วันเวลาปัจจุบัน 27 ก.ย. 2022, 09:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2022, 05:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4629


 ข้อมูลส่วนตัว


#เทวดามาแย่งบุญมนุษย์

ทำดีเพียงเล็กน้อยแต่ให้ผลอานิสงส์มาก...

อีกเรื่องหนึ่ง ยังมีเทพยดาองค์หนึ่งแต่ก่อนเป็นผู้หญิง ในสมัยครั้งหนึ่งแกไปวัดไปเห็นมันรกในทางจงกรมของพระ แกก็ไปเขี่ยขี้ฝอยในทางจงกรมนั้น เพื่อให้ความสะดวกในการเดินจงกรมของพระครั้งเดียวเท่านั้น แต่แกทำด้วยความรัก แกทำด้วยความเชื่อ ทำด้วยความนับถือ ทำด้วยความบริสุทธิ์จิต เพราะของที่รกรุงรังสกปรกนั้น ยังความเศร้าใจให้เกิดขึ้น ท่านเห็นเป็นเช่นนี้จึงได้เก็บขี้ฝอยออกจากที่ทาง แล้วก็หาน้ำล้างเท้ามาไว้ในที่นั้น เก็บขี้ฝอยขี้เศษต่างๆ รกรุงรังออกหมด แกก็รู้สึกว่า ใจสบายผ่องแผ้ว กลับไปบ้าน

บังเอิญไปเกิดเป็นลมตาย ตายจากโลกนี้ก็ไปเกิดเป็นเทวดา มีบริษัทบริวาร มีอาหารทิพย์ มีปราสาท มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมากมาย เมื่อไปอยู่ที่นั้น ระลึกชาติได้ เมื่อระลึกชาติได้อย่างนี้ ก็นึกในใจว่า ถ้าเราทำบุญมากๆ ก็จะได้ดีมากกว่านี้ จะขอไปทำความดีอีกสักหน่อยเถอะ เพื่อให้มันยิ่งกว่าที่ได้ผลอยู่ขณะนี้ แต่ก่อนไม่ยักรู้ว่ามันจะได้รับผลอย่างนี้

ก็ได้ลงมาจากสวรรค์ ไปเที่ยวหาพระอยู่ตามป่าตามพง พอไปเห็นพระองค์หนึ่งท่านกำลังเข้าสมาธิ ฝ่ายเทวดาก็มายืนจ้อง คอยปฏิบัติอุปัฏฐาก พระท่านเลยตะเพิดไป “เทวดาทำไมมาแย่งบุญมนุษย์ แต่ก่อนนี้มันประมาท เมื่อไปเสวยผล ได้รับผลดีแล้ว ยังจะอยากโลภมาก ไม่เอา...ไม่ให้ท่านให้มนุษย์เขามาทำ คนที่ยังไม่ได้รับความดีอย่างแกนั้นยังมีอยู่อีกมาก ไม่ต้องมาแย่งเขา”

เปิดเลย เทวดานั้นขึ้นไปอยู่ในสวรรค์ ก็ได้ผลแค่นั้น บุญใหม่ควรทำต่อ เขาไม่ให้ทำ

นี่เพราะเหตุใดเพราะเหตุว่าคนเราประมาทในบุญเล็กน้อย เมื่อตายไปแล้ว จะมาทำบุญกุศลน่ะ มันยากนัก ยากยังไง กายก็ไม่เหมือนกายมนุษย์ จะมาพูดกับมนุษย์ก็ไม่ได้ จะมาใส่บาตรทำบุญก็ไม่ได้ อย่างดีก็เพียงมายืนคอยอนุโมทนาเท่านั้น

ถ้าใครตาดีก็เห็น ใครตาไม่ดีก็ไม่พบพาน ถ้าใครมีภูมิรู้ในทางจิต ก็พอจะแนะนำสั่งสอนกันบ้าง

ถ้าไม่มีคนเช่นนั้น เทวดาก็ไม่มีหนทางที่จะบำเพ็ญคุณงามความดีต่อได้เลย...นี่มันเป็นอย่างนี้!

ปกิณกะธรรม
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร







#เห็นเฮาเป็นยังงี้_ใจเฮาบ่ได้ทุกข์เด้

"... มันเป็นทุกข์แต่ในธาตุขันธ์​ ใจมันสว่างจ้า
ครอบโลกธาตุ
... พูดตามหลักธรรมชาติแล้ว​ ใจมันขาดหมด
แล้ว
... สิเอาหยังมาทุกข์..!!มีแต่ธาตุขันธ์ที่ทุกข์..!!
ใจเฮา เสร็จสิ้นมานานแล้ว ..."

#หลวงตามหาบัว_ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี







ถาม : พระภิกษุ ควรติดตามข่าวสารทางโลกหรือไม่

พระอาจารย์ : นักบวชจริงๆไม่ควรรับรู้อะไรเลย
ต้องปิดทวารทั้ง๕ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
สมัยอยู่วัดป่าบ้านตาด ท่านไม่ให้ดูหนังสือพิมพ์ ไม่ให้ฟังวิทยุ
ไม่ให้ติดต่อสื่อสารกับใครทั้งนั้น ให้ปิดทั้งหมด
แม้แต่กิจนิมนต์ยังไม่ให้ออกไปเลย ไม่ให้ออกไปรับรู้เรื่องราวต่างๆ
ให้ดึงใจเข้าข้างในอย่างเดียว

ถ้าอยากจะบรรลุธรรมต้องดึงใจเข้าข้างใน
ถ้าเปิดทวาร ใจมันก็จะส่งออก ท่านจึงให้ปิดทวารทั้ง๕
แล้วก็มาปิดทวารที่๖ ด้วย "สติ"
ทวารที่๖ ก็คือ "ความคิด"
ส่วน ตา หู จมูก ลิ้น กาย คือทวารทั้ง๕
กิเลสมันจะออกไปทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย
แล้วก็ออกไปทาง "ใจ" ก็คือ "ความคิด"
ปิดทวารด้วยการอยู่ในที่ไม่มีการรับรู้เรื่องราวต่างๆ
แล้วก็ใช้ "สติหยุดความคิด"
ถ้าหยุดความคิด ใจก็จะเข้าข้างใน ใจก็จะสงบ
แล้วใจก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอน
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี
วันที่ 24 สิงหาคม 2559







"... บุคคลที่หนีปรากฏการณ์แต่ไม่ยอมหนี
จิตปรุงแต่ง
... ได้ชื่อว่า เป็นบุคคล​ที่โง่เขลา เบาปัญญา
คนฉลาดจะพยายามหนีจิตปรุงแต่งแต่ไม่หนีปรากฏการณ์ ..."
#หลวงปู่แหวน_สุจิณฺโณ







“กัมมัฏฐานสำหรับนักบวช”

กัมมัฏฐานของพระนี่ท่านก็ให้ใช้กัมมัฏฐาน ๕ กัมมัฏฐาน ๕ คืออาการ ๕ อาการของร่างกายคือ ผมขนเล็บฟันหนัง อันนี้เป็นอาการที่เราสามารถมองเห็นได้ทันที พวกเราทุกคนนี่สามารถมองเห็นผม เห็นขน เห็นเล็บ เห็นฟัน เห็นหนังได้ทุกคน แล้วหลังจากนั้นท่านก็สอนเพิ่ม ให้เพิ่มให้ดูอีก ๒๗ อาการ ให้ครบ ๓๒ อาการ พอดูข้างนอกได้แล้วก็สอนให้ดูข้างในต่อไป ให้ดูเนื้อ ดูเอ็น ดูกระดูก ดูเยื่อในกระดูก ดูม้าม ดูหัวใจ ดูปอด ดูตับ ดูไต ดูลำไส้ ดูอาหารใหม่ อาหารเก่า ดูสมอง เยื่อในสมองศีรษะ แล้วก็ดูน้ำต่างๆที่มีอยู่ในร่างกาย น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำดี น้ำเหงื่อ น้ำเสลด น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำมันข้น น้ำอะไรต่างๆ อันนี้ก็สามารถเป็นเครื่องสร้างสติขึ้นมาได้ ถ้าใจคอยคิดอยู่กับเรื่องราวเหล่านี้ ใจก็จะไม่สามารถไปคิดถึงเรื่องอื่นได้ ใจก็จะมีสติ เวลานั่งสมาธิก็สามารถเข้าสมาธิได้

ทำไมพระจึงต้องใช้กัมมัฏฐาน ๕ และอาการ ๓๒ เพราะว่าพระนี้ห้ามเสพกาม เท่านั้นเอง พระนี่ห้ามร่วมหลับนอนกับผู้อื่น ก็เลยต้องใช้กัมมัฏฐานแบบนี้ เพราะการมีกัมมัฏฐานแบบนี้จะเห็นความไม่สวยงามของร่างกายนี่เอง พอเห็นอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย เห็นโครงกระดูกของร่างกาย ความอยากที่จะร่วมหลับนอน ร่วมเสพกามกับผู้อื่นก็จะไม่มี ก็จะถูกระงับไป สำหรับพระนี่ไม่ได้ใช้พุทโธ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนพุทโธ สอนให้ใช้กัมมัฏฐาน ตอนต้นก็ให้เอา ๕ อาการก่อน เอาข้างนอกก่อน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้สอนตั้งแต่วันบวชเลย พิธีบวชนี่เขาจะมีให้สอนกัมมัฏฐาน ๕ กัน เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ สอนเป็นภาษาบาลี ซึ่งคนที่บวชถ้าไม่ได้ศึกษาก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ไม่รู้ความหมายของกัมมัฏฐานเหล่านี้ว่ามีไว้เพื่ออะไร กัมมัฏฐานเหล่านี้เป็นเหมือนอาวุธไว้ต่อสู้กับกามารมณ์ ต่อสู้กับกามตัณหาความอยากความใคร่ในการที่จะร่วมหลับนอนกับผู้อื่น ที่จะมีการเสพกามนี่เอง

ถ้ามีกัมมัฏฐานเหล่านี้อยู่ในใจ เห็นอาการ ๓๒ ของร่างกาย ก็จะเห็นว่าร่างกายนี้ไม่น่าดูน่าชมเลย ไม่น่ารัก เหมือนกับคนที่ไม่ได้ศึกษากัมมัฏฐาน คนที่ไม่ศึกษากัมมัฏฐานนี้ พอเห็นคนปั๊บนี่จะเห็นว่า รูปหล่อ สวยงามทันที เห็นแล้วก็จะรักจะชอบ อยากจะได้มาเป็นแฟนทันที แต่ผู้ที่ได้ศึกษากัมมัฏฐาน กัมมัฏฐาน ๕ แล้วก็กัมมัฏฐาน ๓๒ อาการ ๓๒ นี่เอง ก็จะรู้เลยว่าร่างกายนี้มันไม่สวยไม่งามเลย มีโครงกระดูกทุกคนนี่ มีใครบ้างที่จะปฏิเสธว่าเราไม่มีโครงกระดูกบ้าง มีไหม มีด้วยกันทุกคนแหละ มีกะโหลกศีรษะ มีโครงกระดูก มีลำไส้ มีปอด มีตับ มีไต มีอะไรต่างๆ ที่ไม่น่าดูน่าชม เต็มไปหมดเลย แต่ไม่ได้ศึกษาไม่ได้คิด มันก็เลยเหมือนไม่มี แต่ถ้าลองมาศึกษาดูสิ ต่อไปการเห็นร่างกายต่อไปนี้มันจะเห็นไปอีกมุมหนึ่งเลย จากการที่มีความรักความใคร่กับคนนั้นคนนี้ ต่อไปจะรู้สึกเฉยๆ เพราะรู้สึกว่ามันไม่น่ารักน่าชม ไม่ดูดดื่มเหมือนตอนที่ไม่ได้ศึกษากัมมัฏฐานเลย อันนี้เป็นกัมมัฏฐานสำคัญของผู้บวช

ผู้ที่จะถือศีล ๘ หรือเป็นนักบวชถือศีล ๒๒๗ นี้ ต้องหมั่นพยายามเจริญกัมมัฏฐาน ๕ เจริญอาการ ๓๒ ไว้อยู่เรื่อยๆ แล้วจะสามารถรักษาศีล ๘ ได้ ถ้าไม่เช่นนั้นบางทีถือศีล ๘ ได้วันสองวันก็คิดถึงแฟนแล้ว เดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนจากศีล ๘ มาเป็นศีล ๕ แทน เพราะศีล ๕ นี้ไม่ห้ามให้ไปร่วมหลับนอนกัน แต่ศีล ๘ นี้ห้าม เพราะว่าความอยากเสพกามนี้ก็เป็นเหตุที่จะพาให้เรากลับมาเวียนว่ายตายเกิดกันนั่นเอง ความอยากเสพกามก็จะทำให้เราทุกข์ เวลาที่เราอยากแล้วเราไม่สามารถที่จะเสพได้ เวลาอยากจะเสพกามแต่แฟนไม่อยู่ แฟนไปต่างจังหวัด หรือแฟนไม่สบายอย่างนี้ เราก็จะเสพกามไม่ได้ เราก็จะมีความรู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ ทุกข์ใจ เหงา ถ้าอยู่คนเดียวก็รู้สึกเหงาขึ้นมา แต่ถ้าเราระงับความอยากเสพกามได้ เราจะรู้สึกเฉยๆ ไม่เดือดร้อน แฟนจะอยู่ก็อยู่ แฟนจะไปก็ไป ไม่เป็นปัญหาอะไร

อันนี้เป็นกัมมัฏฐานสำหรับนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงสอน และทรงสั่งให้พระอุปัชฌาย์ทุกรูปที่จะบวชคนนี้ ต้องสอนกัมมัฏฐาน ๕ สอน เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ไม่สอนถือว่าบกพร่องในหน้าที่ถูกปรับอาบัติ ถูกปรับโทษ ถูกตำหนิ ว่าทำไม่ถูก ดังนั้นนักบวชทุกคนที่มาบวชในพระพุทธศาสนานี้ จะเรียนกัมมัฏฐาน ๕ กันทั้งนั้น เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ แล้วก็ให้เอาไปเจริญ ไม่ใช่เรียนเฉพาะในโบสถ์เท่านั้น พอออกมาแล้วก็ให้หมั่นเจริญ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาจนกระทั่งนอนหลับ เวลาที่ไม่ต้องใช้ความคิดก็ให้หมั่นเจริญ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ แทนพุทโธ สำหรับฆราวาสญาติโยมนี้ก็ใช้พุทโธพุทโธได้ แต่สำหรับนักบวชนี้ท่านต้องการให้เห็นอสุภะ เห็นความไม่สวยไม่งามของร่างกาย เพื่อจะได้คลายความกำหนัด ความยินดีในร่างกายของผู้อื่นนั่นเอง

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี





สิ่งที่เราควรฝึกฝนกัน
สอนใจให้คิดปล่อยวาง ให้เข้าใจถึงความจริงว่า ใจมาตัวเปล่าๆ จะไปตัวเปล่าๆ ไม่ได้เอาอะไรไปเลย ไม่ว่าจะเป็นสมบัติเงินทองข้าวของมากน้อยเพียงไรก็ตาม เอาติดตัวไปไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว ตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ต่างๆ ก็ไม่สามารถเอาไปได้ เอาไปได้ก็คือความฉลาดหรือความโง่เท่านั้น ถ้าเอาความโง่ไปก็จะสร้างแต่ความทุกข์ให้กับใจ ถ้าเอาความฉลาดไปก็จะสร้างแต่ความสุข พวกเราจึงควรสวดกุสลาให้แก่พวกเราก่อนที่จะตายไป อย่ารอให้พระไปสวดตอนที่เรานอนอยู่ในโลง แล้วให้คนไปเคาะโลงศพให้ฟัง “กุสลาธัมมา”

คำว่า “กุสลา” นี้แปลว่า กุศลความฉลาด “อกุสลาแปลว่าความโง่ ตอนนี้พวกเราฉลาดหรือโง่ ถ้ายังคิดอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ แสดงว่ายังโง่อยู่ ถ้าคิดว่าพอแล้ว ไม่มีอะไรต้องการมากไปกว่านี้ แสดงว่าฉลาดแล้ว เพราะได้อะไรมาก็ต้องกลายเป็นความทุกข์ไปในที่สุด สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในวันนี้สักวันหนึ่งก็ต้องทิ้งมันไปอยู่ดี .
……………………………………………
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
จุลธรรมนำใจ ๑๕ กัณฑ์ที่ ๓๘๗
๒๑ กันยายน ๒๕๕๑







"คนเรา มันจะดีจะชั่ว
มันก็อยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น
ต่อให้มีใครชวนลงต่ำ
ถ้าไม่ไปด้วยตัวเองแล้ว
มันจะชั่วได้อย่างไร"

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ






#ไม่ยึดถือสิ่งใดๆในโลกนี้
#วาทะท่านพ่อลี—-

รู้จริงนั้นรู้ได้อย่างไร รู้จริงนั้นรู้อย่างนี้คือ รู้ได้สองหน้า ละได้สองทาง วางได้ทั้งหมด คือ รู้ของเที่ยง รู้ของไม่เที่ยง รู้ทุกข์ รู้สุข รู้อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน รู้อัตตาคือ ตัวตน

นี่เรียกว่า รู้ได้สองหน้า
ไม่ยึดถือในสิ่งเที่ยง และไม่เที่ยง
ไม่ยึดถือทุกข์และสุข
ไม่ยึดถือในอัตตาและอนัตตา

ที่เรียกว่า ละได้สองทาง วางได้ทั้งหมด ไม่ยึดเอาอดีต อนาคต ปัจจุบัน จิตนั้นจึงไม่ใช่จิตไปข้างหน้ามาข้างหลัง ตั้งอยู่ก็ไม่ใช่

เมื่อทำได้เช่นนี้เรียกว่า
วางได้ทั้งหมด

ยาวเทว ญาณมตฺตาย
ปติสฺสติมตฺตาย
อนิสฺสิโต จ วิหรติ
น จ กิญจิ โลเก อุปาทิยติ

ไม่ยึดถือสิ่งใดๆ
ทั้งหมดในโลกนี้

ท่านพ่อลี







" ขั่นพ่อตายแล้วให้พากันเฮ็ดแต่ความดีเด้อ เดือดร้อนหยังกะเอิ้นหาพ่อเอิ้นชื่อพ่อ พ่อสิมาซ่อยเองดอก

พ่อบ่ได่เสียไปไสดอก แต่หมู่เจ้าบ่เห็นพ่อเอง ต่อไปนี่เด้อผุได๋มีศีลมีสัจเท่านั้นที่สิเห็นพ่อ ไผบ่มีศีลบ่มีสัจบ่เห็นพ่ออีกแล้ว "

#หลวงปู่ผาง #จิตฺตคุตฺโต
วัดอุดมคงคาคีรีเขตต์ จ.ขอนแก่น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร