วันเวลาปัจจุบัน 12 ม.ค. 2026, 00:55  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ม.ค. 2026, 09:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5458


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ความสำคัญของทุกสิ่งในโลกก็คือใจ ถ้าใจหยาบทุกสิ่งที่มาเกี่ยวข้องก็กลายเป็นของหยาบไปด้วย เช่นเดียวกับร่างกายสกปรก แม้สิ่งที่มาคละเคล้ากับกายจะเป็นของสะอาดสวยงามเพียงไร ก็กลายเป็นของสกปรกไปตามร่างกายที่สกปรกอยู่แล้ว ฉะนั้นธรรมจึงอดจะหยาบไปตามใจที่สกปรกไม่ได้ ถึงจะเป็นธรรมที่บริสุทธิ์หมดจด แต่พอคนมีใจโสมมเข้าไปเกี่ยวข้อง ธรรมก็กลายเป็นธรรมอับเฉาไปตาม เหมือนผ้าที่สะอาดตกลงไปคลุกฝุ่น หรือคนชั่วแบกคัมภีร์ธรรมอวดโลกให้เขารับนับถือ ซึ่งทั้งสองนี้ไม่มีผลดีต่างกันเลย คนที่มีใจหยาบกระด้างต่อศาสนาก็เป็นคนในลักษณะนี้เหมือนกัน จึงไม่มีทางได้รับประโยชน์จากศาสนธรรม แม้เป็นของวิเศษเพียงไรเท่าที่ควร เอาแต่ชื่อออกประกาศกันว่าตนนับถือศาสนา แต่ไม่ทราบว่าศาสนาคืออะไร และมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้นับถืออย่างไรบ้าง ถ้าประสงค์อยากทราบข้อเท็จจริงจากศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว ตนกับศาสนาก็เป็นอันเดียวกัน ความสุขทุกข์ที่เกิดกับตนย่อมกระเทือนถึงศาสนาด้วย ความประพฤติดีชั่วก็กระเทือนถึงศาสนาเช่นกัน คำว่าศาสนา คือแนวทางที่ถูกต้องแห่งการดำเนินชีวิตนั่นแล จะเป็นอื่นมาจากไหน ถ้าคิดว่าศาสนาอยู่ที่อื่นนอกจากตัว ก็ชื่อว่าเข้าใจศาสนาผิดจากความจริง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






เมื่อบารมียังน้อยอยู่ แล้วทำไมไม่ยอมทำ ไม่ยอมสร้างกัน ตามธรรมดาของคนฉลาดแล้ว เมื่อของเรามีน้อยเราก็ต้องหาใส่ให้มันเต็ม ไม่ใช่เพิกเฉย

เหมือนกับเราทำนา คนฉลาดย่อมรื้อถอนหญ้าคาที่ขึ้นในนา ไม่ใช่ปล่อยให้มันขึ้นเต็มท้องนา เพราะฉะนั้น จะได้ผลน้อย ข้าวไม่โต
เมล็ดก็เล็ก อานิสงส์ย่อมน้อย

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่สาคร ธัมมาวุโธ







“...ในสังคมทุกสังคม
ไม่ว่าจะเป็นสังคมฆราวาส หรือสังคมสงฆ์
หากเทิดทูนกฎเกณฑ์ขึ้นเป็นใหญ่กว่าตนเอง
สังคมนั้น ๆ ก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก
ทั้งยังเป็นความปลอดภัย ต่อตัวท่านเอง
และต่อสังคมส่วนรวม สามารถป้องกันโลกธรรม
ฝ่ายที่ไม่น่าพึงพอใจ ไม่ให้มาเบียดเบียน...”
.
--- พระคติธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก




“..สิ่งใดเป็นไปเพื่อทุกข์ เป็นไปเพื่อโทษ ก็รีบชำระสะสางให้หมดสิ้นไปจากดวงใจของเรา ให้พึงเข้าใจในสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอมิใช่ว่าเราไม่รู้ คือให้รู้ภายในจิตใจของตน อย่าส่งรู้ออกภายนอกจิตใจของตน ให้พากันดูให้พากันฟัง สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีอยู่ในตัวเราทุกคนครบบริบูรณ์ ขณะนี้เราอยู่ในสมถกรรมฐาน คือความสงบ วางอารมณ์ภายนอกทังหมดได้ ไม่กำหนัดรักใคร่ยินดี ใจไม่หงุดหงิด ไม่ซึมเซา ไม่ท้อแท้ และไม่งมงาย เราอยู่ในวิปัสสนากรรมฐาน ก็ตัดหมด ตัดภพ ตัดชาติทั้งหลาย อารมณ์สัญญาที่เป็นไปตามกระแสโลกตัดหมด ไม่มีเหลือ เป็นเรื่องสมมตินิยมกันเท่านั้น จิตของเราเป็นวิมุติ หลุดพ้นไปหมด เรื่องภพ เรื่องชาติ เรื่องทุกข์ เรื่องภัย ไม่มีอีกแล้ว นี้แหละเป็นข้อปฏิบัติ..”

พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)








เมตตานั้นก็เช่นเดียวกันกับน้ำ ภาชนะใดไม่มีน้ำ ภาชนะนั้นก็แห้งอยู่แล้ว จะไปทำบริเวณนอกภาชนะเปียกเย็นย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่น้ำมีเต็มเปี่ยมภาชนะใด ทั้งยังมีเพิ่มในภาชนะนั้นไม่รู้หยุด น้ำย่อมท่วมล้นไหลรินออกจากภาชนะเอง ซึมซาบลงสู่พื้นดินได้โดยไม่ต้องมีผู้ราดรด
.
เมตตาก็เช่นกัน มีขึ้นในจิตใจใด ก่อนอื่นย่อมทำให้จิตใจนั้นไม่แห้งผาก แต่ย่อมชุ่มเย็น และเมื่อมีมาก ก็จะท่วมท้นจิตใจ และไหลรินไปสู่ผู้คนและสรรพสัตว์ได้เองโดยมิต้องตั้งความมุ่งมาดปรารถนา จักเป็นไปเอง ไม่แตกต่างกับน้ำที่ท่วมภาชนะแล้วก็ย่อมไหลออกทำความชุ่มชื่นให้เกิดขึ้นทั่วได้เองฉะนั้น
.
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก











“..จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบำรุงรักษาตนคือใจเป็นเยื่ยม จุดที่เยี่ยมยอดของโลก คือ ใจ ควรบำรุงรักษาด้วยดี

ได้ใจแล้ว คือ ได้ธรรม เห็นใจแล้ว คือ เห็นธรรม รู้ใจตนแล้ว คือ รู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้ว คือ ถึงพระนิพพาน

ใจนี่แลคือสมบัติอันล้ำค่า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจ คือ ไม่สนใจปฏิบัติต่อใจดวงวิเศษในร่างนี้ แม้จะเกิดสักร้อยชาติพันชาติ ก็คือผู้เกิดผิดพลาดนั่นเอง
เมื่อทราบแล้วว่าใจเป็นสิ่งประเสริฐในตัวเรา จึงไม่ควรให้พลาดทั้งรู้ๆ จะเสียใจในภายหลัง ธรรมที่แสดงนี้ คือธรรมของท่านผู้มีความเพียร ของท่านผู้อดผู้ทน ของท่านผู้เป็นนักต่อสู้ เพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดคนของผู้พ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ปราศจากสิ่งกดขี่บังคับของท่านผู้เป็นอิสระอย่างเต็มภูมิ คือ พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของโลกทั้งสาม ถ้าท่านเห็นว่าธรรมทั้งนี้ เป็นธรรมสำคัญสำหรับท่าน ท่านจะเป็นผู้ไม่มีกิเลสในไม่ช้านี้ จึงขอฝากธรรมไว้กับท่านนำไปพิจารณาด้วยดี..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“กฎแห่งกรรมมีจริง ไม่อาจหนีได้
ผู้ใดทำเหตุอย่างไร ผลย่อมเป็นอย่างนั้น”

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ






ชีวิตของพระไม่ใช่จะรวยตลอดนะ ถึงคราวจนมันจนมาก ๆ นะ ก็เหมือนหมากลางถนน อันนั้นก็เราก็ไม่ได้เปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้านะ เปรียบเทียบกับหลวงพ่ออินทร์เองนะ ก็เหมือนหมากลางถนน เดินไปบิณฑบาตไป สุดแท้เขาจะใส่ ถ้าวันไหนเขาใส่อาหารได้ดีก็ได้ฉันของดี ถ้าเขาวันไหนเดินไปไม่มีใครใส่บาตร วันนั้นก็แห้ว ไม่ได้ฉันเลย

เราจะขอ อาตมาขอพริกขอเกลือด้วยเถิด อาตมาไม่มีอาหารอยู่ในบาตร อาตมาชอบอันนั้นชอบอันนี้ ขอกล้วยด้วย มีไหมกล้วยสุก ขอกล้วยสุก ๆ ด้วยนะโยม ทั้งที่เห็นกล้วยของเขาอยู่ก็ไม่กล้าขอ ขอไม่ได้ เพราะพระวินัย ภิกษุไม่เป็นไข้ขอสิ่งของจากฆราวาสเอามาฉัน ปรับอาบัตินะ ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา

ถ้าเขาปวารณาไว้แล้วนะ พระคุณท่านต้องการอะไรในปัจจัย ๔ ที่โยมจะช่วยเหลือได้บอกมานะท่าน หลวงพ่อนะ ท่านอาจารย์นะ เราก็บอกเขาได้ อาตมาบิณฑบาตมีแต่ข้าว ขอพริกขอเกลือสักหน่อยเถอะ นี่ก็ขอได้ แต่ถ้าเขาไม่ได้ปวารณาไปขอเขา ปรับอาบัติทุกกฎนะ

เพราะฉะนั้น จะมองเห็นแต่ความร่ำรวยของพระ แต่ไม่มองความยากจนของพระ พระแต่ละวัดไม่เหมือนกัน วัดของเราน่ะใช่ วัดของเราตั้งตนตั้งตัวขึ้นมาแล้ว อันนี้พอเป็นไปได้ เพราะศรัทธาญาติโยมรู้จักขึ้นมา แต่นอกจากนั้นขึ้นมาให้ไปดูก็แล้วกันนะ ในอำเภอนายูงมีกี่วัด ทั้งวัดบ้านวัดป่า

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ชีวิตพระเหมือนหมากลางถนน”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๘






"ผู้ปฏิบัติธรรม ต้องทำตัวดุจผ้าขี้ริ้ว ซึ่งไม่มีราคา ใครจะเช็ดเท้าหรือเหยียบย่ำไปด้วยดินโคลน ของโสโครกหรือสะอาดอันใด ก็ไม่มีความรังเกียจ หรือยินดี ยินร้าย ดังเช่น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ซึ่งทรงลดพระทิฏฐิมานะของพระองค์ในการเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ขัตติยราชชาติสกุล ลงมาเป็นนักบวชอย่างคนธรรมดาสามัญ ถือบิณฑบาตเที่ยวเดินไปตามหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ โดยมิได้ทรงคำนึงว่าอาหารที่ได้มานั้นจะเป็นของดีเลวหยาบหรือปราณีตประการใด พระองค์ก็ทรงรับไว้และบริโภคได้ทั้งสิ้น ฉันใดก็ดี ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็ควรจะต้องดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์ พยายามปลดปล่อยละวางทิฏฐิมานะความถือตัวถือตน ความโอ้อวดในคุณธรรมความรู้ความฉลาด และชาติสกุลของตนว่า เราเป็นพระ เราเป็นเณร เราเป็นอุบาสิกา เราเป็นคนดี คนวิเศษกว่าคนนั้นคนนี้ เราจะต้องทำตัวให้มีความรู้สึกประดุจผ้าขี้ริ้วหรือพรมเช็ดเท้า ยอมรับความดีความชั่วทั้งหลายได้โดยดุษณีภาพ หรือโดยชื่นตาชื่นใจ ถ้าหากเราไม่ยอดลดทิฏฐิมานะของตนเองลงต่อเหตุการณ์ของโลกเหล่านี้ได้แล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะก้มหัวลงสู่ข้อปฏิบัติได้อย่างเต็มใจ"

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร





"...อารมณ์ชนิดใดก็ตาม เราอย่าไปเอาชนะมัน
เราอย่าไปยอมแพ้มันให้เราตั้งอยู่ในความสงบ
เรียกว่า น้ำไหลนิ่ง ความสงบท่ามกลางความ
ไม่สงบ น้ำไหลนิ่ง หยุด นิ่ง รู้ น้ำไหลนิ่ง
เป็นความสงบ ที่อยู่ท่ามกลางความไม่สงบ
เปรียบเหมือนน้ำไหลนิ่ง

อารมณ์ที่มันเกิดขึ้นภายในจิตเรา
ความพอใจ ความไม่พอใจ
ความรัก ความชัง
ความดีใจ ความเสียใจ
ความโกรธ ความพยาบาท อะไรก็ตาม
มันจะเป็นอารมณ์ชนิดใด ก็ตาม
เราอย่าไปเอาชนะมัน เราอย่าไปยอมแพ้มัน
ให้ตั้ง อยู่ในความสงบ ความสงบ ที่อยู่
ท่ามกลางความไม่สงบ

เปรียบเหมือนน้ำไหลนิ่ง หยุด นิ่ง รู้ ดู
ความเกิด ดับ ของอารมณ์ทั้งหลาย ทั้งปวง
ไม่ไป ข้องเกี่ยวกับมัน
แม้แต่ ลม กับกาย ความสงบนั้น
ก็มิได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยเลย
แล้วเราจะพ้นจากบ่วงของมาร..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี







สติจริงที่สุด
“ไม่จำเป็น ต้องนั่งกาวนานานนับเป็นหลายชั่วโมง
บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนา นานเท่าใด
ก็ยิ่งจะเกิดปัญญา มากเท่านั้น
ปัญญาที่แท้ เกิดจากการที่เรามีสติ ในทุก ๆ อิริยาบท
การฝึกปฏิบัติของท่าน ต้องเพิ่มขึ้นทันที
ที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติ ให้ต่อเนื่อง
ไปจนกระทั่ง นอนหลับไป.."

ธรรมะหลวงปู่ชา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 26 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron