วันเวลาปัจจุบัน 07 มี.ค. 2021, 07:08  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ธ.ค. 2020, 05:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4064


 ข้อมูลส่วนตัว


เจริญมรณานุสสติให้มาก
เราไม่รู้ว่าตนจะตายตอนไหน
อาจเกิดอุบัติเหตุ
ถูกกราดยิง หรือเป็นโรคระบาด

โอกาสที่จะปฏิบัติธรรมจริงจังก็ไม่มี
เพราะเอาเวลาไปทำงานทางโลกหมดแล้ว

ควรนึกถึงความไม่แน่นอนในชีวิตบ้าง
อย่าทำตามใจกิเลสเหมือนที่ผ่านมา
เวลาเป็นของมีค่าควรบริหารให้เกิดมรรคผล

โอวาทธรรม : พระอาจารย์คม อภิวโร










...เมื่อจิตรวมลงแล้ว
จะพบกับความสุขที่
แปลกประหลาดมหัศจรรย์
ที่ไม่เคยพบมาก่อน
.
ไม่มีความทุกข์
ไม่มีอะไรอยู่ในใจเลย
ไม่มีเรื่องราววุ่นวายต่างๆ
ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
.
เหมือนกับลอยอยู่ในอวกาศคนเดียว
"แสนจะสุข แสนจะสบาย"
แล้วจะเข้าใจถึงคำที่
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
"ไม่มีความสุขอื่นใดจะเหนือกว่า
ความสุขที่เกิดจาก..ความสงบ"
.
"ความสงบใจ"นี้แล
เป็นสุดยอดของความสุข.
.......................................
คัดลอกการแสดงธรรม
ธรรมะบนเขา 16/4/2550
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี










“พอ”
เป็นสิ่งหายาก ในหมู่คน "โลภ"

“นิ่ง”
เป็นสิ่งหายากในหมู่คน "โกรธ"

“หยุด”
เป็นสิ่งหายากในหมู่คน "หลง"

พระโอวาทธรรม
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก










" เรื่อง "ภาวนา" เราจะให้
มันนิ่งอยู่หน้าเดียว
ดิ่งในเป้าที่เราเพ่งอยู่
มันก็ย่อมเป็นไปไม่ได้

เพราะสมาธิทั้งหลาย
อยู่ใต้อำนาจ "อนิจจัง"
อันละเอียด เมื่อหมดกำลัง
ก็ถอนออกมา
มันจะถอนออกมาก็ช่างมัน
เราต้องสังเกตว่า
ออกมาแล้วอย่างนี้

มีกามวิตก
ความตริในทางกาม หรือไม่
มีพยาบาทวิตก
ความตริในทางพยาบาท
หรือไม่
มีวิหิงสาวิตก
ความตริในทางเบียดเบียน
หรือไม่

ถ้าไม่มีธรรม 3 ประการนี้
รบกวนจิตใจ เราก็ปล่อย
ให้จิตใจนั้นอยู่ตามสบายเถิด

มีการมีงานก็ทำไป ไม่มีโทษ
เพราะเรามี "สติ" อยู่กับตัว "

โอวาทธรรม
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต








" เรื่องของมนุษย์ ขอให้
พากันเข้าใจว่ามันจะมี
ความวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา

เพราะอะไร เพราะว่า
กิเลส 3 กอง ที่ทำให้เขาต้อง
วุ่นวาย กิเลส 3 กองนั้นคือ
ความโลภ ความโกรธ
ความหลง และ ราคะ โทสะ
โมหะ ก็คือ

ราคะ ความกำหนัดยินดี
โทสะ ความโกรธ
โมหะ ความหลง
3 ประการนี้ มันทำให้มนุษย์
อยู่สุขไม่ได้

ตัณหา คือ ความทะเยอ
ทะยานภายในจิตใจนั้น
มันระงับไม่ได้ อยากใหญ่
อยากโต อยากมี อยากเป็น
เป็นนี่แล้ว ก็อยากเป็นนู้น
แล้วก็อยากเป็นต่อไป
นี่คือ ความไม่สิ้นสุด

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า
จึงตรัสว่า " นตฺถิ ตณฺหา สมา
นที " (นัตถิ ตัณหา สะมา นะที)
แม่น้ำ เสมอด้วยตัณหา ไม่มี
มหาสมุทรที่กว้างใหญ่แล้ว
ก็ยังไม่เท่าตัณหาของมนุษย์

พระพุทธเจ้าก็ได้แนะนำไว้
แล้ว ว่าจะแก้ "ความโลภ"
ก็แก้ ด้วยความเสียสละ
จะแก้ "ความโกรธ" ก็ด้วย
ความที่จิตใจมีศีลธรรม
จะแก้ "ความหลง" ก็ด้วยสมาธิ
อย่างนี้เป็นต้น.."

โอวาทธรรม
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร











"ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง เราไปทำในที่ลับ
ทำความชั่ว มันก็บาปอยู่นั่นเท่าเดิม เราไปทำอยู่ในที่แจ้ง
ที่คนเห็น มันก็บาปอยู่เท่าเดิม ทำความชั่วทั้งหลาย
บุคคลกระทำด้วยกาย หรือพูดด้วยวาจาก็ดี คิดในใจ
ของคนก็ดี หากไปทำความชั่วอยู่ในที่ลับ มันก็บาป
อยู่เท่าเดิมนั้นแหละ

คนกระทำความดี ทำอยู่ในที่ลับไม่มีใครเห็นก็ดี
กราบไหว้บูชา ไหว้พระสวดมนต์ก็ดี รักษาศีลก็ดี
เจริญภาวนาก็ดี อยู่ในที่คนไม่เห็น อยู่ในห้อง
ใครไม่เห็นก็ดี มันก็เป็นความดีอยู่นั้นแหละ ความชั่ว
ก็เช่นกัน ความดีก็เช่นกัน"

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป









"ถ้าเราไม่เลว เราก็ไม่เห็นความเลวของคนอื่นหรอก
ถ้าเราเห็นความเลวของบุคคลอื่นมากเพียงไร แสดงว่า
เราเลวมากเพียงนั้น"

หลวงปู่ฤาษีลิงดำ









“เราทำดีนั้น เป็นส่วนดีของเรา
แต่อย่าเที่ยวไปว่าคนอื่นเขา
ศีลมีไว้พัฒนาตนเอง
ไม่ใช่มีไว้ จับผิดคนอื่น”

หลวงปู่หา สุภโร









#ชีวิตเราผ่านความตายมามากแล้ว

ตั้งแต่ก่อนบวชที่ผจญภัย ผจญชีวิตมามาทุกรููปแบบ​ ผ่านมาทุกทาง​ จนหันหน้ามาบวช​ ก็ไม่วายที่จะต้องเผชิญหน้ากับมารที่มาทดสอบกำลังใจ​ ตั้งแต่อยู่ที่วัดใหม่ๆ(วัดสันติวนาราม​ จ.จันทบุรี)​
.
.
จนล่วงผ่านเลยไป​ 30-40​ ที่เราถูกทดสอบอยู่แบบนั้น​ ทั้งลักยิงบ้าง​ ทั้งพูดจาถากถาง​ ใส่ร้าย​ เอารัดเอาเปรียบต่างๆนานา​ หาทางทำร้ายทำลายเราสารพัดวิธี​ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้เรากลัวตาย​
.
.
คิดเพียงว่า​ เกิดหนเดียว​ ตายหนเดียว​ ไม่เคยกังวลใจอะไร​ หากจะทำอะไรก็ทำให้จริง​ ดีก็ดีให้จริง​ มุ่งมั่นอะไรก็ทำให้มันจริงๆ​ จนท้ายสุดคนที่คิดร้ายคิดไม่ดี​ ก็แพ้ภัยไปเอง​ มีอันเป็นไป​ ตามรูปแบบวาระกรรมของเขา​
.
.
สมัยก่อนบางคนมาด่าให้อวัยวะเพศ​ พอหลังจากนั้นไม่นาน​ ถูกยิงกรอกปากฟันหายทั้งหมด​ ส่วนที่อวัยวะก็ถูงยิงหายไปเกือบทั้งพวง​ ก่อนตายก็ยังเรียกชื่อเรา​ ตอนเราไปดู​ ว่าท่านอาจารย์ช่วยผมด้วย​ เขาคงสำนึกได้​ ก็ไม่รู้ว่าใครทำเขา
.
.
เราก็พยายามช่วยแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้​ รถที่มีอยู่วันนั้นก็ดันสตาร์ทไม่ติด​ จะพาไปหาหมอก็ไปไม่ได้​ ทุกอย่างมันไม่เป็นใจทั้งหมด​ ดูสิวาระของคนจริงๆ​ จริงๆมีอีกหลายคนที่มาคิดไม่ดีกับเรา
.
.
แต่เราไม่เคยถือโทษโกรธอะไร​ แต่หากเกิดอะไรก็เป็นไปตามวาระของกรรม​ ทำดีก็ได้ดี​ ทำชั่วก็ได้ชั่ว​เลี่ยงกันไม่ได้​...ดูสิ
.
.
กว่าที่เราจะออกเจอผู้คนได้ทุกวันนี้​ ไม่ใช่ว่าเราอยู่สะดวกสบายอะไร​ แต่เราอยู่กับความลำบาก​ ลำบน​ ทนทุกข์มาทุกรูปแบบ​ ไม่เคยสบายหรอกนะ​ อยู่กับความ​เงียบ​ ความเวิ้งว้างคนเดียว​ ตอนบวชและออกปฏิบัติใหม่​ๆ หันไปทางไหนก็ไม่มีใคร
.
.
บางทีก็อยู่คนเดียวในป่า​ ไม่มีใคร​ ไม่มีอะไร​ อยู่กับจิตอยู่กับใจของตัวเอง​ พิจารณาในชีวิต​ และเรียนรู้กับความทุกข์ทั้งหลาย​ จนได้เข้าใจในสัจฑรรมหลายอย่าง​ กว่าจะผ่านวันเวลาเหล่านั้น​ กับการทดสอบกำลังใจก็ได้เคี่ยวข้นความรู้สึกตัวเองไม่น้อย
.
.
พอมาสร้างวัด​ก็ถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพล​ กลุ่มมือปืน​ กลุ่มคนที่เต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิจ้องจะเอาชีวิต​ ปลิดชีพเรา​ แต่เราก็ไม่หนี​ ก็สู้มันอยู่ตรงนั้น​ ถามกับตัวเองว่าหากเราหนีไปเรื่อยๆ​แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน​กัน​ มันจะต้องหนีกันไปตลอดชีวิตเลยหรอ ฉะนั้นไม่ต้องหนี​ ก็อยู่ที่ตรงนี้​ เอาความดี​ เอาคุณธรรมความดีงาม​ ที่มันมีอยู่เปี่ยมล้นท้นเอ่อนี่แหละเข้าสู่้
.
.
ที่เรามาบวชไม่ใช่แสวงหาโชคหาลาภ​ ยศฐาบรรดาศักดิ์​ อะไรใดๆ​ เราไม่เคยเรียกร้อง​ ไม่เคยต้องการ​ เคยจะเรียนปริยัติกับเขา​ ก็ลองเรียนดู​ จบนักธรรมตรี​ โท​ เอก​ ได้​ แต่หลังจากนั้น​ ชีวิตในเมืองรู้สึกว่าจะไม่ใช่สิ่งที่แสวงหา​ ไม่นานเราก็หันหลังให้เมืองแล้วเข้าป่าทันที​
.
.
ใช้ชีวิตปฏิบัติอย่างเข้มข้นของตนไป​ ไม่เคยคิดจะออกนอกลู่นอกทาง​ ดำรงตนตามที่พระพุทธองค์ท่านทรงวางไว้​ ผ่านความยากลำบาก​ ความลำเค็ญมากหลากหลาย​ จนได้เข้าใจในพระสัทธรรม​
.
.
ถูกเบียดเบียนมาก็ไม่น้อย​ ถูกนินทาว่าร้ายมาก็มาก​ แต่คนที่คิดไม่ดี​ ก็ไม่เคยตายดีซักราย​ แม้ว่าวาระสุดท้ายของเขา​ เราอยากจะช่วยให้เขารอดพ้น​ แต่คนมันมีกรรม แม้เราคิดจะช่วยเขายังไงก็ช่วยไม่ได้​ เพราะกรรมที่เขาทำกับเรามันได้มาถึงแล้ว​...
.
.
ไม่ใช่น้อยๆ​ หรอกนะกว่าที่เราจะมาถึงทุกวันนี้​ ที่ทำโบสถ์​ สร้างโบสถ์​ และออกมาให้ได้เห็น​ ​ได้กราบทำบุญกัน​ แต่เราก็ไม่เคยอวดตัว​ หรืออวดดี
.
เราผ่านมันมาจนถึงตอนนี้​ ก็​ 50​ กว่าปีได้แล้ว​ ทุกวันนี้ไม่เคยกลัวตาย​ บอกไว้เลย​ เพราะยังไงทุกคนก็ต้องตาย​ เราเตรียมตัวไว้เสมอ​
.
ไม่ว่าจะ​ เดิน​ นั่ง​ ยืน​ นอน​ ทุกขณะจิต​ เราใช้​ "สติ" คอยกำกับและขับเคลื่อนไว้ตลอด​ เพื่อไม่ให้หลงให้ลืม​
.
.
มันไม่ง่ายหรอกนะชีวิตกว่าจะเรียนรู้และเข้าใจในอะไรบางอย่าง​ บางทีมันก็ต้องมีบทเรียน​สำหรับความเข้าใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด​ "สติ" นั่นแหละสำคัญที่สุดสำหรับการดำเนินชีวิต​
.
.
ไม่ว่าจะทำอะไร​ "สติ" ตัวเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผ่านทุกอย่างไปได้​.. ขอให้มี​ "สติ" ไม่ว่าจะทำอะไร... "
.
#หลวงปู่บุญส่ง​ ฐิตสาโร​
วัดสันติวนาราม​ จ.จันทบุรี










แผ่เมตตา.

มันต้องแผ่ออกจากจิตนะ. เช่นแผ่ออกจากฐานที่ตั้งของจิต. จะเจาะจงไปหาคนใดคนหนึ่ง. ก็นึกขึ้นมา.กำหนดจิตเข้ามาหาจิต. แล้วแผ่กระแสจิตออกไป.

พระอาจารย์ชายแดน สีลสุทโธ








#บุพพกรรมที่พากันประมาทในการประกอบคุณงามความดี

เป็นมนุษย์ก็ไม่ทำบุญให้ทาน ไม่สร้างนิสสัยปัจจัยไว้ให้แก่ตน ทำแต่บาปกรรม ตายแล้วก็เสวยวิบากกรรม ใช้กรรม ไปตกนรก เป็นเปรต เป็นผี เป็นสัตว์ เที่ยวเร่ร่อน ร้องขอส่วนบุญ ร้องให้หมู่ญาติพี่น้องช่วยเหลือ นี่เป็นเพราะ ไม่ทำดี ไม่สนใจดีชั่วประการใด ๆ...

องค์หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ...








#เพราะไม่มีอะไรที่จะน่ากลัวยิ่งกว่ากองภพกองชาติของเรา “#และซากผีของเรา!”

เราไปกลัวกันแต่ผีภายนอก ไอ้ซากผีที่เป็นเรื่องของตัวเอง ซึ่งออกแสดงตัวในภพในชาตินั้น ๆ แล้วรวมตัวเข้ามากองให้เราเห็น เราไม่ค่อยประมวลมา พอให้กลัวกันสักชั่วขณะจิตบ้าง พอให้ความลืมตัวเบาบางลง คุณธรรมจะพอมีทางลอดเข้าสู่จิตใจบ้าง

เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วจะไม่มีความกลัวใดในโลก ที่จะกลัวมากยิ่งไปกว่าความกลัวซากของเจ้าของที่เกิดตาย เกลื่อนอยู่จนสุดสายตาที่ตนมองดูได้

คำว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ก็คือ สายธารแห่งความทุกข์ ความลำบาก น้อยใหญ่ทั้งหลายนั่นเอง ถ้าเราสามารถเก็บกวาดเอาภพชาติของเรา ที่เคยเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาในวัฏฏะนี้ แม้เพียงคนเดียวเท่านั้นมารวมกันเข้า หรือมารวมเป็นกองไว้ให้เราเป็นคนดูกองภพกองชาติของตน จะไม่มีอะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่าดูภพชาติ หรือดูซากของตัวเองที่เคยเกิด แก่ เจ็บ ตาย มากี่กัป กี่กัลป์ นับไม่ถ้วน ซึ่งรวมมาอยู่ในกองเดียวกันนั่นเลย สิ่งน่ากลัวของปราชญ์ท่าน คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในภพน้อย ภพใหญ่ ซากใหม่ ซากเก่า ของคนๆ เดียว ถ้ายิ่งหลายซาก หลายคนมารวมกันเข้า จะเป็นอย่างไรบ้าง คิดดูเอาเอง

ในกองภพชาตินั้น ไม่ใช่จะมีเพียงซากมนุษย์ที่เราเคยเกิดเป็นมนุษย์มาแล้วตายนั้นเลย จะมีซากอะไรต่ออะไรบ้างเต็มไปหมด ที่ไม่เคยเห็นเลย ก็จะได้เห็นในกองซากแห่งภพชาติของตนที่นำมากองไว้นั้น ซึ่งเป็นของบุคคลผู้เดียวเท่านั้น น่ากลัวว่าโลกมนุษย์เรานี้ แผ่นดินใหญ่นี่จะไม่มีที่กองที่เก็บเสียด้วยซ้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่น่ากลัวอย่างไรเล่า สิ่งที่เห็นว่าเป็นพิษ เป็นภัย ไม่เห็นมากมายอะไร เรายังกลัวมัน แม้แต่ผีเกิดมายังไม่เคยเห็นตัวผีก็ยังกลัวกัน ยิ่งเห็นตัวพิษภัยซึ่งเป็นเรื่องของเราเอง เป็นตัวเราเองมากองไว้ให้เราเห็น ทำไมเราจะไม่กลัว เพราะเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ถ้าว่าซากผี เราก็เป็นผีให้เห็นชัดๆ อยู่แล้ว ไม่ทราบว่าเป็นซากผี ที่ออกไปจากเรา ไปเห็นเช่นนั้นน่ะ เป็นซากผีชนิดใดบ้าง เต็มไปหมด! สิ่งเหล่านี้นักปราชญ์ผู้ฉลาดท่านกลัวกัน แต่สัตว์และพวกเรากลับไม่สะดุดใจและกลัวกัน จึงโดนเอา โดนเอา แต่สิ่งที่ไม่กลัวนั้นแล ประจำภพชาติเรื่อยมา!

แม้เราเกิดมาในโลกนี้เป็นเวลานานก็ตาม เรายังไม่เคยเห็นเลย ซากชนิดนั้นๆ ที่ตนเคยเกิดเคยเป็นมาแล้ว และมารวมตัวให้เห็นอยู่เฉพาะหน้า ในกองซากอันเดียวกันกองใหญ่โตขนาดไหนด้วย และเป็นกองซากผีของสัตว์ชนิดใดด้วย ที่กองคละเคล้าอยู่ด้วยกันนั้น มันจะไม่น่ากลัวอย่างไรเล่า! แทบสลบไสลไปเป็นไร!

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘
ศาสนาเท่านั้น ชำระใจสกปรกให้สะอาดได้









เวลา(คิด)ปรุงออกไป. เป็นสมุทัย. ผลที่ย้อนกลับเข้ามา. เป็นทุกข์.

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร