วันเวลาปัจจุบัน 18 ม.ค. 2021, 09:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2021, 05:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4018


 ข้อมูลส่วนตัว


... ใช้ปัญญาพิจารณา
เรื่องที่ไปกังวล ไปเกี่ยวข้องด้วย
“เพื่อจะได้ปล่อยวาง”

.ให้เห็นว่าเป็นไตรลักษณ์ ไม่ช้าก็เร็ว
“สักวันหนึ่งก็ต้องหมดไป..ต้องจบ”

.ให้เห็นว่า ไม่มีสาระอะไร
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้
“เป็นของปลอมทั้งนั้น”

.ถ้าเป็นความสุข..ก็เป็นความสุขปลอม
ถ้าเป็นสมบัติ..ก็เป็นสมบัติปลอม

.ไม่ต้องไปเสียดาย
เพราะสักวันหนึ่งก็ต้องทิ้งมันไป
เมื่อตายไป..”ก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย”

.เอาความสุขปลอมไปไม่ได้
ความสุขแท้อยู่ที่...
”ความสงบใจ”
...............................................
จุลธรรมนำใจ 8 กัณฑ์ 299
ธรรมะบนเขา 25/3/2550
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









"โลกเสียเวลาไปมากกับการศึกษาเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการดับทุกข์โดยตรง ไม่ว่าประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โบราณคดี

ทางตรงคือ เข้าหาหลักศาสนา
อย่างที่เราสวดทำวัตรเช้า
มะยันตัง ธัมมัง สุตวา, เอวัง ชานามะ

พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว จึงได้รู้อย่างนี้ว่า

ชาติปิทุกขา
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์

ให้ดูเด็กสิ พอแม่คลอดออกมาก็ร้องไห้กันทุกคน ไม่ว่าเจ๊ก ฝรั่ง เพราะมันมีแต่ทุกข์

อริยสัจ ๔ เป็นของจริง เข้าให้ถูกล๊อค ไปหาวัดโน่น วัดนี่ ก็ไม่เจอ ให้หากะตัว

ท่านสอนกรรมฐาน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เราทุกคนก็มีกัน อย่าไปมัวหลงไหล นี่แหละกรรมฐาน

นอนอยู่บนเตียงในบ้าน ก็มีกรรมฐานได้ ถ้าไม่มีฌานก็ไม่มีปัญญา ฌานคือการเพ่งดู

กาลเวลาผ่านไปๆ กิจภายนอกมี กิจภายในก็มี อยากเกินโลก ต้องนั่งสมาธิ

บ่นั่ง ก็บ่เห็นของจริง เกิดมาก็ร้องไห้อยู่ร่ำไป"

หลวงปู่ทองผุด ญาณวโร
วัดภูเขาดิน ผาพอด อ.เชียงคาน จ.เลย









ปฏิบัติธรรมะ...อย่าเอามาก

ทำเรื่อยๆ สมควรแล้วล่ะ

เอามากเกินไปเป็นธรรมเมาน่ะ ธรรมเมานี่ลำบากน่ะ มันเอาเรื่องมาแต่ดึกดำบรรพ์โน่น เวลามันตั้งขึ้น มันเกิดมาจากไหนไม่รู้มัน

ธรรมเมานี่สำคัญ พอเผลอขึ้นมาแล้ว มันเมาคิดเมานึกไปเสียแล้ว

เอาล่ะน่ะ สมควร

อย่าเอามากมาย เอาทีล่ะน้อย ให้มันรวมเข้า รวมเข้า รวมเข้าเป็นเอกัคคตาได้เป็นดี

ธรรมเทศนาของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เรื่อง “สติ”
ในหนังสือหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ของ กฝผ. จัดพิมพ์ หน้า ๑๖๑ รมณียธรรม ธรรมที่ร่มเย็นจากพระป่า









"..แสงหลอดนิออนกะเป็นแสงอันหนึ่ง แสงสปอตไลท์กะเป็นแสงอันหนึ่ง แสงเดือนแสงดาวกะเป็นแสงอันหนึ่ง แสงพระอาทิตย์กะเป็นแสงอันหนึ่ง จั่งสิล่ะด้านจิตใจสูงต่ำกว่ากัน เทียบกับแสงเดือน แสงพระอาทิตย์ แสงไฟฟ้า แสงสปอตไลท์ แสงหลอดนิออน แสงอย่างเดียวกันจั่งสิล่ะ

อุปมาอุปมัยจิตใจของพระพุทธเจ้า จิตใจของพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนแสงพระอาทิตย์พุ้นเด้ แสงจิตแสงใจของพระพุทธเจ้ามันครอบครองคลุมได้เบิ๊ดโลกอันนิ บ่มีที่สิ้นสุดบ่มีประมาณความสว่าง ความรู้ครอบเบิ๊ดโลกอันนิ

#โลกสูมื้อนี้มันวุ่นวายกันจั่งวะมันเกิดโรคระบาดขึ้นมา ตายกะบ่แมนหน่อยๆ ประเทศใหญ่ๆ ติดกันหลาย ตายกันหลาย จั่งวะครั้งพุทธกาลมันเกิดโรคระบาดขึ้นมาคือกัน #ครั้งพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่เพิ่นกะให้พระสงฆ์พากันสวดบทรตนสูตรเพื่อขับไล่โรคให้หาย

เพราะว่าหยังสูมื้อนิ #เพราะมันขาดศีลธรรมมันเลยเกิดโรคขึ้นมา #คนบ่เซื่อธรรมบ่ปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้าจั่งว่ามันเกิดเพทภัย พระพุทธเจ้าเพิ่นมาอุบัติเกิดในโลกนี้บ่แมนหน่อยเด้ อยู่ในพระสูตรในสัมพุทเธ พระพุทธเจ้ามาเกิดสามล้านกว่าพุ้นเด้ แต่ละพระองค์ๆกะมาสั่งมาสอนให้ปฏิบัติเพื่อให้มันพ้นไปจากทุกข์ เฮามันตกค้างมานี้จั๊กแมนองค์ที่ทอใดแน มาเสวยทุกข์อยู่นี้บ่เข็ดบ่หลาบ สอนให้รักษาศีลเพื่อให้พ้นจากทุกข์ สอนให้ภาวนาเพื่อให้พ้นจากทุกข์

พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็มาสอนอันเดียวกัน แต่พวกเฮาบ่เอา มีหูกะคือหูกะทะ มีตากะคือตาไม้ไผ่ บ่สนใจในการประพฤติปฏิบัติตาม จั่งวะมันตกค้างอยู่จั่งสิล่ะ ทุกข์อยู่จั่งสิล่ะ ทรมานอยู่จั่งสิ.."

โอวาทธรรม
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร









“บ้านสกปรกคุณไม่กวาด
คุณก็บอกว่าปล่อยวาง

ลูกทำตัวไม่ดี คุณก็ไม่ยอมบอกเตือน
คุณก็บอกว่าปล่อยวาง

หนักเข้า อะไรมากระทบกายใจก็ปล่อยไป
ปัญหาเข้ามาสุมหัวมากมาย ก็ไม่แก้ไข
เพราะคุณปล่อยวาง

แบบนี้ไม่เรียกปล่อยวาง เรียกว่า ปล่อยปละละเลย”

หลวงปู่หา สุภโร








#ผู้ที่ไม่ต้องการที่จะเวียนว่ายตายเกิดอีก

หมายความว่าเมื่อบำเพ็ญฌานได้แล้ว เขาก็ยกอรูปฌานออกเสีย เอาแค่รูปฌาน 4 คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุถฌาน เอาแค่ฌาน 4 นี้ เอาฌาน 4 นี้มาเป็นกำลัง หันหน้าเข้าสู่วิปัสสนา
.
เมื่อหันหน้าเข้าสู่วิปัสสนา ก็จะไปพบ ไตรลักษณ์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัส ไตรลักษณ์นั้น มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาอย่างเดียวเท่านั้น ศาสนาอื่น ไม่มี เพราะฉะนั้น ในศาสนาทุกศาสนาจึงไม่มีวิปัสสนา มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา เพราะทุกคนนั้น ปรารถนาแค่เพียงสวรรค์ ปรารถนาแค่เพียงความสุขในเมืองมนุษย์
.
แต่ว่า การที่สำเร็จฌานเหล่านั้น บางทีก็เกิดความเสื่อม เมื่อเกิดความเสื่อมแล้วก็ไปทำความชั่ว สามารถไปตกนรกได้ สามารถไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ เพราะว่ายังไม่ใช่นิยตบุคคล เป็นอนิยตบุคคล ดังนั้น การเวียนว่ายตายเกิด รึว่าการแปรเปลี่ยน ย่อมมีแก่ผู้บำเพ็ญฌาน
.
แต่ว่า ถ้าผู้ใด หันเข้ามาสู่วิปัสสนานั้น วิปัสสนาเป็นทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำคนให้พ้นทุกข์ คือพ้นจากความเกิดแก่เจ็บตายนี้ได้ ดังนั้น ในวิปัสสนา พระพุทธองค์จึงทรงตรัสให้เกิดเป็นไตรลักษณ์
.
ไตรลักษณ์นั้น คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังคือความไม่เที่ยง ทุกขังคือความเป็นทุกข์ อนัตตาคือความไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้ ทั้งสามประการนี้ ถ้าพิจารณาได้ ก็ถือว่า เราได้เริ่ม วิปัสสนาแล้ว
.
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา ติ สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ย ดา ปัญญา ย ปัสสติ เมื่อใด บุคคลผู้ใด ทำให้เกิด ปรากฏขึ้นแล้ว อัตถ นิพพินติ ทุกเข จากนั้น ผู้นั้น จะเกิดความเบื่อหน่าย เอสะ มัคโค วิสุทธิยา นี้คือหนทางไปสู่พระนิพพาน
.
สัพเพ สังขารา อนิจจา ติ สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ย ดา ปัญญา ย ปัสสติ เมื่อใด ผู้ใด ทำให้ปรากฏ อัตถ นิพพินติ ทุกเข เมื่อนั้น บุคคลผู้นั้น จะเกิดความเบื่อหน่าย เอสะ มัคโค วิสุทธิยา นี่คือหนทางพระนิพพาน
.
สัพเพ ธัมมา อนัตตา ติ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ย ดา ปัญญา ย ปัสสติ บุคคล ผู้ใด ทำให้ปรากฏขึ้นแล้ว อัตถ นิพพินติ ทุกเข บุคคลผู้นั้น ย่อมจะบังเกิดความเบื่อหน่าย เอสะ มัคโค วิสุทธิยา นี่คือหนทางพระนิพพาน
.
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสยืนยันเช่นนี้ ต้องการที่จะให้พุทธบริษัทพ้นไปจากทุกข์เสีย ไม่ต้องมาพากันเวียนว่ายตายเกิดลำบากลำบนกันอยู่ในเมืองมนุษย์นี่
.
เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ยกวิปัสสนาขึ้น เพื่อให้พากันพิจารณา การพิจารณาทุกข์ การพิจารณาความไม่เที่ยง การพิจารณาถึงความไม่ใช่ตัวตนนั้น เป็นสิ่งที่จะต้องใช้ฌาน เราจะพิจารณาโดยที่ไม่มีฌานนั้น ย่อมไม่ได้
.
เพราะฉะนั้น อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบำเพ็ญฌานอยู่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญถึงอรูปฌาน บำเพ็ญแต่เฉพาะรูปฌานเท่านั้นก็พอแล้ว แล้วก็เปลี่ยนมาพิจารณา
.
การพิจารณานั้น ท่านให้ พิจารณา เปรียบเหมือนกันกับผู้ที่ เดินเรือใบ เมื่อเวลาเดินเรือใบไปในกลางทะเล เมื่อเวลาลมจัด ต้องลดใบ เมื่อเวลาลมพอดีก็กางใบ แล้วเรือก็จะแล่นไปตามความประสงค์ หากว่ามีคลื่น ก็ทอดสมอ อย่างนี้เป็นต้น
.
ฉันใดก็ฉันนั้น บุคคลผู้ที่จะบำเพ็ญวิปัสสนา ต้องพิจารณา แต่ว่าการพิจารณาถึงความไม่เที่ยง ความเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้น ไม่ใช่ว่า จะให้พิจารณาไปตลอด
.
ก็เหมือนกันกับเรือใบ ที่แล่นไปในทะเลนั้น ต้องไม่แล่นไปตลอด เมื่อเจอลมสลาตัน หรือลมใหญ่ ต้องลดใบทันที มิฉะนั้นเรือจะคว่ำ ถ้าหากว่าเมื่อเวลาจอดไม่ทอดสมอ ถูกคลื่นตีมา เรือก็คว่ำ
.
เพราะฉะนั้น จึงเปรียบเหมือนกันกับผู้บำเพ็ญวิปัสสนา ผู้ที่บำเพ็ญวิปัสสนานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาแล้ว และกลับคืนมาหาความสงบ เมื่อจิตสงบแล้ว ก็ยกออกไปพิจารณาสักครู่หนึ่ง แล้วก็ย้อนกลับคืนมาทำความสงบใหม่ ไม่ให้พิจารณาไปตลอด เวลานั่งสมาธิ
.
เมื่อพิจารณาเช่น พิจารณาถึง ความไม่เที่ยง ร่างกายของคนเรานี้ เกิดมาก็หนุ่มสาว เกิดมาแล้วทีนี้ก็แก่ไป เมื่อแก่ไปแล้ว เนื้อก็เหี่ยว หนังก็ยาน ในที่สุดก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บป่วยขึ้น
.
นี่เค้าเรียกว่าเปลี่ยนแปร เปลี่ยนแปลง ต่อจากนั้นก็สิ้นลมหายใจ ก็เรียกว่า ตาย ก็เรียกว่า อนิจจัง มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วก็ตายไป อย่างนี้คือการพิจารณาวิปัสสนา
.
เมื่อพิจารณาอย่างนี้สักครู่หนึ่ง ก็วางเฉย คือหมายความถึงว่า เราจะต้องตั้งต้นร่างกายอันนี้ ไปตั้งแต่เด็ก แล้วก็เป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วก็แก่ชรา แล้วก็มีโรคภัยเบียดเบียน แล้วก็ตายไป
.
การพิจารณาอย่างนี้เรียกว่าวิปัสสนา แต่ต้องพิจารณาเพียงชั่วระยะ เหมือนกันกับเรือ แล่นไปในมหาสมุทร เรือใบ เมื่อถึงเวลาลมแรงก็ลดใบลง ถึงเวลาอันสมควรก็ทอดสมอ อย่างนี้เป็นต้น
.
พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร










เวลากรรมมาถึง. ก็ไม่มีใครหลีกพ้นไปได้. ต่อให้บินเหาะ. ก็ต้องหล่น. เพราะแรงผลของกรรม.

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม








ถ้ามีความดีแล้ว. ใช้ไม่ถูกกาลเทศะ. ไม่ถูกกับบุคคล. ก็ไม่ได้รับผล. กลับกลายเป็นภัย. กลายเป็นเลวเป็นชั่ว.

โอวาทท่านพ่อลี





ถ้ามีความดีแล้ว. ใช้ไม่ถูกกาลเทศะ. ไม่ถูกกับบุคคล. ก็ไม่ได้รับผล. กลับกลายเป็นภัย. กลายเป็นเลวเป็นชั่ว.

(โอวาทท่านพ่อลี )







ศีล5นี่ล่ะ. เป็นที่เกิดพระอรหันต์. เป็นที่เกิดพระปัจเจกโพธิ. เป็นที่เกิดพระพุทธเจ้า.

หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม








เหตุที่เราทำบุญกุศล_แล้วไม่ได้ผลบุญมาก_เพราะเรายังเชื่อผิดเห็นผิด

การให้ทาน การรักษาศีล ตลอดถึงการภาวนา มีผลอานิสงส์มาก แต่การที่ผู้ให้ทาน รักษาศีล ไหว้พระ ฟังธรรม การทำเจริญกรรมฐานการภาวนา ที่ไม่ได้อานิสงส์ผลมากนั้น เพราะพวกเรายังมีความเห็นผิด

มีความนับถือและเชื่อถือผิดจากทางธรรม ที่พระพุทธองค์นำพาสาวกประพฤติปฏิบัติ

ตัวอย่างเช่น ชาวบ้านเรายังบวงสรวง นับถือบูชาหอทะดาอารักษ์ (เรียกตามภาษาพื้นบ้านสมัยก่อน) ภูตผีปีศาจ พระภูมิเจ้าที่ ผีสางนางไม้ เคารพนับถือเอามาเป็นที่พึ่ง ตามความเข้าใจผิดของพวกเรา

โดยเข้าใจว่า ของเหล่านั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ ดลบันดาล คุ้มครอง ปกปักรักษา และป้องกันภยันตรายได้จริง

มีการฆ่าสัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้า มีวัวควาย หมู เป็ด ไก่ ตลอดถึงเหล้าสุรา ยาดองของมึนเมา เอามาทำพิธีกรรมเซ่น บวงสรวง ทะดา ปีศาจ วิญญาณ ภูติผี พระภูมิเจ้าที่ เทวดาอารักษ์

เขาเหล่านั้นจะได้มาเสวยเครื่องสังเวย ที่เอามาทำการเซ่นสรวงหรือไม่... ไม่มีใครเห็น เห็นแต่พวกเจ้าเองนั่นแหละ อิ่มเมา มึนเมามัวซัวเซีย ครึกครื้นหมดกันทั้งบ้าน

แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะมาช่วยอะไรเราไม่ได้ มีแต่จะมาก่อกวนก่อกินกับพวกเราร่ำไป รอบปีหนึ่งๆ ก็ต้องเสียวัว เสียควาย หมู เป็ด ไก่ ให้มันทุกๆปี

#พวกเรามีความเชื่อถือมาผิดๆ

เพราะความเห็นผิดนี้แล ไม่ใช่ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พาสาวก อุบาสก อุบาสิกา ประพฤติปฏิบัติมา การไหว้พระ ภาวนา รักษาศีล ให้ทาน การทำบุญกุศล จึงไม่มีผลอานิสงส์มาก

#ให้พากันเลิกละความเชื่อถือผิด

ตามความที่เคยเชื่อถือ และนับถือผิดมาแล้วนั้นเสีย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่าได้เกี่ยวข้องกับมันอีกอย่างเด็ดขาด

พระอาจารย์มั่น #ภูริทัตตเถระ










คนเราจะทำอะไรก็แล้วแต่
จะให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
ไม่ใช่มีความสามารถอย่างเดียว
แต่คนๆ นั้นต้องมีบุญบารมีมาด้วย
ไม่ใช่เห็นเขาทำแล้วดัง
ก็อยากทำเหมือนเขา

.. หลวงพ่อทองพูน กาญจโน ..








“วันเวลาที่เหลืออยู่”

.... อายุสังขารก็ล่วงไป ๆ วันเวลาก็หมดไป อายุสังขารก็ไปตามวันเวลา วันก็มากขึ้น ๆ มีแต่นับวันเวลาที่ล่วงไป

ที่ว่ามาก ว่าอายุได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ว่าวันเวลาข้างหน้า ไม่รู้จะเหลืออยู่กี่วัน กี่ปี กี่เดือน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องน่าคิดอยู่เหมือนกัน.

"หลวงปู่ศรี มหาวีโร"








" วิปัสสนานี้ มีผลอานิสงส์
ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล
พรหมวิหารภาวนา ย่อมทำให้
ผู้เจริญนั้นมีสติไม่หลง
เมื่อทำกาลกิริยา

มีสุคติภพคือมนุษย์ และ
โลกสวรรค์เป็นไปในเบื้องหน้า

หากยังไม่บรรลุผล
ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี
ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุ
มรรคผล ทำให้แจ้งซึ่ง
พระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว "

โอวาทธรรม
หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล








"..เริ่มต้นตั้งแต่เราฝึกหัด
ภาวนา ที่จิตยังไม่ได้หลัก
ได้เกณฑ์ไม่มีความสงบ
เยือกเย็นเลย ก็ขอให้ตั้ง "สติ"
แล้วนำคำบริกรรมเข้ามา
เป็นเครื่องเกาะเครื่องยึดของใจ

เช่น พุทฺโธ หรือธัมโม หรือ
สังโฆ หรืออานาปานสติ
มรณัสสติ ตามแต่อารมณ์
แห่งธรรมใดที่เราชอบตาม
จริตนิสัยของเรา

ให้นำคำบริกรรมที่ตนชอบ
นั้นเข้ามากำกับกับใจของเรา
แล้วตั้งสติให้ติดแนบกับ
คำบริกรรม ไม่ให้หวั่นไหวโยก
คลอนไปกับอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

ให้มีงานอันเดียว คือ สติกับ
คำบริกรรมทำงานกลมกลืนกัน
อยู่ภายในใจ ไม่ต้องไปสนใจ
กับเช้า สาย บ่าย เย็น ให้สนใจ
อยู่กับจิตที่ควบคุมด้วยสติ
ไม่ให้เผลอกัน.."

โอวาทธรรม
หลวงตาพระมหาบัว
ญาณสัมปันโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 18 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร