วันเวลาปัจจุบัน 06 มิ.ย. 2026, 04:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มิ.ย. 2026, 05:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5570


 ข้อมูลส่วนตัว


“อาหารมื้อวิเศษ”

ความสงบเกิดขึ้นจากการฝึกฝนสมาธิ ซึ่งมีอยู่หลายระดับด้วยกันขึ้นอยู่กับความลึกซึ้งของการมี สติรู้ การมีสติรู้นั้นหมายถึงการเข้าถึงสมาธิทั้งในจิตใจหัวใจและสติอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เป็นกลางในคนทุกคน

ในขณะที่การรับรู้อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นประสาทสัมผัสทั้ง ๕ นั้น เป็นเพียงสิ่งกระตุ้นจากภายนอกเท่านั้น ในทางปฏิบัติทุกคนอาจเข้าใจว่า ถ้าหากต้องการเข้าถึงปัญญาและความสุขที่แท้จริงให้ได้นั้น ต้องฝึกฝนสมาธิอย่างต่อเนื่อง แท้ที่จริงแล้วเพียงแค่ตั้งมั่นจิตใจให้อยู่ในสมาธิ เพียงเท่านั้นก็สามารถที่จะช่วยพัฒนาตัวปัญญาให้เกิดขึ้นได้แล้ว

โดยทั่วไปเมื่อคนเรารู้สึกหิว ก็ต้องหาอาหารมาระงับความหิวของตัวเองด้วยการพยายามเสาะแสวงหาสิ่งที่ตัวเองอยากกิน อาศัยจากการเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสที่มีหรือที่เคยสัมผัสมาก่อน

ดังนั้นคนเราจึงพยายามเลือกค้นหาแต่สิ่งที่ต้องการกิน และสิ่งที่เสนาะหูและน่าฟังอยู่ตลอดเวลาไม่รู้จักจบสิ้น แต่หารู้ไม่ว่า สิ่งที่คนเราค้นหาและได้มานั้น ไม่เคยสนองตอบต่อความหิวโหยของคนเราได้เลย เพราะคนเรายังคงมองหาสิ่งอื่นๆ อยู่ต่อไปไม่รู้จบ

ดังนั้นวิธีที่จะสนองตอบความอยากนี้ได้ คือการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ใจเราต้องการ ต้องดึงความสนใจของตัวเองจากสิ่งเร้า จากการจดจำและจากความคิดของตัวเองให้ได้ และเพ่งสมาธิของตัวเองไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว เหมือนกับการเล็งลูกศรไปที่จุดๆ เดียวอย่างตั้งใจ เช่นการท่อง พุทโธหลายๆ ครั้งในใจ

หรือแม้กระทั่งการกำหนดลมหายใจเข้าออกของตัวเองในขั้นตอนเริ่มต้นของการฝึกสมาธินั้น จริงอยู่ ที่จิตใจของเราอาจจะยังวอกแวกและไม่นิ่งพอ แต่ถ้าหากพยายามฝึกฝนให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความสนใจก็จะสามารถทำได้ดีมากขึ้น

เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราเกิดความสนใจในสมาธิแล้วจิตใจของเราก็จะจดจ่ออยู่กับสมาธินั้น เช่นเดียวกับการทำงาน ในระยะเริ่มแรกเราอาจจะไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานที่เราไม่ชอบ แต่เมื่อเราได้ลงมือทำมันแล้วและเริ่มเกิดความสนใจในงานนั้นจริงๆ งานนั้นก็จะกลายเป็นงานที่ง่าย และคุณสามารถที่จะทำมันให้สำเร็จได้ไม่ยากเย็นทุกคนรู้อยู่แล้วว่า คนเราทุกคนมีกิเลสซึ่งเป็นเหมือนแรงขับและกระตุ้นให้เราทำในสิ่งใดๆ ก็ตามอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับลูกระเบิดที่ไม่สามารถจะพุ่งไปยังเป้าหมายได้ถ้าหากปราศจากผู้ยิง และถ้าหากไม่มีผู้ยิงกระสุนก็ไม่มีวันที่จะตรงไปข้างหน้าได้เอง ฉันใดก็ฉันนั้น ทุกอย่างจึงมีสิ่งกระตุ้นเร้าในตัวของมันเอง ไม่ต่างจากการฝึกสมาธิ ที่อาจจะยากในขั้นตอนเริ่มต้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดความสนใจแล้ว จิตใจก็จะมุ่งมั่นไปที่การทำสมาธิในที่สุด และสิ่งกระตุ้นจากภายนอกที่คอยเร้าก็จะหมดไปโดยอัตโนมัติ ในที่สุดจิตใจจะอยู่ในสภาวะที่นิ่งรู้สึกผ่อนคลายและเกิดความพึงพอใจ เมื่ออยู่ในสภาวะจิตใจในระดับนี้แล้วเราจะไม่มีความรู้สึกที่อยากจะแสวงหาสิ่งใดๆ ก็ตามจากภายนอก เพื่อบำบัดความต้องการของตัวเองอีก

หลังจากที่เลิกทำสมาธิและหลุดออกจากสภาวะดังกล่าวนี้ เราจะรู้สึกอิ่มเอิบใจ พึงพอใจเหมือนกับการได้กิน #อาหารมื้อวิเศษ

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด
#วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ




ไม่เห็นแก่ตัวแล้วมันทำบาปอะไรไม่ได้
บาปกรรมทุกอย่างมันทำเพราะเห็นแก่ตัว
ไม่เห็นแก่ตัวแล้วมันทำบุญทำกุศลทุกอย่าง
บุญกุศลทุกอย่างเกิดจากความไม่เห็นแก่ตัว

ดังนั้นขอให้ยึดถือเอาความไม่เห็นแก่ตัว
เป็นหลัก ปฏิบัติเป็นหลัก ปฏิบัติง่ายๆ ...
...
พุทธทาสภิกขุ





” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ”

พวกเราคงจะได้ยินคำว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อะไรคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อะไรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือสิ่งที่ให้คุณให้โทษกับชีวิตจิตใจของพวกเรานั่นเอง คือให้ความสุขกับเราหรือให้ความทุกข์กับเรา ให้ความเจริญรุ่งเรืองกับเราหรือให้ความล่มจมความหายนะกับเรา นี่คือความหมายของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วอะไรบ้างล่ะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ความสุขความเจริญหรือให้ความล่มจมความทุกข์กับเรา พวกเราก็คิดว่าเป็นพวกวัตถุมงคลต่างๆ เครื่องรางของขลังต่างๆ เช่นวัตถุมงคลก็พวกพระพุทธรูปปางต่างๆ ตั้งแต่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลกลงมาถึงพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ที่เราแขวนคอกัน หรือพวกเทวรูปต่างๆ รูปของพระอินทร์ ของพระพรหม ของพระศิวะ ของพระพิฆเนศ หรือพวกศาลพระภูมิต่างๆ พวกนี้เป็นพวกวัตถุมงคล ความจริงเป็นวัตถุเพียงแต่ว่าเรามาเติมคำว่ามงคลเข้าไป ให้มันฟังแล้วว่ามันขลัง ความจริงมันเป็นเพียงวัตถุ ของพวกนี้ทำมาจากวัตถุทำมาจากโลหะ เช่น เหล็ก ทองเหลือง ทองแดง หรือปั้นมาจากดินเป็นดินปั้น

ของเหล่านี้เป็นวัตถุที่ไม่สามารถที่จะให้คุณให้โทษกับชีวิตจิตใจของพวกเราได้ ไม่สามารถทำให้เราเจริญรุ่งเรือง ไม่สามารถทำให้เราล่มจมได้ ต่อให้เรากราบไหว้บูชากันตลอดเวลา กราบไหว้ทุกเช้าทุกเย็นบูชาทุกเช้าทุกเย็น การบูชาวัตถุนี้ไม่ได้ทำให้เกิดผลดีผลเสียต่อชีวิตจิตใจของพวกเรา แล้วอะไรล่ะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกนี้มีเพียงอันเดียวเท่านั้น สิ่งนั้นก็คือกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมนี่แหละเป็นผู้ที่จะให้คุณให้โทษต่อชีวิตจิตใจของพวกเรา เป็นผู้ที่จะให้เราเจริญรุ่งเรือง เป็นผู้ที่จะให้ความสุขกับเรา หรือเป็นผู้ที่จะทำให้เราทุกข์ทำให้เราล่มจม ทำให้เราเสียหาย ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่กฎแห่งกรรมนี้เท่านั้น พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอริยสงฆ์สาวกทุกๆ พระองค์บูชากฎแห่งกรรม เคารพกฎแห่งกรรมทุกๆ พระองค์ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ท่านจึงไม่ทำชั่ว ท่านไม่ทำบาปเลย ยอมตายดีกว่าทำบาป นี่คือการบูชาของพระอริยบุคคลต่อกฎแห่งกรรม เพราะท่านมีดวงตาเห็นธรรม เห็นผู้ที่ทำกรรมและเห็นผู้ที่จะต้องไปรับผลของกรรมต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม มีผลตามมา พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่าพวกเรามีกรรมเป็นของของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นผู้ให้กำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จะทำกรรมอันใดไว้ ไม่ว่าจะดีหรือจะชั่ว จะเป็นบุญหรือเป็นบาป จักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

นี่แหละคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่จะทำให้เราสุขให้เราเจริญหรือสิ่งที่จะทำให้เราทุกข์หรือล่มจม อยู่ที่การกระทำของพวกเรา คำว่ากรรมนี้แปลว่าการกระทำ กรรมนี้เราใช้ ๒ ความหมายด้วยกัน ความหมายหนึ่งก็คือการกระทำ ความหมายที่ ๒ เราใช้แทนคำว่าบาป บางทีแทนที่เราจะเรียกว่าบุญกับบาป เราก็ไปเรียกว่าบุญกรรม บุญกับกรรม ความจริงคำว่ากรรมนี้ความหมายเดิมนี้แปลว่าการกระทำ ความหมายที่มากับกฎแห่งกรรมนี้แปลว่าการกระทำ กฎแห่งกรรมนี้ก็แปลว่ากฎของการกระทำนี้เอง กฎของการกระทำที่พวกเราทำกันอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ลืมตาขึ้นมา พอตื่นขึ้นมาพวกเราก็เริ่มทำกรรมกันทันที การกระทำกรรมของพวกเรานี้ทำได้ด้วย ๓ ทางด้วยกัน ๓ ชนิดด้วยกัน ชนิดแรกที่เราทำกันเริ่มต้นเลยก็คือมโนกรรม ก็คือการกระทำทางใจ มโนกรรมก็คือความคิดต่างๆ นี้เอง คิดดีก็ได้ คิดชั่วก็ได้ คิดทำบุญก็ได้ คิดทำบาปก็ได้ อันนี้เป็นกรรมอันแรกของพวกเราเวลาเราตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาพอลืมตาปั๊บเราก็เริ่มคิดกันแล้ว คิดว่าวันนี้วันอะไร ตอนนี้อยู่ที่ไหนเวลาเท่าไหร่ จะต้องไปทำอะไรบ้าง นี่เริ่มคิดแล้ว ถ้าเป็นพวกโจรก็คิดว่าวันนี้จะไปขโมยเงินทีไหนดี ถ้าเป็นพวกคนใจบุญก็จะคิดว่าวันนี้จะไปทำบุญที่ไหนดี นี่คิดไปได้ทั้งทางที่ดีและทางที่ไม่ดี พอคิดแล้วก็จะมีการกระทำชนิดที่ ๒ ตามมา คิดแล้วมโนกรรมเกิดแล้ว ทีนี้ก็จะมีวจีกรรม คือการกระทำทางวาจา และการกระทำทางกาย เรียกว่ากายกรรมตามมา นี่คือการกระทำ ๓ ชนิดด้วยกันที่เราทำกันอยู่ทุกวันนับตั้งแต่เราลืมตาขึ้นมา โดยที่เราไม่รู้เลยว่าเรากำลังเริ่มให้คุณให้โทษต่อชีวิตจิตใจของพวกเราด้วยการกระทำทั้ง ๓ ชนิดนี้ .

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี




ละกามราคะได้ เป็นพระอนาคามี ละอวิชชาได้ เป็นพระอรหันต์

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







#เหตุไม่สร้าง___หวังเอาแต่ผล"

" .. "คนโดยมากชอบทานแต่ผล ลงมือนิดเดียว นั่งนิดเดียว ภาวนานิดเดียว อยากเป็นพระอรหันต์แล้ว" บริจาคทานเท่าหัวแม่มือ อยากได้เต็มแผ่นฟ้าแผ่นดิน "รักษาศีลขณะจิตเดียว ออกไปบ้านก็ไปล่วงละเมิด ศีลห้าก็ไม่บริบูรณ์ แล้วอยากได้รับผลของศีลให้มากกว่าเหตุ" ที่นี้มันก็เป็นไปไม่ได้ ใครๆ ก็เหมือนกัน .. "

(หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)





“..คนที่จะข้ามโอฆะ (ห้วงน้ำ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด) ได้ ต้องมีศรัทธาเสียก่อน ถ้าไม่มีศรัทธาเสียอย่างเดียวก็หมดทางที่จะข้ามโอฆะได้ ศรัทธาจึงเป็นของสำคัญที่สุด เช่น เชื่อมั่นในกรรม เชื่อผลของกรรม ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว แต่ว่าศรัทธาอันนั้น เป็นเบื้องต้นที่จะทำทาน ถ้ามีศรัทธาแล้ว ไม่อดเรื่องการทำทาน อยู่ที่ไหนก็ทำได้ ทำมากก็ได้ ทำน้อยก็ได้ ไม่ต้องเลือกวัตถุในการทำทาน จะเป็นข้าว น้ำ อาหาร หมากพลู สารพัดสิ่งเป็นทาน ได้ทั้งหมด แม้แต่ใบไม้ ใบตอง ใบหญ้า ก็เป็นทานได้

เราทำด้วยความเชื่อมั่นว่า สิ่งนี้ทำไปแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้น ๆ เราก็อิ่มอกอิ่มใจขึ้นมา ก็เป็นบุญ นั่นแหละ ศรัทธา มันทำให้อิ่มอกอิ่มใจ ทำให้เกิดบุญ ซาบซึ้งถึงใจทุกอย่างไม่ลืมเลย อันนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ข้ามโอฆะ..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)





“เอาปริยัติของคุณใส่หีบใส่ห่อเก็บไว้เสีย
อย่าเอามาพูด เวลามีอะไรขึ้นมา มันไม่เป็น
อย่างนั้น เหมือนกับเราเขียนหนังสือว่า ...
ความโลภ เวลามันเกิดขึ้นในใจมันไม่เหมือน
กับตัวหนังสือ เวลาโกรธ ... ก็เหมือนกัน
เขียนใส่กระดานดำเป็นอย่างหนึ่ง
มันเป็นตัวอักษร เวลามันอยู่ในใจ
มันอ่านอะไรไม่ทันหรอก มันเป็นขึ้นมา
ที่นี่เลย สำคัญนัก สำคัญมาก
จริงอยู่ปริยัติเขียนไว้ถูก แต่ต้อง โอปนยิโก
ให้เป็นคนน้อม ถ้าไม่น้อมก็ไม่รู้จักความจริง”
...
หลวงพ่อชา สุภัทโท






“..คนที่จะข้ามโอฆะ (ห้วงน้ำ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด) ได้ ต้องมีศรัทธาเสียก่อน ถ้าไม่มีศรัทธาเสียอย่างเดียวก็หมดทางที่จะข้ามโอฆะได้ ศรัทธาจึงเป็นของสำคัญที่สุด เช่น เชื่อมั่นในกรรม เชื่อผลของกรรม ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว แต่ว่าศรัทธาอันนั้น เป็นเบื้องต้นที่จะทำทาน ถ้ามีศรัทธาแล้ว ไม่อดเรื่องการทำทาน อยู่ที่ไหนก็ทำได้ ทำมากก็ได้ ทำน้อยก็ได้ ไม่ต้องเลือกวัตถุในการทำทาน จะเป็นข้าว น้ำ อาหาร หมากพลู สารพัดสิ่งเป็นทาน ได้ทั้งหมด แม้แต่ใบไม้ ใบตอง ใบหญ้า ก็เป็นทานได้

เราทำด้วยความเชื่อมั่นว่า สิ่งนี้ทำไปแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้น ๆ เราก็อิ่มอกอิ่มใจขึ้นมา ก็เป็นบุญ นั่นแหละ ศรัทธา มันทำให้อิ่มอกอิ่มใจ ทำให้เกิดบุญ ซาบซึ้งถึงใจทุกอย่างไม่ลืมเลย อันนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ข้ามโอฆะ..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)






“..เพราะฉะนั้นให้พวกเราปลูกศรัทธาความเชื่อลงไป อย่าไปเชื่อกับแต่กิเลสหลาย แต่นี่ไปหาตาย ก็พยายามอบรมให้เชื่อพระพุทธเจ้า สิ่งใดท่านห้าม ก็ละซะ สิ่งที่ไม่ดีนั่นล่ะ ความโลภ โกรธ หลง นั่นแหละ ความโลภก็ให้ละ ความโกรธก็ให้ละ ความหลงก็ให้ละ อย่านำเอาไปฮอด (ถึง)วันตาย ให้ทิ้งเสียก่อนนี่แหละ ครั้นจะตายให้ตายด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยภาวนา ให้ตั้งจิตให้เป็นกาลกุศล คิด พอตายไปทีนี้ละก็คออ่อน พระสวด กุศลา ธมฺมา อกุศลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา นั่นมันว่าแต่ชื่อเฉยๆ ให้เราสวด กุศลาให้ตัวเจ้าของ มาวันนี้ก็เรียกว่า สวดกุศลาใส่ตัวเองซะเดี๋ยวนี้ ศีล ก็เป็นกุศลาธัมมา ทาน ก็เป็นกุศลาธัมมา ภาวนาพุทโธ ก็เป็นกุศลาธัมมา ก็เหมือนกันนั่นแหละ ผู้ใดรักษาศีลบริสุทธิ์ทุกวัน ให้ทาน ทุกวัน ภาวนาพุทโธ ก็สร้างกุศลาธัมมาใส่ตัวเป็นประจำ ทุกขณะลมหายใจ นั่นแหละ ผู้ใดบ่มีศีลอันนี้แหละ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดโกหก กินเหล้าทุกวัน ก็สร้างอกุศลใส่ตนทุกวันนั่นแหละ มันเป็นอย่างนั้นดอก ทานก็บ่ทำสักเทือ สร้างแต่อกุศลาธัมมา ใจมันก็โลภ โกรธ หลง ขึ้นไปหละ มันเป็นอย่างนั้น พอเวลาตายแล้ว จะนิมนต์พระไปสักร้อยวัดให้สวดกุศลาธัมมา อกุศลาธัมมา อพยากตาธัมมา หมดวันหมดคืน นั่น อยากจะไปสวรรค์ ด้วยคำสวดของพระไม่ได้หรอก ให้เราละเท่านั้นแหละ ตายปุ๊บก็ไปทุคติปั๊บ ไอ้คนชั่วมันไม่ไปคอยฟัง สวดกุศลาอยู่นั่นดอก อันคนใจบุญก็เหมือนกัน ตายปุ๊บก็ไปสู่สุคติทันที ไม่คอยมาฟัง กุศลาธัมมากับพระหรอก มันเป็นยังงั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
พ.ศ.(๒๔๓๑-๒๕๑๗)






ทิ้งมันไปสักชาติหนึ่ง ผมจะพาทิ้ง
ผมเองก็ทิ้งเหมือนกัน เอาชีวิตแลกกันเลย
มอบกายถวายชีวิตให้พระพุทธ พระธรรม
พระอริยสงฆ์ ทิ้งสิ่งต่าง ๆ ไว้ให้โลก ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)





”กิเลสไม่ชอบธรรมะ
เวลาจะเข้าหาธรรมะ
จึงเหมือนกับ
การแหกคุก
จะไปวัดสักที
จะไปทำบุญ สักที
จะไปปฏิบัติธรรมสักที
มันยิ่งกว่า
การแหกคุกเสียอีก“

#คติธรรม
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






“..#บุคคลใดปฏิบัติชอบแล้ว บุคคลนั้นย่อมพิจารณาความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความสุขความยินดีน้อยหนึ่งในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เห็นซึ่งอะไรในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุด ในสังขารทั้งหลายนั้นซึ่งจะเข้าถึงความเป็นของควรถือเอา
อุปมาบุรุษไม่เห็นที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ในก้อนเหล็กแดงอันร้อนอยู่ตลอดวัน ที่เข้าถึงความเป็นของควรจับถือสักแห่งเดียว ฉันใด บุคคลพิจารณาเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีในสังขารเหล่านั้นแม้น้อยหนึ่งฉันนั้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..เพราะฉะนั้นให้พวกเราปลูกศรัทธาความเชื่อลงไป อย่าไปเชื่อกับแต่กิเลสหลาย แต่นี่ไปหาตาย ก็พยายามอบรมให้เชื่อพระพุทธเจ้า สิ่งใดท่านห้าม ก็ละซะ สิ่งที่ไม่ดีนั่นล่ะ ความโลภ โกรธ หลง นั่นแหละ ความโลภก็ให้ละ ความโกรธก็ให้ละ ความหลงก็ให้ละ อย่านำเอาไปฮอด (ถึง)วันตาย ให้ทิ้งเสียก่อนนี่แหละ ครั้นจะตายให้ตายด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยภาวนา ให้ตั้งจิตให้เป็นกาลกุศล คิด พอตายไปทีนี้ละก็คออ่อน พระสวด กุศลา ธมฺมา อกุศลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา นั่นมันว่าแต่ชื่อเฉยๆ ให้เราสวด กุศลาให้ตัวเจ้าของ มาวันนี้ก็เรียกว่า สวดกุศลาใส่ตัวเองซะเดี๋ยวนี้ ศีล ก็เป็นกุศลาธัมมา ทาน ก็เป็นกุศลาธัมมา ภาวนาพุทโธ ก็เป็นกุศลาธัมมา ก็เหมือนกันนั่นแหละ ผู้ใดรักษาศีลบริสุทธิ์ทุกวัน ให้ทาน ทุกวัน ภาวนาพุทโธ ก็สร้างกุศลาธัมมาใส่ตัวเป็นประจำ ทุกขณะลมหายใจ นั่นแหละ ผู้ใดบ่มีศีลอันนี้แหละ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดโกหก กินเหล้าทุกวัน ก็สร้างอกุศลใส่ตนทุกวันนั่นแหละ มันเป็นอย่างนั้นดอก ทานก็บ่ทำสักเทือ สร้างแต่อกุศลาธัมมา ใจมันก็โลภ โกรธ หลง ขึ้นไปหละ มันเป็นอย่างนั้น พอเวลาตายแล้ว จะนิมนต์พระไปสักร้อยวัดให้สวดกุศลาธัมมา อกุศลาธัมมา อพยากตาธัมมา หมดวันหมดคืน นั่น อยากจะไปสวรรค์ ด้วยคำสวดของพระไม่ได้หรอก ให้เราละเท่านั้นแหละ ตายปุ๊บก็ไปทุคติปั๊บ ไอ้คนชั่วมันไม่ไปคอยฟัง สวดกุศลาอยู่นั่นดอก อันคนใจบุญก็เหมือนกัน ตายปุ๊บก็ไปสู่สุคติทันที ไม่คอยมาฟัง กุศลาธัมมากับพระหรอก มันเป็นยังงั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
พ.ศ.(๒๔๓๑-๒๕๑๗)







“ให้ตั้งจิตตั้งใจ เกิดมาภพใดชาติใด
ขอให้ข้าพเจ้าเป็นคนดี ได้พบพระพุทธศาสนา

ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จมรรคผล เป็นพระอริยบุคคล ไม่ขอมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร

ให้ถึงแดนพระนิพพานโดยเร็ว
ด้วยเถิด”

(หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก)





#พระพุทธองค์จึงทรงทิ้งโลก..!!
"... คือ ทิ้งทั้งสรรเสริญ ทิ้งทั้งนินทา ใครจะนินทา ท่านก็ทรงรับว่ามันเป็นอย่างนั้น ใครจะสรรเสริญ ท่านก็ทรงรับว่ามันเป็นอย่างนั้น เพราะทั้งสองอย่างนี้มันเป็นเรื่องของโลกทั้งนั้น จิตใจของท่านก็ไม่ทรงหวั่นไหว
เพราะอะไร
ก็เพราะท่านรู้จักทุกข์ ก็สิ่งทั้งสองนี้ทำให้ท่านทรงเกิดทุกข์ หากท่านไปทรงเชื่อเข้า ทุกข์มันก็เกิดเท่านั้นแหละ

... เมื่อทุกข์เกิดจิตก็กระสับกระส่าย ไม่สบายอกไม่สบายใจ เมื่อจิตวุ่นวาย จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็มีแต่ความกระสับกระส่าย กระวนกระวาย นั่นคือ..ทุกข์ ..."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑ - ๒๕๓๕)















“..บุคคลใดปฏิบัติชอบแล้ว บุคคลนั้นย่อมพิจารณาความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความสุขความยินดีน้อยหนึ่งในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เห็นซึ่งอะไรในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุด ในสังขารทั้งหลายนั้นซึ่งจะเข้าถึงความเป็นของควรถือเอา
อุปมาบุรุษไม่เห็นที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ในก้อนเหล็กแดงอันร้อนอยู่ตลอดวัน ที่เข้าถึงความเป็นของควรจับถือสักแห่งเดียว ฉันใด บุคคลพิจารณาเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีในสังขารเหล่านั้นแม้น้อยหนึ่งฉันนั้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





การเกิดนั้นมันเป็นทุกข์ แต่ถ้าได้เกิดมาแล้วก็ต้องมาสร้างบารมี ไม่ใช่เกิดมาแล้วตายทิ้งไปเปล่าๆ

โอวาทธรรมคำสอน พระราชพัชรมานิต วิ. (อัครเดช ถิรจิตฺโต) หลวงพ่อตั๋น วัดบุญญาวาส อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 82 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร