วันเวลาปัจจุบัน 26 ก.ย. 2020, 23:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2020, 10:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ยังไม่เห็นหลักฐานที่ปรากฎว่า พระพุทธองค์ครั้งเผยแผ่ศาสนาไปเที่ยวขู่เข็ญหลอกล่อให้คนมานับถือพระองค์ ยังไม่เห็นมี เห็นแต่ตรัสบอกผู้คนให้ใช้เหตุผลในการเชื่อ.นับถือลัทธิศาสนาใดศาสนาหนึ่งด้วยสติปัญญาของตนที่ตรองเห็นแล้ว ดังที่ตรัสแนะนำชาวบ้านกาลามชน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2020, 10:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วิภัชชวาที “ผู้กล่าวจำแนก” “ผู้แยกแยะพูด” เป็นคุณบทคือคำแสดงคุณลักษณะอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า
หมายความว่า ทรงแสดงธรรมแยกแยะแจกแจงออกไปให้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบย่อยๆ มาประชุมกันเข้าอย่างไร เช่น แยกแยะกระจายนามรูปออกเป็นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้น
สิ่งทั้งหลายมีด้านที่เป็นคุณ และด้านที่เป็นโทษอย่างไร เรื่องนั้นๆ มีข้อจริงข้อเท็จอะไรบ้าง การกระทำอย่างนั้นๆ มีแง่ถูกแง่ผิดแง่ที่ดี และแง่ไม่ดีประการใด เป็นต้น เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งนั้นเรื่องนั้นอย่างชัดเจน มองเห็นความเป็นอนัตตาเป็นต้น ไม่มองอย่างตีคลุมหรือเห็นแต่ด้านเดียว แล้วยึดติดในทิฐิต่างๆ อันทำให้ไม่เข้าใจถึงความจริงแท้ตามสภาวะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2020, 10:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


การตัดสินใจที่ยากที่สุดของชีวิต "เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา"


กระทู้นี้ตั้งใจพิมพ์มาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและที่มาที่ไป ไม่ได้มีเจตนาอื่นๆ ใดทั้งสิ้น เพราะยังเคารพนับถือเพื่อนพี่น้องมุสลิมอยู่

ผมเกิดในครอบครัวมุสลิมที่นครศรีธรรมราช พ่อเป็นคนสตูล แม่เป็นคนท่าศาลา พ่อเสียตอนผมอายุ 3 ขวบ ส่วนแม่ก็ไปทำงานที่บาห์เรน ผมจึงอยู่กับตายายมาตลอด และตอนเด็กๆ จึงถูกสอนและฝึกการละหมาด การท่องจำและศึกษาคัมภีร์กุรอานมาตลอด

ตอนอายุประมาณ 6 ย่าง 7 ตากับยายคิดจะส่งผมไปเรียนปอเนาะ แต่มีคนพุทธข้างบ้านแนะนำให้ผมไปเรียนโรงเรียนทั่วไปเพื่อหน้าที่การงานในอนาคต ดังนั้นผมจึงได้เรียนโรงเรียนทั่วๆไป ตั้งแต่ ป.1 จนถึง ม.6 จึงคลุกคลีอยู่กับวัฒนธรรมบางอย่างของคนพุทธตลอด เช่น การไหว้พระ (ก่อนหน้านั้นไม่ได้ไหว้เพราะตายายสอนว่าห้ามไหว้เดี๋ยวตกนรก) การไหว้ครู และอื่นๆ ส่วนเรื่องวิถีชีวิต เช่น การละหมาด ผมจะละหมาดที่โรงเรียน 2 ครั้งในช่วงเที่ยงและช่วงก่อนกลับบ้าน หากติดคาบก็จะขออนุญาตคุณครูไปละหมาด
ส่วนเรื่องละหมาดวันศุกร์ ก็จะขอลาในตอนเที่ยงเพื่อไปละหมาดและฟังคุตบะฮ์ตลอด แต่ก็ต้องมาศึกษาหาความรู้กันเอาในภายหลังเพื่อให้การเรียนผ่านพ้นไปด้วยดี

หลังจากที่เข้าเรียนในมหาลัย ในฐานะมุสลิม จึงสนใจเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลางด้วย จนกระทั่งวันหนึ่งพบข่าวว่า รัสเซียให้ความช่วยเหลือซีเรีย ทำการขับไล่และโจมตีกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนออกไปจากซีเรีย ผมจึงเกิดความคิดว่า "ทำไมไม่ให้มุสลิมช่วยมุสลิม แต่กลับเป็นคนนอกศาสนาที่ช่วยมุสลิม และช่วยขับไล่พวกมุนาฟิกเสียเอง" ซึ่งสาเหตุที่คิดแบบนี้ เพราะในช่วงนั้น ได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของตะวันออกกลางที่กุรอานไม่ได้บอกไว้ ศึกษาความเป็นมาของทั้งศาสนาอิสลาม คริสต์ ยิว ที่นอกเหนือไปจากกุรอาน อ่านจากทั้งในหนังสือและในอินเทอร์เน็ต จนพบว่า ศาสนาอิสลาม แท้จริงแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนาคริสต์และยิว เพียงแต่มันเป็นการแยกความคิดแตกใหม่และซับซ้อนมาก และมาในรูปแบบประมาณว่า ถ้ายิวต้องให้ทำสุหนัต คริสต์จะบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำ หรือต้องทำก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นนิกายไหน ส่วนอิสลามจะกลับมาบังคับว่าต้องทำทุกนิกายทุกมัชฮับ ซึ่งทำให้รู้สึกสับสนว่าอันไหนผิดถูกจนไม่ได้คิดอีกไประยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้อ่านข่าวที่รัสเซียให้ความช่วยเหลือซีเรีย ทำให้ย้อนคิดถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ อิสลาม ซึ่งเคยชนะ และทำให้ผู้คนในหลายเผ่าในดินแดนอาหรับเลื่อมใสศรัทธา ทั้งยังชนะพวกครูเสดได้ แต่ทำไมต้องแยกเป็นซุนนีและชีอะฮ์ ทำไมต้องเกิดความขัดแย้งกันเองตลอด ทำไมจึงต้องเกิดกลุ่มซาลาฟี (หรือที่หลายๆ คนรู้จักในชื่อ วาฮะบีย์)
ทำไมปาเลสไตน์จึงต้องหายไป และกลายเป็นอิสราเอลแทน นั้นทำให้เริ่มสงสัยว่าบททดสอบของอัลลอฮ์นั้นจะยาวนานและโหดร้ายไปอีกนานสักแค่ไหน
จึงย้อนกลับมาดูทางคริสต์ซึ่งไปรุ่งเรืองในแผ่นดินยุโรป พบว่าคริสต์หลังยุคอาณาจักรโรมันนั้นแทบจะเป็นยุคมืด ศาสนจักรครอบงำผู้คน ชักชวนผู้คนรบราฆ่าฟันกับกลุ่มมุสลิม บ้างก็ใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ขัดแย้งกับศาสนจักร ผ่านไปหลายศตวรรษ กลายเป็นว่าเมื่อถึงยุคเรเนซองส์ ความขัดแย้งทางศาสนาแทบจะหายไป วิทยาศาสตร์ ปรัชญา วิทยการที่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มขัดแย้งกันน้อยลง ศาสนาก็ห่างจากชีวิตผู้คนในยุโรปมากขึ้น

ในขณะที่วิทยาศาสตร์ที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอาหรับก็ค่อยๆหายไป แถมบางครั้งยังถูกมองว่าขัดแย้งกับศาสนาอีก จนกลายเป็นว่าปัจจุบัน ยุโรปในตอนนี้เริ่มแยกจากศาสนาได้สำเร็จและสามารถพัฒนาตัวเองเป็นผู้นำโลกได้
ส่วนโลกอาหรับนั้นแทบไปไม่ถึงไหน โดยเฉพาะตั้งแต่หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมานั้น ชาติอาหรับก็เกิดความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด

ในช่วงแรกนั้น ด้วยความที่ยังเกรงกลัวสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าอยู่ จึงคิดจะไปนับถือศาสนาคริสต์ แต่ก็พักความคิดชั่วระยะหนึ่งเพราะต้องการเลือกศาสนาของตัวเองจริงๆ

ตัวเองเลือกที่จะไม่นับถือศาสนาอะไรเลยก็ได้ แต่ตัวเองไม่เลือก เพราะเข้าใจว่าชีวิตทางโลกนั้นควรมีชีวิตทางธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งเข้าด้วยจึงจะใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขโดยแท้จริง (เนื่องจากส่วนตัวคิดว่ากลุ่มคนไม่มีศาสนานั้นใช้ชีวิตโดยไม่คิดอะไรมากมายและทำๆ ไปตามที่ใจต้องการและมีปรัชญาชีวิตที่เน้นจากเรื่องราวทางโลกเกือบล้วนๆ ซึ่งคงไม่ใช่แนวทางของตัวเองที่ต้องการแสวงหาทางสว่างและความสงบสุขในจิตใจอยู่ตลอดเวลา) จึงตัดสินใจศึกษาพระพุทธศาสนา จนค้นพบสัจธรรมว่า การจะเป็นคนที่ดีได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องต้องเชื่อคำสอนและทำตามคัมภีร์ ขอเพียงแค่ประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับความสงบสุข

พระพุทธศาสนาเปิดโลกที่ผมไม่เคยเห็นไม่เคยเจอมาก่อน เป็นศาสนาที่สอนให้คนพิสูจน์มากกว่าบังคับเชื่อ เป็นศาสนาที่สอนให้คนเน้นจิตใจที่บริสุทธิ์มากกว่าการห้ามกินหรือห้ามทำสิ่งนั้นนี้ที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เป็นศาสนาที่ไม่บังคับการเข้าศาสนสถาน
หลังจากที่ตัวเองได้ศึกษาจนถี่ถ้วนแล้ว จึงตัดสินใจบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ใช่มุสลิมแล้ว แต่เราจะเป็นชาวพุทธ
แต่ในตอนนั้นยังไม่คิดทำอะไรมาก จึงคิดจะไปบอกแม่ ปู่ย่าตายาย ที่เป็นมุสลิม แน่นอนว่าทุกคนรู้สึกตกใจและไม่อยากให้ผมเลิกศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เพราะกลัวว่าเมื่อถึงวันกียะมะฮ์แล้วผมจะต้องตกไฟนรกไปตลอดกาล (ตามความเชื่อของอิสลาม เมื่อเสียชีวิตแล้วจะต้องไปอยู่ในโลกแห่งการรอคอยที่ดวงวิญญาณจะรออยู่จนถึงวันพิพากษา แล้วเมื่อวันนั้นมาถึง อัลลอฮ์จะพิจารณาตัดสินความดีชั่วที่คนผู้นั้นเคยทำไว้เมื่อยังอยู่ในโลกดุนยาหรือโลกมนุษย์เราปัจจุบัน ผู้ที่ทำความดีไว้มาก จะได้ขึ้นสวรรค์และพำนักอยู่ในสวรรค์ถาวร ส่วนผู้ที่ทำความชั่ว จะต้องตกไฟนรกไปชั่วนิรันดร ซึ่งนอกจากอิสลามแล้ว คริสต์และยิวก็เชื่อความเชื่อนี้ด้วยเช่นกัน)
ผมบอกกับทุกคนว่า อินชาอัลลอฮ์ หมายถึงว่า ถ้าอัลลอฮ์ประสงค์และสำแดงประจักษ์ให้ได้ตระหนักถึงพระองค์ ผมก็จะพร้อมที่จะไปรับอิสลามอีกครั้ง และเชื่อมั่นว่าหากอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเปี่ยมเมตตาก็จะทรงมีเมตตาอยู่เสมอตราบที่มีลมหายใจอยู่

ตั้งแต่ที่พูดไปในตอนนั้น ปู่ย่าก็ไม่ได้ติดต่อหาผมอีก (ปกติก็ไม่ค่อยติดต่อกันอยู่แล้ว เพราะไม่ค่อยผูกพันอะไรมาก) ส่วนแม่ ตายาย ได้แต่หวังว่าผมจะกลับไปรับอิสลามอีกครั้ง แต่ความจริงก็คือ ผมไม่มีความคิดนั้นเหลือแล้ว ผมเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา และลึกซึ้งกับธรรมะที่ได้ศึกษาจนยากที่จะกลับไปเป็นมุสลิม

สิ่งที่บอกมาทั้งหมด ไม่ได้ต้องการให้มุสลิมที่ยังศรัทธาในอัลลอฮ์ ต้องหันมานับถือพุทธกันอย่างไร้เหตุผล เพราะเชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะสำหรับคนที่เคร่งครัดมาตั้งแต่เกิด
เคยมีกรณีคนที่มานับถือพุทธแต่ก็กลับไปนับถืออิสลามอีก เพราะเกรงกลัววันพิพากษา กลัวว่าตัวเองจะต้องตกไฟนรก ซึ่งส่วนตัวมองว่าตัวเองทำแต่ความดี จิตใจบริสุทธิ์ ก็มากพอแล้วที่พระเจ้าจะเมตตา และยังเชื่อมั่นในพระเมตตาเสมอว่าจะไม่ทำแบบนั้นหากประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ

https://pantip.com/topic/39980797

ยาวหน่อย แต่เห็นแนวคิดของศาสนาต่างๆ

จขกท. พิมพ์ด้วยความตั้งใจ เขาเล่าเรื่องที่มีเหตุมีผลมีความคิดและศึกษาเรื่องนั้นๆแล้วจึงมานับถือพุทธธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2020, 13:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5984


 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธเจ้าสอนไม่ได้ให้ใครเชื่อตามพระองค์ แต่สอนให้คิดจนเกิดปัญญา
สอนให้มหาชนใช้ปัญญาของเขาเองตรองตามคำสอน จะสอนกับผู้มีปัญญาเท่านั้น
เพราะท่านมีญาณหยั่งรู้ว่าใครจะบรรลุธรรมได้เท่านั้น จะไม่สอนทั่วไป
แม้รู้ว่าผู้มีปัญญาช้าแต่ก็คู่ควรแก่การบรรลุธรรม ท่านก็ต้องสอนหลายครั้ง
ตัวอย่างเช่น ปัญจวัคคีย์ และมีที่อื่นๆ อีกมากมาย
และมีการท้าให้เข้ามาพิสูจน์ได้ตนเอง แม้แต่ปัญจวัคคีย์
พระองค์ก็ท้าทายว่า ท่านจงมาฟังเถิด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2020, 16:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลุงหมาน เขียน:
พระพุทธเจ้าสอนไม่ได้ให้ใครเชื่อตามพระองค์ แต่สอนให้คิดจนเกิดปัญญา
สอนให้มหาชนใช้ปัญญาของเขาเองตรองตามคำสอน จะสอนกับผู้มีปัญญาเท่านั้น
เพราะท่านมีญาณหยั่งรู้ว่าใครจะบรรลุธรรมได้เท่านั้น จะไม่สอนทั่วไป
แม้รู้ว่าผู้มีปัญญาช้าแต่ก็คู่ควรแก่การบรรลุธรรม ท่านก็ต้องสอนหลายครั้ง
ตัวอย่างเช่น ปัญจวัคคีย์ และมีที่อื่นๆ อีกมากมาย
และมีการท้าให้เข้ามาพิสูจน์ได้ตนเอง แม้แต่ปัญจวัคคีย์
พระองค์ก็ท้าทายว่า ท่านจงมาฟังเถิด


ในวงการนักธรรมพูดกันบ่อยมากๆ "บรรลุธรรม บรรลุธรรม" ลุงหมานว่า บรรลุธรรม ธรรมในที่นี้ได้แก่อะไร

บรรลุธรรม นั้น หมายถึง บุคคลที่ได้ ฌาน มรรค ผล นิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2020, 18:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตัดเอา คคห.ของเขาตรงนี้มาวางเทียบกับหลักความเชื่อ

อ้างคำพูด:
จึงตัดสินใจศึกษาพระพุทธศาสนา จนค้นพบสัจธรรมว่า การจะเป็นคนที่ดีได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องต้องเชื่อคำสอนและทำตามคัมภีร์ ขอเพียงแค่ประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับความสงบสุข

พระพุทธศาสนาเปิดโลกที่ผมไม่เคยเห็นไม่เคยเจอมาก่อน เป็นศาสนาที่สอนให้คนพิสูจน์มากกว่าบังคับเชื่อ เป็นศาสนาที่สอนให้คนเน้นจิตใจที่บริสุทธิ์มากกว่าการห้ามกิน หรือห้ามทำสิ่งนั้นนี้ที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เป็นศาสนาที่ไม่บังคับการเข้าศาสนสถาน
หลังจากที่ตัวเองได้ศึกษาจนถี่ถ้วนแล้ว จึงตัดสินใจบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ใช่มุสลิมแล้ว แต่เราจะเป็นชาวพุทธ



นี้

หลักศรัทธา

สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้นับถือทฤษฎี ลัทธิ หรือคำสอนอันใดอันอยู่แล้ว หรือ ยังไม่นับถือก็ตาม มีหลักการตั้งทัศนคติที่ประกอบด้วยเหตุผล ตามแนวกาลามสูตร ดังนี้

ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จจาริก ถึงเกสปุตตนิคมของพวกกาลามะ ในแคว้นโกศล ชาวกาลามะได้ยินกิตติศัพท์ของพระองค์ จึงพากันไปเฝ้า แสดงอาการต่างๆ กัน ในฐานะยังไม่เคยนับถือมาก่อน และได้ทูลถามว่า

ชาวกาลามะ: พระองค์ผู้เจริญ สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มาสู่เกสปุตตนิคม ท่านเหล่านั้นแสดงเชิดชูแต่วาทะ คือ ลัทธิของตนเท่านั้น แต่ย่อมกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกดวาทะฝ่ายอื่น ชักจูงไม่ให้เชื่อ
สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง ก็มาสู่เกสปุตตนิคม ท่านเหล่านั้น ก็แสดงเชิดชูแต่วาทะของตนเท่านั้น ย่อมกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกดวาทะฝ่ายอื่น ชักจูงไม่ให้เชื่อ
ข้าพระองค์มีความเคลือบแคลงสงสัยว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดโกหก ?

พระพุทธเจ้า: กาลามชนทั้งหลาย เป็นการสมควรที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลง สมควรที่จะสงสัย ความเคลือบแคลงสงสัยของพวกท่านเกิดขึ้นในฐานะ กาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย

(ข้ามตรงที่พวกเราชอบอ้างกัน อย่ายึดถือ โดยการฟังเรียนตามกันมา.) ต่อจากตรงนั้นดังนี้

เมื่อใด ท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้วิญญูชนติเตียน
ธรรมเหล่านี้ ใครยึดถือปฏิบัติถึงที่แล้ว จะเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายพึงละเสีย ฯลฯ
เมื่อใด ท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้วิญญูชนสรรเสริญ
ธรรมเหล่านี้ ใครยึดถือปฏิบัติถึงที่แล้ว จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายพึงถือปฏิบัติบำเพ็ญธรรมเหล่านั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2020, 18:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ในกรณีที่ผู้ฟังยังไม่รู้ไม่เข้าใจ และยังไม่มีความเชื่อในเรื่องใดๆ ก็ไม่ชักจูงความเชื่อ เป็นแต่ทรงสอนให้พิจารณาตัดสินเอาตามเหตุผลที่เขาเห็นได้ด้วยตนเอง เช่น ในเรื่องความเชื่อทางจริยธรรมเกี่ยวกับชาตินี้ชาติหน้า ก็มีความในตอนท้ายของสูตรเดียวกันนั้นว่า

“กาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้น ผู้มีจิตปราศจากเวรอย่างนี้ มีจิตปราศจากความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตบริสุทธิ์อย่างนี้ ย่อมได้ประสบความอุ่นใจถึง ๔ ประการ ตั้งแต่ในปัจจุบันนี้แล้ว คือ

“ถ้าปรโลกมีจริง ผลวิบากของกรรมที่ทำไว้ดีทำไว้ชั่วมีจริง การที่ว่าเมื่อเราแตกกายทำลายขันธ์ไปแล้ว จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้” นี้เป็นความอุ่นใจประการที่ ๑ ที่เขาได้รับ

“ก็ถ้าปรโลกไม่มี ผลวิบากของกรรมที่ทำไว้ดีทำไว้ชั่วไม่มี เราก็ครองตนอยู่ด้วยไม่มีทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุขอยู่แต่ในชาติปัจจุบันนี้แล้ว” นี้เป็นความอุ่นใจประการที่ ๒ ที่เขาได้รับ

“ก็ถ้าเมื่อคนทำความชั่วก็เป็นอันทำไซร้ เรามิได้คิดการชั่วร้ายต่อใครๆ ทุกข์ที่ไหนจักมาถูกต้องเราผู้มิได้ทำบาปกรรมเล่า” นี้เป็นความอุ่นใจประการที่ ๓ ที่เขาได้รับ

“ก็ถ้าเมื่อคนทำความชั่ว ก็ไม่ชื่อว่าเป็นอันทำไซร้ ในกรณีนี้ เราก็มองเห็นตนเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งสองด้าน” นี้เป็นความอุ่นใจประการที่ ๔ ที่เขาได้รับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2020, 18:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้นับถือลัทธิศาสนาหรือหลักคำสอนใดๆ พระองค์จะตรัสธรรมเป็นกลางๆ เป็นการเสนอแนะความจริงให้เขาคิด ด้วยความปรารถนาดี เพื่อประโยชน์แก่ตัวเขาเอง โดยมิต้องคำนึงว่าหลักธรรมนั้นเป็นของผู้ใด โดยให้เขาเป็นตัวของเขาเอง ไม่มีการชักจูงให้เขาเชื่อให้เขาเลื่อมใสต่อพระองค์ หรือให้เข้ามาสู่อะไรสักอย่างที่อาจจะเรียกว่าศาสนาของพระองค์

พึงสังเกตด้วยว่า จะไม่ทรงอ้างพระองค์หรืออำนาจเหนือธรรมชาติพิเศษอันใดเป็นเครื่องยืนยันคำสอนของพระองค์ นอกจากเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ให้เขาพิจารณาเห็นด้วยปัญญาของเขาเอง และพึงสังเกตด้วยว่า ทรงสอนหลักการปฏิบัติพื้นๆ ที่เรียกว่า อปัณณกตา คือ ในเรื่องที่มนุษย์ทั่วไปไม่รู้ จะเป็นเรื่องที่ว่าเหนือธรรมชาติก็ตาม หรือแม้แต่เรื่องสามัญที่ไม่รู้แน่ชัด พึงเลือกเอาการปฏิบัติที่ไม่พลาดแน่ๆ ไม่ต้องมัวคาดมัวเดา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2020, 18:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


นั่นคือการเผยแผ่ศาสนาของพระพุทธเจ้าในยุคแรกๆ ซึ่งในตอนนั้นมีเจ้าลัทธิเจ้าศาสนามากหน้าหลายตาเดินทางเผยแผ่กันตามชุมชนตามหมู่บ้าน คนนั้นไป คนนี้มา พระศาสดาก็เช่นเดียวกัน

บุคคลตัวอย่าง (มุสลิม ตาม คคห.นั่น) เดิมนับถืออิสลาม แต่เมื่อเขาได้ศึกษาหลักคำสอนของศาสนาอื่นๆเทียบกันแล้ว เขาเห็นว่าพุทธเป็นคำสอนที่มีเหตุผล ไม่บังคับให้เชื่อ ไม่ต้องเอาอะไรมากมาย แค่รักษา กาย วาจา ใจ ก็เพียงพอแก่สันติสุขแล้ว เขาจึงเกิดศรัทธาคำสอนพุทธศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญาที่ไตร่ตรองแล้ว ไม่ใช่นับถือศรัทธาตามครอบครัวพ่อแม่ บุคคลเช่นนี้แหละจะไม่เปลี่ยนใจไปนับถือศาสนาอื่นแล้ว


อ้างคำพูด:
ส่วนแม่ ตายาย ได้แต่หวังว่าผมจะกลับไปรับอิสลามอีกครั้ง
แต่ความจริงก็คือ ผมไม่มีความคิดนั้นเหลือแล้ว ผมเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา และลึกซึ้งกับธรรมะที่ได้ศึกษาจนยากที่จะกลับไปเป็นมุสลิม

สิ่งที่บอกมาทั้งหมด ไม่ได้ต้องการให้มุสลิมที่ยังศรัทธาในอัลลอฮ์ ต้องหันมานับถือพุทธกันอย่างไร้เหตุผล เพราะเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะสำหรับคนที่เคร่งครัดมาตั้งแต่เกิด

เคยมีกรณีคนที่มานับถือพุทธ แต่ก็กลับไปนับถืออิสลามอีก เพราะเกรงกลัววันพิพากษา กลัวว่าตัวเองจะต้องตกไฟนรก ซึ่งส่วนตัวมองว่าตัวเองทำแต่ความดี จิตใจบริสุทธิ์ ก็มากพอแล้วที่พระเจ้าจะเมตตา และยังเชื่อมั่นในพระเมตตาเสมอว่าจะไม่ทำแบบนั้นหากประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2020, 17:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้ดังกล่าว คคค.บน เขาศึกษาจริง มีพูดถึงยุคมืด คือ ยุคล่าแม่มด

กรัชกาย เขียน:

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้อ่านข่าวที่รัสเซียให้ความช่วยเหลือซีเรีย ทำให้ย้อนคิดถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ อิสลาม ซึ่งเคยชนะ และทำให้ผู้คนในหลายเผ่าในดินแดนอาหรับเลื่อมใสศรัทธา ทั้งยังชนะพวกครูเสดได้ แต่ทำไมต้องแยกเป็นซุนนีและชีอะฮ์ ทำไมต้องเกิดความขัดแย้งกันเองตลอด ทำไมจึงต้องเกิดกลุ่มซาลาฟี (หรือที่หลายๆ คนรู้จักในชื่อ วาฮะบีย์)
ทำไมปาเลสไตน์จึงต้องหายไป และกลายเป็นอิสราเอลแทน นั้นทำให้เริ่มสงสัยว่าบททดสอบของอัลลอฮ์นั้นจะยาวนานและโหดร้ายไปอีกนานสักแค่ไหน
จึงย้อนกลับมาดูทางคริสต์ซึ่งไปรุ่งเรืองในแผ่นดินยุโรป พบว่าคริสต์หลังยุคอาณาจักรโรมันนั้นแทบจะเป็นยุคมืด ศาสนจักรครอบงำผู้คน ชักชวนผู้คนรบราฆ่าฟันกับกลุ่มมุสลิม บ้างก็ใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ขัดแย้งกับศาสนจักร ผ่านไปหลายศตวรรษ กลายเป็นว่าเมื่อถึงยุคเรเนซองส์ ความขัดแย้งทางศาสนาแทบจะหายไป วิทยาศาสตร์ ปรัชญา วิทยการที่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มขัดแย้งกันน้อยลง ศาสนาก็ห่างจากชีวิตผู้คนในยุโรปมากขึ้น


อ้างคำพูด:
ข้อมูลเชิงวิชาการ ประวัติศาสตร์ และ ข้อเท็จจริง

ในยุคกลางของยุโรป หรือ ที่เรียกกันว่า ยุคมืด คือ ยุคที่อยู่ใต้การปกครองของศริสตจักร แม่มดถูกประนามว่าเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย เป็นคนของซาตาน จึงมีการไล่ล่าเพื่อกวาดล้างแม่มดอย่างเอาเป็นเอาตายจากบรรดาบาทหลวง ไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายผิดปกติอะไร เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือ คนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ มักจะมีการกล่าวหาว่าเป็นผลงานของแม่มด และ จะมีการระดมกำลังกันตามหาผู้ต้องสงสัย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นแพะรับบาป

การกล่าวหาส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเลื่อนลอย หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาดูแล้วน่าสมเพช ใช้แค่การดูรูปลักษณ์ภายนอก ใครที่ดูแปลกๆกว่าคนอื่น จะโดนกล่าวหาได้ง่ายๆ เหยื่อส่วนใหญ่คือผู้หญิง โดยเฉพาะหญิงแก่ชรา มักถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด และถูกลากมาเผาประจานทั้งเป็นอย่างน่าอเน็จอนาถ

ไม่ใช่แต่คนที่มีหน้าตาอัปลักษณ์เท่านั้น ผู้ที่มีหน้าตางดงาม สวยเกินไปก็มักถูกข้อกล่าวหานี้เช่นกัน เพราะสงสัยว่าเอาวิญญานเข้าแลกกับเรือนร่างอันน่างดงาม

แถมผู้ชายในสมัยนั้นยังชอบทารุนกรรมผู้หญิง โดยยกข้ออ้างจากไบเบิลขึ้นมาอ้างว่า ” สูเจ้าจะต้องไม่ทรมานแม่มดด้วยการปล่อยให้มีชีวิต Thou shlt not suffer a witch to live ” การเข่นฆ่าตอนนั้นจึงได้รับรองว่าเป็นสิ่งชอบธรรม


viewtopic.php?f=1&t=53285

ปัจจุบันแถวๆนี้ ก็เหมือนมีการล่าแม่มดอยู่เหมือนกัน :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มิ.ย. 2020, 07:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มุสลิมคนนี้คิดนอกกรอบจากสิ่งที่ตนนับถืออยู่แล้วก็คิดอย่างมีเหตุมีผล ใช้ได้

อ้างคำพูด:
หนุ่มสตูลชื่อดังที่รู้จักกันในนามหนึ่งในฮีโร่ถ้ำหลวง ล่าสุดได้ออกมาโพสต์ถึงกลุ่มที่เดินทางไปประกอบพิธีการทางศาสนาที่ประเทศอินโดนีเซีย ทว่าหลังกลับมาถึงประเทศไทยกลับมีบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือในการกักตัว และที่สำคัญยังพบว่าในกลุ่มดังกล่าวผู้ติดเชื้อโควิด-19 ด้วย

บังโฟล์คโพสต์ข้อความระบุ การกระทำที่โง่เขลา แม้จะกระทำในนามของศาสนา มันก็ไม่นับว่าเป็นการกระทำที่เคร่งครัดในศาสนาแต่อย่างใด

และ หลายท่านอาจสงสัย โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมบางคณะ ว่าเฮ้ย บังโฟล์คมาตำหนิมุสลิมด้วยกันได้ไง ไม่ผิดหลักหรือ
ไม่แปลกครับ ปกติมาก เรื่องตำหนิมุสลิมด้วยกันมีมาทุกสมัยในทุกนบี ตำหนิกันจนแยกเป็นกี่จำพวกคงไม่ต้องขยายความ แยกไปตั้งศาสนาใหม่ก็ยังมี

เดิมทีในยุคหลังๆที่ผ่านมา ก็มีถูกสอนผิดๆให้ช่วยปกปิดความผิดให้กัน อ้างว่าเด่วจะทำให้ศาสนาหมอง เช่นเรื่องไม่โปร่งใสในสถาบันการศึกษา หรือเรื่องการเงินที่บิดพริ้ว ลูกใครติดยาห้ามพูด บ้านไหนขายยาอย่าเล่าใคร ฯลฯ ช่วยกันปิดและช่วยกันว่าอย่าไปพูดถึง จนทำให้คนผิดก็ทำไปเรื่อยเพราะไม่ต้องกลัวใครนัก เป็นปรากฏการณ์ทีเกิดซ้ำๆจนเป็นส่วนนึงในชีวิตประจำวันของใครหลายคน คือ ห่วงแต่ชื่อเสียงของศาสนา มากกว่าความถูกต้อง


นอกจากนี้ยังเป็นกระบอกเสียงถึงครอบครัวของกลุ่มผู้ถูกกักตัวที่จังหวัดสตูลว่าให้ปฏิบัติตามคำแนะนำและตามกติกาของทางแพทย์และพยาบาล อย่าทำอะไรตามใจ


https://www.xn--42c2dgos8bxc2dtcg.com/2 ... 0tMu0UJKJg


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ค. 2020, 05:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:



จึงย้อนกลับมาดูทางคริสต์ซึ่งไปรุ่งเรืองในแผ่นดินยุโรป พบว่าคริสต์หลังยุคอาณาจักรโรมันนั้นแทบจะเป็นยุคมืด ศาสนจักรครอบงำผู้คน ชักชวนผู้คนรบราฆ่าฟันกับกลุ่มมุสลิม บ้างก็ใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ขัดแย้งกับศาสนจักร ผ่านไปหลายศตวรรษ กลายเป็นว่าเมื่อถึงยุคเรเนซองส์ ความขัดแย้งทางศาสนาแทบจะหายไป วิทยาศาสตร์ ปรัชญา วิทยการที่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มขัดแย้งกันน้อยลง ศาสนาก็ห่างจากชีวิตผู้คนในยุโรปมากขึ้น




เข้ากันได้กับ คคห.นี่



ยุคล่าแม่มด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2020, 20:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:

พระพุทธศาสนาเปิดโลกที่ผมไม่เคยเห็นไม่เคยเจอมาก่อน เป็นศาสนาที่สอนให้คนพิสูจน์มากกว่าบังคับเชื่อ เป็นศาสนาที่สอนให้คนเน้นจิตใจที่บริสุทธิ์มากกว่าการห้ามกิน หรือ ห้ามทำสิ่งนั้นนี้ที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เป็นศาสนาที่ไม่บังคับการเข้าศาสนสถาน

หลังจากที่ตัวเองได้ศึกษาจนถี่ถ้วนแล้ว จึงตัดสินใจบอกกับตัวเองว่าเราจะไม่ใช่มุสลิมแล้ว แต่เราจะเป็นชาวพุทธ
แต่ในตอนนั้นยังไม่คิดทำอะไรมาก จึงคิดจะไปบอกแม่ ปู่ย่าตายาย ที่เป็นมุสลิม แน่นอนว่าทุกคนรู้สึกตกใจและไม่อยากให้ผมเลิกศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เพราะกลัวว่าเมื่อถึงวันกียะมะฮ์แล้วผมจะต้องตกไฟนรกไปตลอดกาล (ตามความเชื่อของอิสลาม เมื่อเสียชีวิตแล้วจะต้องไปอยู่ในโลกแห่งการรอคอยที่ดวงวิญญาณจะรออยู่จนถึงวันพิพากษา แล้วเมื่อวันนั้นมาถึง อัลลอฮ์จะพิจารณาตัดสินความดีชั่วที่คนผู้นั้นเคยทำไว้เมื่อยังอยู่ในโลกดุนยาหรือโลกมนุษย์เราปัจจุบัน ผู้ที่ทำความดีไว้มาก จะได้ขึ้นสวรรค์และพำนักอยู่ในสวรรค์ถาวร ส่วนผู้ที่ทำความชั่ว จะต้องตกไฟนรกไปชั่วนิรันดร ซึ่งนอกจากอิสลามแล้ว คริสต์และยิวก็เชื่อความเชื่อนี้ด้วยเช่นกัน)

ผมบอกกับทุกคนว่า อินชาอัลลอฮ์ หมายถึงว่า ถ้าอัลลอฮ์ประสงค์และสำแดงประจักษ์ให้ได้ตระหนักถึงพระองค์ ผมก็จะพร้อมที่จะไปรับอิสลามอีกครั้ง และเชื่อมั่นว่าหากอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเปี่ยมเมตตาก็จะทรงมีเมตตาอยู่เสมอตราบที่มีลมหายใจอยู่

ตั้งแต่ที่พูดไปในตอนนั้น ปู่ย่าก็ไม่ได้ติดต่อหาผมอีก (ปกติก็ไม่ค่อยติดต่อกันอยู่แล้ว เพราะไม่ค่อยผูกพันอะไรมาก) ส่วนแม่ ตายาย ได้แต่หวังว่าผมจะกลับไปรับอิสลามอีกครั้ง
แต่ความจริงก็คือ ผมไม่มีความคิดนั้นเหลือแล้ว ผมเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา และลึกซึ้งกับธรรมะที่ได้ศึกษาจนยากที่จะกลับไปเป็นมุสลิม





รูปภาพ


อ้างคำพูด:
ตัวเองเลือกที่จะไม่นับถือศาสนาอะไรเลยก็ได้ แต่ตัวเองไม่เลือก เพราะเข้าใจว่าชีวิตทางโลกนั้นควรมีชีวิตทางธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งเข้าด้วย จึงจะใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขโดยแท้จริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2020, 20:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร

ลักษณะและวิธีสอนของพระพุทธเจ้าปรากฏอยู่ในพระสูตรต่างๆ หลายพระสูตรที่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ทางมีวิธีการสอนหลากหลายวิธีตามความเหมาะสมแก่บุคคลผู้รับการสอน เช่น สอนด้วย

วิธีเทศนา
วิธีสนทนา
วิธีอุปมาอุปไมย
วิธีเล่าเรื่องสาธก (ชาดก)
วิธีใช้อุปกรณ์
วิธีใช้เหตุการณ์จริง
วิธีแสดงฤทธิ์ เป็นต้น

แต่ทุกวิธีการดำเนินไปภายใต้หลักการสำคัญ ๓ ประการ ดังปรากฏในโคตมสูตร คือ

๑.สอนเพื่อให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น (อภิญญาญ)
๒.สอนอย่างมีเหตุผล เพื่อให้ผู้ฟังไตร่ตรองเห็นตามได้ (สนิทาน)
๓.สอนในสิ่งที่ผู้ฟังสามารถนำไปปฏิบัติ และได้รับผลจริงตามควรแก่การปฏิบัติ (สัปปาฏิหาริยะ)

หลักการสำคัญ ๓ ประการนี้ จึงถือได้ว่าเป็นหลักการสอน หรือ ปรัชญาการสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงใช้เป็นหลักในการสอนของพระองค์มาโดยตลอด และถือได้ว่าเป็นหลักการสอนของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไปด้วย (อง.ติก.20/565/356)

จะเห็นได้ว่า หลักการสอนของพระพุทธเจ้าดังกล่าวนี้ ไม่ได้เป็นเน้นเรื่องศรัทธาหรือความเชื่อ แต่เน้นเรื่องความรู้ความเข้าใจ เน้นเรื่องเหตุผล และเน้นเรื่องการปฏิบัติจริง หลักการดังกล่าวนี้ โดยใจความก็คือ

-สอนให้รู้
-สอนให้คิด
-สอนให้ทำ

ในบางพระสูตร ก็จะพบว่าพระพุทธองค์ทรงสอนโดยเน้นการใช้เหตุผล กล่าวคือ ทรงเน้นให้ผู้ฟังใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่ทรงสอนว่ามีความเป็นจริงอย่างไร ดังเช่นในอปัณณกสูตร (ม.ม. 13/103/100) ซึ่งมีใจความสำคัญ คือ

๑.ทรงแนะว่า แม้จะไม่นับถือใครเป็นศาสดา ก็ควรจะมีหลักปฏิบัติไม่ผิดเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อความสุขของชีวิต

๒.ทรงแนะว่า เรื่องกรรมและเรื่องโลกหน้านั้น เมื่อพิจารณาด้วยผลเหตุแล้วก็จะเห็นได้ว่า

- ถ้าการทำชั่ว ไม่มีผลจริงและโลกหน้าก็ไม่มีจริง คนทำชั่วแล้วตายไปก็ไม่ได้ไม่เสีย เท่ากับเสมอตัว
- ถ้าการทำชั่วมีผลจริง และโลกหน้ามีจริง คนทำชั่วแล้วตายไปก็มีหวังไปทุคติ เท่ากับเสีย หรือขาดทุน
-แม้การทำชั่วไม่มีผลจริง และโลกหน้าไม่มีจริง คนทำชั่วก็ยังเป็นที่นินทาของคนทั่วไปในโลกนี้ เท่ากับเสียหรือขาดทุนอยู่ดี
-ถ้าการทำดี ไม่มีผลจริง และโลกหน้าไม่มีจริง คนทำดีแล้วตายไปก็ไม่ได้ไม่เสีย เท่ากับเสมอตัว
-ถ้าการทำดี มีผลจริง และโลกหน้ามีจริง คนทำดีแล้วตายไปย่อมมีหวังไปสุคติ เท่ากับได้หรือมีกำไร
-ถ้าการทำดี ไม่มีผลจริง และโลกหน้าไม่มีจริง คนทำดีก็ยังเป็นที่สรรเสริญของคนทั่วไปในโลกนี้ เท่ากับยังได้หรือยังมีกำไร

โดยใจความก็คือ เรื่องกรรมและเรื่องโลกหน้าหน้า หากพิจารณาด้วยเหตุผลก็จะเห็นได้ว่า การดำเนินชีวิตโดยมีความเชื่อเรื่องกรรม และเรื่องโลกหน้าเป็นหลัก มีแต่เสมอตัว กับ ได้กำไร
ส่วนการดำเนินชีวิตโดยไม่มีความเชื่อเรื่องกรรม และเรื่องโลกหน้าเป็นหลัก มีแต่เสมอตัว กับ ขาดทุน

๓. ทรงชี้ให้เห็นว่า คนที่ไม่เชื่อเรื่องกรรม และเรื่องโลกหน้านั้น มีแนวโน้มไปทางชอบทำชั่วมากกว่าชอบทำดี
ส่วนคนที่มีความเชื่อเรื่องกรรม และเรื่องโลกหน้านั้น มีแนวโน้มไปทางชอบทำดีมากกว่าชอบทำชั่ว

ในประเด็นนี้เท่ากับเป็นการชี้ให้เห็นว่า เรื่องกรรมนั้นเป็นพื้นฐานของเรื่องศีลธรรม คนที่ไม่เชื่อเรื่องกรรมจึงมักเป็นคนไม่มีศีลธรรม กล่าวได้ว่า หลักกรรมเป็นภาคทฤษฎีของศีลธรรม
ส่วนศีลธรรมเป็นภาคปฏิบัติของหลักกรรม

๔.ทรงแสดงให้เห็นว่า เรื่องกรรม เรื่องโลกหน้า และเรื่องกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น เป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยทำให้เราอุ่นใจได้ว่า ชีวิตนี้จะไม่ขาดทุน เรียกว่า อปัณณกธรรม และเป็นหลักปฏิบัติที่เป็นสากล
ไม่ว่าใครจะนับถือหรือไม่นับถือศาสนาอะไร เมื่อปฏิบัติแล้ว ย่อมได้รับผลเหมือนกัน

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การสอนของพระพุทธองค์ มิได้ทรงมุ่งให้คนมานับถือพระองค์ว่าเป็นศาสดาหรือเป็นผู้วิเศษที่จะช่วยบันดาลสิ่งทั้งหลายให้แค่ผู้นับถือ
แต่ทรงมุ่งให้ผู้ฟัง หรือ ผู้รับการสอนจากพระองค์ได้รับประโยชน์จากคำสอนของพระองค์ หรือ นำเอาคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชีวิต โดยคนเหล่านั้นจะนับถือพระองค์ว่าเป็นศาสดาของเขาหรือไม่ไม่สำคัญ ดังจะเห็นได้จากข้อความในตอนต้นของอปัณณกสูตรดังกล่าวมานี้เป็นตัวอย่าง

การสอนของพระพุทธองค์ในลักษณะดังกล่าวนี้ ในบางพระสูตร พระองค์ก็ทรงประกาศไว้อย่างชัดเจน ดังเช่น ในพรหมจริยสูตร ที่ได้ตรัสไว้ว่า

พรหมจรรย์นี้ เรามิได้ประพฤตเพื่อหลอกลวงคน เพื่อเรียกร้องให้คนมานับถือ เพื่ออานิสงส์คือลาภ สักการะและความสรรเสริญ เพื่อความเป็นเจ้าลัทธิ เพื่อหักล้างลัทธิอื่น เพื่อให้คนเห็นว่าเป็นผู้วิเศษ ที่แท้พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อความสำรวม เพื่อลดละกิเลส เพื่อคลายความกำหนัดยินดี เพื่อความดับทุกข์ (องฺ.จตุกฺก.21/25/33)

พระพุทธพจน์ในพระสูตรนี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงหลักการสอนอย่างกว้างขวางที่สุดของพระพุทธองค์แล้ว ยังเท่ากับเป็นการประกาศท่าทีหรือหลักการในการประกาศศาสนาของพระพุทธศาสนาเป็นส่วนรวมด้วย

และจากท่าทีหรือหลักการของพระพุทธองค์ดังกล่าวมานี้เอง ที่ได้กลายมาเป็นลักษณะของพุทธศาสนิกชนโดยรวมนับแต่อดีตจนปัจจุบันด้วย ดังจะเห็นได้ว่าการเผยแผ่หรือสั่งสอนพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนไม่ว่าในที่ใดไม่นิยมที่จะกระทบกระทั่งหรือเบียดเบียนศาสนาอื่น


ในบางพระสูตรแสดงให้เห็นว่า แม้ว่าพระพุทธองค์จะสอนพระศาสนาด้วยท่าทีดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ก็ยังมีบางคน (โดยเฉพาะนักบวชของบางลัทธิในขณะนั้น) มองดูการสั่งสอนพระศาสนาของพระพุทธองค์ว่า เป็นการพยายามลบล้างลัทธิศาสนาอื่น พยายามแย่งศาสนิกจากลัทธิศาสนาอื่น เป็นต้น ดังปรากฏในอุทุมพริกสูตร

พระพุทธองค์จึงได้ตรัสอธิบายแก้ความเข้าใจผิดของคนเหล่านั้น ใจความว่า

เรามิได้สอนเพราะอยากได้อันเตวาสิก (คือ ศิษย์) เพราะอยากให้ท่านละทิ้งอุเทศ (คือ ลัทธิเดิม) ของท่าน เพราะอยากให้ละทิ้งอาชีวะเดิมของท่าน เพราะอยากให้ท่านตั้งอยู่ในอกุศลธรรม เพราะอยากให้ท่านตกไปจากกุศลธรรม
แต่เราสอนเพื่อว่า ท่านจะได้ละอกุศลธรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์ที่ท่านยังละไม่ได้ เพื่อว่าท่านจะได้เจริญมรรคปัญญาและผลปัญญาให้บริบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยปัญญาของตนเอง (ที.ปา.11/31/90)

พุทธพจน์ดังกล่าวมานี้ เป็นการย้ำให้เห็นถึงลักษณะและวิธีสอนของพระพุทธองค์ว่า มิได้ทรงมุ่งหักล้างหรือรุกรานใคร
แต่ทรงมุ่งเพียงเพื่อให้ผู้รับการสอนได้ประโยชน์จากคำสอนของพระองค์ หรือนำเอาสิ่งที่พระองค์สอนไปใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อตัวเขาเองเท่านั้น โดยที่คนเหล่านั้นจะนับถือหรือไม่นับถือพระองค์ มิใช่ประเด็นสำคัญ

จากที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น สรุปได้ว่าหลักการสอนของพระพุทธเจ้า ก็คือ ทรงเลือกสอนเฉพาะสิ่งที่จริงและมีประโยชน์ ตามความเหมาะสมโดยมุ่งประโยชน์ของผู้รับการสอนเป็นสำคัญด้วยการสอนให้รู้ สอนให้คิดและสอนให้ทำ เพื่อเขาจักได้ละสิ่งที่ควรละ เจริญสิ่งที่ควรเจริญ ได้ด้วยปัญญาความสามารถของตัวเขาเอง

(พุทธปรัชญา ในสุตตันตปิฎก หน้า 17)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2020, 07:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พราหมณ์หรือฮินดูในปัจจุบันเกิดก่อนพุทธ แต่พุทธได้สูญสิ้นจากแผ่นดินชมพูทวีป แต่ฮินดูยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ เพราะเหตุผลอะไร? :b10:

โลกซวย เอ้ยโลกสวยมาแล้ว ลองวิเคราะห์ดูสิ

รูปภาพ

อ้างคำพูด:
ในอินเดียมีนักบวชศาสนาฮินดูกลุ่มหนึ่งที่บำเพ็ญสมาธิ กิน นอน เสพกามท่ามกลางศพที่เผาไหม้อยู่บนเชิงตะกอน
ไปไหนมาไหนด้วยร่างกายอันเปลือยเปล่า กินเนื้อมนุษย์ ใช้หัวกะโหลกแทนถ้วยชาม และสูบกัญชา
พวกเขาเหล่านี้จะออกจากที่บำเพ็ญเพียร ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอกก็ต่อเมื่อถึงเทศกาล "กุมภเมลา"(Kumbh Mela) ซึ่งเป็นเทศกาลแสวงบุญอันยิ่งใหญ่ของชาวฮินดู เพื่ออาบน้ำชำระบาปและสักการะแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย

"วิถีแห่งการบำเพ็ญจิตใจของพวกเขาเป็นการปฏิบัติที่วิปลาสและอันตราย เช่น การกินเนื้อมนุษย์ หรือแม้แต่อุจจาระของตัวเอง แต่พวกเขาเชื่อว่าการทำสิ่งที่ผู้คนทั่วไปรังเกียจเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาเกิดความรู้แจ้ง"


https://www.bbc.com/thai/features-46877007


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร