วันเวลาปัจจุบัน 12 ม.ค. 2026, 00:55  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 09:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5458


 ข้อมูลส่วนตัว


“ใจนี้...เป็นสำคัญมากนะ!
ใจนี้...ไม่เคยตาย ให้จำคำนี้ให้ดี เรื่องร่างกายนี้ มันแตกมันดับได้ ทั้งนั้น ออกจากร่างนี้...
เข้าสู่ร่างนั้น...
ออกจากร่างมนุษย์ ถ้าสร้างบาปสร้างกรรมลง เป็นร่างเปรต ร่างผี ก็ได้ ถ้าเราสร้างคุณงามความดี ผุดขึ้นเป็นร่างเทวบุตร เทวดา อินทร์พรหมได้ ไม่สงสัย...

เพระการทำดี ทำชั่วให้ผลเสมอกัน
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรียกว่า...ไม่มี ครึ
ไม่มี ล้าสมัยทั้งสองอย่าง ทำบาปได้บาป
วันยังค่ำ ทำบุญได้บุญ วันยังค่ำ ผลเป็น...
ของตัวเองทั้งฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว นั้นแหละ!

ให้พากันอุตส่าห์พยายาม
ตั้งอกตั้งใจนะ เราอย่าลืมเนื้อลืมตัวว่า...
มาเป็นมนุษย์ ก็มาภูมิใจอยู่...กับมนุษย์
คำว่ามนุษย์ ไม่ได้พาเราไปหาความสุข
ความทุกข์ ได้นะ ความคิดบาป คิดบุญ
ต่างหากนะ!

คิดทางบาป มันจะพามนุษย์นี้จม
ความคิดชั่ว มันจะทำมนุษย์ คือ...เรานี้
ให้จม ความคิดในทางดีสร้างในความดี
จะพามนุษย์เรานี้ ขึ้นให้หลุดพ้นจากทุกข์
ได้โดยประการทั้งปวง”

องค์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕







“..บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักจะไม่เห็นคุณของพระศาสนา มัวเมา ประ มาท ปล่อยกายปล่อยใจให้ประพฤติทุจริต ผิดศีลผิดธรรม อยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์แล้ว ที่พึ่งอื่นไม่มี นั่นแหละจึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่เป็นเวลาที่สายไปแล้ว เรื่องความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอ ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือทางดำเนินไปของจิต จึงจะเห็นผลของความดี ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้ว ญาติจึงเคาะ โลงบอกให้รับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดหมด เหตุเพราะว่า คนเจ็บนั้น จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจใยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะสามารถระลึกถึงศีลของตัวได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้วเท่านั้น แต่ส่วนมาก พอใกล้จะตายแล้ว จึงมีผู้เตือนให้รับศีล ยิ่งคนตายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้น ร่างกายกับจิตใจ ไม่รับรู้ใดๆ แล้ว..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)







“..จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบำรุงรักษาตนคือใจเป็นเยื่ยม จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ ควรบำรุงรักษาด้วยดี

ได้ใจแล้ว คือ ได้ธรรม เห็นใจแล้ว คือ เห็นธรรม รู้ใจตนแล้ว คือ รู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้ว คือ ถึงพระนิพพาน

ใจนี่แลคือสมบัติอันล้ำค่า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจ คือ ไม่สนใจปฏิบัติต่อใจดวงวิเศษในร่างนี้ แม้จะเกิดสักร้อยชาติพันชาติ ก็คือผู้เกิดผิดพลาดนั่นเอง
เมื่อทราบแล้วว่าใจเป็นสิ่งประเสริฐในตัวเรา จึงไม่ควรให้พลาดทั้งรู้ๆ จะเสียใจในภายหลัง ธรรมที่แสดงนี้ คือธรรมของท่านผู้มีความเพียร ของท่านผู้อดผู้ทน ของท่านผู้เป็นนักต่อสู้ เพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดคนของผู้พ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ปราศจากสิ่งกดขี่บังคับของท่านผู้เป็นอิสระอย่างเต็มภูมิ คือ พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของโลกทั้งสาม ถ้าท่านเห็นว่าธรรมทั้งนี้ เป็นธรรมสำคัญสำหรับท่าน ท่านจะเป็นผู้ไม่มีกิเลสในไม่ช้านี้ จึงขอฝากธรรมไว้กับท่านนำไปพิจารณาด้วยดี..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






...ความเป็นจริง สุขเวทนา ทุกขเวทนา กับจิตของเรานั้น มันเป็นคนละอย่างกัน อย่างเดี๋ยวนี้เรานั่งอยู่นี่ มันก็สบายนะ แต่ถ้ามีไม้สักท่อนหนึ่งที่เราอยากได้ เราไปแบกมัน มันก็หนักนะ #ท่อนไม้นี้มันก็คือเวทนานี้แหละ #ตัวความอยากได้ท่อนไม้คือตัวจิตของเราที่เข้าไปแบกท่อนไม้ มันก็หนักใช่ไหม มันหนัก ถ้าคนมีปัญญาแม้หนัก เขาก็ไม่ทุกข์ รู้จักปล่อยมัน เมื่อมันหนักเต็มที่เขาก็ปล่อยมัน ถ้าท่อนไม้นั้นมันมีประโยชน์ จะเอาไปใช้ประโยชน์ ก็ให้รู้ทันมัน หากรู้อย่างนั้นมันก็ค่อยยังชั่ว ไม้มัน จะได้ไม่ทับตายอย่างนี้ จิตนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น

...อาการของจิต คือสุขเวทนาและทุกขเวทนาสารพัดอย่างนั้น มันเป็นอารมณ์ มันเป็นส่วนโลก ถ้าจิตรู้แล้ว งานที่เป็นสุขท่านก็ทําได้ งานที่เป็นทุกข์ท่านก็ทำได้ เพราะอะไร ก็เพราะท่านรู้จักสุขรู้จักทุกข์ตามที่เป็นจริง ถ้าคนที่ไม่รู้จักสุขไม่รู้จักทุกข์นั้น ก็จะเห็นว่าสุขกับทุกข์นั้นมันคนละระดับ มันคนละราคากัน ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้ว ท่านจะเห็นว่า #สุขเวทนากับทุกขเวทนามันมีราคาเท่าๆกัน ถ้าไปยึดในสุข นั่นก็คือ บ่อเกิดของทุกข์ ทุกข์มันก็จะเกิดขึ้นมา เพราะอะไร นี้เพราะว่าสุขมันก็ไม่เที่ยง มันแปรไปมา เมื่อสุขนี้มันหายไป ทุกข์มันก็เกิดขึ้นมาดังนี้เป็นต้น

...พระพุทธองค์ท่านทรงรู้ว่าสุขทุกข์นี้มันเป็นโทษ สุขทุกข์จึงมีราคาเท่ากัน ดังนั้นเมื่อสุขทุกข์เกิดขึ้น ท่านจึงปล่อยวางไป สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันมีราคาเสมอเท่ากันทั้งนั้น #เพราะฉะนั้นจิตใจของท่านจึงเป็นสัมมาปฏิปทา เห็นสิ่งทั้งสองนี้มีทุกข์ โทษเสมอกัน มีคุณประโยชน์เสมอกันทั้งนั้น และสิ่งทั้งสองนี้ก็เป็นของที่ไม่แน่นอน #ตกอยู่ในลักษณะของธรรมะว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ เกิดแล้วดับไป ทั้งหมดเป็นอย่างนี้ เมื่อท่านเห็นเช่นนี้ สัมมาทิฏฐิก็เกิดขึ้นมา เป็นสัมมามรรค จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนก็ตาม หรือความรู้สึกนึกคิดทางจิตนั้นจะเกิดขึ้นมาก็ตาม ท่านจะรู้ว่า อันนี้เป็นสุข อันนี้เป็นทุกข์เสมอเลยทีเดียว ท่านไม่ได้ยึด

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)







"บ่ว่าจะไทยจะจีนกะดีให้พาเหลืออยู่เหลือกินเหลือใช้ ให้มันได้ทำบุญให้ทานเด้อ ไม่สบายใจอะไรก็ให้กำลังใจตัวเองชะก่อนให้กำลังใจมันบ่อยๆๆ นั่งสมาธิบ่อยๆ ให้ดู๋ทำให้หมั่นทำ
หลวงปู่กะได้เเต่เพียงชี้เเนะเเนวทางให้เท่านั้นสุดท้ายพวกเจ้าต้องเดินเอง ถ้าบ่นั่งสมาธิบ่ทำดี จิตมันบ่มีกำลังถึงเฮาเเล้วเฮากะช่วยหยังบ่ได้ ปฏิบัติเอาเด้อ หลวงปู่เเผ่เมตตาจิตไปให้ทุกคนนั้นละเอาใจช่วยทุกคนให้ทำมาหากิน

ให้พากันร่ำรวย อย่าเจ็บ อย่าจน คนที่มีที่รวยอยู่เเล้วกะขอให้มีให้รวยยิ่งๆๆขึ้นไปคนที่บ่มีคนที่จนกะให้หายจนเสีย เเคล้วคลาดปลอดภัยจากอุบัติเหตุโรคระบาดทุกสายพันธุ์
ทรัพย์ยังมาทุกๆๆคนๆๆ"

หลวงปู่ประเสริฐ สิริคุตโต







"ทำยังไงใจของเราจะยอมรับว่า ที่เราเดินกันอยู่เวลาเนี้ย ก็เดินไปหาจุดจบของเรา..คือความตายนั่นเอง

อันที่ตายไปแล้วที่เราเห็นก็คืออันนี้ เหมือนกัน จะต้องเป็นเหมือนกันทั้งสองอย่าง อะไรเหล่านี้

จะทำให้เราเกิดความเศร้าสลด แล้วก็วางต่อสิ่งที่เรากำลังฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม แล้วก็คลายจากความหลงในสิ่งที่เราหลงอยู่ อะไรเหล่าเนี้ย

เราจะทำยังไงถึงจะเป็นไปได้ ก็มีอยู่วิธีเดียวคือการบำเพ็ญเท่านั้นเอง

ถ้าพวกเราสามารถบำเพ็ญให้เป็นไปได้ สร้างอำนาจส่วนคุ้มครองให้สมบูรณ์ขึ้น สามารถบังคับจิตของเราได้อย่างสมบูรณ์ อยู่ใต้อำนาจส่วนคุ้มครองได้แน่ล่ะจิตเรา ว่างั้นเถอะ เราก็สามารถที่จะน้อมนำสภาพความเป็นจริงเหล่านั้นมาให้ใจของเรายอมรับได้เช่นกัน

ในเมื่อใจของเรายอมรับแล้วนั่นแหละ เราจะได้รู้เลยว่าอะไรคืออะไร..ชัดเจนลงไปอีก

คือขอให้รับอย่างเดียว..ก็ย่อมสามารถที่จะรู้สิ่งที่ยังไม่รู้ต่อไปอีก ในเมื่อรู้สิ่งที่ยังไม่รู้ต่อไปอีก มันจะรู้สิ่งที่ลึกเข้าไปอีก

ส่วนหยาบรู้และเข้าใจดีแล้ว ส่วนกลางก็ย่อมรู้ จนกระทั่งรายละเอียดของกิเลสต่างๆอันเป็นภพของจิตที่เค้าเชื่อมต่อกันมีรูปลักษณะเช่นไร..เราก็จะเข้าใจหมด

แล้วก็จะมองเห็นสภาพของจริงอย่างอื่นได้ชัดเจนขึ้นมา

นี่เป็นอย่างนั้น"

หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
วัดเขาสุกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี







..การทำคุณงามความดีนี้เป็นของที่ทำยากหน่อย เหมือนศรัทธาญาติโยมจะเอาของมาทำบุญทำทานนี้แหละ ก็ตั้งใจหลายครั้งหลายคราวบางบุคคล คิดหน้าคิดหลังคิดเข้าคิดออกอยู่ตั้งใจแล้วยังปลงยังวางไม่ได้ อันนี้เราชนะ คือชนะแย่งชิงมาจากปากลูกปากหลานหรือจากปากพ่อปากแม่ก็ดี มาทำบุญทำทานการกุศลได้เรียกว่าเรามีชัยชนะความตระหนี่จากดวงใจของตนเองได้ ละจากกิเลส กิเลสเป็นเครื่องกั้นกลางเพื่อไม่ให้คนได้สร้างคุณงามความดี แต่ถ้าเรานี้ใช้กิเลสให้เป็นมันก็เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์อย่างไร ก็คือความอยากนั้นเป็นกิเลสตัณหา เป็นเหตุใคร่ตัณหาคือความอยาก ใคร่อยากใคร่อยากก็เป็นกิเลส อันนี้เราอยากทำคุณงามความดีก็ต้องอาศัยกิเลส เหตุฉะนั้นกิเลสมีทั้งคุณและทั้งโทษ ถ้าเราทำบาปความชั่วทั้งหลายที่เขาทำกันก็เรียกว่าใช้กิเลสไปในทางที่ผิด ทำให้เกิดทุกข์เกิดความเดือดร้อนเกิดขึ้น ถ้าใช้กิเลสไปในทางที่ผิด ไปในทางกายวาจาใจที่เขาทำกันอยู่เรียกว่าใช้กิเลสผิด ถ้าเราใช้ในทางที่ถูก อยากจะสร้างคุณงามความดี อยากทำบุญทำทานการกุศล อยากรักษาศีล อยากเจริญเมตตาภาวนาเราก็อาศัยกิเลสซึ่งเป็นความอยาก แต่เป็นความอยากในทางที่ดีจึงทำให้เรามีความสุข..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..






...ความเป็นจริง สุขเวทนา ทุกขเวทนา กับจิตของเรานั้น มันเป็นคนละอย่างกัน อย่างเดี๋ยวนี้เรานั่งอยู่นี่ มันก็สบายนะ แต่ถ้ามีไม้สักท่อนหนึ่งที่เราอยากได้ เราไปแบกมัน มันก็หนักนะ #ท่อนไม้นี้มันก็คือเวทนานี้แหละ #ตัวความอยากได้ท่อนไม้คือตัวจิตของเราที่เข้าไปแบกท่อนไม้ มันก็หนักใช่ไหม มันหนัก ถ้าคนมีปัญญาแม้หนัก เขาก็ไม่ทุกข์ รู้จักปล่อยมัน เมื่อมันหนักเต็มที่เขาก็ปล่อยมัน ถ้าท่อนไม้นั้นมันมีประโยชน์ จะเอาไปใช้ประโยชน์ ก็ให้รู้ทันมัน หากรู้อย่างนั้นมันก็ค่อยยังชั่ว ไม้มัน จะได้ไม่ทับตายอย่างนี้ จิตนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น

...อาการของจิต คือสุขเวทนาและทุกขเวทนาสารพัดอย่างนั้น มันเป็นอารมณ์ มันเป็นส่วนโลก ถ้าจิตรู้แล้ว งานที่เป็นสุขท่านก็ทําได้ งานที่เป็นทุกข์ท่านก็ทำได้ เพราะอะไร ก็เพราะท่านรู้จักสุขรู้จักทุกข์ตามที่เป็นจริง ถ้าคนที่ไม่รู้จักสุขไม่รู้จักทุกข์นั้น ก็จะเห็นว่าสุขกับทุกข์นั้นมันคนละระดับ มันคนละราคากัน ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้ว ท่านจะเห็นว่า #สุขเวทนากับทุกขเวทนามันมีราคาเท่าๆกัน ถ้าไปยึดในสุข นั่นก็คือ บ่อเกิดของทุกข์ ทุกข์มันก็จะเกิดขึ้นมา เพราะอะไร นี้เพราะว่าสุขมันก็ไม่เที่ยง มันแปรไปมา เมื่อสุขนี้มันหายไป ทุกข์มันก็เกิดขึ้นมาดังนี้เป็นต้น

...พระพุทธองค์ท่านทรงรู้ว่าสุขทุกข์นี้มันเป็นโทษ สุขทุกข์จึงมีราคาเท่ากัน ดังนั้นเมื่อสุขทุกข์เกิดขึ้น ท่านจึงปล่อยวางไป สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันมีราคาเสมอเท่ากันทั้งนั้น #เพราะฉะนั้นจิตใจของท่านจึงเป็นสัมมาปฏิปทา เห็นสิ่งทั้งสองนี้มีทุกข์ โทษเสมอกัน มีคุณประโยชน์เสมอกันทั้งนั้น และสิ่งทั้งสองนี้ก็เป็นของที่ไม่แน่นอน #ตกอยู่ในลักษณะของธรรมะว่าไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ เกิดแล้วดับไป ทั้งหมดเป็นอย่างนี้ เมื่อท่านเห็นเช่นนี้ สัมมาทิฏฐิก็เกิดขึ้นมา เป็นสัมมามรรค จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนก็ตาม หรือความรู้สึกนึกคิดทางจิตนั้นจะเกิดขึ้นมาก็ตาม ท่านจะรู้ว่า อันนี้เป็นสุข อันนี้เป็นทุกข์เสมอเลยทีเดียว ท่านไม่ได้ยึด

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)






คนไม่สนใจธรรม ธรรมก็ไม่เข้าถึงใจคน จึงกลายเป็นคนก็สักว่าคน ธรรมก็สักว่าธรรม ไม่อาจยังประโยชน์ให้สำเร็จได้
.
แม้คนจะมีจำนวนมาก และแสดงธรรมให้ฟังทั้งพระไตรปิฎก จึงเป็นเหมือนเทน้ำใส่หลังหมา มันสลัดออกเกลี้ยงไม่มีเหลือ ธรรมจึงไม่มีความหมายในใจของคน เหมือนเทน้ำไม่มีความหมายบนหลังหมาฉันนั้น...
.
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต






“..จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบำรุงรักษาตนคือใจเป็นเยื่ยม จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ ควรบำรุงรักษาด้วยดี

ได้ใจแล้ว คือ ได้ธรรม เห็นใจแล้ว คือ เห็นธรรม รู้ใจตนแล้ว คือ รู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้ว คือ ถึงพระนิพพาน

ใจนี่แลคือสมบัติอันล้ำค่า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจ คือ ไม่สนใจปฏิบัติต่อใจดวงวิเศษในร่างนี้ แม้จะเกิดสักร้อยชาติพันชาติ ก็คือผู้เกิดผิดพลาดนั่นเอง
เมื่อทราบแล้วว่าใจเป็นสิ่งประเสริฐในตัวเรา จึงไม่ควรให้พลาดทั้งรู้ๆ จะเสียใจในภายหลัง ธรรมที่แสดงนี้ คือธรรมของท่านผู้มีความเพียร ของท่านผู้อดผู้ทน ของท่านผู้เป็นนักต่อสู้ เพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดคนของผู้พ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ปราศจากสิ่งกดขี่บังคับของท่านผู้เป็นอิสระอย่างเต็มภูมิ คือ พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของโลกทั้งสาม ถ้าท่านเห็นว่าธรรมทั้งนี้ เป็นธรรมสำคัญสำหรับท่าน ท่านจะเป็นผู้ไม่มีกิเลสในไม่ช้านี้ จึงขอฝากธรรมไว้กับท่านนำไปพิจารณาด้วยดี..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






จิตของคน
ตามธรรมชาตินั้น
ไม่มีความดีใจ เสียใจ
ที่มีความดีใจเสียใจนั้น
ไม่ใช่จิต
แต่เป็นอารมณ์
ที่มาหลอกลวง

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล







“..บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักจะไม่เห็นคุณของพระศาสนา มัวเมา ประ มาท ปล่อยกายปล่อยใจให้ประพฤติทุจริต ผิดศีลผิดธรรม อยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์แล้ว ที่พึ่งอื่นไม่มี นั่นแหละจึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่เป็นเวลาที่สายไปแล้ว เรื่องความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอ ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือทางดำเนินไปของจิต จึงจะเห็นผลของความดี ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้ว ญาติจึงเคาะ โลงบอกให้รับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดหมด เหตุเพราะว่า คนเจ็บนั้น จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจใยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะสามารถระลึกถึงศีลของตัวได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้วเท่านั้น แต่ส่วนมาก พอใกล้จะตายแล้ว จึงมีผู้เตือนให้รับศีล ยิ่งคนตายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้น ร่างกายกับจิตใจ ไม่รับรู้ใดๆ แล้ว..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)







“ใจนี้...เป็นสำคัญมากนะ!
ใจนี้...ไม่เคยตาย ให้จำคำนี้ให้ดี เรื่องร่างกายนี้ มันแตกมันดับได้ ทั้งนั้น ออกจากร่างนี้...
เข้าสู่ร่างนั้น...
ออกจากร่างมนุษย์ ถ้าสร้างบาปสร้างกรรมลง เป็นร่างเปรต ร่างผี ก็ได้ ถ้าเราสร้างคุณงามความดี ผุดขึ้นเป็นร่างเทวบุตร เทวดา อินทร์พรหมได้ ไม่สงสัย...

เพระการทำดี ทำชั่วให้ผลเสมอกัน
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรียกว่า...ไม่มี ครึ
ไม่มี ล้าสมัยทั้งสองอย่าง ทำบาปได้บาป
วันยังค่ำ ทำบุญได้บุญ วันยังค่ำ ผลเป็น...
ของตัวเองทั้งฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว นั้นแหละ!

ให้พากันอุตส่าห์พยายาม
ตั้งอกตั้งใจนะ เราอย่าลืมเนื้อลืมตัวว่า...
มาเป็นมนุษย์ ก็มาภูมิใจอยู่...กับมนุษย์
คำว่ามนุษย์ ไม่ได้พาเราไปหาความสุข
ความทุกข์ ได้นะ ความคิดบาป คิดบุญ
ต่างหากนะ!

คิดทางบาป มันจะพามนุษย์นี้จม
ความคิดชั่ว มันจะทำมนุษย์ คือ...เรานี้
ให้จม ความคิดในทางดีสร้างในความดี
จะพามนุษย์เรานี้ ขึ้นให้หลุดพ้นจากทุกข์
ได้โดยประการทั้งปวง”

องค์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕








คนดีหรือคนไม่ดี มีความเหมือนกันอยู่
ประการหนึ่ง คือชอบคนอื่นที่ดี จึงชอบเลี้ยงดู
บุตรหลานให้เป็นคนดี ให้คบคนดี มีสังคมที่ดี
และตนเองก็ภูมิใจที่จะมีคนดีเป็นมิตรสหาย
ภูมิใจที่จะได้อยู่ในสังคมคนดี โดยที่จะลืม
ความจริงที่สำคัญไปคือคนดีนั้นย่อม
ไม่ปรารถนาจะมีคนไม่ดีอยู่ร่วม คนดีย่อม
หลีกเลี่ยงคนไม่ดี เพราะคนดีย่อมรู้ว่าคนไม่ดี
ย่อมนำให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน
วุ่นวายต่างๆ นานา

ดังนั้น แม้ปรารถนาจะมีสังคมที่ดี จึงต้อง
อบรมตนเองให้เป็นคนดี ให้กิเลสอยู่ใกล้
ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถ ทำได้ ...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร






“...ต้องรักษาจิตเรื่อยไป...”
“..เวลาที่จิตใจยังไม่ทันบรรลุโลกุตตรธรรมนี่
ยังตกอยู่ในโลกียธรรมน่ะ มันต้องรักษา ต้องควบคุมอยู่เรื่อยไป
อุปมาเหมือนอย่างเด็กที่เกิดใหม่ ที่ยังไม่รู้เดียงสา
พ่อแม่ต้องเอาใจใส่ ต้องประคบประหงม ต้องดูแล
มิฉะนั้นแล้วเด็กก็ซมซานไปตกเรือนเบาะ หรือตกน้ำ
หรือเป็นอันตรายโดยเหตุอื่นๆเพราะเด็กยังไม่รู้ผิดรู้ถูกด้วยตนเองได้
รู้ว่าควรหรือไม่ควร...ไม่รู้เลย จึงเป็นหน้าที่
ของพ่อแม่นั้นดูแลอยู่ตลอดเวลา เมื่อลูกใหญ่ รู้เดียงสาแล้ว
ก็วางใจได้บัดนี้ เขาก็รักษาตัวเองได้

อันนี้ฉันใดก็อย่างนั้นแหละเมื่อจิตนี้ยังอยู่ในโลกียธรรม
ธรรมดาโลกียธรรมนี่มันเป็นไปด้วยอำนาจแห่งธรรม
ที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง นี่มันควบคู่กันไปอยู่อย่างนี้
เพราะจิตยังไม่รู้แจ้งในธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล
มันก็ไปสะสมธรรมที่เป็นอกุศลขึ้นมาในเมื่อมีเรื่องไม่ดีต่างๆ
กระทบกระทั่งเข้ามางี้นะ เช่นอย่างว่า เขามายั่วให้โกรธต่างๆเช่นนี้
ก็โกรธขึ้นมาอย่างนี้ นั่นก็แสดงว่ามันไม่รู้ว่า
ความคิดโกรธเช่นนั้นมันเป็นอกุศล เป็นไปเพื่อทุกข์เพื่อโทษ
มันไม่รู้แจ้ง เหตุนั้นมันถึงได้โกรธขึ้นมาอย่างนี้
แต่ถ้ามันรู้แจ้งแล้วอย่างนี้ มันจะไม่โกรธเลย มันจะห้ามจิตตัวเองได้
เพราะมันรู้แจ้งนี่ รู้ว่ามันไม่ควรยึดถือเรื่องอย่างนี้นะ
มันเป็นไปเพื่อทุกข์เพื่อโทษอย่างนี้นะ
มันรู้เช่นนี้แล้วมันก็ห้ามจิตได้เลย
เมื่อจิตไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์นั้นแล้ว
อารมณ์นั้นก็ดับไป จิตก็เป็นปกติอยู่เท่านั้นเองน่ะ

เรียกว่า มันสำคัญอยู่ที่การที่เรามาเห็นความสำคัญในการฝึกจิตนี่น่ะ
ยิ่งกว่าการฝึกช้างม้าวัวควาย อะไรต่ออะไรทั้งหมดเลย
นั่นแหล่ะอันกาย วาจา นี้ถ้าหากว่าฝึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในกุศลธรรมได้แล้ว
ความประพฤติทางกายทางวาจามันก็ดีไปสม่ำเสมอไป
เพราะว่าความประพฤติทางกายวาจามันมาจากจิต
จิตเป็นผู้บงการ ถ้าจิตเป็นศีลเป็นธรรมแล้วอย่างนี้
มันก็ประคับประคองกายวาจานี้ให้ทำดีพูดดีไป
ให้ประพฤติไปตามหลักของอริยมรรค
เช่น สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ อย่างนี้นะ..”

วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )







"...การทำบุญมีสองอย่าง หนึ่งคือการสละทรัพย์เงินทองเพื่อสร้างถาวรวัตถุในพระศาสนา หรือการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนข้าวของ เรียกว่าอามิสบูชา ส่วนบุญอีกอย่างหนึ่งนั้นคือการถือศีลภาวนาทำสมาธิวิปัสสนา เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งแทงตลอดให้เกิดเป็นปัญญาเป็นผู้รู้ ดังที่เราภาวนาว่า “พุทโธ” ซึ่งแปลว่า “ผู้รู้ผู้ฉลาด” อันนี้เรียกว่า “ปฏิบัติบูชา” เป็นบุญอันสูงสุด อันจะนำตนเองให้พ้นจากกองทุกข์ในโลกนี้ได้ช่วยตัวเองได้ มิให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป บุญข้อนี้เป็นบุญอันสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญผู้ปฏิบัติ ทั้งอามิสบูชาและปฏิบัติบูชานี้เป็นเสมือนแม่น้ำสองสายที่ใสสะอาดไหลมารวมกันลงสู่แอ่งน้ำใหญ่อันอยู่ในห้วงหัวใจของเราเอง เป็นแหล่งน้ำอันเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ พร้อมที่จะนำความเย็นฉ่ำชุ่มชื่นไปทั่วทุกหัวระแหง เกิดคุณค่าและประโยชน์อันประมาณมิได้ที่สายน้ำนั้นได้ซึมซาบผ่านไปยังถิ่นต่างๆ แอ่งน้ำในหัวใจเราเป็นเสมือนเขื่อนกักน้ำไว้เพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น..."


พระธรรมคำสอนโดย
พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จ.อุดรธานี
(พ.ศ. ๒๔๕๖ - ๒๕๕๔)







” มี ๒ พวก “

ถาม : ท่านอาจารย์เคยเทศน์ว่า ที่เกิดเป็นสุนัขในบ้านเศรษฐี เพราะทำทานมากแต่ผิดศีล ทำผิดศีลจึงต้องเกิดเป็นสัตว์ แต่ด้วยผลทานก็ทำให้เกิดเป็นสัตว์เลี้ยงของเศรษฐี

พระอาจารย์ : ใช่

ถาม : ให้ทานมากจะมีโภคทรัพย์มาก คืออยู่กินสบาย ผิดศีลก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์

พระอาจารย์ : ถ้าไม่รักษาศีลก็ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ ถ้าทำบุญทำทานมามากก็จะเป็นสัตว์เลี้ยงของเศรษฐี อำนาจของทานจะทำให้มีรูปร่างหน้าตาสวยงามผิวพรรณผ่องใส ศีลจะเป็นผู้ชี้ว่าจะไปเป็นมนุษย์หรือเป็นเดรัจฉาน

ถาม : ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แต่ยากไร้ เป็นเพราะเหตุใด

พระอาจารย์ : ชาติก่อนไม่ทำทาน ถ้าทำบาปด้วย ก็ต้องไปใช้กรรมในอบาย พอหมดกรรมก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ที่ยากไร้ มีรูปร่างหน้าตาไม่สวยงาม มีอาการไม่ครบ ๓๒ เพราะเป็นเชื้อของบาปกรรมที่ยังหลงติดมา ส่วนพวกที่ทำบุญให้ทานรักษาศีลตายไปแล้วไปเป็นเทพ พอกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม มีฐานะการเงินการทองที่ดี ใจบุญสุนทาน

จะมี ๒ พวก พวกที่วนอยู่รอบบน กับพวกที่วนอยู่รอบล่าง พวกวนอยู่รอบล่างชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผิดศีลไม่ชอบทำบุญ ตายไปก็จะไปเกิดในอบาย พอใช้กรรมหมดแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ที่ต่ำต้อย พวกที่ชอบทำบุญให้ทานรักษาศีล ตายไปก็ไปสวรรค์ พอกลับมาจากสวรรค์ก็เกิดเป็นมนุษย์ที่สูงส่ง มีฐานะการเงินการทองดี มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม เราเลือกจะวนในรอบบนก็ได้รอบล่างก็ได้ ถ้าชอบรอบล่างก็ไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิตกินเหล้าเมายาเที่ยวกลางคืน เกี่ยวข้องกับอบายมุขต่างๆ ก็จะวนอยู่ในรอบล่าง แต่บางทีก็สลับกันได้ เวลากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ดิบได้ดี แต่ไม่เชื่อบุญเชื่อกรรม ก็ไปเกี่ยวข้องกับอบายมุขไปทำผิดศีล ก็จะไปวนรอบล่าง ส่วนพวกที่วนอยู่รอบล่างพอกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้ยินได้ฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา เชื่อว่ากรรมมีจริงบาปมีจริงบุญมีจริง ก็เลิกเกี่ยวข้องกับอบายมุขเลิกทำผิดศีลผิดธรรม ทำบุญให้ทานรักษาศีลก็จะวนอยู่รอบสูง ถ้ามีจิตใจแน่วแน่ต่อบุญกุศลก็จะวนอยู่แต่รอบบนจนถึงพระนิพพาน อย่างพระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็จะวนอยู่รอบบน ท่านเชื่อบุญเชื่อกรรม จะวนไปสู่มรรคผลนิพพาน พวกที่เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง ถ้าพบคนสอนให้ทำบาปก็จะทำบาป ถ้าพบคนสอนให้ทำบุญก็จะทำบุญ จะกลับไปกลับมา ขึ้นๆลงๆ.

กำลังใจ ๔๙ กัณฑ์ที่ ๔๑๐
วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวราราม ฯ ชลบุรี







“..จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบำรุงรักษาตนคือใจเป็นเยื่ยม จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ ควรบำรุงรักษาด้วยดี

ได้ใจแล้ว คือ ได้ธรรม เห็นใจแล้ว คือ เห็นธรรม รู้ใจตนแล้ว คือ รู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้ว คือ ถึงพระนิพพาน

ใจนี่แลคือสมบัติอันล้ำค่า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจ คือ ไม่สนใจปฏิบัติต่อใจดวงวิเศษในร่างนี้ แม้จะเกิดสักร้อยชาติพันชาติ ก็คือผู้เกิดผิดพลาดนั่นเอง
เมื่อทราบแล้วว่าใจเป็นสิ่งประเสริฐในตัวเรา จึงไม่ควรให้พลาดทั้งรู้ๆ จะเสียใจในภายหลัง ธรรมที่แสดงนี้ คือธรรมของท่านผู้มีความเพียร ของท่านผู้อดผู้ทน ของท่านผู้เป็นนักต่อสู้ เพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดคนของผู้พ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ปราศจากสิ่งกดขี่บังคับของท่านผู้เป็นอิสระอย่างเต็มภูมิ คือ พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของโลกทั้งสาม ถ้าท่านเห็นว่าธรรมทั้งนี้ เป็นธรรมสำคัญสำหรับท่าน ท่านจะเป็นผู้ไม่มีกิเลสในไม่ช้านี้ จึงขอฝากธรรมไว้กับท่านนำไปพิจารณาด้วยดี..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







.

#พระโสดาบันเป็นของไม่ยาก

ถ้าจะมองกันไป ก็เห็นว่าพระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี ที่เราจะปฏิบัติให้เข้าถึงได้ง่ายนั้น เป็นของไม่ยาก ถ้ารู้จักเขตของท่าน

นั่นก็คือว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี เป็นผู้ทรงอธิศีล คือรักษาศีลบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ท่านกล่าวว่า เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิเพียง เล็กน้อยแค่ปฐมฌานก็ได้ และก็มีปัญญาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในเมื่อท่านมีสมาธิเล็กน้อย มีปัญญาเล็กน้อย จิตท่านก็เกาะกุมพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ทรงศีลบริสุทธิ์เพียงเท่านี้ ท่านกล่าวว่าเป็นพระโสดาบันและพระสกิทาคามี

แต่อารมณ์ของพระอริยเจ้าทั้ง ๒ นี้ ยังมีความรักในเพศ ดังจะเห็นว่าลูกสาวทั้งสองของท่านมหาเศรษฐีพอได้เป็นพระโสดาบันก็แต่งงาน

เป็นอันว่าถ้าเราจะมองกิเลสกัน พระโสดาบันก็คล้ายๆ ชาวบ้าน ยังอยากแต่งงาน ยังอยากรวย ยังมีความโกรธ ยังมีอาการผูกโกรธ ยังมีความหลง แต่จิตใจตั้งลงไว้โดยเฉพาะอยู่ในขอบเขตของศีลเท่านั้น ไม่ละเมิดศีลเท่านี้ เป็นอันว่าพระโสดาบันเป็นของไม่ยาก

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

จากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ปีที่ ๓๗
ฉบับที่ ๔๑๗ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๘






ให้พวกเราลูกหลานทุกคน ให้เป็นคนดี คิดดี ทำดี พูดดี สิ่งที่มันไม่ดีอย่าคิด อย่าทำ อย่าพูดในสิ่งที่มันไม่ดีนั้น คิด ทำ พูด ในสิ่งที่ดี อันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นเครื่องเกื้อกูลหนุนกัน สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณประโยชน์ ต่อครอบครัวของเรา ต่อพ่อแม่พี่น้องลูก ๆ หลาน ๆ ของเรา เราพยายามทำในสิ่งที่ดี ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสามีภรรยา วงศาคณาญาติ ต่อประเทศชาติบ้านเมืองอันนั้นแหละดีที่สุด

ถ้าหากว่าพวกเรา คิดไม่ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดี จิตใจของเราก็เศร้าหมองนะ เพราะฉะนั้น อย่า พยายามดูใจ ในหลักของพุทธศาสนานี้คือให้ดูใจมากกว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา เรื่องทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่มีใจเป็นหัวหน้า สำเร็จแล้วด้วยใจ

หลวงพ่อจึงบอกว่าให้เราคิดดี ในเมื่อคิดดีแล้ว เมื่อทำลงไปก็ต้องทำดี เพราะเราคิดดีแล้ว ไม่ทำความชั่ว เมื่อพูดออกไปก็พูดดี เพราะเราได้คิดดีแล้วเราจึงพูดออกไป ถ้าหากว่าเราคิดไม่ดี ไม่มีศีล ไม่มีธรรม ไม่มีคุณธรรมในจิตใจ เมื่อคิดขึ้นมาก็มีแต่โมโห เต็มไปด้วยกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ โลภ โกรธ หลง ในจิตใจ เมื่อทำออกไปก็ทำในสิ่งที่มันไม่ดี ถ้าจะพูดออกไปก็พูดไปในสิ่งที่มันไม่ดี เพราะใจของเรามันมีอารมณ์โลภ โกรธ หลงอยู่ในจิตใจ

เพราะฉะนั้นใจดวงนี้ มโนดวงนี้ควรจะได้รับการอบรม ควรจะได้เข้ามาสู่วัดวาศาสนา ขัดเกลาเอาจริยธรรมศีลธรรมอันดีงามเข้าไป เอาไปให้คิด เราทำไปแล้วมันได้ประโยชน์อะไร คิดดูให้ดี เมื่อเราคิดดีแล้ว เอาศีลธรรมเข้ามาสู่จิตใจแล้ว ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น นี่แหละหลักธรรมคำสอนของพุทธะ พระพุทธเจ้า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านสอนอย่างนั้นนะคณะศรัทธาญาติโยมพระเณรลูกหลาน

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “อุทิศส่วนบุญให้เจ้ากรรมนายเวร”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๘






“การสร้างชีวิตต้องสร้างด้วยศีล เพราะศีล เป็นของเลิศ ที่ว่า เลิศ ศีลมันเลิศกว่ากิเลส กิเลสทุกๆตัวที่มันก่อกวนทำความยุ่งยากให้ตัวเรา ก็มาจากความเลวทรามของผู้มีกิเลส เช่น กิเลส ความกำหนัดยินดี ผิดศีล ผิดธรรม ความโกรธ ความพยาบาท ความหลงงมงาย ทั้ง 3 ประการนี้ เป็นตัวบ่อนทำลายโลกมนุษย์เรา แต่มนุษย์ที่มีศีลพวกนี้ก็ทำลายไม่ได้ คนมีศีลสมบูรณ์ทุกอย่าง สมบูรณ์ด้วยน้ำใจที่เมตตาปราณี ไม่ฆ่าสัตว์ สมบูรณ์ด้วยความเป็นคน ไม่โลภมากอยากได้ จึงไม่ล้วงล้ำกรรมสิทธิ์ เงินทอง ข้าวของผู้อื่น คนมีศีลย่อมยินดี คนที่เรารักหนึ่งคน ทั้งฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย และไม่จืดจางกันไป จะไม่เอาใจใส่ในเรื่องอื่น จะไม่รักชายอื่น ไม่รักหญิงอื่น เพราะว่าเขาเป็นคนดีมีสัจจะ ต้องมีสามีคนเดียว ต้องมีภรรยาคนเดียว ถึงว่าอยู่ในศีลที่ดี ในการครองรัก ครองเรือน วาจาที่กล่าวนั้น ก็ตามที ย่อมไม่พลาดไปจากความจริง ถ้าพลาดจากความจริงเป็นวาจาเสีย เสียสัจจะ”

หลวงปู่เจริญ ราหุโล
วัดป่าพระธาตุเขาน้อย อ.บ้านคา จ.ราชบุรี








ผู้หญิงเป็นพระอรหันต์ได้ ผู้ชายเป็นพระอรหันต์ได้ ฉายานามว่า มนุษย์

วาโต แปลว่า ลม ลมเป็นที่เกิด อิตถี แม่ของเราก็มีลม พ่อของเราก็มีลม

พระพุทธเจ้าอาศัยลมเป็นที่เกิด เมื่อเป็นพระโพธิสัตว์เวสสันตะระได้เกิดจากลม พระเจ้าสัญชัย พระนางเจ้าผุสดี เป็นพระเจ้าแม่ขันธ์ ๕ ของพระองค์ พระองค์เกิดจากขันธ์พระเจ้าสัญชัย และพระนางผุสดี

นางผุสดีได้รับแล้วพรแก้วสิบประการ มือสิบนิ้วนี้แหละเรียกว่า พร

บุตรทิพย์ ได้แก่ พระยาเวสสันตะระ รูปทิพย์ หมายถึง ขันธ์ ๕ เสวยสุขอย่างมนุษย์นิยม ได้นางมัทรี ได้ดอกบัว ๒ ดอก ดอกหนึ่งชาลี ดอกสองกัณหา เกิดจากคุณยาย ตายแล้วทิ้งกระดูกเน่า ใจมีทาน ใจมีศีล

สุตวา พรหม ๔ พรหมที่หนึ่ง ได้แก่ ตัวพระองค์ พรหมที่สอง ได้แก่ นางมัทรี พรหมที่สาม ได้แก่ พระกุมารชาลี พรหมที่สี่ได้แก่ พระกุมารีกัณหา

พระกุมารีกัณหา ผู้เป็นลูกสาวหล้า (คนเล็ก) ในขณะที่พ่อให้ทาน ได้ขอต่อพระยาให้รอแม่มัทรีมาก่อน พ่อก็พูดว่า ไปอีนาย ไปอีนาย (คือ พ่อบอกให้ไปกับชูชก ไม่ต้องรอแม่)

(กัณหาจึงว่า) ชาตินี้ผู้ข้าเป็นลูกพระยาเวสสันตะระ ชาติหน้าขอผู้ข้าอย่าได้มาเกิดเป็นลูกพระยาเวสสันตะระเจ้า แต่ไปเกิดกับพ่อใหม่แม่ใหม่ ใส่ชื่อว่า นางอุบลวรรณา แปลเป็นภาษาไทยชาวเชียงใหม่ นางดอกบัว นี่แหละ

ไปที่ไหนอาศัยลมเป็นที่เกิด เมื่อลงมาชาตินี้ พระโพธิสัตว์อาศัยลม พระเจ้าสุทโธทนะอาศัยลม พระนางสิริมหามายาเป็นที่เกิด ได้ ๗ วัน ลมของคุณยายสิริมหามายาแตก เรียกว่าตาย ทิ้งกระดูกไว้ ใจของคุณยายก็ไปเกิดเป็นนางเทวดา ชั้นปรนิมมิตวสวติ

เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสํ ปรนิมฺมิตฺวสวตีนํ เทวานํ สทฺทํ สุตวา

นี่แหละนักธรรม นักกรรมฐานทั้งหลาย เมื่อเป็นพระศรีธาตุ (พระสิทธัตถะ) เรียกพระเจ้าจักรพรรดิ อานิสงส์ทานชาลี ลูกชายคนเดียวแก่พราหมณ์เฒ่า เมื่อเป็นจักรพรรดิได้อำมาตย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์ ไม่ขาดทุน ทานลูกสาวหล้านางกัณหาแก่พราหมณ์ เมื่อออกบวชได้นางภิกษุณี ๘๔,๐๐๐ นาง ไม่ขาดทุน

ทานนางมัทรี เมียที่ดีของพระโพธิสัตว์ ได้นางมเหสีที่หนึ่ง เสวยสุขอย่างมนุษย์นิยม ได้บุตรชายคนหนึ่ง เจ้าพระราหุลกุมาร

ส่วนนางอุบลวรรณามีวจีกรรม พ่อไม่ให้อนุญาตแต่ไปตามวิญญาณของผู้หญิง มาเกิดชาตินี้จึงถูกนายโจรข่มเหง เสียพระทัยร้องไห้ จึงไปไหว้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงตัดสิน ลูกสาวของเราไม่มีบาป ไม่มีอาบัติ (เพราะไม่ได้ยินยอมเป็นใจด้วย) ไม่ให้อุปาทานอันใดมาผูกใจของลูกผู้หญิง เมื่อหายสงสัยแล้วได้พระอรหันตา เข้าพระนิพพานได้

พระนางยโสธราพิมพาก็เป็นพระอรหันต์ นางโคตมี แม่เลี้ยง ผู้เลี้ยงพระองค์นั้น ก็ได้เป็นพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าไปเทศนาโปรดพระราชบิดา ขอให้พระเจ้าพ่อทรงรับเอา พระพุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธเป็นมรรค พุทโธเป็นผล เพราะอานิสงส์ที่เจริญพุทโธ จึงได้เป็นพระโสดา ธัมโมเป็นมรรค ธัมโมเป็นผล อานิสงส์ที่เจริญธัมโม ได้เป็นพระสกิทาคามิมรรค พระสกิทาคามิผล สังโฆเป็นมรรค สังโฆเป็นผล อานิสงส์ที่เจริญสังโฆ จึงได้อนาคามิมรรค อนาคามิผล ขันธ์แตกแล้วได้ถึงพระนิพพาน

ถ้าพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นไปแล้ว แต่ก่อนก็เรียกว่าอนาคา เพราะสมบัติพระมารดายังไม่หมดอายุ ต้องบิณฑบาตรเลี้ยงขันธ์ของคุณตาคุณยายอยู่ เมื่อขันธ์คุณตาคุณยายแตกไม่รับอาหารแล้ว พระอรหันต์ ขันธ์ตายายแตกแล้วจึงเข้านิพพานได้

นี้แหละหัวใจของพระพุทธศาสนา

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานัง ทำบุญก็ได้รับบุญไปจนได้สวรรค์ ทำบาปก็บาปไปจนถึงนรกอเวจี

ตัวอย่างพระเจ้าอชาตศัตรู จับพระเจ้าพิมพิสาร พระบิดา เข้าคุกทรมานไม่ให้พ่อกินข้าว ใช้ด้วยวาจา (เป็นผู้สั่ง) ตกโรรุวะนรก ๘๔,๐๐๐ ปี มีไฟเป็นอาหาร

นี้แหละนักธรรม นักกรรมฐานเจ้าทั้งหลาย การสอนกรรมฐานนอกรีตนอกรอย ให้โทษแก่เราผู้สอน ให้โทษแก่คนผู้นับถือ และจะหลงกันไปนอกรีตนอกรอยเหมือนเต่าตกบ่อน้ำ ผู้เป็นครูก็เป็นเต่าตกบ่อน้ำ ผู้เป็นศิษย์ ก็เป็นศิษย์ตกบ่อน้ำ (วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร ใจยังไม่ได้พบพระธรรม) เลยไม่ได้อริยเมตตรัยมาเป็นพระอรหันต์ ไม่ทันพระพุทธเจ้า แต่เห็นศาสนา

อย่างเราท่านทุกคนวันนี้แหละ ๒๕๑๔ จึงได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า

ทำนาก็ได้กินข้าว เอาสามีภรรยาก็ได้บุตรชายหญิง (ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น) ตามความปรารถนา

นี้แหละพระธรรม พระธรรมคือใจของเราทุกคน

๑. จิตตานุปัสสนา จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นพระโสดาปัตติมรรค พระโสดาปัตติผล

๒. จิตตานุปัสสนา จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นสกิทาคามรรค สกิทาคาผล

๓. จิตตานุปัสสนา จิตออกบวช ไม่มีผัวมีเมีย จิตนั้นก็เป็นอานาคามิมรรค อนาคามิผล

๔. จิตตานุปัสสนา จิตไม่กล่าวมุสาวาท จิตเป็นพระอรหันตมรรค อรหันตผล

หนึ่ง จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

สอง จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

สาม จิตออกบวช จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

สี่ จิตไม่ขี้ปด จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

ห้า จิตไม่กินเหล้า จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน

ขอให้นักธรรม นักกรรมฐาน จงเจริญธรรมให้มากๆ ตั้งพุทโธ ใจของท่านทั้งหลายจะรู้จักพระพุทธเจ้า ตั้งธัมโม ใจของท่านทั้งหลายจะได้บรรลุโลกุตรธรรม ตั้งสังโฆ จะได้ตัดสังขาร ตัดอุปาทาน แล้วใจของท่านทั้งหลายจะได้พระอรหันต์

ขอนิมนต์พระคุณเจ้าตั้งพุทโธ นั่งก็พุทโธ กินก็กินพระพุทโธ พุทโธคือใจของพระคุณเจ้านั่นแหละ

นั่งก็นั่งพระธรรม นอนก็นอนพระธรรม พระธรรมคือใจของพระคุณเจ้าทุกองค์

นั่งก็นั่งสังโฆ สังโฆคือใจของพระคุณเจ้าทุกองค์ เดินก็เดินอยู่ในพระสังโฆ

นี่แหละคือหัวใจพระศาสนา พระอาจารย์ตื้อ อจลฺธมฺโม ให้ไว้เป็นประโยชน์ในพระศาสนา

สวัสดี ดีพุทโธ ให้ดีจริงๆ ดีธัมโม ให้ดีจริงๆ ดีสังโฆ ให้ดีจริงๆ

โอวาทธรรม : หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
วัดอรัญญวิเวก (วัดป่าบ้านข่า)
ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม





"อย่าไปยินดีในการทำชั่วของคนอื่น เพราะเราจะมีส่วนในบาปนั้นด้วย แต่ให้ยินดีในการประกอบคุณงามความดีของตนและของคนอื่น เพราะจะได้แต่บุญโดยฝ่ายเดียว"

.... หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร








“..จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบำรุงรักษาตนคือใจเป็นเยื่ยม จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ ควรบำรุงรักษาด้วยดี
ได้ใจแล้ว คือ ได้ธรรม เห็นใจแล้ว คือ เห็นธรรม รู้ใจตนแล้ว คือ รู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้ว คือ ถึงพระนิพพาน

ใจนี่แลคือสมบัติอันล้ำค่า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจ คือ ไม่สนใจปฏิบัติต่อใจดวงวิเศษในร่างนี้ แม้จะเกิดสักร้อยชาติพันชาติ ก็คือผู้เกิดผิดพลาดนั่นเอง
เมื่อทราบแล้วว่าใจเป็นสิ่งประเสริฐในตัวเรา จึงไม่ควรให้พลาดทั้งรู้ๆ จะเสียใจในภายหลัง ธรรมที่แสดงนี้ คือธรรมของท่านผู้มีความเพียร ของท่านผู้อดผู้ทน ของท่านผู้เป็นนักต่อสู้ เพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดคนของผู้พ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ปราศจากสิ่งกดขี่บังคับของท่านผู้เป็นอิสระอย่างเต็มภูมิ คือ พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของโลกทั้งสาม ถ้าท่านเห็นว่าธรรมทั้งนี้ เป็นธรรมสำคัญสำหรับท่าน ท่านจะเป็นผู้ไม่มีกิเลสในไม่ช้านี้ จึงขอฝากธรรมไว้กับท่านนำไปพิจารณาด้วยดี..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“การสร้างชีวิตต้องสร้างด้วยศีล เพราะศีล เป็นของเลิศ ที่ว่า เลิศ ศีลมันเลิศกว่ากิเลส กิเลสทุกๆตัวที่มันก่อกวนทำความยุ่งยากให้ตัวเรา ก็มาจากความเลวทรามของผู้มีกิเลส เช่น กิเลส ความกำหนัดยินดี ผิดศีล ผิดธรรม ความโกรธ ความพยาบาท ความหลงงมงาย ทั้ง 3 ประการนี้ เป็นตัวบ่อนทำลายโลกมนุษย์เรา แต่มนุษย์ที่มีศีลพวกนี้ก็ทำลายไม่ได้ คนมีศีลสมบูรณ์ทุกอย่าง สมบูรณ์ด้วยน้ำใจที่เมตตาปราณี ไม่ฆ่าสัตว์ สมบูรณ์ด้วยความเป็นคน ไม่โลภมากอยากได้ จึงไม่ล้วงล้ำกรรมสิทธิ์ เงินทอง ข้าวของผู้อื่น คนมีศีลย่อมยินดี คนที่เรารักหนึ่งคน ทั้งฝ่ายหญิง ฝ่ายชาย และไม่จืดจางกันไป จะไม่เอาใจใส่ในเรื่องอื่น จะไม่รักชายอื่น ไม่รักหญิงอื่น เพราะว่าเขาเป็นคนดีมีสัจจะ ต้องมีสามีคนเดียว ต้องมีภรรยาคนเดียว ถึงว่าอยู่ในศีลที่ดี ในการครองรัก ครองเรือน วาจาที่กล่าวนั้น ก็ตามที ย่อมไม่พลาดไปจากความจริง ถ้าพลาดจากความจริงเป็นวาจาเสีย เสียสัจจะ”

หลวงปู่เจริญ ราหุโล
วัดป่าพระธาตุเขาน้อย อ.บ้านคา จ.ราชบุรี







"...การปฏิบัติ ก็ให้ ดูปัจจุบันนี้เท่านั้นล่ะ อย่าไปห่วงอดีตอย่า ไปห่วงอนาคต เพราะอดีตมันก็ผ่านไปแล้ว
เรื่องที่เกิดในอดีต มันก็ดับไปแล้ว ในอดีต มันหมดแล้ว อนาคต เราก็ปล่อย เรื่องที่เกิดในอนาคต มันก็ดับ ในอนาคต เราจะไปห่วงใย มันทำไม ดูปัจจุบันธรรมนี้ ว่า มันไม่แน่ มันไม่เที่ยง พุทโธ มันก็รู้ขึ้นมา เจริญขึ้นมา รู้ความเป็นจริง ในสิ่งทั้งหลายว่า
มัน ไม่เที่ยง สุข ทุกข์ เกิดขึ้นมา ก็ไม่เที่ยง ไม่แน่

ถ้าจิตใจของเรา เห็นของทุกอย่างว่า เป็นของไม่แน่ปัญหาว่า เราจะไปยึดมั่นหมายมั่น ก็จะค่อย ๆ หมดไป ในเมื่อความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์
และหนทางไปสู่ความดับทุกข์ ล้วนแต่ อยู่ในปัจจุบัน
จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่หลวงพ่อเน้นความสำคัญของการ อยู่ปัจจุบัน และเน้นที่การ มีสติทุกอิริยาบถ..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท







"นักธรรม นักกรรมฐานเจ้าทั้งหลาย การสอนกรรมฐานนอกรีตนอกรอย ให้โทษแก่เราผู้สอน ให้โทษแก่คนผู้นับถือ และจะหลงกันไปนอกรีตนอกรอยเหมือนเต่าตกบ่อน้ำ ผู้เป็นครูก็เป็นเต่าตกบ่อน้ำ ผู้เป็นศิษย์ ก็เป็นศิษย์ตกบ่อน้ำ (วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร ใจยังไม่ได้พบพระธรรม)"

- หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม






"คนเราอยากได้ ความสุข แต่ไม่รู้จักทำความดี ถ้าเราจะตั้งใจจริงๆ เพื่อทำความดีแล้ว ไม่ต้องเอามากมายอะไรดอก เพียงวันหนึ่งให้ทำความดีสัก ๑ ชั่วโมง เป็นความชั่ว ๑๑ ชั่วโมงก็ยังดี เดือนหนึ่ง ๓๐ วัน ทำดีสัก ๓ วันก็พอ หรือเกิดมา ๕๐ ปี ได้ทำความดีสัก ๕ ปีก็ยังดี ความดี นั้นถ้ามันดีจริงๆ แล้วเพียง ๕ นาทีเท่านั้น ก็สามารถทำให้เย็นใจไปได้ตลอดชีวิต"

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร





#จะไปหาความสุขที่ไหนเล่า
ไปหาความสุขตามข้าวของเงินทอง
ไม่ใช่ทั้งนั้น จะหาความสุขจากการทำงาน
ไม่ใช่ทั้งนั้น เราก็ทุกข์เพราะหาข้าวของ
เงินทองนั่นสิ

ความสุขนี้ต้องหัวใจของเราให้มันนิ่ง
พุทโธ...พุทโธ...ทำใจให้เยือกให้เย็น
ทำใจให้เบา ทำให้ใจสบายแล้ว
หัวใจเราสบายแล้ว การงานมันก็สบาย
ข้าวของเงินทองสบาย
ชาวบ้านร้านตลาดก็สบาย
ประเทศชาติก็สบาย...

#หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 25 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron