วันเวลาปัจจุบัน 27 ก.ย. 2020, 15:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ย. 2020, 05:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3908


 ข้อมูลส่วนตัว


....ข้างบนเขานี้แม้แต่พระบวชใหม่ก็ไม่ได้ให้ขึ้นมาทันที พระบวชใหม่ ยังไม่รู้จักการภาวนา ถ้าปล่อยให้ขึ้นมาเดี๋ยวก็มาสร้างความวุ่นวายให้กับพระรูปอื่น เพราะจะไม่ภาวนานั่นเอง จะไปรบกวนพระกุฏินั้นกุฏินี้ ไปคุย กับเขา ไปทําอะไรต่างๆ ก็เลยต้องให้อยู่ข้างล่างไปสักพักก่อน ดูสภาพจิตใจว่ารักความสงบหรือไม่ ชอบภาวนาหรือไม่ "ถ้าไม่ชอบความสงบก็ไม่ให้ขึ้นมา" ไม่เกิดประโยชน์อะไร.
........................................
มหาเศรษฐีที่แท้จริง หน้า170
ธรรมะบนเขา ณ เขาชีโอน
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี










เรื่อง "ฆ่าพวกโจรฆาตกรคนชั่ว บาปไหม"

(วิสัชนาธรรมโดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

วันนี้ผู้กำกับตำรวจก็มาคุยอยู่

"ฆ่าคนทำผิดกฎหมายบาปไหมหลวงพ่อ"

หลวงพ่อ : "บาป ! ขึ้นชื่อว่าฆ่านี่ ฆ่ามดฆ่าแมงมันก็บาป แต่คนที่ไปเบียดเบียนพี่ป้าน้าอาให้ได้รับความเดือดร้อน สมมติว่าโจรมันไปจี้ไปปล้น ฆ่าคนวันละ ๑๐ คน ๓๐ คนนี่ ถ้าเจ้าหน้าที่จับมันไปยิงเป้าแล้ว คนที่รอวันตาย ๒๐-๓๐ คนนี้ก็พ้นภัยไป มันก็ได้บุญตรงนี้

แล้วคนที่มีใจโหดเหี้ยม ทำอะไรไม่คำนึงถึงสุขทุกข์ของคนอื่น อยากฆ่าใครฆ่า อยากตีใครตีนี่ มันก็ลดเปอร์เซ็นต์ของมันต่ำลงมาเทียบเท่ากับสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานนี่มันทำอะไรไม่มีขอบเขต

#ไปฆ่ามันตายก็บาปเท่ากันกับฆ่าหมาตัวหนึ่ง

เราเป็นมนุษย์นี่ เราภูมิใจในชื่อของเรา มนุษย์แปลว่า ผู้มีใจสูง ทีนี้ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์นี่ ศีล ๕ ข้อเป็นเครื่องวัดว่าเราเป็นมนุษย์สมบูรณ์

ถ้าหากมนุษย์ท่านใดมีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์ ใครไปฆ่ามนุษย์พวกนี้บาปหนัก เป็นอนันตริยกรรม

แต่ถ้าหากมนุษย์คนใดไปเที่ยวเบียดเบียนพี่ป้าน้าอา ลักขโมยจี้ปล้น ฉ้อโกงอะไรต่างๆนี่ มันผิดวิสัยมนุษย์ มันลดเปอร์เซ็นต์แห่งความเป็นมนุษย์ลงไป ไปฆ่ามนุษย์พวกนี้ บาปเท่ากับฆ่าสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง"

"เกร็ดธรรมคำสอน หลวงพ่อพุธ ฐานิโย"
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา












"#จิต ของเราเหมือน อาหารที่อยู่ในชาม

#สติ เหมือน ฝาชาม

ถ้าเราขาดสติก็เท่ากับเปิดฝาชามไว้ แมลงวัน (กิเลส) ย่อมจะบินมาเกาะ เมื่อเกาะแล้วมันก็กินอาหาร แล้วก็ขี้ใส่บ้าง นำเชื้อโรคมาใส่ให้บ้าง ทำให้อาหารนั้นเป็นโทษเป็นพิษ เมื่อเราบริโภคอาหารที่เป็นพิษ เราก็ย่อมได้รับทุกข์ประสพอันตราย

ฉะนั้น เราต้องคอยระวังปิดฝาชามไว้เสมอ อย่าให้แมลงวันมาเกาะได้ จิตของเราก็จะบริสุทธิ์สะอาด เกิดปัญญาเป็นวิชชาความรู้"

#ทางธรรมเอา “ใจ” เป็นใหญ่

“#โลก” เขาเอาสุขทางกายเป็นใหญ่ จิตใจจะทุกข์อย่างไรก็ช่างมัน

แต่ “#ธรรม” เอาสุขทางใจเป็นใหญ่เพราะถือว่าใจเป็นส่วนสำคัญยิ่ง ร่างกายภายนอกถือว่าเป็นส่วนต่ำ มีแต่คอยนำความทุกข์เดือดร้อนและความเสื่อมความเลวมาให้

“#ร่างกาย” เป็นเหมือนงูเห่าหรืออสรพิษ ที่นำมาแต่ความเจ็บปวดเมื่อยเหน็บมาให้

หรือมิฉะนั้นก็เหมือน“เด็ก” เดี๋ยวก็อ้อนเดี๋ยวก็ดี กวนอย่างนั้นอย่างนี้ไม่หยุดหย่อน บางคราวก็ดี บางคราวก็ร้าย

การที่เราเจริญสมาธิจนความสงบจับติดอยู่ในหัวใจนั้น เรียกว่า ธรรมะ คือ ผลที่เกิดขึ้นในดวงใจ กล่าวในความรู้สูงเรียกว่า ผลจิต การที่เรากระทำอยู่นี่เรียกว่า มรรคจิต อานิสงส์ของความดีที่เรานั่งภาวนานี้เรียกว่า บุญ

#บุญนี้เป็นของที่เกิดขึ้นฉาบฉวยเป็นคราวๆ แต่ส่วนธรรมะนั้นเป็นของที่สูงยิ่งไปกว่าบุญอีก #ธรรมะนี้เมื่อเกิดขึ้นในใจแล้ว #ก็ย่อมติดเนื่องอยู่กับจิต

ฉะนั้น จิตของเราจึงเป็นธรรมะแนบแน่นเข้าไปไม่ฉาบฉวย เหมือนกับธรรมะนั้นได้สิงทรงอยู่ภายในใจเรา ท่านจึงกล่าวว่า ดวงจิตของผู้ใดตั้งเที่ยงแล้ว ผลย่อมแนบแน่นอยู่ในดวงจิตและทรงตัวอยู่เสมอ

#ร่างกายของเรานี้ เดิมทีก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ใช่ของๆ เรา #เรียกว่าเราขอยืมเขาใช้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาแล้วก็จะต้องส่งคืนให้แก่เขา เอาไว้ต่อไปอีกไม่ได้

เหตุนั้น เมื่อเราขอยืมของเขามาใช้แล้ว #เราก็ต้องทำผลประโยชน์ให้แก่เขาบ้าง คือ ทำบุญ ทำกุศลให้เกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ #แล้วก็ส่งส่วนกุศลอันนี้เป็นผลประโยชน์แบ่งให้เขาไป

#ถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วไม่ทำบุญกุศลอันใดให้เกิดขึ้นแก่กายใจเลย ก็ #เท่ากับเราเป็นหนี้สินเขาอยู่ ทุนเราก็ไม่ใช้แล้วยังโกงเขาอีก คือ เอาทุนของเขามาใช้ แล้วก็ยังไม่ได้ให้ดอกเบี้ยเขา #ภายหลังนั่นแหละจะลำบาก

หลวงพ่อลี ธมฺมธโร











ทุกคราวที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือจมูกได้กลิ่นหรือลิ้นได้รส หรือกายได้สัมผัสผิวหนัง หรือจิตมันปรุงเรื่องเก่าๆเป็นความคิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเองก็ตาม ถ้าควบคุมไว้ไม่ดีแล้ว 'ตัวกู' เป็นได้โผล่หรือเกิดขึ้นมาทันที และต้องทุกข์ทันทีที่ตัวกูโผล่ขึ้นมา

ฉะนั้น จงระวัง อย่าเผลอให้ 'ตัวกู' โผล่หัวออกมาจากท้องแม่ของมันเป็นอันขาด เพียงแต่ตาเห็นรูปหรือหูได้ยินเสียง เป็นต้น แล้วเกิดสติปัญญารู้ว่าควรจัดการอย่างไร ก็จัดไปหรือนิ่งเสียก็ได้ อย่างนี้ไม่เป็นไร ...

ท่านพุทธทาสภิกขุ









"เราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาได้เมื่อไหร่
ค่อยมาคิดว่าเราจะไม่ถูกนินทา"

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ








"ความเจ็บไข้มาถึง นี่เราจะนั่งร้องไห้อยู่ทำไม
เราก็พิจารณาว่า มันมาสอนให้เราฉลาด
ให้เราเข้มแข็ง ให้เรารู้จักความจริงว่า
ชีวิตมันเป็นอย่างนี้"

ท่านพุทธทาสภิกขุ








“การทำบุญของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บางคน ก็ชอบช่วยเหลือคนยากคนจน
บางคน ก็ชอบช่วยเหลือคนพิกลพิการ
บางคน ก็ชอบทำบุญกับพระ ทำบุญกับศาสนา

ก็ได้ทั้งนั้น อะไรที่ถูกกับจริตของเราก็ทำไป
เมื่อทำไปเรื่อยๆ แล้ว จิตจะมีความเคารพ
ในความรู้สึกของผู้อื่น เพราะเวลาทำอะไร
เราก็อยากจะให้คนอื่นมีความสุข

เวลาทำอะไรแล้ว ทำให้คนอื่นทุกข์
เราก็จะไม่อยากจะทำ จิตก็ไม่อยากจะเบียดเบียนผู้อื่น
ไม่อยากจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่อยากจะลักทรัพย์
ไม่อยากจะประพฤติผิดประเวณี ไม่อยากจะพูดปดมดเท็จ
โกหกหลอกลวงใครทั้งนั้น

เมื่อจิตมีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ก็จะตั้งอยู่ในศีล
จะไม่ค่อยวุ่นวาย เวลาไหว้พระสวดมนต์ทำสมาธิ
ก็จะง่าย เพราะได้สร้างฐานไว้แล้ว”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต









" ทานบารมี
จะรักษาสมบัติ

ศีลบารมี
จะรักษาความเป็นมนุษย์
ไม่ให้ต่ำกว่านี้

ภาวนาบารมี
จะรักษาใจใม่ให้ไขว้เขว

เพราะฉะนั้น ผู้รักษาความดี
ได้มากที่สุด คือผู้รักษาใจ
คือผู้ภาวนาพุทโธ ถ้าใจมี
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
เป็นใจที่ไม่หลงทาง
ทำบุญทำทานก็ได้เยอะ
รักษาศีลก็เป็นคนเคร่งครัด
เพราะไม่ลืมสติ

ต้องคอยเช็คอยู่เรื่อย
กาย วาจา ใจ อย่าให้
เสียศูนย์ นี่ล่ะศูนย์กรรมฐาน
ไปตั้งศูนย์กรรมฐาน
วัดนั้นวัดนี้ นั่นมันข้างนอก

ศูนย์กาย วาจา ใจ
ศูนย์ภาวนาพุทโธ จิตก็พุ่ง
ตรงเข้าสู่พุทโธ นี่ ศูนย์
เข้าสู่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
นี่ก็ศูนย์

จนกระทั่งให้กิเลส
สูญจากหัวใจ นี่ก็ศูนย์
นอกนั้นเข้าไม่ถึงศูนย์ "

โอวาทธรรม
พระอาจารย์โสภา สมโณ










"..คนตาบอด
เขามองไม่เห็นสิ่งของ
แต่คนใจบอด มองไม่เห็น
อะไรบุญอะไรบาป.."

โอวาทธรรม
หลวงปู่แบน ธนากโร







" ถ้ามาเกิดอีก
กว่าจะรู้ตัว กว่าจะรู้เดียงสา
มันกินเวลาไปกี่เดือน กี่ปี

มาเสียเวลาอยู่ในครรภ์
มารดาอีก ๙ เดือน ๑๐ เดือน
กว่าจะคลอดออกมา
พอคลอดออกมาแล้ว กว่า
จะนึกจะคิดได้ก็ ๑๕ – ๑๖ ปี

และกว่าจะมีผู้มาชี้มาแนะ
บอกทางให้ กว่าจะมีผู้มา
สอน และสอนแล้วกว่าตัวเอง
จะรับได้ และกว่าจะมาตั้งใจ
เจริญเมตตาภาวนาอีก
มันเสียเวลาไปเท่าไร

เพราะฉะนั้น เมื่อเวลารู้เนื้อ
รู้ตัวแล้ว ก็รีบกระทำบำเพ็ญ

ถ้ามันเป็นไปได้ ก็ให้มันเป็น
ในชาติปัจจุบันนี้ล่ะ มันดีที่สุด
แล้ว ให้มันผ่านให้มันพ้นไป
จากความทุกข์ ความเจ็บ
ความปวด ความเกิด
ความตายนี่ล่ะ ให้มันผ่าน
มันพ้นพวกนี้ไป "

โอวาทธรรม
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธมฺโม











" คำว่ามักน้อย
มีมากเท่าไรก็ยินดีแต่น้อย
เท่านั้น

สันโดษรองลงมา
ยินดีเฉพาะสิ่งที่เกิดที่มี
ไม่เสาะ ไม่แสวง ไม่ยุ่งเหยิง
วุ่นวาย กับสิ่งที่ไม่เกิดไม่มี

ชอบวิเวกสงัด
ไม่พลุกพล่านวุ่นวายกับ รูป
เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส
ที่เป็นไปเพื่อการสั่งสมกิเลส

แต่ชอบสัมผัสสัมพันธ์
กับรูป เสียง กลิ่น รส
เครื่องสัมผัส ที่เป็นไป
เพื่อการส่งเสริมอรรถธรรม.."

โอวาทธรรม
หลวงตาพระมหาบัว
ญาณสมฺปนฺโน









“..มีสติ ไม่ขี้คร้าน
อย่ากินจนอิ่มจุก ลุกก่อนไก่

ไหว้พระภาวนา เจริญเมตตา
ให้ครอบโลก..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ











#ทำใจเหมือนเรือให้อยู่เหนือน้ำ

การบำเพ็ญจิตตภาวนา อย่ามุ่งแต่ให้ใจสงบ อย่าไปพอใจให้ใจสงบอย่างเดียว

#ถ้าหากว่าพอใจ_ก็ให้พอใจในการกระทำให้มาก

กระทำให้มากเท่าไร ยิ่งอันนั้นคือความถูกต้อง ถ้าหากว่าไปพอใจแต่ความสงบอย่างเดียว พอใจแต่ความสงบอย่างเดียว เราได้สิ่งที่ไม่ชอบใจ

#เพราะใจของเรานี่จะสงบตลอดตลอดกาลไปไม่มี

มันเหมือนกับการเดินทางอย่างนี้ จะเดินทางไปไม่ให้มีแดด เดินไปไม่ให้มีฝน นี่เป็นไปไม่ได้ มันจะต้องเจอแดดมั่ง เจอฝนมั่ง

เหมือนกับการลงเรือไปในลำน้ำอย่างนี้ จะให้ทะเลมันเรียบอย่างที่เราต้องการ เป็นไปไม่ได้ มันจะต้องมีคลื่นมีลม มีคลื่นมีลมของเขาอย่างนั้น

บางทีคลื่นลมก็มาก สูงใหญ่มากๆ บางทีคลื่นลมก็น้อย บางทีทะเลก็เรียบ

#นี่ใจของเรา_ทำเหมือนเรือ

คลื่นจะเรียบ เราก็อยู่เหนือน้ำ คลื่นจะน้อยคลื่นจะใหญ่ เราก็อยู่เหนือคลื่นเหนือน้ำนั้น

#อย่าหยุดพอใจแต่ความสงบน้ำนิ่ง

เวลาน้ำไม่นิ่งนั่นล่ะ เราจะโดนคลื่น เราจะต้องโดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงพอใจในการอยู่เหนือน้ำอยู่เสมอ

#เหนือความสงบ
#แล้วความไม่สงบมาเราก็อยู่เหนือ

ความไม่สงบเกิดขึ้น เราอย่าไปติด เมื่อเราไม่ติดแล้ว เราจะไปเดือดร้อนไปเป็นทุกข์ เพราะความไม่สงบของใจได้ยังไง

#คำว่าสังขารต้องเป็นสังขาร

พระพุทธเจ้าท่านไม่กำหนดแต่งสังขาร ไม่เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้รู้สังขาร คำว่าแต่งสังขาร ก็หมายความว่า ทะเลไม่มีคลื่น.เป็นไปไม่ได้

แม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่สามารถไปแต่งทะเลให้เรียบได้ เพียงแต่ให้รู้ทะเล ให้รู้สังขารเท่านั้น

#พอใจในความสงบ_ก็จะเจอในสิ่งที่ไม่พอใจ

สงบ ไม่สงบ ไม่สน.. ทำให้ยิ่งอยู่เสมอ แล้วไม่ได้ทำเพื่ออะไร เราทำเพื่อละ ทำเพื่อปล่อยวาง ทำเพื่อสลัดทิ้ง

#ดีก็ไม่เอา

จะเอาทำไม เอาแล้วหนักทั้งนั้นเป็นภาระทั้งนั้น

พระอาจารย์แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร