วันเวลาปัจจุบัน 07 มี.ค. 2021, 06:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2020, 07:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4064


 ข้อมูลส่วนตัว


อาตมาเคยมองว่า
การส่งลูกหลานไปเรียนในต่างประเทศ
เข้าไปในมหาวิทยาลัยมีชื่อของต่างประเทศ
ตั้งร้อยกว่าปีแล้ว ไปทั้ง HAVARD, YALE,
MIT, OXFORD, CAMBRIDGE,
อะไรต่ออะไรนี่ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
จะว่าล้มเหลวก็คงไม่ผิด เพราะว่าอะไร ?
เพราะว่าผู้ที่จบด็อกเตอร์
จากฮาเวิร์ด, เยล,
อ็อกซ์ฟอร์ด, เคมบริดจ์
กลับมาบวชพระยังน้อยมาก
...
คือถ้าในการศึกษาที่ว่าดีเลิศแล้ว
กลับมาก็ต้องออกบวชแน่นอน
แต่แทบจะไม่มี
แสดงว่ามันไม่ดีอย่างที่เขาว่ากัน
ก็พอปานนั้นแหละ
..
คือถ้าในวิชาความรู้จริงๆ
เป็นบัณฑิตจริงๆ
แล้วมีโอกาสจะออกบวช
แล้วทำไมจะไม่ออก จะอยู่ไปทำไม
...
ถ้ามีบารมีนะ มีศรัทธา
คือถ้าการศึกษา
นำไปสู่ปัญญาในชีวิตจริง
ต้องเห็นว่าชีวิตพรหมจรรย์
เป็นชีวิตอันประเสริฐแท้ๆ
..
ถ้าเราเป็นพ่อแม่
อาตมาไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่
แต่ถ้าสมมติว่ามีอีกจักรวาลหนึ่ง
สมมติว่ามี PARALLEL UNIVERSE
(จักรวาลคู่ขนาน) มีตัวอาตมาที่ไม่บวชพระ
แล้วมีลูก อาตมาต้องอธิษฐานทุกวันว่า
ขอให้ลูกเราได้บวชพระเป็นพระอรหันต์
เพราะว่าอะไร ? เพราะถ้ามีลูก
ก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก
และเราก็รู้ว่า
สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์
คือมรรค ผล นิพพาน
ดังนั้น
ขอให้ลูกเราได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ขอให้มีบารมี ได้เป็นพระอริยเจ้า
...
แต่ถ้าบารมีไม่ถึง
ก็ขอให้ได้วิชาการที่ดีหน่อย
ขอให้เป็นหมอ เป็นทนาย เป็นวิศวกร
เป็นอะไรต่ออะไร เป็นรางวัลชดเชย
ยังพอใช้ได้ ถ้าไม่เก่งพอจะเป็นพระ
..
ดังนั้น อาตมาจึงผิดหวัง
ในโครงการส่งลูกไปเรียนนอก
ที่กลับมาเป็นพระอริยเจ้าของเรานี่
ยังไม่ค่อยคุ้มกับที่เราลงทุนมา
หลายร้อยคนหลายพันคนแล้ว
สังคมไทยถึงมีพวกด็อกเตอร์เยอะแยะ
แต่สังคมเราไม่ดีขึ้นเท่าไร
...................
#จิตเป็นกลางสร้างปัญญา
#พระอาจารย์ชยสาโร










... ถาม : พระสามารถสะเดาะเคราะห์ให้ญาติโยมได้หรือไม่ครับ
.
พระอาจารย์ : ก็เคราะห์ตัวเองยังสะเดาะไม่ได้ แล้วไปสะเดาะคนอื่นได้ยังไง

เคราะห์ใครเคราะห์มัน นี่ไม่มีใครสะเดาะได้ “เพราะมันเป็นกรรม”

ทำกรรมไว้ ดีหรือชั่ว จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
งั้นการสะเดาะเคราะห์นี่เป็นการเข้าใจผิด
“ เป็นกรรม ...ทำไม่ได้ “.

...........................................
ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๑๙ ก.ย. ๒๕๖๓
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









"โภคทรัพย์และทรัพย์สิ่งของคือสมบัติภายนอก มีได้ก็เสื่อมได้ อริยทรัพย์เป็นทรัพย์ภายในที่ไม่มีเสื่อม ไม่มีใครฉกชิงแย่งเอาไปได้ เป็นทรัพย์สูงสุด เป็นชื่อสูงสุด #หากมีอริยทรัพย์ทรัพย์สินเงินทองภายนอกจะเต็มบริบูรณ์โดยอัตโนมัติ"

โอวาทธรรม
หลวงปู่ประเสริฐ สิริคุตโต
วัดป่าเวฬุวันอรัญญวาสี อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี








" รูปที่เป็นอยู่
เป็นของสกปรกทั้งนั้น
ไม่ว่ารูปหญิง รูปชาย
รูปพระ รูปฆราวาส
เป็นเหมือนกันหมด

เหตุใดมันจึงเป็นอย่างนั้น
ของที่เราขบฉันรับประทาน
ลงไปเป็นของเน่า ของเหม็น
ของเสียทั้งนั้น ไม่ใช่ของดิบ
ของดีอะไร

เป็นต้มเป็นแกง
เป็นผัดเป็นทอดต่างๆ
ถ้าเราทิ้งเอาไว้ ของเหล่านั้น
จะเน่า จะเหม็น จะเสีย
อยู่ไปคืนสองคืนมีกลิ่นแล้ว

นี่ร่างกายของเรา ที่เอา
ของเน่าของเหม็นมาบำรุง
บำเรอ มันก็เป็นก้อน
ของเน่า ของเหม็นปฏิกูล
ไม่ใช่ของสวยงามอะไร

เพราะเหตุนั้น ในร่างกาย
ของเราทั่วไป ไหลออกทาง
ทวารใดก็มีแต่ของสกปรก
เน่าเหม็น ไม่เป็นของดิบ
ของดี ของหอมหวาน
มีแต่ของเน่า

เพียงแต่ลมออกมาเท่านั้น
มันก็ยังมีกลิ่น แสดงว่า
มันเน่าทั้งตัว มันเหม็นทั้งตัว
ไม่มีอะไรที่จะดีวิเศษ "

โอวาทธรรม
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร











" ถ้าเรามีความจำเป็น
ต้องทำลายศีล ๕
เราก็จำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องลงนรกก่อน

สิ่งที่มีความสำคัญก็ขอย้ำ
ว่า พยายามทรงศีล ๕
ให้บริสุทธิ์ อย่าคิดว่า
มันมีความจำเป็นอะไร
ต้องทำลายศีล ๕

ถ้าเราถือว่าเรามีความจำเป็น
เราก็ต้องคิดว่า เราจำเป็น
อย่างยิ่งที่จะต้องลงนรก
คิดไว้ด้วยนะ

เพราะถ้าจำเป็นจะต้อง
ทำลายศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง
ก็ต้องถือว่า เรามีความจำเป็น
จริงๆ ที่จะไปพระนิพพาน
ยังไม่ได้ ต้องลงนรกก่อน

เตือนไว้นะ เพราะศีล ๕
แต่ละข้อ ถ้าผิดข้อไหนก็ตาม
เปิดโอกาสลงอบายภูมิทั้งหมด

ศีลทั้ง ๕ ข้อนี้จะเป็นข้อหนึ่ง
ข้อใดก็ตาม ถ้าเราละเมิด
นั่นก็หมายความว่า เราเปิด
ช่องของอบายภูมิ หรือเปิด
ทางเดินไปสู่อบายภูมิ

มีเกิดเป็นสัตว์นรก
เป็นเปรต เป็นอสุรกาย
เป็นสัตว์เดรัจฉาน "

โอวาทธรรม
หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง











#พูดถึงคุณแม่ชีแก้วสำเร็จอรหันต์ตามที่หลวงตายืนยันแล้ว #เมื่อสำเร็จแล้วทำไมไม่ตาย

หลวงตาท่านได้เล่าไว้บอกว่า ธรรมะขั้นสูงไม่ใช่จะสังหารร่างกาย ท่านจะอยู่หรือท่านจะไปก็เป็นเรื่องของท่าน ถึงขั้นนี้แล้วไม่มีผู้ใดจะรู้ยิ่งกว่าตัวของท่านเอง มิใช่ว่าเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วจะสังหารร่างกายตนเอง ท่านก็รู้ของท่านเองว่าเป็นอย่างไรความเหมาะสมในขณะนั้น นี่คือหลวงตาท่านแย้มออกมา

อย่างคุณแม่ชีแก้วนี่ จะว่าเป็นฆราวาสเลยที่เดียวก็ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก เพราะท่านได้รักษาศีล ๘ พรหมจรรย์ จะว่าเป็นนักบวชนักพรตระดับหนึ่งก็ว่าได้ ไม่ใช่ฆราวาสยุ่งเหยิงกับครอบครัว ท่านก็เป็นนักบวชพรหมจริยา ถ้าว่าไปแล้วก็เหมือนกับศีลสามเณรเลยทีเดียว ขาดข้อเดียวคือ ชาตะรูปะ เท่านั้นเอง

แต่ถึงอย่างไรก็ดีถ้าหากว่าใครสำเร็จมรรคผลแล้วค่อยมาเถียงกัน แต่ถ้าหากยังไม่สำเร็จอย่าพึ่งเถียง ผู้ใดถูกผู้ใดผิดก็ยังไม่รู้เพราะว่ายังไม่สำเร็จ ถ้าพวกเราถึงที่ถึงทางแล้ว เป็นอรหันต์นี้ตายจริง ๆ จึงค่อยมาพูดกัน เป็นอรหันต์แล้วเป็นผู้รักษาศีลอุโบสถไม่ตายหรอกจึงค่อยมาพูดกัน ถ้าหากยังไม่ได้สำเร็จมรรคสำเร็จผลมาพูดแล้วก็คล้ายกับตาบอดคลำช้างนั่นแหละ เถียงกันไปเถียงกันมา เถียงกันไปธรรมะหัวโน ธัมโมหัวแตก จากนั้นก็เหมือนมะกอกหล่นใส่หัวคนตาบอดยังไม่ได้วางหมัดวางมวย เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วเราก็มีหูทั้งสองข้างก็ต้องฟังหูไว้หู

ถ้าพวกเราอยากจะเชื่อให้ปฏิบัติชำระจิตชำระใจให้พ้นจากวัฏสงสารนั่นแหละ หมดความสงสัย ถ้าหากว่ามิได้ปฏิบัติก็จะสงสัยอยู่อย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้นพวกเราทุกๆคนที่ได้ฟังเป็นแนวความคิดหรือพวกเราได้คิด อย่ามองด้านเดียว การมองให้มองทั้งสองด้าน ให้เหมือนกับเรานั่งรถ เรานั่งรถทางด้านขวาเราก็เห็นเฉพาะด้านขวา ถ้าเรานั่งด้านซ้ายเราก็จะเห็นเฉพาะด้ายซ้าย เมื่อเรานั่งข้างหน้าเราจะเห็นทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร แต่ถึงอย่างไรก็ยังสู้มองข้างเดียวไม่ได้ มองข้างเดียวเห็นจริงๆก่อนแล้วค่อยมองให้เห็นทั้งสองข้างที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำสั่งสอนบอกกล่าวให้พวกเราฟังให้พวกเราศึกษานั้น เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าละเอียดอ่อนมาก

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๘











#อย่าเชื่อมงคลตื่นข่าว

อยู่มาวันหนึ่ง เขาเอาหนังเสือมาให้ลงคาถาให้ หนังหน้าผากเสือ นี่มันก็ต้องฆ่าเสือ มันถึงเอาหนังหน้าผากเสือมาได้ ก็นึกว่าเราได้ของดีแล้ว เอามาให้หลวงพ่อลงคาถาให้

อาตมาก็ว่า “จะลงคาถาไปทำไม เสือก็ไปฆ่ามาแล้วนี่ หนังมันจะดีอะไร” ไปฆ่าตัวมันเอาหนังมันมาลงคาถา ถือกันไปอย่างนี้

ที่จริงแล้วที่มันดีอยู่ ก็คืออย่าไปฆ่าเสือมัน อันนี้ไปฆ่าเขาถือกันว่าดี และยังจะเอาหนังมาลงคาถาอีก จะทำอะไรกันต่อไปอีก

#เป็นอย่างนี้มันถือผิดกันหมด

อย่างกลองที่วัดอาตมาเคยอยู่นะ คือวัดทุ่ง กลองเขาเอาไว้ตีเพล…ทุ่ม…ทุ่ม…ทุ่ม มีอาจารย์องค์ไหนก็ไม่รู้บอกว่า ถ้าได้หนังหน้ากลองมาจะลงคาถาให้ ก็เลยพากันไปผ่าเอากลองเพลที่วัดทุ่ง ปาดหน้ากลองแล้วก็เอาไปลงคาถา

เราก็เคยเห็นว่ากลองเพลมันดัง ถ้าตีไปคนก็มารวมกัน อันนี้คงดีแน่ แต่นี่กลับไปตัดเอามาลงคาถาเสียนี่

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้มันหลายเหลือเกิน เมื่อค้นถึงพุทธศาสนาของเราแล้ว ที่จริงนั้นมันลำบากอยู่ เราจะเอาตรงไหนมันดี มันลำบาก การปฏิบัติของเรานั้นมันถึงไม่ปรากฏผลขึ้นมา

หลวงปู่ชา สุภัทโท









อะไรไม่ใช่ของเรา.
อย่าไปเอามา.

หลวงปู่ขาว อนาลโย








#เข้าถึงพระรัตนตรัยไม่ต้องดูฤกษ์

ผู้ที่เข้าถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นที่จริงมันง่ายที่สุดโยม มันง่ายมาก การกระทำอะไรต่อมิอะไรมันง่ายมันไม่ยาก ไม่ต้องเลือกวันนั้น เดือนนี้ ยามนี้ ไม่ต้องแล้ว

#พระพุทธองค์ของเราก็ทรงสอนว่า #เมื่อไรมันสะดวกวันนั้นมันดี

มันไม่ขัดข้องวันนั้นมันดี แต่นี่เราไม่อย่างนั้น เช่น จะปลูกบ้านปลูกช่องสารพัดอย่าง ก็จะต้องหาฤกษ์วันพันยามกันเสียแล้ว

พระพุทธองค์ท่านไม่ว่าอย่างนั้น ท่านว่าเมื่อโอกาสมันเหมาะสมก็ให้ทำไปเถอะ แต่เราก็กลัว

#ซึ่งถ้าพูดถึงพระรัตนตรัยเต็มที่ถึงที่สุดแล้ว #มีความสะดวกเมื่อใดเป็นฤกษ์ดีเมื่อนั้น

ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว คือว่ามันไม่ผิดหรอก เมื่อมันมีโอกาสที่จะทำ เมื่อไรมันสะดวก มันถูกกับเวลาของเรา มันสะดวกก็เอาละ นี่ท่านว่าอย่างนี้

แต่เราไม่เอาอย่างนั้นซิ จะต้องเอาวันนั้นวันนี้ จนอาตมารำคาญ ยิ่งวันแต่งงานนั้น เขาถือว่าเป็นวันที่สำคัญของเขามาก ต้องเอาวันนั้น ต้องเอาฤกษ์อย่างนั้นอย่างนี้ นิมนต์เอาพระหลวงตาไปฉัน นั่งคอยเมื่อยจะตายแล้วอยู่นั่นแหละ คือถ้าไม่ได้ฤกษ์ไม่เอา ต้องให้ได้ฤกษ์

#อาตมาก็คอยสังเกต

ใครที่มีฤกษ์ดีๆบ้าง ว่ามันจะเป็นอย่างไรไหม มันจะดีไหม บางคนอยู่กันได้ไม่ถึงเดือนทะเลาะกันไปเลย อ้าว…ดูซิมันเป็นเสียอย่างนี้

แล้วทำไมไม่สังเกตเหตุผลดูล่ะ จะต้องเอาวันนั้นวันนี้ วันนี้มันจม วันนั้นมันฟู ต้องทำข้างขึ้น ข้างแรมอย่าเอา ไปถือเอาอันนั้นมาเป็นฤกษ์ของเรา

#ฤกษ์มันก็เป็นเรื่องของฤกษ์
#เวลาก็เป็นเรื่องของเวลา

มันไม่ใช่มาเกี่ยวข้องกับเรา ถ้าเราไปคิดอะไรต่อมิอะไรมันมากทุกอย่าง ในเรื่องพุทธศาสนามันก็จะยุ่งเหยิงหลายอย่าง จนกระทั่งที่ว่าพูดกันไม่ค่อยจะได้

#ความคิดของหลวงปู่เกี่ยวกับฤกษ์ยาม

ทีนี้เรามามองดูซิว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นพระรัตนตรัยของเราจะเสื่อมไหม เศร้าหมองไหม มันก็เสื่อม มันก็เศร้าหมองเท่านั้นแหละ

ที่ว่าฤกษ์ดียามดีก็คืออะไรที่มันดี อะไรที่มันเหมาะสม ไม่ขัดข้องนั่นแหละ อาตมาว่ามันดีแล้ว อาตมาพูดอย่างนี้ ทั้งยังถืออย่างนี้มาตลอดจนทุกวันนี้ ไม่เคยเห็นมันเป็นอะไร

เมื่อเรามามองคน บางคนตระกูล บางตระกูล โยมบางโยมก็ลำบาก เช่นแต่งงานกันไม่ถึงฤกษ์หมายจริงๆไม่ต้องละ พระฉันเสร็จแล้วก็ต้องนั่งคอยอยู่นั่นแหละ คือพอถึงฤกษ์ก็ต้องสวด ชะยันโต โพธิยา มูเล… แต่แล้วมันก็ดีบ้างได้บ้าง เสียบ้าง เหมือนกัน

บางคนก็อยู่ด้วยกันเดือนสองเดือน พูดกันไม่รู้เรื่อง หนีจากกันเสียแล้ว ทำไมฤกษ์มันไม่คุ้มล่ะ ฤกษ์มันไปอยู่ตรงไหน

หลวงปู่ชา สุภัทโท










#การลองปฏิบัติธรรมหลายแนวทางหลายอาจารย์

มันก็เหมือนกันกับการเข้าไปในเมือง บางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ ทางถนนหลายสาย

โดยมากแล้ว แนวทางการภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น

#ข้อสำคัญที่สุดก็คือแนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น

ลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวางแนวทางการภาวนาทุกรูปแบบด้วย ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์ แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวาง สู่การไม่ยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

ท่านอาจจะอยากเดินทางเพื่อศึกษากับ
อาจารย์ท่านอื่น และลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้ พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้น

#นี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติ

ท่านจะรู้ว่าแม้ได้ถามปัญหานับพันคำถามก็แล้ว และมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆ ก็แล้ว ก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจธรรมได้

ในที่สุดท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ท่านจะรู้ว่าเพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเองเท่านั้น ท่านก็จะรู้ว่า
พระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร

#ไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหาออกไปนอกตัวเอง

ผลที่สุด ท่านต้องหันกลับมาเผชิญหน้า กับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเอง ตรงนี้แหละ ที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้

หลวงพ่อชา สุภัทโท












#เมื่อมาถึงปัจจุบันชาตินี้

เวลานี้ ปัจจุบันนี้ เราจะต้องเร่งภาวนาพุทโธ ทำใจของเราให้สงบ พิจารณากายของเราให้เห็นความแก่ ความชรา

ให้เห็นร่างกายนี้ไม่คงทน จิตใจก็จะได้เย็นสบาย ความทุกข์ต่างๆ มันจะได้ออกไป

คนเราเมื่อจิตไม่มีทุกข์ ทุกข์อะไรก็ไม่มี แต่ว่าถ้าจิตมีทุกข์แล้ว อะไรทุกอย่างมันเต็มไปด้วยทุกข์

#เมื่อย่นย่อเข้ามาทุกข์ทั้งหลายมันอยู่ที่จิตอยู่ที่ใจ

แล้วก็คือใจมีอุปาทานยึดถือ เมื่อจิตนี้ยึดถือมากก็ทุกข์มาก ยึดถือน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่ยึดเสียเลยก็พ้นทุกข์ มันอยู่ที่ตรงนี้
.
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร











#หัวใจตัวเองเราไม่เคยอบรมสักที
#แล้วมันจะเกิดสมาธิเกิดปัญญาได้อย่างไร

เวลานั่งภาวนาก็คิดไปแต่เรื่องอื่น คิดไป กวนไปอยู่อย่างนั้น สติไม่เพียงพอแล้ว มันก็ไม่เกิดนะธรรมะ วิ่งตามอารมณ์อยู่อย่างนั้น

เวลานั่งลงปั๊บ ก็อยากเห็นสวรรค์อยากเห็นนิพพาน คาดหมายไปแล้ว โอ๊ย.. ของเก่าทั้งนั้น

หากบริกรรมบทใด ก็ให้อยู่กับคำบริกรรมบทนั้นๆ หากจิตมันเกิดเป็นสมาธิ เกิดรวมลงได้แล้ว เออ.. มันจะผุดขึ้นมาหรอกธรรมะน่ะ

หลวงปู่ลี กุสลธโร
วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เทศน์อบรมพระ เมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๓๙











#ถ้าพวกเราปรารภนาต้องการความเจริญแล้ว

ให้พากันดับไฟเสีย ด้วยการพิจารณามูลกรรมฐาน ใครๆ บวชเข้ามา อุปัชฌาย์ได้สอนแล้วทุกคนไม่ใช่หรือ เกสา ผม, โลมา ขน, นขา เล็บ, ทันตา ฟัน, ตโจ หนัง,

#ให้พิจารณามูลกรรมฐานทั้ง๕อย่างนี้

โดยอนุโลมปฏิโลม ให้เห็นตามความเป็นจริง ซึ่งมันเป็นของปฏิกูลตั้งแต่ไหนแต่ไรมา

#อย่าหลงเห็นไปตามสัญญาวิปลาศ

ว่าเป็นของสวยของงาม น่ารักใคร่ชอบใจ อันเป็นมูลเหตุแห่งอกุศลจิต

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร