วันเวลาปัจจุบัน 22 ม.ค. 2026, 09:03  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ม.ค. 2026, 11:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5467


 ข้อมูลส่วนตัว


เคล็ดปฏิบัติสมาธิ
โดย หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย

นั่งสมาธิพึงพากันตั้งสติให้แน่วแน่อยู่ภายใน พยายามควบคุมจิตอย่าให้มันหลงคิดนึกไปในอารมณ์ที่มันเคยคิด เคยนึก เคยเกาะ เคยข้องมาแต่ก่อน ให้กำหนดลงเอาปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งเลยทีเดียว ชีวิตนี้จะอยู่เฉพาะลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ที่ปัจจุบันๆ นี้เท่านั้น ให้กำหนดจำกัดลงเลย เพราะว่าที่ล่วงมาแล้ว มันก็ล่วงมาแล้วนะชีวิต แล้วอนาคตก็ยังไม่ได้ไปถึง มันก็ยังไปไม่ถึง ไม่ต้องไปคำนึงหามัน การงานอะไรที่ทำล่วงมาแล้ว ผิดหรือถูกมันก็ได้ล่วงมาแล้ว ไม่ต้องไปคำนึงหามัน

เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของจิตใจ ขอให้เตือนตนอย่างนี้ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของจิตใจในขณะนี้ เบื้องต้นนี้ก็อยากคิด อยากรู้นั้น รู้นี้ เห็นนั่น เห็นนี้ ก่อนคือพยายามตั้งสติ กำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก อธิษฐานจิตถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของตนแล้ว ก็พยายามประกอบจิตนี้ให้หยุดคิด หยุดนึก ให้กำหนดรู้เฉพาะแต่ลมหายใจเข้า หายใจออกเท่านี้ก่อน เพราะเวลานี้ให้เข้าใจว่าเราพักผ่อนจิตใจ

คำว่าพักผ่อน คือหยุดคิด หยุดนึกในการงานต่างๆ เลย วางจิตลงให้สบาย สบาย ไม่ต้องกังวลข้างหน้า ข้างหลังอะไรเลย กำหนดรู้อยู่แต่ปัจจุบันนี้เท่านั้น เอาปัจจุบันนี้เป็นหลักเลย ชีวิตนี้ก็ให้กำหนดว่ามีอยู่แค่ปัจจุบันๆ นี้ เท่านั้นแหละ

ในเบื้องต้นเราก็รู้ไม่ได้ว่าจะไปถึงไหน เบื้องหลังมันก็ล่วงมาแล้ว ดังนั้น เราต้องกำหนดรู้เฉพาะปัจจุบันเท่านั้นเอง คือการทำสมาธินี่ สำคัญอยู่ที่สตินั้นแหละ ขอให้ได้พากันจำเอาไว้ให้ดี สติแปลว่าความระลึกได้ คือระลึกเข้าไปในจิตเลยทีเดียว ระลึกให้หยั่งเข้าไปให้มันถึงจิต อย่าให้มันระลึกเฉไปทางอื่น จิตนี้ที่มันตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ก็เพราะมันขาดสติ สติไม่ได้เข้าไปควบคุมอยู่ใกล้ชิด สตินั้น จะระลึกออกไปทางอื่นห่างออกไปจากจิต เมื่อจิตนี้ปราศจากสติแล้วมันก็ว้าเหว่ เร่ร่อนหาอารมณ์อย่างอื่น คิดส่ายไปตามความชอบใจ มันเป็นอย่างนั้น แต่จิตนี้น่ะ ถ้าสติเป็นเครื่องสอนอยู่แล้ว ไม่ไปไหนเลย ไม่ไปไหนแล้ว ที่มันอยากคิดอะไรมาแต่ก่อนนั้น สติห้ามไว้ทันแล้วก็หยุด

ขอให้สติมันเข้มแข็งเสียอย่างเดียว หายใจเข้าก็กำหนดรู้ หายใจออกก็กำหนดรู้อยู่ในปัจจุบันนั้นเลยอย่างนั้น ไม่ได้รู้สิ่งอื่นๆ ใดทั้งหมด ถ้าหากใครสามารถที่จะเพ่งเข้าไปภายในให้เกิดแสงสว่างเหมือนอย่างเราฉายไฟเข้าไปในถ้ำมืดๆ อย่างนี้ แสงไฟฉายนั้นมันจะเป็นลำ สว่างเข้าไปภายในจะมีอะไรอยู่ในนั้นก็มองเห็นได้เลย อันนี้ก็เหมือนกันแหละ ถ้าเราสามารถที่จะกำหนดตั้งสติแล้วเพ่งตามลมหายใจเข้าออก เข้าไปภายในให้มันสว่างเข้าไปถึงจิตใจ และก็มองเห็นอัตภาพร่างกาย อวัยวะน้อยใหญ่ภายในร่างกายได้ยิ่งดีเลย ถ้าทำได้อย่างนี้ ตามลมหายใจเข้าออกไปภายในให้มันสว่างเข้าไปถึงจิตใจและก็มองเห็น

ถ้าหากว่าไม่สามารถจะทำได้อย่างนี้ ก็ตั้งสติเพ่งเข้าไปหาความรู้อย่างเดียวเท่านั้น รู้อยู่ตรงไหน สติก็ให้หยั่งเข้าไปถึงนั่น ก็ใช้ได้เหมือนกัน เมื่อจิตมันสงบ มันคลายจากอารมณ์ต่างๆ ออกไปแล้ว มันปลอดโปร่ง ถึงแม้ว่าจะไม่สว่างไสวเต็มที่ แต่มันก็มีเงาแห่งความสว่างปรากฏอยู่ในจิตนั้นเองแหละ จิตไม่เศร้าหมอง หมายความว่าอย่างนั้นแหละเบิกบาน ถ้าหากมันคลายอารมณ์ต่างๆ ออกไปแล้วนะ ลักษณะอาการของจิตนี้จะเบิกบานผ่องแผ้ว ไม่มีกังวลใดๆ อิ่มอยู่ภายใน ไม่ปรารถนาอยากจะคิดไปไหนมาไหนแล้ว ทีนี้ถ้าจิตมันคลายอารมณ์เก่าออกไปได้ ก็ต้องอาศัยสตินั่นแหละเข้าไปควบคุมจิตไม่ให้คิดไปในอารมณ์ต่างๆ

อันเมื่อจิตนี้ไม่มีโอกาสจะได้คิดไปในอารมณ์ต่างๆ แล้วมันก็คลายทิ้งไปหมด อารมณ์ที่เราเก็บเอาไว้มันเป็นอย่างนั้นเพราะว่ามันไม่มีที่ต่อ มันก็คลายออกไปเท่านั้นเอง ดังนั้นอย่าไปเข้าใจวิธีอื่นเลย พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออกนี่ เพ่งกำหนดรู้แต่ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ มันจะค่อยเบาไปๆ หมดไปโดยลำดับ เพราะว่าจิตเราไม่ส่งเสริมมันแล้วนี่ จิตเรามาจ้องอยู่เฉพาะแต่ลมนี้ จิตนี้ไม่ส่งเสริมความคิดเสียแล้ว ทีนี้จะคิดดีคิดชั่วอย่างไรไม่เอา ในขณะนี้ปล่อยทิ้งไม่ใช่เวลาคิด เวลานี้ เวลาสงบ เวลาเพ่ง เวลากำหนดรู้ ไม่ใช่เวลาคิด ให้มีสติเตือนจิตอย่างนี้เสมอไป

จิตนี้เมื่อถูกสติเตือนเข้าบ่อยๆ มันก็รู้ตัว รู้ตัวแล้วมันก็คลาย มันก็ปล่อยวางอารมณ์ ไม่ส่งเสริม ไม่คิดไม่ปรุงไปอีก มันสำคัญ เรื่องสมาธินี่สำคัญมากทีเดียว เรื่องปัญหานั้นมันเกิดจากสมาธิ ดังนั้นเมื่อเราไม่สามารถจะทำสมาธิให้บังเกิดได้ ปัญญามันก็เกิดไม่ได้ ปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาที่เกิดจากสมาธิ ปัญญาที่เกิดจากสมาธินี้เป็นปัญญาที่รู้แจ้งในธาตุสี่ ขันธ์ห้า ในนาม ในรูป ไม่ปรารถนารู้อย่างอื่น

ในการปฏิบัติสมาธิแรกๆ อย่าไปสงสัยคลางแคลงใจว่า เอ๊ะ !! ทำไมเราจึงปฏิบัติไปไม่ได้ ทำไมใจจึงไม่สงบ ? กำหนดลมหายใจก็กำหนดแล้ว มันก็ยังไม่สงบอย่างนี้ อย่าไปสงสัย ให้นึกว่าเราทำยังไม่พอก็แล้วกันแหละ เราทำยังไม่มากพอ คือว่าเรายังกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออกนี้ ยังไม่พอ เราจะต้องทำอีก

หนังสือเคล็ดปฏิบัติสมาธิ “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ”





อตุโลวาท / หลวงปู่ฝากไว้
ความเป็นพระนั้นยิ่งจนยิ่งมีความสุข
...
“ภิกษุเรา ถ้าปลูกความยินดีในเพศภาวะ
ของตนแล้ว ก็จะมีแต่ความสุข เยือกเย็น
ถ้าตัวเองอยู่ในเพศภิกขุ แต่กลับไปยินดี
ในเพศอื่น ภาวะอื่น ความทุกข์ก็จะทับถม
อยู่ร่ำไป หยุดกระหาย หยุดแสวงหาได้
นั่นคือภิกษุภาวะโดยแท้ ความเป็นพระนั้น
ยิ่งจนยิ่งมีความสุข”
...
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล







"คนพาลหรือคนที่ทำตัวไม่ดีท่านเปรียบเทียบว่าเหมือน เท้าสุนัข เหยียบพื้นกระดานก็ได้ยินเสียง เหยียบพื้นดินก็เห็นรอย เป็นคนหนัก เหมือนคนที่หกล้มก้นกระแทกลงดิน ก็จะเห็นเป็นรอยก้นจมอยู่ในพื้นดิน ไปที่ใดไม่มีคนสรรเสริญ มีแต่คนติฉินนินทา ทำให้แตกสามัคคีในหมู่คณะและเพื่อนฝูง"

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร





การสร้างคุณงามความดี การสร้างบุญสร้างกุศล เราอย่าไปคิดพึ่งพาอาศัยคนอื่น ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เรามีกำลังวังชาอยู่ เรามีสติมีปัญญาสมบูรณ์อยู่ ร่างกายของเราพอเป็นไปได้อยู่ ไม่ทุพพลภาพ เราก็ควรจะรีบสร้างบุญสร้างกุศล ใส่กาย วาจา ใจของตนเอง อย่าไปคอยให้คนอื่นทำให้

ถ้าไปคอยให้คนอื่นทำ เหมือนกับเราสั่งไว้ว่า เวลาข้าตายไปแล้วให้สูเจ้าทำบุญอย่างนี้ ๆ นะ เผลอๆ บางคนเขาล้มวัวล้มควายเลี้ยงฉลองมาทำบุญใหญ่ ตามที่จริงทำบาปใหญ่ เวลาคนตายมาฆ่าสัตว์เลี้ยงกันด้วย ทางบ้านหลวงพ่อเคยมีสมัยก่อน พอหลวงปู่หล้าไป หลวงปู่หล้าก็ว่าอย่าทำนะลูกหลานนะ ทำอย่างนี้ไม่ดี มีอะไรก็กินอยู่ไปตามอัตภาพนั้นพอแล้ว บางคนก็ฟังบ้าง แต่บางคนก็ไม่ฟังเหมือนกันนะ

นี่ล่ะ อันนี้เราอย่าไปหาคิด ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราอย่าไปพึ่งพาอาศัยให้ลูกหลานเขาทำ เผลอๆ เขาทำบาปทำกรรมเสริมเข้าไปหาเราอีกต่างหาก เพราะฉะนั้น เราบอกไว้เลยว่า เมื่อข้าตายแล้วสูเจ้าไม่ต้องทำอะไรนะ ข้าทำเอาเพียงพอแล้ว ข้ารักษาศีล ข้าไหว้พระ ข้าสวดมนต์ เราจะทำทานอะไรเราก็ทำพอแล้วสำหรับอัตภาพนี้ สูเจ้าไม่ต้องคิดทำอีกต่อไปหรอก บอกเขาอย่างนั้น ส่วนเขาจะทำหรือไม่ทำก็เป็นหน้าที่ของเขา

เหมือนกับหลวงตามหาบัว เมื่อเราตายไปไม่ต้องทำบุญอุทิศให้เรานะ มาติกาก็ไม่ต้องมาติกา เพราะว่าเรามาติกาเอาเองแล้ว สูเจ้ามาติกาให้เรา ให้ดูกะลาหัวสูเจ้าก็แล้วกัน ท่านพูดลักษณะอย่างนั้นล่ะ คล้าย ๆ ว่าตัวเองมอมแมมไปด้วยกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ โลภ โกรธ หลงในจิตใจ จะมามาติกาให้เรา เราเพียงพอแล้วเราพร้อมแล้ว ไม่ต้องทำบุญให้เรานะ ท่านพูดอย่างนั้นอีกนะ

เพราะฉะนั้นพวกเราทุก ๆ ท่านถึงจะไม่ทำถึงกับหลวงตาก็เถอะ ให้เราทำเอาให้พร้อมพอสมควร อันไหนที่จะเป็นคุณงามความดีเราก็เก็บหอมรอมริบไปเรื่อย ๆ เรามองดูแล้ว ชีวิตของเรามันมีจุดจบสักวันหนึ่งข้างหน้าแน่นอน ไม่ต้องสงสัย ต้องตายแน่ ๆ ชีวิตนี้ไม่เป็นอย่างอื่น ตายแล้วเราจะไปไหน ถ้าหากว่าผู้ใดสร้างคุณงามความดี เราก็เชื่อในพระพุทธเจ้า เชื่อในพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้กล่าวได้ตรัสเอาไว้ ใครทำคุณงามความดี คุณงามความดีก็จะตามสนอง ถ้าใครทำกรรมชั่ว กรรมชั่วก็จะตามสนองคนที่ทำกรรมชั่วนั้น อันนี้ก็คือท่านกล่าวเอาไว้

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ภาวนาเตรียมพร้อมตาย”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๘





วันนี้เป็นวันครูเป็นวันสำคัญยิ่ง พวกเราได้รับการศึกษาอันดับแรกจากพ่อแม่ พ่อแม่เป็นครูคนแรกของบุตรธิดาซึ่งเรียกว่าบุพพาจารย์ ต่อมาก็เป็นครูอาจารย์ที่สอนในระดับประถมมัธยม ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ปริญญาตรี โท เอก ตามลำดับ นี่คือวิชาทางโลก วิชาทางโลกเรียนไม่มีที่สิ้นสุด จะเรียนมากขนาดไหนก็ไม่สิ้นสุด เพราะว่าวิชาทางโลกกว้างขวางกว้างไกล

ครูหรือ ครุ แปลว่าหนัก เป็นผู้มีจิตใจหนักแน่น จิตใจโอบอ้อมอารี จิตใจมองไกล ช่วยเหลือชุมชนประเทศชาติ ครูบาอาจารย์เป็นผู้นำของชุมชนท้องถิ่น เป็นคนสำคัญของท้องถิ่น เพราะ ครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนลูกสอนหลานให้รู้จักคุณธรรมศีลธรรม จริยธรรม จึงถือว่าครูบาอาจารย์เป็นบุคคลสำคัญในท้องถิ่นที่มองข้ามไม่ได้

การเป็นครูอาจารย์ให้ภูมิใจในวิชาชีพ การเป็นครูบาอาจารย์ต้องเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ เป็นผู้มีจิตวิญญาณในการเป็นครูจริงๆ ครูที่ดีต้องแนะนำดี ให้เรียนดี บอกศิลปะให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง ยกย่องให้ปรากฏในหมู่เพื่อนฝูง จะไปในทิศไหนไม่ให้อดอยาก อันนี้คือครูดี ชีวิตของครูต้อง แนะนำดีคือเห็นลูกศิษย์มาให้แนะนำดี ให้เรียนดี บอกศิลปะให้สิ้นเชิงไม่ปิดบังอำพราง ตัวที่สามนี้สำคัญ

ถ้าเป็นครูที่แท้จริงแล้วเวลาสอนก็สอนอย่างตั้งอกตั้งใจ อยากให้ลูกศิษย์มีความรู้ความฉลาดจริงๆ การสอนแนะนำดีให้เรียนดี บอกศิลปะให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง ยอย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง จะไปทิศไหนไม่ให้อดอยาก นี่คือหน้าที่ครูอาจารย์

หน้าที่ของศิษย์เมื่อเห็นครูอาจารย์มา ก็ลุกขึ้นต้อนรับ เข้าไปคอยรับใช้ ด้วยเชื่อฟัง ด้วยอุปัฏฐาก ด้วยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ นี่หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้หมด ระหว่างครูกับศิษย์จะปฏิบัติต่อกันอย่างไร

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เทศน์ในโอกาสวันครู”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๙


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 29 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร