วันเวลาปัจจุบัน 07 มี.ค. 2021, 06:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2020, 05:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4064


 ข้อมูลส่วนตัว


...ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มียกเว้น
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งหมด

.เป็นทุกข์ทั้งหมดถ้าไป “อยาก”
ถ้าไม่อยากจะทุกข์...

“อย่าไปอยากได้มัน”.
..................................
คัดลอกการสนทนาธรรม
ธรรมะบนเขา 19 / 6 / 2562
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี










"...เปรตหญิงเล่นชู้นอกใจสามี หนอนตัวดำๆใหญ่ๆ ขนาดเท่านิ้วมือเจาะไชของลับเต็มไปหมด..."

วันหนึ่ง เดินจงกรมถึง ๓ ทุ่ม แล้วก็ยืน ยืนกำหนดลมหายใจเข้าว่า พุท ออกว่า โธ อยู่กับ อานาปานสติกรรมฐาน ไม่ลดละ ไม่นานจิตก็วางพุทโธ จิตก็รวมพึบเกิดแสงสว่างกระจ่างแจ้งในท่ายืนนั้น ไม่นานก็มีกลิ่นเหม็นลอยมา กลิ่นอะไรหนอ เขาฝังศพไม่ลึกแล้วหมาไปคุ้ยกินหรือเปล่า หรือว่ากลิ่นอะไร

ไม่นานก็ปรากฏเป็นหญิงเปรต ๓ ตน ร่างกายใหญ่โต ตัดผมสั้นทรงดอกกระทุ่มเหมือนคนโบราณในภาคอีสาน ไม่มีผ้าปกปิดร่างกาน มายืนอยู่ตรงหน้าห่างประมาณ ๒ วาเท่านั้น มีหนอนตัวดำๆ ใหญ่ๆ ขนาดเท่านิ้วมือเจาะไชของลับเต็มไปหมด แทงงัดๆ บิดซ้ายบิดขวาเจ็บปวด มีน้ำเน่าไหลโทรมกายโทรมขา โทรมก้น ส่งกลิ่นเหม็น ไม่นานก็เอาของลับไปถูไถกับเครือไม้ กิ่งไม้ ต้นไม้ หนอนหลุดออก แล้วก็ไต่เข้าไปอีก

กำหนดถามไปว่า “ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?”
เขาก็ตอบว่า “ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เริ่ม จ.นครพนม พวกข้าพเจ้าทั้ง ๓ คนนี้เล่นชู้นอกใจผัว ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทำให้ผัวคับแค้นอัดอั้นตันใจ ได้ไม่พอกินไม่อิ่มเป็นคนมักมาก ขี้โลภในกิเลสกาม นั่นแหละ พระเทศน์ให้ฟังว่า กาเมสุมิจฉาจาร นั้นไม่ให้ทำ เป็นบาปชั่วช้าลามกก็เฉย ไม่เชื่อฟัง เอาแต่สนุกสนานในการคบชู้สู่ชาย ไม่เลือกทั้งฆราวาสทั้งพระเอาหมดทั้งนั้น เมื่อตายแล้วจึงมาเกิดเป็นเปรต มีหนอนเจาะของลับอยู่ในป่าช้านี่แหละท่าน”

ถามว่า จะพ้นจากเวรกรรมได้เมื่อไร ก็ไม่รู้ ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากเวรกรรม ก็ไม่รู้อีก
จึงได้กำหนดถามพระธรรมตัวเองว่า “หญิงเปรต ๓ ตนนี้ เป็นญาติของเราบ้างไหมหนอ?”

พระธรรมพูดขึ้นมาที่ใจว่า “เป็น...เป็นญาติกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว ครั้นเมื่อเราตกทุกข์ได้ยาก เขาก็ช่วยเหลือสงเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔ เมื่อเขาตกทุกข์ได้ยาก เราก็ช่วยเหลือสงเคราะห์ ต่างคนก็ต่างสงเคราะห์กันมาอย่างนี้ มาชาตินี้ภพนี้ต่างคนต่างทำกรรมไม่เหมือนกัน ต่างคนก็ต่างไปคนละภพ แต่กรรมเก่าที่เคยสงเคราะห์กันมา ก็ดลบันดาลให้มาจำพรรษาอยู่ที่นี่ ฉะนั้น จงช่วยเหลือสงเคราะห์เขาเสีย”

จากนั้นก็พูดกับหญิงเปรตนั้นว่า
“โยมทั้ง ๓ กับอาตมา เคยเป็นญาติกันมาแต่ปางก่อนโน้น หลายภพหลายชาติแล้ว ต่างคนต่างทำกรรมไม่ดี มาชาตินี้ก็เปลี่ยนแปลงภพชาติเป็นอย่างนี้ แต่กรรมเก่าก็ส่งผลให้มาสงเคราะห์ อาตมาจะสงเคราะห์ให้เอาไหม?”
“เอา...เมตตาสงเคราะห์บ้างเถิดท่าน เป็นเปรตทุกข์ยากทรมานมานานแสนนาน ตั้งแต่เริ่มตั้ง จ.นครพนม แล้วละท่าน”

“เอ้า...นั่งลง เจ็บปวดก็ทนเอานะเพราะตนเองทำไว้ ทำอย่างไรก็ให้ผลอย่างนั้น นั่นแหละ อัตตะนา วะกะตัง ปาปัง อัตตะนา สังกิสิสสะติ อัตตะนา อะกะตัง ปาปัง อัตตะนา วะ วิสุชฌะติ ทำบาปเองย่อมเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเองย่อมหมดจดเอง ความหมดจดและความเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตน คนอื่นยังคนอื่นให้หมดจดและเศร้าหมองหาได้ไม่ ฉะนั้น บุญก็ดี บาปก็ดี ตนของตนเองหรอกเป็นผู้กระทำสะสมไว้ และให้ผลเป็นทุกข์แน่นอน”

เขาก็นั่งลง กราบไหว้ เสร็จแล้วก็ให้เขารับ พระไตรสรณคมน์ และศีล ๕ ธรรมทั้งสองรวมกันเข้าแล้วก็ได้ชื่อว่า มนุสสธัมโม จะได้ภพชาติกับมาเป็นมนุษย์อีก
ต่อจากนั้น ก็ให้เขาเดินจงกรมบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญ ยืนภาวนาบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญ พระไตรสรณคมน์และศีล ๕ กับการเดินจงกรม นั่งภาวนา เป็นการบำเพ็ญบุญเพื่อล้างบาป พวกท่านทำบาปใหญ่โตมโหฬารแล้วใครๆ ก็ไม่ต้องการทั้งนั้น ฝนตกก็หนาว ลมพัดก็หนาว แดดออกก็ร้อน เป็นทุกข์ยากลำบากแสนกันดารนานแล้ว นั่นแหละจะบอกให้ชาวบ้านหัวดง เขาทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ เขาก็เป็นญาติของเราของท่านเหมือนกัน

พอรุ่งเช้าเสร็จจากการบิณฑบาตแล้ว ก็เล่าให้โยมฟังว่า
“เมื่อคืนได้พบหญิงเปรต ๓ ตนมาหา ไม่มีเสื้อผ้าใส่ มีแต่หนอนเจาะไชของลับ เจ็บปวดแสนทุกข์ยากทรมาน ดูแล้วน่าสังเวชสลดใจ พวกเขาเหล่านั้นก็เคยเป็นญาติพี่น้องกับพวกท่านมา ฉะนั้น จงทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขาเสีย”

ชาวบ้านเขาทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ แล้วเปรตเหล่านั้นก็มารับส่วนบุญ พอถึงวันพระ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็ให้เขามารับพระไตรสรณคมน์ และศีล ๘ ตามอย่างมนุษย์
นั่นแหละ เทศน์แนะนำพร่ำสอนเขาอยู่อย่างนั้น กรรมชั่วช้าลามกใครเล่าทำให้ เราเองหรอกเป็นผู้มักมาก มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ยอมทำความดี ทำแต่ความชั่วใส่ตัวอยู่เป็นนิจ นี่แหละทำลงไปแล้วก็ให้ผลเป็นทุกข์อย่างนี้

ต่อจากนั้น บางคืนสงบสงัดก็ได้ยินเสียงร้องไห้อยู่กลางป่าช้า (บางทีกลางวันสงบสงัดก็ได้ยิน)
“โอ๊ย!...เจ็บเหลือเกิน เจ็บเด๊...ปวดเด๊...พ่อเอ๊ย...แม่เอ๊ย...เมื่อไหร่หนอจะพ้นจากกรรมเวร”
ได้ยินแล้วน่าสงสาร น่าสังเวชสลดใจ

เวลาล่วงเลยไปถึงเดือนตุลาคม ขึ้น ๑๐ ค่ำ ไปยืนภาวนาอยู่กลางป่าช้า ไม่นานจิตใจก็สงบ เห็นหญิงเปรต ๓ ตนนั้นมาหา ใส่เสื้อผ้าและมีผ้าเฉลียงบ่าเรียบร้อยดี เข้ามากราบแล้วพูดว่า
“ท่านอาจารย์ พวกดิฉันพ้นบาปกรรมจากกำเนิดเป็นเปรตแล้ว เพราะว่าท่านมาโปรด หนอนเจาะของลับนั้นตายหมดแล้ว เพราะอำนาจของพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ สังหารล้างบาปเคราะห์เข็ญเวรร้ายได้หมด และอำนาจที่ไปอนุโมทนากุศลกับญาติทั้งหลายที่อุทิศให้ และท่านอาจารย์อุทิศให้ นั่นแหละ ก็พ้นทุกข์จากกำเนิดเป็นเปรตได้ รวมทั้งที่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายได้น้อมเอาพระไตรสรณาคมน์และศีล ๕ ไหว้พระสวดมนต์ ภาวนา เดินจงกรมอย่างที่ท่านสอนนั่นแหละ บาปทั้งหลายก็หมดไปสิ้นไป ไม่เหลือเศษอยู่ได้

เมื่อก่อนนี้ก็มีพระมาจำพรรษาอยู่ที่นี่เป็นร้อยๆ ก็ไม่มีใครโปรดได้ ไปหาแล้วก็เฉย ผลสุดท้ายเขย่าต้นไม้ถาม ก็วิ่งหนีขึ้นกุฏิไปเลย บางทีก็หันกลับมาด่าว่าและขว้างปาใส่อีก แต่สำหรับท่านอาจารย์มาหาแล้วก็คุยกันรู้เรื่องและโปรดสงเคราะห์ช่วยเหลือได้ ต่อแต่นี้ไปพวกดิฉันทั้ง ๓ จะขอลาไปเกิดยังเมืองมนุษย์”


อาตมาจึงว่า “พวกพระเหล่านั้นเขาไม่ใช่ญาติของโยม และก็ไม่เคยมีอุปการคุณต่อกันมา อีกทั้งจิตของเขาก็ไม่สงบลงสู่ภพเดียวกัน มันก็ไม่เห็นกันหรอก แต่อาตมากับพวกท่านเป็นญาติกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว กรรมเก่าจึงบันดาลให้มาโปรดนะ และถ้าจะไปเกิดยังเมืองมนุษย์ก็ขอให้ไปเกิดที่ จ.สกลนคร โน่น เพราะมีพระกรรมฐานมาก มี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ และอีกหลายองค์ หรือไม่ก็ไปที่ จ.อุดรธานี ก็มีพระกรรมฐานมากเช่นกัน ขอให้ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ไปนะ อย่าได้ประมาท

อำนาจของพุทโธ ธัมโม สังโฆ จะพาไปเกิดในตระกูลของนักปราชญ์ จะได้แนะนำพร่ำสอนแต่ในทางที่ดี ไปเกิดเป็นมนุษย์แล้วขอให้เข็ดหลาบและจดจำผลของความชั่วช้าลามก ที่ทำให้มาเกิดเป็นเปรตนี้ไว้ให้ดี อย่าดื้ออย่าด้าน อย่าล่วงประเวณี เล่นชู้นอกใจผัวอีกนะ”

เขาก็ว่า “เข็ดแล้วกลัวแล้ว จะไม่ทำอีกต่อไป” จากนั้นก็กราบลาแล้วออกเดินทางไป..."

ที่มา : หนังสือธรรมพเนจร เนื่องในงานถวายเพลิงสรีระสังขารหลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย ตำบลวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร





.






ใครไม่มาปัฏิบัติก็ไม่เป็นไร. เพราะเราเน้นคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ. เพราะเกิดก็เกิดของข้าคนเดียวตายก็ตายของข้าคนเดียว. ไม่เกี่ยวกัน

#หลวงพ่อกานต์
วัดอุตรดิตถ์ธรรมาราม อ.เมือง ต.บ้านด่านนาขาม จ.อุตรดิตถ์ (วัดสาขาหลวงพ่อกัณหา สุขกาโม)











ธรรมโอสถ

ร่างกายคนเรา ต้องแก่ ต้องเจ็บ และตายในที่สุด ส่วนจิตใจ ก็มีเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนกัน การฝึกหัดจิตใจในนี้ก็เรียกว่า เป็นการแก้โรค เอาธรรมะของพระพุทธเจ้า มาแก้โรคของใจ ที่เคยเป็นมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติมาแล้ว ความโกรธ ความโลภ ความหลง ความเป็นไปต่าง ๆ ที่มันแสดงออกมาในทางไม่ดี เราอ่านเอาแสงของมัน เอาลักษณะอาการของมัน ขึ้นมาปรากฏเกิดขึ้นในตัวเจ้าของเอง ยกตัวอย่าง

ความโลภ ก็ทำนองเดียวกัน มันอยากได้ขึ้นมา ไม่รู้จักบาปไม่รู้จักบุญ พอแย่งเอาก็เอาเลย พอฆ่าก็ฆ่าเจ้าของ นั่นมันแสดงขึ้นมาในด้านจิตใจ

ความโกรธ เวลามันขึ้นมา มันแดงหมดตลอดทั้งหน้าทั้งตาเลยนะ มันฉีดเลือดเข้าไปเลี้ยงร่างกายหมดทุกส่วน หน้าแดง ตาแดง พูดไม่ถูกคำโน้นนะ ด่าก็ไม่ถูกคำพูดคำจา นั่นมันขึ้นมาขนาดไหน

ความหลง อันนี้มันเป็นผลของความโกรธกับความโลภ ถ้าเกิดขึ้นแล้ว เราไม่รู้เท่าทัน เราก็จะหลงเท่านั้นหละ หลงไปหมด ตั้งแต่ร่างกายจิตใจของตัวเอง ของคนอื่นก็หลงไปหมด

เครื่องอุปกรณ์จะมารักษาร่างกายจิตใจ ก็หลงไปด้วยกันหมด ไม่รู้อันไหนเป็นอันไหน ไม่รู้จักเรื่อง ตกลงก็เลยมัวเมาในเรื่องเหล่านี้ จิตใจก็ยิ่งหยาบยิ่งหนา โรคภัยไข้เจ็บก็ยิ่งหนาแน่นเข้า ไม่มีหนทางที่จะส่องเห็นอรรถเห็นธรรม

หลวงปู่ศรี มหาวีโร
พระเทพวิสุทธิมงคล
วัดประชาคมวนาราม(ป่ากุง)
ศรีสมเด็จ ร้อยเอ็ด












"จิตว่าง
มันว่างแล้วว่างเลยนะจิตเนี่ยะ

ไม่มีเข้าๆ ไม่มีออกๆ

จิตว่าง มันไม่มีพระจันทร์ ไม่มีพระอาทิตย์
ไม่มีกลางวัน ไม่กลางคืน

มันจึงไม่มีจิตมืด ไม่มีจิตสว่าง

ถ้าจิตยังมีแสงสว่าง
บางคนก็เรียกจิตประภัสสร
อันนั้นยังมีตัวเกิดอยู่

เพราะถ้าจิตมีมืด แสดงว่าต้องมีสว่าง
และถ้ามีจิตสว่าง แสดงว่าต้องมีจิตมืด
ของมันเป็นของคู่กัน

ไม่มีทั้งมืด ไม่มีทั้งสว่าง

มันเป็นธรรมชาติสักแต่ว่ารู้อยู่ขณะนั้น
ไม่มีลังเล ไม่มีสงสัย ไม่มีความคิดเห็นอะไร
มันเต็มไปด้วยความระลึกรู้อย่างธรรมดาๆ อยู่อย่างนั้น

ไม่มีอะไรที่ต้องถือ ปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่ไป
แต่ไม่ยึดถือ แม้กระทั่งจิตเรา ก็ไม่มี

มันมีๆอยู่นะ แต่เหมือนไม่มีๆ ไม่มีความหมายอะไร
นั่นแหล่ะ

จิตว่าง ที่แท้จริง"

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล













“ยังมีภรรยาสามารถบรรลุธรรมได้ไหม”

ถาม: กราบพระอาจารย์ครับ สอบถามครับ ถ้าเรายังมีภรรยาและอยู่กินนอนกับภรรยา จะสามารถบรรลุธรรมโสดาบันถึงอรหันต์ได้ไหมครับ แต่ก็รักกันดีครับ แล้วถ้าเราจะทิ้งภรรยาให้อยู่ตามเวรตามกรรม จะบาปไหมถ้าเราออกบวช

พระอาจารย์: อ๋อ ไม่บาปหรอก ถ้าเราตกลงกันพูดกันขออนุญาตกัน ถ้าเขาอนุญาตเพราะเราเป็นเหมือนสมบัติของเขา ถ้าเราจะไม่ทำหน้าที่ของเรากับเขาเราก็ต้องขออนุญาตจากเขา ถ้าเขาอนุญาตให้เราไปบวชไปปฏิบัติธรรมได้ เราก็ไป การไปปฏิบัติธรรมก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องไปปฏิบัติตลอดเวลา เมื่อบรรลุแล้วจะกลับมาอยู่กับเขาอีกก็ได้ พระโสดาบันนี่ยังมีความอยากมีแฟนอยู่ ยังรักภรรยาอยู่ ยังไม่เบื่อภรรยา พอเขาบรรลุเป็นโสดาบันเขาก็อาจจะกลับมาอยู่กับภรรยาต่อก็ได้ แต่การที่จะบรรลุมันต้องไปปฏิบัติ เหมือนกับไปเรียนหนังสือแหละ การจะจบปริญญาก็ต้องไปเรียน ไม่ใช่อยู่กับภรรยาแล้วจะให้จบปริญญา ก็ต้องไปเรียน ช่วงไปเรียนก็อาจจะห่างจากภรรยาบ้าง แต่พอเรียนจบก็กลับมาอยู่กับภรรยาต่อได้

ธรรมะบนเขา
วัน ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๒
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี












... " ธรรม เป็นธรรมที่จะขัดเกลาจิตใจของเรา..ความมัวเมาลุ่มหลงที่มีอยู่ในจิตในใจของเรา ให้ลดน้อย เบาบางลงไป

... ถ้าหากว่า เราไม่เอา ' ธรรม ' มาขัดเกลาความลุ่มหลงมัวเมาแล้ว.. ความลุ่มหลงมัวเมานี่มีแต่จะเพิ่มพูนหนาแน่นยิ่งขึ้นไป... ในที่สุด สภาพใจของเราก็เป็นสภาพใจที่หมดสภาพไป มีแต่ความเมา มีแต่ความมืด ในเมื่อมีความเมาความมืด ความสว่างไสวของธรรมไม่มี จิตดวงนั้นเป็นจิตที่หมดสภาพ

... จิตที่หมดสภาพนั้น แม้แต่พระพุทธเจ้าจะมาเทศนาโปรดจิตดวงนั้น ก็ไม่สามารถที่จะทำให้จิตดวงนั้นได้รับประโยชน์ อันเป็นแสงสว่างแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าได้.. จิตหมดสภาพมันเป็นอย่างนั้น

... พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสว่า เป็น ' อาภัพบุคคล '
เป็นบุคคลที่อาภัพเสียแล้ว

... จิตใจดวงนั้น เมื่อหมดสภาพก็เป็นบุคคลที่อาภัพ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่สามารถไปโปรดคนที่อาภัพ หรือ จิตที่หมดสภาพได้

... จิตที่หมดสภาพ ไม่ใช่หมดเอง แต่หมดเพราะการกระทำ.. หมดสภาพเพราะข้อปฏิบัติ.. หมดสภาพเพราะความลุ่มหลงมัวเมา

... จึงว่า การกระทำอะไร ที่เป็นการส่งเสริมจิตใจของเรา ให้มัวเมาลุ่มหลงยิ่งขึ้น อันนั้นให้พากันระมัดระวัง ทำเข้าแล้ว มันมีแต่เพิ่มความลุ่มหลงมัวเมาให้เราเพิ่มขึ้น หนาแน่นยิ่งขึ้น

... ถ้าหากความลุ่มหลงมัวเมา หนาแน่นยิ่งๆขึ้นแล้ว จิตของเราทั้งดวงนี้ จะกลายเป็นจิตที่หมดสภาพไป ทั้งๆที่จิตของเราดวงนี้ เป็นจิตที่มีคุณภาพ สามารถจะยังมรรค ยังผล.. สามารถที่จะยังคุณงามความดี สามารถที่จะให้บรรลุมรรคผลขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ถ้าหากว่า เราทำลายจิตของเราจนหมดสภาพแล้ว ก็หมดสภาพจริงๆ

... เราควรเห็นความสำคัญ เห็นคุณค่า ของคำว่าจิตของเรานี่ จริงๆ

... พระพุทธเจ้า ท่านแสวงหา เพื่อตรัสรู้ เรียกว่า สร้างบารมี สร้างมา สี่อสงไขย แสนมหากัป เรียกว่านานมาก มากจนเราๆ ไม่สามารถที่จะนับได้ ตั้งแต่เริ่มตั้งความปราถนาความเป็นพระพุทธเจ้า จิตดวงที่เริ่มตั้งความปราถนานั้น กับจิตดวงที่มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นจิตดวงเดียวกัน "

หลวงปู่แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร
(ตอนหนึ่ง จากโอวาทธรรม.. คืนวันอาสาฬหบูชา
29 ก.ค. 2539 )









" บาปไม่มี
อะไรเผาโลกอยู่เวลานี้

บุญไม่มี
โลกทรงตัวได้ยังไง

คนดีมีได้ยังไง แน่ะ นรกไม่มี
สัตว์ทั้งหลายได้รับทุกข์
ทรมานได้ยังไง
จะเป็นทุกข์ทรมานได้ยังไง

สวรรค์ พรหมโลกไม่มี
พระพุทธเจ้าสอนเทวดา
อินทร์พรหมได้ยังไง

พวกผู้ตาดีท่านไม่มีปัญหานี่
พวกตาบอดไปเที่ยวลบล้าง
แล้วก็สร้างปัญหาขึ้นมา
เผาตัวเอง โดยไม่เกิด
ประโยชน์อะไรเลย ก็คือ
พวกกิเลสครอบงำหัวใจนั้นเอง "

โอวาทธรรม
หลวงตาพระมหาบัว
ญาณสัมปันโน









"..การให้ "ธรรมทาน"
เป็นปัจจัยใหญ่ เพราะ
การให้ธรรมทาน
บุคคลได้ฟังแล้วจะเกิดปัญญา

สิ่งใดที่ไม่เคยรู้มาแล้ว
ก็จะได้มีความรู้ขึ้น เมื่อมี
ความรู้แล้วก็เกิดความมั่นใจ

มีปัญญาเกิดขึ้นแก่บุคคล
ผู้ใด บุคคลผู้นั้น
ก็เป็นผู้หลีกความทุกข์ได้

ถ้าปัญญามีมาก
ก็หลีกความทุกข์ได้มาก
ปัญญาน้อย
ก็หลีกความทุกข์ได้น้อย
ดีกว่าคนที่ไม่มีปัญญาเลย
ไม่มีโอกาส
จะหลีกความทุกข์ได้

นี่ว่ากันถึงธรรมทาน.."

โอวาทธรรม
หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง












"ถ้าคนไม่ต้องการพลาด ก็ไม่ต้องทำอะไร
เมื่อทำก็ต้องมีการพลาดอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้
ก็อาศัยความพลั้งพลาดแต่ละครั้ง เป็นบทเรียน
ที่เราต้องจำ รู้จักเข็ดหลาบ รู้จักจดรู้จักจำ
ในสิ่งที่เราพลาดไปแล้ว

ต่อไป เรื่องอย่างนี้ก็อย่าให้เกิดขึ้นอีก
ถือความพลาดพลั้งเป็นบทเรียน ถือเป็นครู
เป็นอาจารย์ที่จะบอกสอนตัวเราว่า ต่อไป
อย่าให้พลาดอีก อย่าให้ผิดอีก"

หลวงปู่วัน อุตฺตโม











"คนทำชั่ว แม้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคนดี
ก็หาได้ชื่อว่าเป็นคนดีไม่ ผู้ที่รู้และค้านเป็นคนแรก
ก็คือตัวเอง นั่นเอง"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ











"เงินทองข้าวของ มีได้ หาได้ เสียไปได้เป็นธรรมดา
แต่คุณงามความดี ที่จะเป็นสมบัติของตัว แต่ละคนๆ
ให้เป็นคนมีสง่าราศีนี้ เป็นของหายาก ยิ่งกว่าเงินทองนะ
ให้ลูกหลานทั้งหลาย จำเอาไว้"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน









#อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก

ให้ดูอยู่ที่กาย ให้รื้อค้นร่างกายนี้ให้ชัดแจ้ง ให้รู้ว่าก็เพราะร่างกายมันมีอยู่ จึงทำให้เกิดทุกข์ ก็ร่างกายนี้แหละที่ทำลายความสงบสุข มันทำให้เกิดเป็นรังโรคหนอนอย่างใหญ่หลวง และไม่เลือกว่าร่างกายของใคร

#ถ้าพิจารณามองให้เห็น
#ตัดให้ขาดจากร่างกายนี้จริงๆแล้ว
#จะพบกับความสงบสุขถาวรตลอดไป

การเกิดเป็นคนต้องรู้จักหน้าที่ของตน เป็นคนมีความคิด หัดภาวนา อย่านอนอย่างวัวอย่างควาย สัตว์ประเภทนั้นมันนอนอย่างเดียว ไม่ภาวนา เราต้องไม่ประมาท

#หลวงปู่หลุย #จันทสาโร











ที่ไปสวรรค์. เพราะเสียงอรรถ. เสียงธรรม. นั้นมีอยู่มากนะ.

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน








เพชรนิลจินดา. อะไรนั่นนะ. ประดับแล้ว. ไม่งามเหมือนศีลนะ.

หลวงปู่หลุย จันทสาโร








#เร่งความเพียรเข้าไป #มันบ่ทันนานนะ #จิตมันต้องรวมพรึบลงจนได้ล่ะ

อันนี้มันเล่นหลาย เฮ็ดพอสาบานน้ำบ่อตายนี่ คันแมนงัวแมนควาย กะไปตอมก้นเขา อยู่ท่งไฮ่ท่งนาพุ้น มันสิเห็นหยัง

เบิ่งใจมันโลเล คือจั่งไม้พาดฮั่วหนิ อรรถธรรมพระองค์เจ้า กะโผล่ขึ้นบ่ได้ ปฏิบัติไปบ่เห็นผล กะมาติศาสนา แนวโตเฮ็ดบ่อจริง มันสิเห็นหยัง ให้ตั้งใจภาวนา...

#โอวาทธรรม
หลวงปู่ลี กุสลธโร










#ยังมีเรื่องเกี่ยวกับ
อำนาจมหัศจรรย์ทางจิต ของท่าน
#พระอาจารย์_มั่น_ภูริทัตตเถระ
อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องลี้ลับน่าพิจารณา
และน่าสงสัยอยู่มากสำหรับเราท่านปุถุชน
ผู้ยังคิดข้องอยู่ในข่ายแห่งความสงสัยไม่เชื่ออะไรที่พิสดารเอาง่ายๆ

#ท่านพระอาจารย์_มหาบัว_ญาณสัมปันโน เล่าว่าสมัยเมื่อพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ พักอยู่วัดบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณนานิคม สกลนคร บ้านหนองผือนี้ตั้ง
อยู่ในหุบเขาทั้งสี่ด้าน มีป่ามีเขามากไปจรดแดนกาฬสินธุ์ เป็นจุดศูนย์กลางแห่งพระธุดงค์กรรมฐาน

ในสมัยบั้นปลายชีวิตของท่านพระอาจารย์มั่น มีอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาวคนหนึ่งมีความเคารพเลื่อมใสในพระอาจารย์มั่นมาก มาเล่าเรื่องของตัวเองถวายท่านว่า ขณะอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาวผู้นี้แกนั่งสมาธิภาวนาตลอดกลางคืนยามดึกสงัด พอจิตรวมสงบลงสนิทไม่แสดงกิริยาใดๆ ปรากฏเฉพาะความสงบนิ่งในเวลานั้น พลันก็เห็นกระแสจิตของตัวเองอันละเอียดยิ่งออกจากดวงจิตเป็นสายใยยาวเหยียดออกนอกกายนอกใจไปสู่ภายนอก แกเกิดความสงสัยเป็นล้นพ้น จึงกำหนดจิตดูว่า กระแสจิตนี้มันไหลออกไปทำไม และจะไปเกี่ยวข้องกับอะไร

พอแกตามกระแสจิตอันละเอียดเป็นสายใย
นั้นไปก็พบว่ากระแสจิตของแกไปเข้าที่ร่างของหลานสาวคนหนึ่งเพื่อจับจองที่เกิดใน
ท้องหลานสาวซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกัน
แกรู้สึกตกใจมาก เพราะตัวเองยังไม่ตาย ทำไมจิตถึงส่งกระแสออกไปจับจองที่เกิดไว้แล้วเช่นนั้นจึงรีบย้อนจิตกลับมาที่เดิมและถอนจิตออกจากสมาธิทันที แกใจไม่ดีเลยนับแต่ขณะนั้นเป็นต้นมา

ในระยะเดียวกันก็ปรากฏว่าหลานสาวคนนั้นเริ่มตั้งครรภ์มาได้หนึ่งเดือนแล้วเช่นกัน พอ
ตื่นเช้าวันหลังแกรีบมาวัด เล่าเรื่องนี้ถวายพระอาจารย์มั่นดังกล่าวแล้ว ขณะนั้นมีพระเณรหลายท่านนั่งฟังอยู่ด้วย ต่างก็งงไปตามๆ กัน #พระอาจารย์มั่นนั่งหลับตา
อยู่ประมาณ ๒ นาที แล้วลืมตาขึ้น อธิบายปรากฏการณ์แปลกประหลาดนั้นให้อุบาสิกานุ่งขาวหุ่มขาวคนนั้นฟังว่า " เมื่อจิตรวมสงบลงคราวต่อไป ให้โยมตรวจดูกระแสจิตให้ดี ถ้าเห็นแกระแสจิตนั้นส่งออกไปภายนอกดังที่โยมว่านั้น ให้กำหนดจิตตัดกระแสจิตนั้นให้ขาดด้วยปัญญาจริงๆ ต่อไปกระแสจิตนั้นจะไม่ปรากฏ แต่โยมต้องกำหนดดูกระแสจิตนั้นด้วยดี และกำหนดตัดให้ขาดด้วยปัญญาจริงๆ อย่าทำเพียงแต่ว่าทำเท่านั้น เดี๋ยวเวลาตายโยมจะเกิดในท้องหลานสาวนะจะหาว่าอาตมาไม่บอก " นี่คือคำบอกของอาตมา จงทำให้ดี ถ้าโยมกำหนดตัดกระแสจิตนั้นไม่ขาด เวลาโยมตายต้องไปเกิดในท้องหลานสาวแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย
#พออุบาสิกาผู้นั้น ได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์มั่นแล้วก็กลับบ้านไป ราวสองวันแกก็กลับมาหาท่านอีกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมาก พอแกนั่งลงเท่านั้น พระอาจารย์มั่นก็ถามเป็นเชิงเล่นบ้างจริงบ้างทันทีว่า "เป็นยังไงโยมห้ามกระแสจิตตัวเองอยู่หรือเปล่าที่จะไปเกิดกับหลานสาวทั้งที่ตัวยังไม่ตายน่ะ" แกเรียนตอบทันทีว่าโยมตัดขาดแล้วคืนแรก พอจิตรวมสงบลงสนิทแล้วกำหนดดูก็เด่นชัดดังที่เคยเห็นมาแล้ว มันส่งกระแสไปอยู่ที่ท้องหลานสาว โยมก็กำหนัดตัดกระแสจิตพิลึกนั้นด้วยปัญญาดังหลวงพ่อบอกจนมันขาดกระเด็นไปเลย เมื่อคืนนี้โยมกำหนดดูอีกอย่างละเอียดเพื่อความแน่ใจไม่ปรากฏว่ามีอีกเลย มันหายเงียบไป วันนี้อยู่ไม่ได้ต้องรีบมาเล่าถวายให้หลวงพ่อฟัง

#พระอาจารย์มั่นพูดว่า นี่แลความละเอียด
ของจิตคนเรา จะรู้เห็นได้จากการภาวนา
สมาธิเท่านั้น วิธีอื่นไม่มีทางทราบได้ จิตของคนเรามันลึกลับยิ่งนัก เราจะไปรู้เห็นมันด้วย
วิธีการคาดคิดนึกเดาเอาตามตำราไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติจิตสมาธิจริงๆ ถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง โยมเกือบเสียตัวให้กิเลสขับไสไปเกิดในท้องหลานสาวแบบไม่รู้สึกตัวแล้วไหมล่ะ แต่ยังดีที่ภาวนาสมาธิจนรู้เรื่องของจิตเสียก่อน แล้วรีบแก้ไขกันทันเหตุการณ์ ฝ่ายหลานสาวคนนั้น พอถูกคุณยายอุบาสิกาตัดกระแสจิตขาดจากความสืบต่อก็ปรากฏว่าหล่อนได้แท้งลูกในระยะเดียวกัน น่าประหลาดมหัศจรรย์จริงๆ

ปัญหาที่ว่า คนยังไม่ตาย ทำไมจึงเริ่มไปเกิด
ในท้องคนอื่นแล้วเช่นนี้ พระอาจารย์มั่นได้เฉลยปัญหานี้ให้พระเณรลูกศิษย์ทั้งหลายที่สงสัยเป็นล้นพ้นฟังว่า จิตเป็นแต่เพียงเริ่มต้นจับจองที่เกิดไว้เท่านั้น แต่ยังมิได้ไปเกิดเป็นตัวเป็นตนโดยสมบูรณ์ ถ้าคุณยายอุบาสิกาคนนั้นไม่รู้ทันปล่อยให้จิตเกาะเกี่ยวกับการเกิดในท้องหลานสาวจนทารกในครรภ์ปรากฏเป็นตัวเป็นตนสมบูรณ์ขึ้นมาเมื่อไร คุณยายคนนั้นจะตายทันที ต่อปัญหาที่ว่าการที่คุณยายคนนั้นตัดกระแสจิตตัวเอง จนหลานสาวแท้งลูก จะไม่เป็นการทำลายชีวิตมนุษย์ในครรภ์ล่ะหรือ.?

#พระอาจารย์มั่นตอบว่า จะเป็นการทำลายก็แต่เฉพาะกระแสจิตตัวเองเท่านั้น มิได้ตัดหัวคนที่เกิดเป็นตัวเป็นตนแล้วแต่อย่างใด เพราะจิตแท้ยังอยู่กับคุณยาย ส่วนกระแสจิตทีแกส่งไปยึดไว้ที่หลานสาวนั้น พอแกรู้สึกตัวก็รีบแก้ไขคือตัดกระแสจิตของตนเสีย มิให้ไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป เรื่องก็ยุติกันไปเท่านั้น อีกอย่างก็คือทารกในครรภ์นั้นเพิ่งมีอายุได้ 1 เดือนเท่านั้นเป็นเพียงแต่ก้อนเลือดยังไม่เป็นตัวตนแต่อย่างใด

#สาเหตุที่คุณยายุอุบาสิกาเผลอไผลปล่อยให้แกระแสจิตส่งออกไปเกาะเกี่ยวกับหลานสาวนี้ คุณยายได้เล่าว่า แกรักหลานสาวคนนี้มากเสมอมา มีเมตตา ห่วงใย ได้ติดต่อเกี่ยวข้องกับหลานสาวคนนี้อยู่เสมอแต่มิได้คิดว่าจะมีสิ่งลึกลับคอยแอบขโมยไปก่อเหตุเช่นนั้นขึ้นมา ถึงกับจะต้องไปเกิดลูกของหลานสาวอีก ถ้าไม่ได้พระอาจารย์มั่นช่วยแก้ไขไว้ทันท่วงทีก็คงไม่พ้นไปเกิดในท้องหลานสาวแน่นอน พระอาจารย์มั่นว่า จิตนี้พิสดารเกินกว่าความรู้ความสามารถของคนธรรมดาจะตามรู้ตามรักษาโดยมิให้เป็นภัยแก่ตัวผู้เป็นเจ้าของดังที่คุณยายพูดไม่มีผิดถ้าแกไม่มีหลักใจทางสมาธิภาวนาอยู่บ้างแล้ว แกก็ไม่มีทางเดินของใจได้เลย ทั้งเวลาเป็นอยู่และเวลาตายไป

#ฉะนั้นการทำภาวนาสมาธิจึงเป็นวิธีปฏิบัติต่อใจได้ดีและถูกทาง ยิ่งเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้ว สติปัญญายิ่งมีความสำคัญมากในการตามรู้และรักษาจิตตลอดการต้านทานทุกขเวทนาไม่ให้มาทับจิต ในเวลาจวนตัวซึ่งเป็นเวลาเอาแพ้เอาชนะกันจริงๆ ถ้าพลาดท่าขณะนั้นก็เท่ากับพลาดไปอย่างน้อยภพหนึ่งชาติหนึ่ง เช่นไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดก็ต้องเสียเวลานานเท่าชีวิตของสัตว์ในภพภูมินั้นๆ ขณะที่เสียเวลายังต้องเสวยกรรมในกำเนิดนั้นไปด้วย ถ้าจิตดีสติพอประคองตัวได้ อย่างน้อยก็มาเกิดเป็นมนุษย์มากกว่านั้นก็ไปเกิดในเทวสถานชมวิมานและเสวยทิพย์สมบัติอยู่นานปีถึงจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ลามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่ลืมศีลธรรมที่ตนเคยบำเพ็ญรักษามาตั้งแต่บุพเพชาติ ทำให้เพิ่มอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารขึ้นโดยลำดับ จนจิตมีกำลังแก่กล้าสามารถรักษาตัวได้

การตายก็เป็นเพียงการเปลี่ยนร่างจากต่ำขึ้นไปสูง จากสั้นไปหายาว จากหยาบไปหาละเอียดจากวัฏฏจักรไปเป็นวิวัฏฏจักร ดังพระพุทธเจ้าและสาวกท่านเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนเครื่องเสวยมาเป็นลำดับ สุดท้ายก็หมดสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอะไรต่อไปอีกเพราะจิตได้รับการอบรมไปทุกภพทุกชาติ จนฉลาดเหนือสิ่งใดๆ กลายเป็นนิพพานสมบัติขึ้นมาอย่างสมพระทัยและสมใจ ซึ่งล้วนไปจากการฝึกฝนอบรมจิตให้ดีไปโดยลำดับทั้งสิ้น. ด้วยเหตุนี้นักปราชญ์ทั้งหลาย จึงไม่ท้อถอยในการสร้างกุศล อันเป็นสวัสดีมงคลแก่ตนทุกเพศทุกวัยจนสุดวิสัยที่จะทำได้ไม่เลือกกาล.

#พระอาจารย์มั่น_ภูริทัตตเถระ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 12 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร