วันเวลาปัจจุบัน 12 ม.ค. 2026, 00:59  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2026, 13:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5458


 ข้อมูลส่วนตัว


อิจฉาริษยา อาฆาตพยาบาท บ่มีวันสิ้นสุดดอก เมตตาดีกว่า เมตตาเขาใจเราเป็นสุขเนาะ

หลวงปู่จื่อ พนฺธมุตฺโต






กิเลส....เปรียบเหมือนมดที่รุมกัด
กิเลส....เปรียบเหมือนมดที่รุมกัด เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ จนบางครั้งระงับไม่ทัน อารมณ์ก็รุนแรง
..หากไม่มีสติปัญญา มันก็ระงับไม่ได้ !!!

ตอนนี้..เราไม่มีมดนั้นมานานแล้ว

หลวงปู่เมตตาให้โอวาทธรรม หลังจากท่านเล่าถึงประสบการณ์ ตอนไปอยู่พม่าและมีพระพม่ารูปหนึ่งมากลั่นแกล้งท่าน พูดจาประชดประชันเกือบทุกวัน เช่นเรียกท่านว่า "อโยธยา อโยธยา " เป็นต้น

หลวงปู่เล่าว่า ท่านก็เก็บความขุ่นข้องหมองใจนั้นไว้หลายวัน เหมือนมดที่กัดกินใจทุกวัน จนวันหนึ่งไม่ทันกิเลส หรือความปรุงแต่งที่สะสมไว้นี้ ทำให้ท่านได้ถีบพระรูปนั้นหงายล้มไปเลย....

ท่านยังบอกว่า....ถ้าเกิดเขาตอบกลับมานี่ หลวงปู่ก็คงแย่เหมือนกันนะเนี่ยเพราะว่า เขารูปร่างใหญ่กว่าหลวงปู่เยอะ แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา พระพม่ารูปนั้น ก็ไม่มาพูดจาประชดประชันหรือกลั่นแกล้งท่านอีกเลย

...หลวงปู่ท่านว่า เราจดจำเรื่องนี้เสมอเพราะว่านั่นคือ

...."กิเลสตัวใหญ่มาก"....

เป็นความปรุงแต่งที่ใหญ่มาก

คนเราฆ่ากันได้

ก็เพราะเรื่องระงับเหตุความปรุงแต่ง ไม่ได้นี่แหละ...

ตอนนี้..เราไม่มีมดนั้นมานานแล้ว
โอวาทธรรม..#พระครูสังวรญาณโสภณ
(#หลวงปู่เจริญ ญาณวุฑฺโฒ)






"เมื่อใดมีความคิดว่าเราทำดี ไม่ได้ดี
หรือเขาทำดีไม่ได้ดี ก็พึงรู้ว่าเมื่อนั้นกำลังหลงคิดผิด
จากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง
ทำดีต้องได้ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น

เมื่อใดมีความคิดว่าเราทำไม่ดี แต่กลับได้ดี
หรือเขาทำไม่ดี แต่กลับได้ดี ก็พึงรู้ว่าเมื่อนั้นกำลังหลง
คิดผิดจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง
ทำไม่ดีต้องได้ไม่ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผล
ใดทั้งสิ้น

ชีวิตในชาตินี้ชาติเดียวย่อมน้อยนัก เมื่อเปรียบกับชีวิต
ในอดีตชาติซึ่งนับจำนวนชาติหาถ้วนไม่ ดังนั้น
กรรม คือการกระทำที่ทำในชีวิตนี้ ในชาตินี้ชาติเดียว
จึงน้อยนักเมื่อเปรียบกับกรรม หรือการกระทำที่ทำไว้แล้ว
ในอดีตชาติอันนับจำนวนชาติไม่ถ้วน"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ







"สติปัญญา มันต้องคู่กันกับเมตตา
รู้จักทำความดับทุกข์แก่ตนแล้ว
ก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่นให้ดับทุกข์ได้ด้วย
นี้เรียกว่าประพฤติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งทั้งปวง"

ท่านพุทธทาสภิกขุ






ทะลุสมาธิคือจิตถึงธาตุรู้
จิตเห็นจิต จิตรู้จิต
นี่แหละที่หลวงปู่ดุลย์ท่านพูด
"ทำญานให้เห็นจิตเหมือนดั่งตาเห็นรูป"
จิตแท้ไม่มีการปรุงแต่ง จิตแท้คือปกติ
จิตที่ไม่ปกติเพราะมาอยู่ข้างนอก
ก็เลยปรุงแต่งต่างๆนานา
ถ้าต้องการหมดการปรุงแต่ง
ดูตรงนี้ก็จะจบ จิตตรงนี้ก็จะอยู่ข้างใน

พระธรรมเทศนา ณ พุทธมณฑล 16 มกราคม 2553

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร





“..บุคคลผู้มีสติปัญญาดี เมื่อได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังพระสัจธรรมอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เขาย่อมเป็นผู้มีจิตแสนฉลาด รู้ความหมายมีศรัทธาเลื่อมใส เข้าใจในอรรถในธรรม เขาทำแต่กรรมดี ละกายทุจริต ดังจิตเจตนา เว้นห่างจากบาป เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมยเอาข้าวของของผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดมิจฉาทางกาม ไม่พูดความเท็จ พูดแต่ความจริง ไม่พูดส่อเสียดให้เกิดความทะเลาะแตกความสามัคคีต่อกันไม่พูดคำหยาบ ไม่แสลงหู ทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจดี ไม่มีภัยในคำพูด พูดมั่นคงมีหลักฐาน ไม่เป็นคำเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้ประโยชน์ เป็นวาจาสะอาด นักปราชญ์นิยมชมชอบ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)








“เราทำสมาธินี่ มันไม่เกิด การฟุ้งซ่าน ไอ้การฟุ้งซ่าน ไอ้การกังวลนี้ มันบั่นทอน ชีวิตของเรา

แทนที่เรา จะไป ๗๐ ๘๐ ๙๐ มันก็ไปซะ ๕๐ ๖๐ ๗๐ มันก็จะตาย ไปก่อน

เพราะว่า ความกังวลนี้ ทำกังวลของใจ ไอ้นั่นนิด ก็กังวล ไอ้นั่นหน่อย ก็กังวล เพราะว่า จิตขาดสมาธิ”

ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม ๒ หน้า ๙๕

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)







"ผู้มีบุญสูงสุด"

" .. ผู้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีบุญอย่างยิ่ง "แต่ผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนา คือปฏิบัติให้จริง ตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน เป็นผู้มีบุญสูงสุด"

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ประเสริฐสุด ไม่มีที่เปรียบได้ "เพราะพระพุทธศาสนาเท่านั้น ที่จะพาไปให้รู้จักพลังพิเศษ คือความคิดที่สามารถทำลายความทุกข์ได้" ตั้งแต่ทุกข์น้อย จนถึงทุกข์ทั้งปวง จนถึงเป็นผู้ไกลทุกข์สิ้นเชิง "ไม่มีเวลากลับมาให้เป็นทุกข์อีกเลย ตลอดไป"

"ผู้มีพลังพิเศษพาหนีทุกข์ได้ พาดับทุกข์ได้ พาพ้นทุกข์ได้ คือผู้มีความคิดพิเศษและความคิดพิเศษนี้ เกิดได้จากความรู้จักปฏิบัติพระพุทธศาสนาเท่านั้น" .. "

"แสงส่องใจ" ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๗
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร








“..ผมเคยพูดบ่อย ๆ แต่คนไม่ค่อยใส่ใจ อะไรเกิดขึ้นในปัจจุบัน ผมก็ว่า เออ ! อันนี้มันไม่แน่ ! แต่คำนี้คนไม่ค่อยได้คิดตาม คำง่าย ๆ สั้น ๆ ที่ว่า ไม่แน่ คำเดียวและถูกผมพูดบ่อย ๆ คนก็ไม่ค่อยเอา” ฯลฯ “ ถ้าเห็นอนิจจังชัดเจน มันก็เป็นพระสมบูรณ์นั่นเอง เห็นอนิจจัง มันเป็นของไม่แน่นอน ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อุปทานมั่นหมายมันก็ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งห้า อะไรก็ช่างเถอะ ถึงจะเกิดอารมณ์อะไรที่ไม่พอใจถึงกับน้ำตามันจะไหลออกมา ให้เรานึกถึงคำสอนที่ว่า อันนี้ไม่แน่ ไว้เสมอเลยทีเดียว ด้วยสติสัมปชัญญะของเรา มันจะพอใจ ไม่พอใจ มันจะดี มันจะชั่ว ก็ให้พอดี มันก็ถอนอุปทานได้ เห็นว่ามันเป็นของไม่มีราคา แล้วก็มีการปล่อยวางไปในตัวด้วยเสมอ อันนี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เมื่ออะไรเกิดขึ้นมาก็เรียกว่า มันไม่แน่ อย่าไปลืม อย่าไปทิ้งคำนี้ ดีท่านก็ไม่ให้ยึด ชั่วก็ไม่ให้ยึด เพราะว่าธรรมะทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่า ไม่แน่ ไม่เที่ยงนะ มันจะหมุนรอบตัวมันอยู่ เห็นอาการทั้งหลายเป็นอยู่อย่างนั้น จิตจะทอดอาลัย อันนี้เป็นเครื่องมือที่ถอนความยึดมั่นออกจากอารมณ์อันนั้น ทำให้เรามองเห็นธรรมะอย่างแจ้งชัด..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






อย่าไปรังเกียจหรือติเตียนว่าคนนั้นคนนี้
ไม่ดีต่อเรา หรือสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ชั่ว ใจเขา
เราเป็นผู้เห็นผิดเข้าใจผิดไปเอง
แท้จริงสังขารทั้งหลายในโลกไม่มีอะไรดี
อะไรชั่ว รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส
ทั้งหลายก็เป็นของกลางๆ เขาไม่ได้ตั้งตัว
ว่าเป็นดีหรือเป็นชั่ว แต่เราไปว่าให้เขาเป็นเอง
โดยความคิดปรุงของใจตนต่างหาก
ถ้าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะตั้งข้อตำหนิ
ติโทษเราบ้างแล้ว ก็น่าจะมีแต่คนผิดทั้งโลก ...
...
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร








“...คนเรามันก็เหมือนมีงานอยู่ตลอดเวลาหล่ะนะ หมดพรรษาแล้วใครอยากจะไปอยู่วิเวกก็ไปได้ คือพระเราที่จะอยู่ไปวันนึง วันนึง แบบฆราวาสเขาก็ไม่ได้น่ะ นับวันมันจะมีภาระมากขึ้น พรรษาก็มีมากตามไปด้วย หน้าที่ของเราที่ต้องปฏิบัติต่อตัวเราเอง อย่างน้อยให้มีความสงบเป็นที่พึ่งของใจมันก็อยู่ได้ ถ้าไม่มีเลยนี่
มันก็จะคว้าเอาเรื่องทางโลกมาปฏิบัติกัน ในสายตาของครูบาอาจารย์ก็จะมองว่ามันไม่เป็นการดีเลยที่จะเป็นอย่างนั้น

...พระพุทธเจ้าออกบวชก็มุ่งที่จะชำระล้างกิเลสที่มีอยู่ในใจขององค์ท่านให้ออกไปให้หมด ท่านเห็นอะไร ไม่ว่าต้นไม้ ใบหญ้าหรือคน ท่านก็จะตีเข้ามาหาตัวเป็นธรรมเสมอว่า โลกนี้มันเป็นโลกที่ไม่เที่ยงนะ มีกฏของไตรลักษณ์
คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้าบังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลา แล้วมนุษย์เราแต่ละคน แต่ละคน ไม่ใช่ว่าอายุจะยืนยาวอะไรนักหนา แล้วก็บอกไม่ได้ด้วยว่า คนแก่จะต้องตายก่อนวัยเด็กเสมอไป เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุทำให้เสียชีวิตลง
เกิดโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียนทำให้ตายก่อนวัยอันควร ท่านจึงสอนว่าอย่าประมาทในคุณงามความดี อย่าคิดว่าทำน้อยนิดมันจะไม่ให้ผล เมื่อทำอยู่บ่อย ๆ มันก็จะติดเป็นนิสัย แล้วสิ่งเหล่านี้แหละที่จะชักนำเราให้พ้นทุกข์ไปภายในวันหนึ่งแน่นอน

ทำอะไรก็พยายามน่ะ ทำเอาจริงเอาจัง ผู้ปฏิบัติทางด้านธรรมะ มันจะเอานิสัยทางด้านนั้นมาใช้ แล้วคนที่จริงจัง คือว่ามีการตั้งสติ ความรู้อยู่กับสติไม่คลาดเคลื่อนไปไหน จิตที่มันฟุ้งซ่านที่เคยมีอยู่ มันต้องสงบลงได้อย่างแน่นอน
เมื่อจิตเราเกิดความสงบ เพียงครั้งแรกเท่านั้นแหละ มันก็มีความตื่นเต้นแล้ว แล้วยิ่งสงบเข้าไปหลายครั้งหลายหน ได้ความสว่างกระจ่างแจ้ง มันก็จะเกิดขึ้น เราถึงว่าจิตมันเริ่มสัมผัสกับธรรมแล้ว ต่อจากนั้นความขี้เกียจขี้คร้าน ในการที่จะทำความพากความเพียร มันก็ค่อย ๆ จะหมดไป ๆ แล้วเราก็จะมองเห็นว่า เฮ้ย..ตัวขี้เกียจขี้คร้านเนี่ย มันเป็นกิเลสโดยแท้เลย ซึ่งแต่ก่อนเราไม่เคยคิดเคยนึกนะ พอจิตเจริญขึ้นมันมีความสงบของมันเป็นปกตินี่
เวลาเดินจงกรม มันก็จะขยันเดิน เดินไปบางที นึกว่ามันแค่ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง บางทีเดินไป สามชั่วโมง สี่ชั่วโมงก็มี เมื่อมีความสงบจากนั้นมีโอกาสก็ก้าวทางปัญญา พิจารณาสิ่งทั้งหลายลงไปสู่ไตรลักษณ์ จนกระทั่งถึงสุดท้าย
ที่มันถอดถอนได้สุด “หมดกิเลส” และไอ้ความทุกข์ของใจที่มันหมดกิเลสแล้ว มันหาอะไรเทียบไม่ได้นะ แล้วก็จะสามารถรู้ได้ด้วยตนเองได้ว่าจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว...วันนี้ก็ให้ธรรมะย่อ ๆ แค่นี้นะ เสียงมันไม่มีแล้ว...”

โอวาทธรรมคำสอน
ท่านพระอารย์สุดใจ ทันตมโน
เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๗
ณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี






"...พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติมาก่อนด้วยอานาปานสติ นี่แลรากฐานสำคัญที่จะให้เกิดความเป็นศาสดาขึ้นมาในเบื้องต้น ท่านทรงกำหนดอานาปานสติ พอกำหนดอานาปานสติคือ ลมหายใจเข้าลมหายใจออก เรียกว่า อานาปานสติ สติๆ แปลว่าระลึกรู้ตามลมที่เข้าและออก เข้าออกๆ รู้อยู่ ให้ความรู้สืบเนื่องกันอยู่กับลมที่เข้าและออก ไม่ให้ความรู้ส่งไปหากิจการงานใดๆ ทั้งนั้น ให้มีแต่ลมกับความรู้สัมผัสกันในเวลานั้น

เมื่อสืบเนื่องกันอยู่ด้วยความรู้กับลมไม่ขาดวรรคขาดตอน จิตที่เคยฟุ้งซ่านรำคาญไปในที่ต่างๆ ก็สงบตัวเข้ามาๆ ถ้าเทียบแล้วก็เหมือนเราดึงจอมแหที่ตากไว้ จับจอมแหดึงเข้ามา มันจะย่นเข้ามาหดเข้ามาๆ ทุกด้านของตีนแห จนกระทั่งแหทั้งผืนนั้นรวมกันเป็นก้อนหนึ่ง นี่ก้อนแห กระแสของจิตที่ซ่านไปรอบด้านก็เหมือนกับตีนแหที่เราตากเอาไว้ พอจับจอมแห คือหมายความว่าความรู้นั่นเปรียบกับจอมแหนะ ความรู้กับสติจดจ่อกันอยู่ตรงนี้ เรียกว่าจับ จอมแหแล้ว ทีนี้ความรู้ทั้งหลายที่ซ่านอยู่ก็ค่อยๆหดตัวเข้ามาๆ จนกระทั่งถึงจุดสงบ เหมือนกับแหเมื่อจับจอมแหดึงขึ้นมาแล้ว มันก็รวมตัวเข้ามาเป็นก้อนแหกองเอาไว้อย่างนี้

นี่ความรู้ก็เป็นจุด เมื่อรวมตัวเข้ามาแล้วเป็นจุด คือจุดแห่งผู้รู้ และคำว่าจุดแห่งผู้รู้นี้มีกว้างขวางอยู่ไม่น้อยนะ แต่เราจะอธิบายเพียงย่อๆ พอให้เป็นปากเป็นทางของผู้ปฏิบัติ คือจุดที่ว่านี้ เหมือนกับกองแหนี้ เป็นจุดแห่งความรู้ แหไม่มีความรู้เป็นแต่ข้อเปรียบเทียบเฉยๆ อันนี้เป็นความรู้เด่นอยู่ในจุดนั้น เพราะอานาปานสติ กำหนดภาวนา พระพุทธเจ้าของเราท่านทำอย่างนั้น พอปรากฏนี้แล้วจิตสงบ จิตของพระพุทธเจ้าสงบ สมาธิ ปัญญาขึ้นมาในระยะเดียวกัน สมเหตุสมผลกับว่าขิปปาภิญญา ที่จะตรัสรู้เร็วในคืนวันนั้น พอบำเพ็ญถูกทางคืนเดียวเท่านั้นก็ไปอย่างรวดเร็ว สมถะคือความสงบ สมาธิ คือความสงบแน่นหนามั่นคงของใจก็เกิดขึ้นในเวลานั้น วิปัสสนาความรู้แจ้งแทงทะลุก็เกิดขึ้นในเวลานั้น เหมือนกับต้นเกิดแล้ว แขนงเกิด กิ่งก้านสาขาเกิด ดอกเกิด ผลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว..."

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน






"เมื่อรู้แล้ว...
รู้ อยู่...เฉย ๆ รู้ เท่าทัน
รู้ แจ้ง ไม่รับส่วนกับผู้ใด
ไม่รับ เป็นทาสใคร ไม่รับ ส่วนกับใคร
รู้แล้ว....ไม่เอา
รู้แล้ว...วาง
รู้แล้ว...ละ

สุข ก็มีอยู่เหมือนกัน
ทุกข์ ก็มีอยู่เหมือนกัน
อะไร ก็มีอยู่...เหมือนกัน
แต่...ไม่เอา."

(หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง)







.

#อยากถือศีลแปด

ผู้ถาม : ตอนนี้หนูอยากถือศีล ๘ แต่ติดอยู่ที่ว่ายังมีสามี ยังเป็นภรรยากันอยู่ แต่เราไม่ได้ติดในรูป รส กลิ่น เสียง แล้วจะทำอย่างไรคะ

หลวงพ่อ : ก็ช่างเขาประไร เราก็สงเคราะห์อย่างอื่น

ผู้ถาม : ถ้าอารมณ์เราไม่ติดอยู่กับวิปัสสนาญาณตลอดเวลาอย่างนี้นะคะ จะมีอานิสงส์เท่ากับศีล ๘ ไหมคะ

หลวงพ่อ : เป็นได้ยาก ศีล ๘ อย่างเก่งก็เป็นพรหม วิปัสสนาญาณไปนิพพานได้ ถ้าถือแค่ศีล ๕ และอารมณ์วิปัสสนาญาณให้ทรงตัวน่ะสบายกว่า
แต่ว่าถ้าถึงพระอนาคามีจริงก็เป็น ศีล ๘ เอง ไม่สนใจกันแล้วใครจะไปไหนก็ไปเถอะ ถ้าถือจริงๆ นะ

ผู้ถาม : เรายังห่วงใย ใจเราก็ยังสนใจอยู่

หลวงพ่อ : ถ้าจะเลิก ก็หาใหม่ให้เขาก็แล้วกัน "เวลานี้ฉันไม่สนใจแก แต่แกอย่าหาใหม่นะ" ใช่ไหม
"ฉันไม่สนใจเธอ แต่เธอห้ามหามาใหม่นะ"
อีตอนนั้นสมัยพระพุทธเจ้านี่เขาหาเมียให้ผัวใหม่นะ พระอนาคามีเขาหมดความรู้สึกหมดจริงๆ ความรู้สึกระหว่างเพศ แต่ความโกรธอันนี้ยังมีนะ ก็เหมือนกับพระ แต่ว่ายังไม่จำเป็นต้องบวช ถ้าสามีกับภรรยาอยู่ด้วยกันก็อยู่ด้วยกันเฉยๆ
เราบวชใจซิลูกนะ
อันดับแรกคือทรงศีล ๕ นะ
ศีล ๕ นี่เป็นศีลของพระโสดาบันกับพระสกิทาคามีนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ แล้วก็อารมณ์ของศีล ๘ บางประการเราก็นำไปใช้
อย่าง "วิกาลโภชนา" นี่ใช้ไม่ได้หรอก เราต้องกินข้าว เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะใช่ไหม
"นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนา มาลาคันธะ"
นี่เราใช้ได้ แต่ว่าเราจะแต่งตัวเฉพาะพิเศษ เฉพาะเมื่อเราจะเข้าสังคมนี่เขาไม่ห้ามนะ
เวลาเข้าสังคมจริงๆ เขาจะต้องทาหน้า ทาแป้ง ทาปาก อะไรก็ตาม อันนี้เพื่อการไม่เคอะเขินในสังคมอันนี้ไม่เป็นไร
อย่าถือเคร่งเกินไปนะ
คือเคร่งแต่เหมาะกับสังคม
แต่ถ้าอยู่เฉยๆ เราจะไม่ทำ แต่ว่าทาหน้าทาตาใช้ได้ เพื่อให้หน้าไม่แตกไม่เกรอะกรัง ใช่ไหมใช้ได้ ไม่ต้องเลิกใช้

การรักษาศีลของพระพุทธเจ้า
การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ต้องดูตามกำลัง พระพุทธเจ้าท่านไม่มีการเครียด ท่านปฏิบัติตามความเหมาะสม

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
_______
จากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๔๐๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ หน้า ๑๐๒





”วัตถุมงคลหากจะนำไปป้องกันตัว ถ้ากรรมมา ตัดตอนแล้ว ป้องกันไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งไหนจะไปต้านทานอำนาจกรรมนั้นไม่มี แต่ถ้าผู้นั้นรู้ความหมายในวัตถุนั้น ๆ ว่า เขาสร้างขึ้นมาส่วนมาก เขาใช้สัญลักษณ์ของผู้ที่ ทำแต่ความดี การมีวัตถุมงคลไว้ติดตัว ก็มีไว้เป็นเครื่องเตือนสติปัญญาของตนเองไม่ให้ประมาทในการ กระทำของตน ต้องทำแต่ความดีเสมอ เพราะโลกเขาบูชานับถือแต่คนดี เรามีของดีอยู่กับตัว ก็ต้องทำแต่ความดีอย่างนี้แล้ว ก็นับว่าผู้นั้นได้ประโยชน์จากวัตถุมงคลนั้น ๆ“

ธรรมโอวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่






“..เมื่อเราทราบอยู่แก่ใจว่า ธรรมเป็นธรรม และเป็นเครื่องนำความเจริญมาสู่ตน และทราบอยู่ว่าโลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณเผาอยู่ในดวงใจ เหมือนไฟลุกโพลงอยู่ด้วยเชื้อ คอยแต่จะสังหารทำลายสิ่งต่าง ๆ ให้ย่อยยับดับสูญลงไปทุกเวลานาทีเช่นนี้ จึงควรเร่งบำเพ็ญตนให้พ้นภัยไปเฉพาะหน้า ซึ่งยังควรแก่วิสัยพอจะทำได้ หากกาลอันควรผ่านไปแล้วจะเสียใจภายหลัง เพราะโลกนี้คือโลกอนิจฺจํ และตั้งอยู่บนร่างกายและจิตใจของคนและสัตว์ไม่เลือกหน้า..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







หลวงปู่แหวนสอนภาวนาแก่หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ตอนไปกราบท่าน..หลวงปู่แหวน สุจิณโณ..ท่านว่า.... .

“เจ้าคุณฯ อย่าไปกำหนดอะไรทั้งสิ้น
กำหนดสติอย่างเดียว
สติมันเกิดที่จิต สมาธิมันเกิดที่จิต
ความชั่วความดีมันเกิดที่จิต
อย่าไปเที่ยวดูที่อื่น_ดูที่จิตอย่างเดียว

มันไม่นอกตำราอะไรเลย
เมื่อใจชอบก่อน
การพูด การจา การคิด มันก็ชอบ
เมื่อใจสะอาด การทำ การพูด การคิด มันก็สะอาด
ท่านก็บอกว่าจะไปกังวลอะไร ใช้จิตอย่างเดียว"

หนังสือ :: ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ๑๐
ชีวประวัติ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย /







" คนส่วนใหญ่ ตายแล้วไปอบายภูมิ
เพราะเวลาใกล้ตาย จิตติดอยู่กับ_เวทนา
ขันต์จะแตก ธาตุมันจะดับ มันทรมาน
ลองเอามือแช่น้ำแข็งดูนี่ละธาตุไฟดับเย็นจับใจ
ลองกลั้นหายใจดู นี่ละธาตุลมจะดับ
เกร่งตัวนานๆไม่ขยับดู นี่ธาตุดินจะดับ
ลองอดน้ำดูชิ นี่ธาตุน้ำจะดับ
มันทรมาน

คนที่เคยภาวนาจนลมหายใจหายไป
ไม่เอาแล้วธาตุไม่เอาแล้วขันต์
ฝึกจนเจริญสติได้ เวลาตายก็ประครองสติได้ดี

ความดีนั้น เราต้องทำอยู่เสมอ หมั่นภาวนา
ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต
ให้เป็นมรรค คือทางดำเนินไปของจิต
มันจึงจะเห็นผลของความดี.

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว
จังหวัดเชียงใหม่
16 มกราคม 2431 - 2 กรกฎาคม 2528






เรายังหนุ่มยังสาวอยู่อย่าพากันประมาท ถ้าความแก่ ความเจ็บ ความตาย เข้ามาครอบงำสังขารร่างกายของเราแล้ว เราจะเอาอะไรล่ะ เป็นที่พึ่งที่อาศัยของตนเอง

จึงขอให้พวกเราเร่งขวนขวายเสียเมื่อยังหนุ่มสาว พากันเจริญสมถะภาวนา วิปัสสนาภาวนา ให้รู้ว่า

ตายแล้วเราจะไปไหน จะไปเกิดเป็นอะไร เป็นเทวดา เป็นพรหม เราก็รู้ หรือเป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรจฉานก็รู้ ทำให้มันรู้เสียเมื่อเรายังมีลมหายใจอยู่

ทุกข์ เกิดขึ้นมาก็ให้กำหนดรู้ สมุทัย เกิดขึ้นก็ให้กำหนดรู้ นิโรธ เกิดขึ้นก็ให้กำหนดรู้ มรรค เกิดขึ้นก็ให้กำหนดรู้ จึงเรียกว่ารู้ใน อริยสัจสี่ คือธรรมเป็นของจริง คือไกลจากข้าศึก คือกิเลส

หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก
วัดทุ่งสามัคคีธรรม จ.สุพรรณบุรี







“..อย่าทำความรู้ ความเห็นและความประพฤติทุกด้านเหมือนเราไม่มีป่าช้าอยู่กับตัว อยู่กับบ้านเมืองเรา อยู่กับญาติมิตรของเรา บทถึงคราวเป็นอย่างโลกที่มีป่าช้าทั่ว ๆ ไปขึ้นมา จะแก้ตัวไม่ทัน แล้วจะจมลงในที่ตนและโลกไม่ประสงค์อยากลงกัน จะคิดจะพูดจะทำอะไร ควรระลึกถึงป่าช้าคือความตายบ้าง เพราะกรรมกับป่าช้าอยู่ด้วยกัน ถ้าระลึกถึงป่าช้า ในขณะเดียวกันได้ระลึกถึงกรรมด้วย พอทำให้รู้สึกตัวขึ้นบ้าง อย่าอวดตัวว่าเก่งทั้ง ๆ ที่ไม่เหนืออำนาจของกรรม แม้อวดไปก็เป็นการทำลายตัวให้ล่มจมไปเปล่า ๆไม่ควรอวดเก่งกว่าศาสดาผู้รู้ดีรู้ชอบทุก ๆ อย่าง ไม่ลูบ ๆ คลำ ๆ เหมือนคนมีกิเลสที่อวดตัวว่าเก่ง สุดท้ายก็จนมุมของกรรมคือความเก่งของตัว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)








การให้อภัย ไม่คิดอิจฉา ริษยา อาฆาตร้ายต่อผู้อื่น ใครทำไม่ดีกับเรา พยายามปล่อยวางให้ได้ พยายามรักทุกคนให้เสมอกันให้ได้ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทำเเบบนี้เรื่อยๆ ความเมตตาจะบังเกิดขึ้นเอง คราวนี้ไปที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะถ้าเราไม่คิดร้ายใคร ใครก็ไม่คิดร้ายเราเช่นกัน

โอวาทธรรม หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ
วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร






#การภาวนาคือวิธีเตือนตน_สั่งสอนตน

"... ตรวจตราดูความบกพร่องของตน ว่าควรแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณา อยู่ทำนองนี้เรื่อยๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอิริยาบทต่างๆ บ้าง ใจจะสงบเย็นไม่ลำพองผยองตัว

และไม่เอาความทุกข์มาเผาลนตัวเอง เป็นผู้รู้จักประมาณ ในหน้าที่การงานที่พอเหมาะพอดีแก่ตัว ทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่างๆ

คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมายไม่อาจพรรณนาให้จบสิ้นได้ ..."
---------------------------------------------
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
"โอวาทธรรมจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต"
(หนังสือขันธะวิมุติสะมังคีธรรมหน้า ๓๖)





"ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์ ธรรมะปฏิบัติก็จะไม่เจริญ ปฏิบัติก็ไม่ไปไหน
นี่สำหรับนักปฏิบัติ ศีลสำคัญมาก พึงรักษาไว้ให้ดี"

หลวงปู่หลอด ปโมทิโต






"... ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้อยู่ บุญกุศลทั้งหลายที่ตนเองได้สร้างสมอบรมบุญบารมีเอาไว้ ก็จะทำให้ตนเองนี้ไปเกิดในสถานที่ที่มั่งมีศรีสุขสมบูรณ์ มีความสุขความสบายเป็นอานิสงส์ที่ได้สร้างเอาไว้ ..."

หลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก จ.เชียงใหม่


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 28 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร