืองพอนั้นแล ที่เป็นทุกข์จริงๆ นี่ละความโลภ ความหิวโหย ความกินไม่อิ่มไม่พอ ความหิว มีมากเท่าไร ก็สร้างความทุกข์ให้เจ้าของมากเท่านั้น ให้ดีดให้ดิ้น วิ่งเต้นขวนขวาย หาในทางที่ถูกก็ยังดี แต่หาในทางที่ผิดนี้ยิ่งเป็นยาพิษมาเผาไฟแก่ตนเอง นี้มากต่อมากที่สุด นี่เรื่องของกิเลสตีตลาดตีอย่างนี้

ราคะตัณหาก็เหมือนกัน เวลานี้บ้านเมืองของเรามีแต่ราคะตัณหาออกหน้าออกตา ต่างคนต่างชูหน้าชูตาราคะตัณหา ศีลธรรมไม่สนใจ เฉพาะอย่างยิ่งกาเมสุ มิจฉาจาร นี้ตัวสำคัญมาก ตัวทำลายครอบครัวเหย้าเรือนให้หาความเป็นสุขไม่ได้ ผู้ชายคนหนึ่งมีเมียแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งมีผัวแล้ว แต่ไม่พอ นั่นละความไม่พอ ความหิวโหยนั้นแล มันสร้างขวากสร้างหนาม สร้างฟืนสร้างไฟเผาไหม้ตัวเองและครอบครัว ให้แตกกระจัดกระจาย ไว้ใจกันไม่ได้

นอนแนบกันอยู่ทั้งคืนพอเผลอตัวเท่านั้นเป็นลิงเป็นค่างเป็นโจรมหาโจรไปแล้วหาผู้หญิงกาฝากเข้ามากัดตับกัดปอดภรรยาแล้วภรรยาก็หาผู้ชายกาฝากเข้ามากัดตับกัดปอดสามี สุดท้ายก็ต่างคนต่างเอาฟืนเอาไฟเผากัน เข้าบ้านหากันมีแต่เรื่องฟืนเรื่องไฟ ทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดเวลา เรายังไม่เห็นโทษของมันถึงเรื่องกาเมสุ มิจฉาจาร ราคะตัณหานี้เป็นตัวรุนแรงมาก เวลานี้กำลังส่งเสริมกันอย่างออกหน้าออกตา จนหาหิริโอตตัปปะไม่ได้ ท่านผู้มีศีลมีธรรมดูแล้วขยะแขยงสลดสังเวช แต่เรานั้นเพลินเป็นบ้ากันทั้งโลกทั้งสงสาร เป็นยังไงเมืองไทยชาวพุทธเราไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวบ้างเหรอ

ศาสนาของพระพุทธเจ้ากระเทือนโลกมา ๒๕๐๐ ปีนี้ เป็นศาสนาตุ๊กตาเหรอ พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าตุ๊กตาเหรอ พระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมตุ๊กตาเหรอ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าทั้งสามพระรัตนตรัยนี้ เป็นสิ่งวิเศษเลิศเลอที่สุด ไม่มีอะไรเกินแล้วในโลกทั้งสามนี้ จึงได้ยกเทิดทูนขึ้นมา บรรดาพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ เทิดทูนธรรมนี้ทั้งนั้น เพราะท่านเป็นผู้ทรงธรรม เป็นผู้เห็นธรรม เป็นผู้รู้ธรรม เป็นผู้ละกิเลสกองทุกข์ทั้งหลาย จากกิเลสทั้งหลายนี้ด้วยธรรม ท่านตรัสรู้ธรรมท่านนำธรรมที่วิเศษวิโสซึ่งท่านครองอยู่นั้น มาประกาศธรรมสอนโลกอันเป็นธรรมเลิศเลอมาสอนโลก

ต้องขออภัยด้วยนะเวลาพูดนี้หลงหน้าหลงหลัง ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว พูดแล้วจับหน้า ใส่หลังจับหลังใส่หน้าเวลานี้ธาตุขันธ์ไม่อำนวยแล้วมีแต่ใจเท่านั้นความจำก็เป็นเครื่องมือ ความคิดความปรุงก็เป็นเครื่องมือเวลานี้เครื่องมือรู้สึกว่าสึกหรอไปมากแล้ว วันนี้พูดก็สุ่มสี่สุ่มห้า จึงขออภัยจากบรรดาพี่น้องทั้งหลายขอให้ฟังเอาตามเนื้ออรรถเนื้อธรรม ตามหลักความจริง ศาสนาจะแสดงตั้งแต่ความจริงล้วนๆ ไม่แสดงโกหกพกลม ปลิ้นปล้อนหลอกลวงเหมือนกิเลส ซึ่งมันต้มโลกอยู่เวลานี้ ให้เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันไปหมดเห็นหน้ากันทำประจบประแจงประดับร้านสวยงามทุกอย่าง คำพูดก็สวยงาม กิริยาท่าทางทุกอย่างสวยงาม แต่หัวใจเป็นไฟไว้ใจกันไม่ได้ นี่คือกิเลสมันเคยเผาโลกเผาสงสาร

ตะกี้นี้ได้พูดถึงเรื่องราคะตัณหา มันกำลังรุนแรงนะเวลานี้มันแสดงออกมาอย่างไม่มีหิริโอตตัปปะ จนกลายเป็นคนหน้าด้านไปแล้ว ชาวพุทธเรากลายเป็นชาวพุทธหน้าด้าน กลายเป็นชาวผีไปโดยไม่รู้สึกตัว เห็นเขาทำอะไรๆก็ตื่นฮือกับเขาฮือกับเขาอะไรก็ฮือกับเขา หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้เลยนี่เพราะใจไม่มีหลัก ใจไม่มีธรรม ธรรมเป็นเครื่องชำระจิตใจ ธรรมเป็นหลักเป็นเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติให้มีหลักมีเกณฑ์ต้องมีธรรม

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “ธรรมเลิศ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย กทม.










“..ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญาฟังธรรมเทศนาทุกเมื่อ ถึงจะอยู่คนเดียวก็ตาม คืออาศัยการกำหนดพิจารณาธรรม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นรูปธรรมที่มีปรากฏอยู่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็มีอยู่ ได้ยินอยู่ สัมผัสอยู่ ปรากฏอยู่ จิตใจเล่าก็มีอยู่ ความนึกคิด รู้สึกในอารมณ์ต่างๆ ทั้งดี และร้ายก็มีอยู่ ความเสื่อม ความเจริญ ทั้งภายนอก ภายใน ก็มีอยู่ ธรรมชาติอันมีอยู่โดยธรรมดา เขาแสดงความจริงคือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ให้ปรากฏอยู่ทุกเมื่อ เช่น ใบไม้มันเหลืองหล่นร่วงลงมา พินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา โดยอุบายมีอยู่เสมอแล้ว ชื่อว่า ได้ฟังธรรมทุกเมื่อแล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ. สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"... เรามีบารมีอยู่แล้ว ถ้าคนที่ไม่มีบารมีเก่า เขาจะไม่อยากเข้าวัด เขาไม่อยากปฏิบัติ เขาไม่อยากสนใจ อันนั้นเป็นเรื่องของคนที่ยังไม่เคย คนที่สนใจเหมือนกับพวก เรานี้ก็เรียกว่า เป็นคนที่เคยปฏิบัติมาบ้างแล้ว ..."

หลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก จ.เชียงใหม่








“..ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ กายก็เป็นเหตุอันหนึ่ง วาจาก็เป็นเหตุอันหนึ่ง ใจก็เป็นเหตุ อันหนึ่ง กายทุจริตเป็นเหตุแห่งบาปอย่างหนึ่ง วจีทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบาปอย่างหนึ่ง มโนทุจริตก็เป็น เหตุแห่งบาปอย่างหนึ่ง การละกายทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบุญอย่างหนึ่ง การละวจีทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบุญอย่างหนึ่ง การละมโนทุจริต ก็เป็นเหตุแห่งบุญอย่างหนึ่ง ทางของบุญของบาปเหล่านี้มีอยู่ในตัวของเรานี้เอง ไม่ได้อยู่ที่ไหน เราก็ทำเอา สร้างสมเอา อย่ามัวเมาเป็นอดีตเป็นอนาคต อดีตก็เป็นธรรมเมา อนาคตก็เป็นธรรมเมา มีแต่ปัจจุบัน เท่านั้นที่เป็นธรรมา สิ่งใดที่มันล่วงมาแล้ว เลยมาแล้ว เราไม่สามารถจะไปตัดไปแปลงมันได้อีกแล้ว สิ่งที่เราทำไปนั้น ถ้ามันดี มันก็ดีไปแล้ว ผ่านไปแล้ว พ้นไปแล้ว ถ้ามันชั่ว มันก็ชั่วไปแล้ว พ้นไปแล้วเช่นกัน อนาคตก็ยังไม่มาถึง สิ่งที่ยังไม่มาถึง เราก็ยังไม่รู้ ไม่เห็นว่า มันจะเป็นอย่างไร อย่างมากก็ เป็นแต่เพียงการเดา การคาดคะเนเอาว่า ควรเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เรา คาดคะเนก็ได้ ปัจจุบันคือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง เราได้เห็นจริงได้สัมผัสจริง เพราะฉะนั้น ความดีต้องทำในปัจจุบัน..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)






#โยม :: แต่รู้สึกว่าตอนช่วงรักษาศีลนี่ หนูจะฝึก
สมาธิได้ดีกว่าตอนที่ไม่ได้รักษาศีล สงบเร็วกว่า

#หลวงปู่เหรียญ :: ก็ผู้ไม่มีศีลนั้นมันทำบาป เมื่อทำ
บาปแล้วเวลาจะน้อมจิตลงสู่ความสงบ บาปมันก็มา
ดันไว้นั้นแหละ บาปนี่มันเป็นข้าศึกของความสงบ
ดังนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา สามประการนี้ พระพุทธองค์
จึงได้ทรงแสดงไว้ว่า เป็นธรรมที่ต่างก็สนับสนุน
ซึ่งกันและกันเสมอ

ศีลก็สนับสนุนให้เกิดสมาธิ สมาธิก็สนับสนุนให้
เกิดปัญญา แล้วปัญญามาสอนจิตอีกทีหนึ่ง บัดนี้
เมื่อปัญญาสอนจิตได้แล้วก็วิมุตติคือจิตหลุดพ้น
จิตนั้นจะหลุดพ้นได้ด้วยอำนาจแห่งปัญญา แต่ว่า
ปัญญานี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยศีล อาศัยสมาธิ

#ที่มา หนังสือ พระไตรสรณคมน์ สมาธิวิธี
พระสุธรรมคณาจารย์ ( หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ )
...............................................................


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 26 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร