วันเวลาปัจจุบัน 18 ม.ค. 2021, 08:49  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2021, 05:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4018


 ข้อมูลส่วนตัว


"ผู้เห็นโลก​ เป็นของวุ่นวาย
นั่นแลคือ​ ผู้มีบุญ...
เห็นโทษของโลก มากเพียงไร
ยิ่งเป็นผู้มีบุญมากวาสนามากเพียงนั้น
บุญวาสนา​ อยู่ตรงนี้ไม่อยู่ที่อื่น..."
--------------
#หลวงตาพระมหาบัว_ญาณสัมปันโน
#คัดจากหนังสือ​
#คำถามคำตอบปัญหาธรรม









งานภาวนา ท่านถือว่า มีคุณค่า มีน้ำหนักมากกว่างานกุศลทั้งหลาย แม้ท่านผู้บรรลุไปก็ต้องผ่านภาวนาเสียก่อน ผ่านภาวนาแล้วพ้นทุกข์ได้เลย ให้พากันอุตส่าห์ พยายามนะ

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน








{การบูชา}

การบูชาในพระพุทธศาสนามี ๒ อย่าง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสคือ {อามิสบูชา} และ {ปฏิบัติบูชา}

{อามิสบูชา} คือ ของที่ใช้ติดเครื่องกัณฑ์เทศน์บ้าง ถวายพระบ้าง เอาภัตตาหารมาถวายแก่พระสงฆ์บ้าง

การที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้ามีความเคารพในพระไตรสรณาคมน์ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ตั้งใจสมาทานศีลและปฏิบัติในศีลตั้งใจถวายทานด้วยจิตที่มีความเมตตาปรานี และตั้งใจรับรสพุทธพจน์เทศนาขององค์สมเด็จพระชินสีห์ที่บรรดาพระสงฆ์มาแสดงธรรม ตั้งใจเจริญ{สมถภาวนา}{วิปัสสนาภาวนา} หรือว่าเจริญพระกรรมฐาน อย่างนี้ทั้งหมดเป็น {ปฏิบัติบูชา}
แล้วก็การบูชาทั้ง ๒ ประการนี้ องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาทรงตรัสกับพระอานนท์ในวันนิพพาน คือ {วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ รุ่งขึ้น} เช้าเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ใกล้สว่างวันนั้น พระพุทธเจ้าจะทรงนิพพาน องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาเสด็จไปที่เมืองกุสินารามหานคร สมเด็จพระชินวรทรงประทับนอนอยู่ระหว่างนางรังทั้งคู่ ตรงที่นั้นเป็นวิหารไม่ใช่ประทับอยู่ที่โคนต้นเฉย ๆ เมืองนั้นเขาจัดที่รับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์อยู่ที่ดงรัง

พอพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่นั้นแล้ว ปรากฏว่าบรรดาเทวดาก็ดี " นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี ทราบว่าองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจะนิพพานในวันนั้น จึงได้พากันไปโปรยปรายดอกไม้ของสวรรค์ที่เรียกกันว่า {ดอกชบา} ดอกชบานี่โตเท่ากลดของพระธุดงค์ เวลานี้ใหญ่เท่าๆ กับสัปทนที่เขาแห่นาคบริเวณในเมืองกุสินาราระหว่างนางรังทั้งคู่ที่องค์สมเด็จพระบรมครูเสด็จพระทับอยู่ที่นั่น ปรากฏว่าเทวดากับพรหมก็โปรยปรายลงมา ทำให้คนที่จะเดินไปมาในบริเวณนั้นต้องลุยดอกไม้ไปแค่เข่าบ้าง เลยหัวเข่าบ้าง เต็มไปหมด หลีกไม่พ้น

พระอานนท์เห็นเป็นอัศจรรย์จึงเข้าไปกราบทูลองค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาว่า
“ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า วันนี้มีความอัศจรรย์เป็นที่สุด เพราะว่าบรรดามนุษย์ไม่เคยเห็นดอกไม้สวรรค์ แต่วันนี้บุคคลที่อยู่ในที่นี้พากันรู้จักดอกไม้สวรรค์ คือ ดอกชบาที่เทวดาก็ดีนางฟ้าก็ดี โปรยปรายมาบูชาพระรัตนตรัย มีพระองค์เป็นต้น คนทุกคนหรือพระก็ตามที่จะเดินเข้าไปหากันต้องเดินลุยไปเสมอเข่าบ้างลุยเข่าบ้าง

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
“อานันทะ ดูก่อนอานนท์ อามิสบูชาเป็นของดี ตถาคตสรรเสริญ คือ การถวายข้าว ถวายน้ำ ถวายธูปเทียน ถวายปัจจัยเป็นของดี เพราะว่าอามิสบูชานี้จะเป็นปัจจัยให้บุคคลทั้งหลาย ถ้าตายจากความเป็นคนจะได้เกิดเป็นเทวดาบนชั้นกามาวจรสวรรค์"

สมเด็จพระทรงธรรมจึงได้ตรัสว่า {ทานัง สัคคโส ทานัง} ขึ้นชื่อว่าทานนี่เป็นบันไดให้ไปเกิดบนสวรรค์อันดับแรก แต่ว่าถ้าหมดบุญบารมีจากสวรรค์ลงมาเกิดเป็นคน คนประเภทนี้ไม่พบกับความยากจนในชีวิต ชีวิตของคนทุกคนจะเต็มไปด้วยความสุขในทรัพย์สิน มีรูปร่างหน้าตาสะสวย มีอารมณ์ใจสบาย และองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า
{อานันทะ ดูก่อนอานนท์ อามิสบูชาเป็นของดี แต่ว่าอานิสงส์ของอามิสบูชาไม่เท่ากับปฏิบัติบูชา}

เพราะการปฏิบัติบูชานี่ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วน
อานิสงค์ที่จะได้ คือ
๑. มีจิตเมตตาปรานี้ ๒. มีความกรุณามีความสงสาร
๓. มีความสันโดษ ๔. มีความอดทน
อย่างนี้ องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาทรงตรัสว่าเป็นปัจจัยให้ศีล ๕ บริสุทธิ์ หรือว่าศีล ๘ ที่สมาทานกันแล้วก็บริสุทธิ์ คนที่ปฏิบัติในศีลบริสุทธิ์มีอนิสงส์จะพึงได้ ก็คือ

{สีเลนะ สุคติง ยันติ} ศีลเป็นปัจจัยให้เกิดความสุขในสมัยที่มีชีวิตอยู่ ตายแล้วศีลเป็นปัจจัยให้ทุกคนไปเกิดบนสวรรค์
{สีเลนะ โภคสัมปทา} บุคคลใดปฏิบัติในศีลได้ครบถ้วนในสมัยที่มีชีวิตอยู่ ก็ไม่ขัดข้องในทรัพย์ในการจับจ่าย จะมีทรัพย์สินคล่องตัว เมื่อตายไปแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์จะมีที่พยสมบัติมาก พ้นจากสวรรค์ลงมาเกิดเป็นคนจะมีความเยือกเย็นจะมีความเป็นสุขในการใช้ทรัพย์สมบัติ
{สีเลนะ นิพพุติง ยันติ} บุคคลใดที่มีศีลบริสุทธิ์จะมีจิตสงบ ไม่มีความเดือดร้อน และศีลเป็นปัจจัยให้บุคคลเข้าถึงพระนิพพาน ที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงตรัสว่า อานิสงส์ของการปฏิบัติบูชาเฉพาะในศีล จะเป็นปัจจัยให้บรรดาพุทธบริษัทเข้าถึงพระนิพพาน

นอกจากนั้นองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงตรัสว่าถ้าบุคคลใดใช้ปัญญา หรือ สมาธิเป็นเครื่องพิจารณากาย จะเห็นว่าร่างกายนี้สภาวะความเป็นจริง
{มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราเองไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายไม่ใช่เรา} มันคนละส่วนกัน คนที่ตายจากความเป็นคนไปแล้วไปเกิดบนสวรรค์บ้าง ไปเป็นพรหมบ้าง ไปนิพพานบ้าง ไปเกิดเป็นสัตว์นรกบ้าง เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานบ้าง อย่างนี้เป็นต้น ทุกคนไม่ได้เอาร่างกายไป เขาไปแต่ {อทิสสมานกาย} คือ กายภายใน ร่างกายภายนอกเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น

ถ้าบุคคลทั้งหลายเห็นว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเรา มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ที่ความทุกข์มีเกิดขึ้นมาแก่เราทุกขณะที่มีอยู่ในเวลานี้เพราะอาศัยร่างกายเป็นเหตุ สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ได้ตรัสว่า
#อานันทะ #ดูก่อนอานนท์ #ถ้าบุคคลใดวางร่างกายภายใน #คือร่างกายของเราเสียได้ #วางร่างกายภายนอก คือ #กายของบุคคลอื่นเสียได้ #วางวัตถุธาตุใด ๆ #เสียได้ทั้งหมด #คนทั้งหมดนี้ตายจากความเป็นคนเมื่อไรไปนิพพานเมื่อนั้น

พระธรรมคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม {ท่าซุง}
ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี
หนังสือพ่อสอนลูก หน้าที่ ๕๓๑~๕๓๖










"เกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตาย แต่ก่อนจะตาย
ทานยังไม่มี ก็ให้มีเสีย ศีลยังไม่เคยรักษา
ก็รักษาเสีย ภาวนายังไม่เคยเจริญ ก็เจริญ
ให้พอเสีย

จะได้ไม่เสียที ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
ด้วยความไม่ประมาท นั้นละ จึงจะสมกับ
ที่ได้เกิดมาเป็นคน"

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต








"ปีใหม่ทั้งทีนะ ให้ตั้งใจไว้ว่า
เราจะเป็นคนใหม่ ที่ดีกว่าเก่า

คนไหนใจแคบ ก็หัดใจกว้างนะ
คนไหนไม่เคยมีศีล ก็ตั้งใจรักษาศีลไป
คนไหนไม่เคยมีความสุขสงบในใจ
ก็ฝึกให้ใจได้สุข ได้สงบบ้าง

คนไหนไม่มีจิตที่ตั้งมั่น ก็ฝึกให้มีจิตที่ตั้งมั่นบ้าง
คนไหนแยกธาตุแยกขันธ์ไม่เป็น ก็แยกให้เป็น
คนไหนแยกขันธ์ได้แล้ว ยังเห็นไตรลักษณ์ไม่เป็นนะ
ก็หัดดูขันธ์แสดงไตรลักษณ์ให้เป็น

คนไหนเป็นแล้วนะ
ก็ให้มรรคให้ผลเกิดก็แล้วกันนะ"

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช










" บุญ​ที่สำคัญที่สุด​ คือ​ "สติ​"
ที่ระลึก​ภาวนารักษาจิตของเรา

ถ้าบุคคลผู้ใด​มีสติ​
ระลึกรู้​ในจิตอยู่เสมอ​
ผู้นั้นชื่อว่า​ ไม่ห่างจากฌาน "

โอวาทธรรม
หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ







"..การสวดมนต์ก็เป็นการฝึก
ทำสมาธิในขั้นเบื้องต้น คือ
บางทีให้นั่งหลับตาบริกรรม
พุทโธๆ แล้วใจไม่ยอมอยู่กับ
การบริกรรม แต่ถ้าให้สวดมนต์
ยาวๆ เป็นบทสวด ก็สวดได้
หยุดได้ ใจไม่ไปคิดเรื่องนั้น
เรื่องนี้ ใจก็สงบได้ในระดับ
หนึ่ง พอที่จะทำให้สามารถ
มาบริกรรมพุทโธ ๆต่อได้

ดังนั้น การสวดมนต์ก็เป็นการ
ทำสมาธิเบื้องต้น เป็นการ
กล่อมใจให้ระงับจากความคิด
ปรุงแต่งต่างๆ ให้เบาลงไป
แล้วพอมันเบาก็จะทำให้
การบริกรรม พุทโธนี้ ทำได้
อย่างง่ายดาย แล้วใจจะรวม
เข้าสู่ความสงบได้

แต่การสวดมนต์นี้ ต้องเป็น
การสวดอย่างต่อเนื่อง ทำเป็น
กิจลักษณะ ไม่ใช่ทำเฉพาะ
วันขึ้นปีใหม่ เฉพาะวันส่งท้าย
ปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทำเพียง
วันเดียว ก็เหมือนกับปีหนึ่ง
กินข้าวหนเดียว ก็จะไม่ค่อย
ได้ประโยชน์เท่าไหร่
เพราะเราต้องกินข้าวทุกวัน
วันละ 3 มื้อ

การสวดมนต์ เหมือนการฝึก
สมาธิ ก็ควรจะฝึกทำสมาธิ
ทุกวัน สวดมนต์ไหว้พระ
ทุกวัน อย่างน้อยก็วันละ 2 ครั้ง

ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น
นั่นก็คือ การสวดมนต์ทำใจ
ให้สงบ ไม่ใช่มารอแต่วัน
ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
แล้วจะได้บุญได้กุศลมากมาย
กว่าวันอื่น เป็นไปไม่ได้.."

โอวาทธรรม
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต









" พากันหาแต่ทรัพย์ภายนอก
คิดไปว่านั้นคือความสุข. แท้จริงแล้ว
นั้นคือความโลภที่บ่จักพอของตัวเฮา
ถ้าเฮาพากันหาทรัพย์ภายใน
อันเป็นทรัพย์ที่เฮาควรสร้าง
พากันสร้างขึ้นให้มีในจิตใจเจ้าของ
เมื่อนั้นท่านจะรู้ว่า ทรัพย์เหล่านี้ละ
ที่จะตามติดตัวเฮาไปตลอด
เพราะมันคือความสุขที่แท้จริง
นึกถึงยามใดเฮากะสุขใจอยู่ตลอด "

โอวาทธรรม
หลวงปู่ดำ สีลคุโณ
วัดป่ามณีศรีโคตมวงศ์ อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 20 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร