วันเวลาปัจจุบัน 21 ม.ค. 2021, 03:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ส.ค. 2020, 05:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4020


 ข้อมูลส่วนตัว


คนที่มีบุญใหญ่ ถูกนินทาใหญ่ คนที่มีบุญเล็ก ถูกนินทาเล็ก

ชีวิตมีแต่อุปสรรค
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระมหาวีระ ถาวโร)


:b49: :b49: โยม : หลวงพ่อคะ ลูกได้ทำบุญทำทานทำกุศลไว้มาก แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดชีวิตมีแต่อุปสรรค มีแต่ปัญหาถูกคนนินทาบ้าง ถูกคนว่าร้ายบ้าง แสดงว่าบุญกุศลที่ทำในชาตินี้ไม่ให้ผลดีใช่ไหมเจ้าคะ ?

:b50: :b50: หลวงพ่อ : นั้นแหละให้ผลดีมากเป็นมหากุศล ก็ทำถูกแล้วนี่เราเกิดมาเป็นคน เกิดมาเพื่อพบกับคำนินทาที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นัตถิ โลเก อนินทิโต คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก” คนที่มีบุญใหญ่ ถูกนินทาใหญ่ คนที่มีบุญเล็ก ถูกนินทาเล็ก อย่างพระพุทธเจ้าเขาไม่นินทาน่ะ เขาด่าต่อหน้าเลยนะ โดนว่าหนักกว่าเรามาก นั้นแหละคนมีบุญใหญ่ ถูกนินทาใหญ่ ด่าแหลกเห็นไหมล่ะ

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับบุญกุศลชาตินี้ชาติหน้าหรอก มันเป็นกฎธรรมดา เราเกิดมาเพื่อถูกนินทาแน่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดานะ อีกประการหนึ่งขอให้คิดว่า คนที่นินทาคนก็ดี คนด่าก็ดี เป็นลักษณะของคนบ้า เราก็ไม่ถือคนบ้าไม่ว่าคนเมาก็หมดเรื่อง ให้เขาว่าเพียงฝ่ายเดียว อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตอบพราหมณ์ พระพุทธเจ้าท่านกำลังเทศน์อยู่ พราหมณ์โมโหที่ลูกศิษย์ของแกสรรเสริญพระพุทธเจ้า แกรู้ก็ไปชี้หน้าด่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยปล่อยให้แก่เทศน์แทน ตามบาลีท่านบอกว่า ด่าแบบทาสกรรมกรด่ากัน ด่าไปด่ามาแกเหนื่อยแกก็หยุดแล้วชี้หน้า “พระสมณโคดม แกแพ้ข้าแล้ว”

พระพุทธเจ้าถามว่า “ตถาคตแพ้เธอตรงไหนเล่า ?” ท่านพูดแบบเรียบๆ นะ

พราหมณ์ตอบว่า “ข้าด่าแก แกไม่ด่าตอบนี่หว่า”

พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า “พราหมณ์ ตถาคตมีความรู้สึกว่าถ้าใครโกรธตถาคตมา ตถาคตโกรธตอบ ตถาคตเลวกว่าคนนั้นนะ” โดนน๊อคเลย อีตานั่นนั่งทรุดเลย ยกมือไหว้กล่าวว่า วาจาของท่านเหมือนสุภาษิต เหมือนกับหงายของที่คว่ำมารับน้ำค้าง ท่านก็เลยขอบวช บวชแล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์ แบบนี้ถึง ๔ คนด้วยกัน ไม่ทราบว่าทำบุญอะไร ด่าพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ อย่าไปเอาเข้านะ นี่เพิ่งได้ ๔ คน แต่อย่าไปว่าท่านนะท่านเป็นพระอรหันต์ไปนิพพานหมดแล้ว

ไอ้นี่แหละการนินทาหลบไม่ได้ ต้องถือว่าตามคติของพระพุทธเจ้าตรัสกับพระสงฆ์ ระหว่างพระองค์เดินไปกับพระสงฆ์ เมืองนาลันทากับกรุงราชคฤห์ต่อกัน ที่พราหมณ์นำคณะตามไป ท่านลุงนินทาพระพุทธเจ้าหลานสรรเสริญ พระกลับมาฉันข้าวแล้วก็ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและเล่าให้ฟัง

พระพุทธเจ้าก็บอกว่า “พวกเธอทั้งหลาย จงอย่าสนใจในวาจาทั้งสอง คือ นินทาและสรรเสริญว่าดี เราก็ไม่ดีไปตามเขาพูด เราจะดีหรือเลวอยู่ที่การประพฤติและปฏิบัติเท่านั้น”

พูดสั้นๆ เท่านี้ พระพวกนั้นได้บรรลุมรรคผล นี่ต้องถือตามคตินี้นะ ถ้าไปคิดว่าเกิดมาชาตินี้ถูกนินทาแล้วกลุ้มใจ ตายตกนรกแน่


คัดจาก : หนังสือธรรมปฏิบัติ เล่มที่ ๑๗
โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร)
วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี :b8: :b8: :b8:


:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=34508

:b44: รวมคำสอน “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38703

:b44: “วัดท่าซุง” สถานที่ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน (ยอดนิยม)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=91&t=56512



#กาเมสุ มิจฉาจาร

"ทำลายจิตใจของผัวของเมียได้
หนักมากที่สุด อันนี้หนักมากให้
พากันระมัดระวัง อย่าสร้างกรรมนี้
เป็นมหันตทุกข์ ในครอบครัวได้
เป็นฟืนเป็นไฟไปหมด...

ถ้าลงกิเลสตัวนี้ได้แทรกตรงไหน
เป็นหญิงกาฝาก ชายกาฝาก
แทรกเข้ามานี้ เป็นไฟเผาครอบครัว
เหย้าเรือน ลูกเล็กเด็กแดงเป็นไฟ
ไปตาม ๆ กันหมด ให้พากันระมัดระวัง.. "

#หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน




เรื่อง "เงาของจิต ตามรู้เท่าทันด้วยปัญญา"

การพิจารณา "เงาของจิต" จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ "ปัญญา" จะต้องสอดแทรกตามให้ทัน เมื่อมันทัน ปรุงเรื่องอะไร มันก็จะรู้ว่า "จิตกำลังปรุงไปหลอกตัวเอง" ไปสำคัญมั่นหมาย กับรูป กับเสียง กลิ่น รส อะไรก็ตาม กำลังจะไปเชื่อม สร้างภาพนั้น ภาพนี้ ขึ้นมาหลอกเรา "มันก็รู้ มันดับทันที"

พอเรารู้ มันก็ดับทันที ๆ ไม่เกิดเป็นตัวเป็นตน เป็นรูปเป็นร่าง เป็นเรื่อง เป็นภาวะ สุดท้ายเราก็จะเห็นโทษของจิต แต่เพียงฝ่ายเดียว ที่มาหลอกลวงตัวเอง ไม่ได้เห็นโทษ ของรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ไม่ไปตำหนิ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส อะไรทั้งหมด แต่เห็นโทษของจิตที่มาหลอกลวงตัวเอง ที่มันปรุงความน่าดีใจ เสียใจ มันเกิดมาจากจิต จิตเป็นตัวปรุง เป็นตัวปัญหา และเป็นตัวหลอกลวงที่สุด พิจารณาอย่างนี้ สุดท้ายมันก็ไม่มีความหมาย มันสำคัญที่ "ตัวหลอก" เท่านั้น ก็พิจารณา "ตัวหลอกให้ชัด" เสมือนว่า จิตตัวนี้ คือ "นักโทษ" ไปใหนก็ควบคุม มีสติปัญญา ควบคุมให้ทัน แล้วมันจะดับไปๆ เรื่อยๆ

สุดท้ายมันจะหยั่งชัดว่า ตัวจิตนี้แหละเป็นตัวนักโทษ ไม่ใช่อื่น รูปไม่ได้ให้คุณให้โทษ เสียง กลิ่น รส อะไรทั้งหมด ไม่ใช่สิ่งให้คุณให้โทษ มีแต่จิตเท่านั้นที่ปรุงแต่งหลอกลวงตัวเอง เกิดอารมณ์ ความดีใจ เสียใจ ความสุข ความทุกข์ ขึ้นมา ด้วย "อำนาจความหลง" ในใจ นั่นเอง อะไรจะปรุงก็ตาม จะปรุงเสือ ปรุงช้าง มันก็คือ "สังขาร" ออกไปหลอกตัวทั้งหมด รู้ให้มันแคบเข้ามา สุดท้ายก็จับนักโทษได้ แต่ยังฆ่ามันไม่ได้ ต้องวินิจฉัย ใคร่ครวญ "มันจึงจะเป็นสติปัญญาอันสำคัญ"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน



...การนั่งสมาธินี้ก็เหมือนกัน
เวลานั่งแล้วจิตสงบได้ครั้งแรก
"จะติดอกติดใจ"

.
ถึงแม้จะได้สัมผัสเพียงชั่วขณะเดียว
แต่เป็นความสุขที่พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
"พลิกจิตที่วุ่นวายว้าวุ่น ให้เป็นจิตที่นิ่งสงบ"

.
ความวุ่นวายที่เกิดจากการต่อสู้
ระหว่างกิเลสกับธรรม..จะหายไปหมดเลย
เวลาจิตสงบตัวลงไป จะเบาอกเบาใจ
สุขใจ มหัศจรรย์ใจ

.
จะรู้ว่าของดีจริงๆไม่ได้อยู่ที่ไหน
"อยู่ที่จิต..นี่เอง".

......................................
.
จุลธรรมนำใจ 26กัณฑ์ที่ 427
ธรรมะบนเขา 7/8/2554
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี



"สัตว์โลกเกิดขึ้นมา
ไม่มีใครใครเหนือกรรมได้ จึงว่าสัตว์ทำดีกรรมก็นำความดีให้ สัตว์ทำชั่วกรรมก็นำความชั่วให้
เราเป็นสัตว์ประเสริฐ รู้ดี รู้ชั่วชีวิตคือของเราเกิดมาเพื่ออะไร ชีวิตคนเราก็คือคุณงามงามดี
ไม่มีคุณงามความดีนี่ ไม่มีทาง เสียชาติ รอความตายเฉย ๆ
ตายไปก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง ไม่มีใครหนีพ้นสักคน แล้วแต่บุญวาสนา
ที่เราสร้างบำเพ็ญมา
เราเดินทางมาเกิดเพราะเราได้สร้างคุณงามความดีมา หมดบุญก็กลับบ้านเก่าเหมือนกับเราเดินทางเรานำเสบียงไปเยอะเราก็อยู่ได้นาน
เวลามีชีวิตอยู่ให้เร่งสร้างคุณงามความดี
นะพวกเรา"

หลวงพ่อสมบูรณ์ กันตสีโล



"ลูกหลานให้เห็นอกเห็นใจกัน มีเมตตาต่อกัน รักใคร่สามัคคีกัน อย่าอิจฉาริษยากัน อย่าใส่ร้ายป้ายสีกัน ยุยงให้เกิดความแตกแยก ถ้าใครที่รู้ตัวว่าเป็นอย่างนั้น ให้เปลี่ยนตัวเองน่ะ...

เพราะผู้ที่ทำอย่างนี้ หนีไม่พ้นที่จะได้อยู่ในที่มีภัยสงคราม ถูกกับระเบิด ถูกปืนที่เขายิง ระเบิดทึ่เขาทิ้ง จะเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส...

จะเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมาน น่าเวทนาที่สุด นี่แหละผลของกรรม มันส่งให้เจ้าของผู้กระทำรับไปแต่ผู้เดียว...

อย่าพากันคิดกันทำน่ะลูกหลาน อย่าพากันสร้างเหตุที่จะพาเราไปตกต่ำ..."

โอวาทธรรม

หลวงปู่ทุย ฉันทกโร
วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ



ท่านสอนให้ “ละชอบ-ละชัง” ทำใจให้เป็นกลาง หมั่นฝึกสมาธิภาวนา ให้รู้จักพิจารณาอารมณ์ของตนเอง ว่าอารมณ์ใดเป็นอารมณ์เจ้าเรือน ก็ให้จี้พิจารณาละออกให้ได้ จนพบความสว่างของดวงจิต ก็จะสามารถก้าวไปสู่มรรค ผล นิพพาน ตามกำลังของตนเอง

#หลวงปู่เพ็ง



ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล. พวกสูก็ยังไม่เอาจริง. พระพุทธเจ้าชวนไปพระนิพพาน. ก็ยังไม่อยากไป. มาชาตินี้ยังทำเล่นๆ อีก. ก็ตามใจ. อาตมาไม่รอแล้ว

หลวงปู่เพ็ง พุทธธัมโม



จะมัวชักช้าอยู่ทำไม. เวลาไม่คอยท่า. มุ่งปฏิบัติให้มันจริงจัง. ก็เข้าสู่กระแสธรรม. ได้ทุกๆ คน.

หลวงปู่เพ็ง พุทธธัมโม




#ให้เร่งภาวนาอย่าประมาท

ความตายมันไม่มีสัญญาณเตือน หรือนิมิตหมายบอกเราให้รู้ล่วงหน้า คนแก่ก็ตาย คนหนุ่มก็ตายได้ทั้งนั้น

การปฏิบัติธรรม.. จึงไม่ต้องอ้างเมื่อนั้นเมื่อนี้ ทำให้มากๆ ทำให้บ่อยๆ แล้วจะรู้จะเห็นเอง

#หลวงปู่เพ็ง พุทธธัมโม




#ไอ้เรื่องกามทั้งหลายนี้นะ_มันออกได้ยาก

มันยากที่จะเห็นที่มันจะเห็นได้ มันก็มีอุบายของมันอยู่ ผมว่ามันไม่แปลกอะไรกันเท่าไหร่กับเราฉันเนื้อ เนื้อมันยัดเข้าไปในซีกฟันของเรา แหม มันปวด มันเจ็บ ฉันข้าวยังไม่เสร็จ แต่ก็เอาไม้จิ้มมันออก เนื้อมันหลุดออกไปจากฟันเราก็สบายไปพักหนึ่ง แล้วก็ไม่อยากฉันเนื้ออีกแต่พอเห็นเนื้อมาก็ฉันอีก แล้วก็ไปอุดอีก อุดอีกก็เอาไม้ไปจิ้มออกอีก มันก็สบายสักนิดหนึ่งอีก เท่านั้นแหละ…

#เรื่องของกาม_ไม่ใช่อื่นหรอก_เท่านี้

ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ไอ้เนื้อมันอุดซี่ฟันมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ทุรนทุราย เอาไม้จิ้มออกก็สบายไปพักหนึ่ง ไม่มากไปกว่านี้ อันนี้ก็เหมือนกัน อึดอัด…อึดอัด… เอามันออกสักนิดหนึ่ง โอย เท่านั้นแหละ ไม่รู้ว่ามันเรื่องอะไร เรื่องบ้าๆ บอๆ

#อันนี้ไม่มีใครสั่งสอนเราหรอก_เราคิดของเราไป_พิจารณาไปเรื่อย

เรานั่งภาวนาอยู่ก็เห็นว่า ไอ้เรื่องกามนี้ คล้ายๆ กับรังมดแดงใหญ่ๆ เราเอาไม้ไปแหย่ ยิ่งแหย่ก็ยิ่งหล่นมาใส่ มดมันหล่นลงมาใส่หน้าใส่ตา แสบหูแสบตา นั่นก็ยังไม่เห็นโทษมัน มันน่าจะเห็นโทษมันนะ แต่ว่ามันไม่เหลือวิสัยของมนุษย์นะ

#คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ความว่า

อะไรที่เราเห็นโทษ มันดีขนาดไหนก็ช่างมันเถอะ มันเสียหาย อะไรเรายังไม่เห็นโทษมัน มันก็ดีทั้งนั้นทุกอย่าง

ให้เข้าใจว่า ถ้าเราไม่เห็นโทษในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ออกจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้..

#หลวงปู่ชา สุภัทโท




#เร่งความพากความเพียร

อย่าไปเล่น ถ้าอยากเห็นของจริง ก็เว่าได้ ดูตามหนังสือก็เว่าได้ แต่ใจของเฮามันโลเลอยู่อย่างนั้น คือไม้คาดฮั้วนั่น เอาแต่ลมพาไป

แต่โอชารสซึมชาบในจิตใจ ผู้ได้ยินได้ฟัง โอชารสบ่ถึงใจ มันผิดกันเด๊ ผู้ปฏิบัติมีแยบคายกว่านั้น เป็นอย่างนั้น

#หลวงปู่ลี กุสลธโร




"เราอยากให้คนอื่นทำดีกับเรา อย่างไร
คนอื่นก็อยากให้เราทำดีกับเขา อย่างนั้น
ขอให้พยายามคิดถึงความจริงนี้ ให้บ่อยที่สุด
เท่าที่จะมีสตินึกได้ จะเป็นคุณแก่ตนเองอย่างยิ่ง
การคิด พูด ทำ ทั้งหมด จะเป็นไปอย่างดีที่สุด
ไม่เป็นการทำร้ายผู้อื่น ไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ



" อย่าไปสนใจคิดถึง
กาล สถานที่ หรือ บุคคลใดๆ

ว่าเป็นภัย หรือ เป็นคุณ
ให้เสียเวลาและล่าช้า
ไปเปล่า โดยไม่เกิด
ประโยชน์อะไร

ยิ่งกว่าการคิดเรื่อง
กิเลสกับธรรม
ซึ่งมีอยู่ที่ "ใจ" "

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต







" การเจริญความเพียร
มิใช่การเดินจงกลมนานๆ
หรือนั่งสมาธิได้นานๆ

แต่หมายถึง
การน้อมเข้ามา
ใน "กาย" ใน "ใจ" ของตน
ให้ต่อเนื่อง "

โอวาทธรรม
หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 26 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร