วันเวลาปัจจุบัน 18 ม.ค. 2021, 07:29  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ม.ค. 2021, 06:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4018


 ข้อมูลส่วนตัว


"เราเป็นลูกเราเกิดมาได้อย่างไร เราเกิดมาจากพ่อจากแม่ใช่ไหม การที่เราเป็นตัวเป็นตนมาได้ ก็เพราะเราเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อแม่ใช่ไหม เรามีแต่วิญญาณ ร่างกายเป็นของพ่อของแม่ ดังนั้นเวลาที่เราไปไหนมาไหน ก็ให้คิดเสมอว่า
เราไม่ได้ไปเพียงลำพังคนเดียว เราไปกันสามคน เราเอาพ่อเอาแม่ไปด้วย เอาเงาไปด้วย เงาก็คือบุญบาปนั่นเอง จะทำอะไรต้องคิด ว่าเราทำไปแล้วเป็นเรื่องผิดเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องที่ต้องได้รับความเดือดร้อนไหม ถ้าเป็นเรื่องผิด เรื่องไม่ดี เรื่องเดือดร้อน

พ่อแม่ของเราก็จะได้รับไปด้วย นั่นเท่ากับเราทำบาปให้กับพ่อแม่ แต่ถ้าเราหมั่นแต่ทำสิ่งที่ดีงาม พ่อแม่ก็จะได้รับสิ่งที่ดีงามไปกับเราด้วย นั่นเรียกว่าเราทำบุญให้กับพ่อแม่ ก็ขอให้ลูก ๆ ทุกคนรู้จักคิดให้ดี"

หลวงปู่ก้าน ฐิตธัมโม









โยมทั้งหลาย สังเกตดูที่เขาหล่อพระพุทธรูปกัน เห็นมั้ย? พระพุทธเจ้าไม่เคยส่งพระเนตรไปข้างนอก แค่ดูตัวเองนะ ทอดพระเนตรลงต่ำ ดูที่มือตัวเองนั่นแหละ ... ไม่ส่งใจออกนอก นั่น! เขาเรียกว่าดูตนเองแหละ ... ไม่ดูคนอื่น ดูทำไมคนอื่น ...ใจเรานี่มันดีหรือยัง...นี่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหานะ มองหาแสงสว่างไม่มี ที่เขาเรียกมืดแปดด้าน แต่ถ้าคนมองดูตัวเอง จะสว่างไสว จิตดวงนี้ไม่มีกิเลสเพราะมันสว่างไสว มันมีเมตตา มีศีล มีธรรมในหัวใจ นั่นแหละ! เพราะว่าบุญคุ้มครอง ศีลคุ้มครอง เห็นมั้ยล่ะ!! ธรรมก็คุ้มครองใจเรา...

หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร









...ปัญหาของคนที่เรียนรู้มาก
พอมาปฏิบัติแล้วมันอดคิดไม่ได้
ชอบคิดว่าตอนนี้อยู่ฌานที่เท่าไรแล้ว
ฌานหนึ่ง ฌานสอง ฌานสาม..คิดไป

.แทนที่จิตมันจะรวม
มันก็เลยไม่รวม
“เพราะมันนั่งคิดอยู่กับฌาน”

...” เวลานั่งสมาธิจริงๆ นี้ห้ามคิด”
ให้เพ่งดูลมอย่างเดียว
รู้ลมเข้าออกเท่านั้นพอ.
.........................................
สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี







" ผู้จะผ่านพ้นโอฆสงสาร
หรือ ห้วงน้ำใหญ่ ไปถึง
พระนิพพาน ได้ จะต้อง
อาศัยหลักของ “ความเชื่อ”

ต้องเชื่อมั่น ในหลักคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นใน
ปฏิปทาทางดำเนินของครูบา
อาจารย์ จะต้องมีความเชื่อมั่น
แน่นอนว่า “มรรคผลนิพพาน
เป็นของมีอยู่จริง”

เมื่อเราเชื่อว่ามรรคผลนิพพาน
มีอยู่จริง เราก็ปฏิบัติมุ่งต่อ
มรรคผลนิพพานได้ เมื่อเรา
เชื่อว่ามนุษย์สมบัติมี สวรรค์
สมบัติมี เราก็ทำทาน รักษาศีล
ไหว้พระ เจริญเมตตาภาวนา
ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

เราเชื่อว่า จิตของเรา
เป็นธรรมชาติที่ไม่ตาย
รูปร่างกายเราต่างหาก
ที่แตกดับ

เราเชื่อโอวาทคำสอนของ
ครูบาอาจารย์ เราก็ขวน
ขวายสร้างคุณงามความดี
สร้างบุญกุศลเป็น
อริยทรัพย์ อริยบารมี
ฝังไว้สำหรับติดตัวเราไป
ทุกชาติทุกภพ จนกว่า
จะถึงพระนิพพาน

ถ้าเรา ไม่เชื่อโอวาท
ไม่เชื่อกรรมดีกรรมชั่ว
จิตใจก็หวั่นไหวเป็นลูกคลื่น
มากระทบ จิตใจ สู้คลื่นแรง
ที่ซัดโถมมาไม่ไหว
ก็อาจจะจมน้ำตาย "

โอวาทธรรม
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม









อากาศก็ดี. เดินจงกรมกันให้มาก. นับกระดูกทุกชิ้น. นับจากศีรษะ. มาหาเท้า. เท้าขึ้นมา. หาศีรษะ. นับให้มันชัด.

หลวงปู่แบน ธนากโร







บุญจากศีลบุโบสถ

มันจะได้บุญอันเกิดจากการรักษาศีลอุโบสถ นี่มันก็ต้องเป็นผู้สำรวมกายวาจาใจของตนให้ตั้งอยู่ในความสงบ ไม่ให้ใจมันเพลิน

เมื่อใจมันเพลินแล้ว อาการกาย วาจา มันก็เพลินไปตามกัน พูดอะไรต่ออะไร ไม่มีจุดหมายปลายทาง

คิดได้อะไรก็ว่ากันไป ไอ้อย่างนี้มันก็ทำให้จิตใจสงบไม่ได้ ใจย่อมเลื่อนลอยออกไปแต่ข้างนอก เพ่งออกไปแต่เรื่องภายนอก ไม่ได้สงบอยู่ภายใน

คำว่าอุโบสถนั้นแปลว่า เข้าไปรักษา

เรียกว่าเข้าไปอยู่ภายใน ก็หมายความว่า เรามารักษาศีลอุโบสถ ก็อยู่ภายในขอบเขตของวัด บางคนมันก็อยู่แต่กายเฉยๆ อยู่ในวัด แต่ใจมันพุ่งออกไปนอกวัดนู้น มันคิดอะไรต่ออะไร ในอารมณ์ที่ค้างๆ อยู่ไม่ละไม่ถอนมันแต่อดีตล่วงมาแล้ว

ทางวาจาก็ดี เมื่อใจมันพุ่งไปภายนอก การพูดการจามันก็พุ่งออกไปหาแต่เรื่องภายนอก ไปหาเรื่องทำมาค้าขาย ทำไร่ทำนา การได้การเสีย คนนู้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ เอาเรื่องผู้อื่นมาวิจารณ์กัน

ไอ้หมู่นี่ มันได้ชื่อว่า เป็นเรื่องที่ไม่ได้สาระประโยชน์อะไร

เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวัง อาการกายวาจาใจของตนให้ดี มันถึงจะได้บุญกุศลมาก

หลวงปู่เหรียญ #วรลาโภ









ความรู้สึกของจิต

ทีนี้อาตมาจะอธิบายเรื่องความรู้สึกอย่างนี้ให้ฟังเป็นลำดับ เช่น

#ความรู้สึกของสัตว์เดรัจฉาน

ขอโทษเถอะนะ อย่าว่าอาตมาเอาสัตว์เดรัจฉานมาเทียบเลย เมื่อมันมีความรู้สึกอย่างไรนั้น มันไม่ได้ทบทวน และไม่มีกำลังของสติและปัญญา ซึ่งเป็นกำลังตปธรรมอย่างที่พวกเราสร้างขึ้นมานี้มันไม่มี เพราะฉะนั้น ความรู้สึกที่ปรากฏขึ้น เขาไม่มีกำลังอะไรทบทวน เมื่อจะเป็นไปอย่างไรเขาก็เป็นไปตามความรู้สึกของเขา นี่เป็นส่วนมากของสัตว์เดรัจฉาน

#ทีนี้ขึ้นมาถึงมนุษย์เรา

หากมนุษย์ใดมีความรู้สึกแล้ว ปล่อยให้ความรู้สึกอันนั้นแหละ เข็นเอาอาการทั้งหมดให้เป็นไปตามอำนาจของมันได้ อันนี้เรียกว่า สัตว์มนุษย์ เพราะมีสัตว์เดรัจฉานเจืออยู่

-สำหรับความรู้สึกของโลกียชนนี่-

จะมีการเข้าข้างกิเลสบ้าง หรือบางทีก็มีการทบทวนบ้าง แต่บางทีเมื่อรุนแรงก็ไม่มีความสามารถจะยับยั้งไว้ได้ หรือบางทีตั้งใจไว้ดีแล้ว ว่าจะไม่ให้เป็นไปอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองตั้งใจไว้แล้ว แต่แล้วก็ปล่อย อันนี้ท่านเรียกว่าปุถุชนหรือโลกียชน

-ทีนี้สำหรับกัลยาณปุถุชนไม่เป็นอย่างนั้น-

คือว่าตั้งใจจะเอาชัยชนะมันอยู่เสมอ ๆ พยามยามอยู่เสมอ ไม่ยอมเอนเอียงเข้าข้างมัน แต่เมื่อเหตุการณ์มันรุนแรงมันก็สู้ไม่ไหว มันรุดเข้าไปต่อสู้กับเหตุการณ์เลย ในเมื่อหล่นไปแล้วก็รู้สึกมีความละอายภายในจิตใจ อันนี้ท่านเรียกว่า กัลยาณปุถุชน

ทีนี้ เมื่อผู้ใดมีความรู้สึกขึ้นมาแล้ว ความรู้สึกของจิตจะรุนแรงก็ตาม ไม่รุนแรงก็ตาม แต่สามารถบังคับอาการทั้งสองของกายและวาจาไม่ให้เป็นไปตามความรู้สึกได้อยู่ ตลอดเวลา พร้อมทั้งความรู้สึกของจิตที่มันรุนแรงอยู่ก็สามารถบังคับให้เบาลงได้ แต่ไม่ขาดสูญ ..คือมีอุบายวิธีหรือกำลังทำให้มันตกด้วยอำนาจตปธรรมนั้นจริงอยู่ แต่ไม่ทันท่วงที ไม่เก่งที่สุด แต่สามารถบังคับได้ จนเป็นเหตุไม่ให้คนนั้นผูกโกรธเลยเป็นอันขาด ไม่มีทางผูกโกรธได้ มีแต่ความรู้สึก วูบขึ้นก็ตก มีความรู้สึกวูบขึ้นก็เอากำลังเข้าไปยับยั้งตก ความรู้สึกวูบขึ้นเอาไปยับยั้งก็ตก อยู่ในลักษณะนี้แล #เรียกว่าโสดาบันบุคคล

เพราะฉะนั้นจะย้อนมาอธิบายเปรียบเทียบเหมือน เหมือนน้ำกะฉอกอยู่ในขันนะ อันหนึ่งมันกะฉอกกระเด็นออกข้างนอก หมายถึงความรู้สึกของปุถุชน ถ้ามันออกแรงนะ ถ้าออกเบาเขาเรียกว่ากัลยาณปุถุชน ถ้ามันกระเพื่อมหรือมันดิ้นอยู่ จริงอยู่ แต่ไม่กระเด็นออก เป็นลักษณะของโสดาปัตติมรรค

ทีนี้ความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นบังคับได้เลย บังคับได้ไม่ให้รุนแรง และไม่ให้มันหยุดเอง อะไรในทำนองนี้ เป็นโสดาปัตติผล นี่ อยู่ในทำนองนี้ ถ้าไวไฟจนถึงขนาดที่เรียกว่ามีความรู้เป็นเอกรัตติงของจิต สว่าง แจ่ม เหมือนกันกับเรามองไฟอย่างนี้ เราไม่ต้องตั้งปัญหาถามตัวเองหรอกว่าเราจับแล้วไฟมันจะไหม้มือเราไหม ไม่ต้อง

สติมันเป็นชวนะ แพล็บ รู้เลย ไม่สามารถจะจับไฟได้ ฉันใด อารมณ์ที่จะนำพาไปสู่ความเศร้าหมอง อารมณ์ที่จะนำพาไปสู่ความดิ้นรน หรือเป็นไปเพื่อความทุกข์นั้นรู้แพล็บ อ่านตลอดหัว ตลอดหางชัชวาล อยู่ตลอดเวลา #อันนั้นเป็นลักษณะของอรหันตบุคคล

โอวาทธรรม :
#พระอาจารย์สมชาย #ฐิตวิริโย










ให้มี “พุทโธ” ติดแนบตัวเสมอไปนะลูกหลานนะ

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน








คนชอบผลัดวันประกันพรุ่ง
มักจะปลอบใจตัวเองว่า กำลังจะทำ
จะทำแน่นอน คำว่า "จะ" มันอันตรายนะ
เพราะคำว่า "ทำ" กับคำว่า "จะทำ"
ดูจะใกล้กันมาก เหมือน "กิน" กับ "จะกิน"
ผู้จะกิน เคยหายหิวไหม?

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron