วันเวลาปัจจุบัน 30 พ.ค. 2020, 03:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ค. 2020, 05:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3787


 ข้อมูลส่วนตัว


"ธรรมะพระพุทธเจ้าข้อขันติ คือความอดทน มีอยู่ ทำไมไม่เอามาใช้ คนอื่นไม่ดี เราจะไม่ดีตามเขาหรือ ทำความดีของเราไปสิ ทำให้มันล้นทับความไม่ดีไปเลย ทำได้มั้ย..."

โอวาทธรรม
หลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต
วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี








".. โลกนี้มันเป็นโลกที่ไม่เที่ยงนะ มีกฏของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเข้าบังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลา
แล้วมนุษย์เราแต่ละคน แต่ละคนไม่ใช่ว่าอายุจะยืนยาวอะไรนักหนา แล้วก็บอกไม่ได้ด้วยว่า คนแก่จะต้องตายก่อนวัยเด็กเสมอไป เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุทำให้เสียชีวิตลง เกิดโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน ทำให้ตายก่อนวัยอันควร
ท่านจึงสอนว่าอย่าประมาทในคุณงามความดี อย่าคิดว่าทำน้อยนิดมันจะไม่ให้ผล เมื่อทำอยู่บ่อยๆ มันก็จะติดเป็นนิสัย
แล้วสิ่งเหล่านี้แหละที่จะชักนำเราให้พ้นทุกข์ไปภายในวันหนึ่งแน่นอน .."

โอวาทธรรม
หลวงพ่อสุดใจ ทันตมโน











การฝึกจิตให้มีพลังจิต

....”ท่องพุทธโธหายใจเข้าออก 20 ครั้ง ทำทุกวันก่อนนอน ให้จิตมีสติพอมีสติแน่วแน่ก็จะเป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิแน่วมากๆจิตก็มีพลัง หลวงปู่วิริยังค์ท่านถึงทำการสอนฝึกสมาธิ เพราะจิตพอเป็นสมาธิมีพลังก็มีอานุภาพขึ้นมา เอามานำเป็นประโยชน์กับตัวเองได้ ดูอย่างครูบาอาจารย์ท่านสิ หลวงปู่อ่อน(ญาณสิริ) หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่จันทร์(เขมปัตโต) หลวงปู่จันทร์เรียน ท่านก็ล้วนมีจิตที่มีอานุภาพจากสมาธิ"
......."หลวงปู่จันทร์เรียนท่านเพ่งหินภูเขาจนแตกระเบิดได้ หลวงปู่ฝั้นท่านได้ยินนกร้องท่านก็ส่งจิตไปดูว่ามันร้องแถวไหน พอจิตรวมเพ่งที่นก นกก็ตกลงมาตาย(ในกรณีนี้ท่านไม่เป็นบาปเป็นโทษเพราะท่านไม่ได้มีเจตนาจะฆ่านกตัวนั้น) สมัยสงครามโลก เขาจะมาทิ้งระเบิดที่โคราชหรือที่ไหนนี้ละ ท่านก็ไปยืนรอ ถ้ามาก็คงต้องใช้พลังจิตเพ่ง โชคดีเครื่องบินไม่มา ท่านว่าถ้ามา”เราก็จะต้องฆ่าคนตั่วนิ” เพราะเครื่องบินตกแน่ๆ"
........"หลวงปู่จันทร์ เขมปัตโต สมัยก่อนท่านไปพักที่วัดถ้ำเป็ดของหลวงปู่ก้าน หมู่บ้านใกล้ๆมีแข่งกลองตีกันจนดึกจนดื่น ท่านนั่งภาวนาได้ยินก็คิด “มันทำอะไรกันไม่หลับไม่นอน” ท่านก็นั่งเพ่งส่งจิตไปดู พอไปเจอกลองท่านก็เพ่งกำหนด ไม่นานเสียงก็หายเงียบไป จนเช้าท่านไปบิณทบาตรในหมู่บ้านจึงรู้ว่ากลองแตก"
......."หลวงปู่อ่อน(ญาณศิริ) ท่านไปสกลท่านก็คิดรถมันเคลื่อนที่ไปได้ไง ก็ส่งจิตไปเพ่งที่พวงมาลัย ก็ยังไม่ใช่ ไปเพ่งที่ล้อรถก็ไม่หยุด ก็เลยไปเพ่งที่เครื่องที่ใบพัดมัน ซักพักเครื่องดับ พอคนขับสตาร์ทรถใหม่มันก็ติด หลวงปู่ท่านก็เพ่งอีก มันก็ดับอีก เขาสตาร์ทใหม่มันก็ติด ท่านก็เพ่งอีกมันก็ดับอีก ท่านจึงมั่นใจว่ามันติดเพราะตรงนี้เพราะเครื่องยนต์ 555"
......."ท่านไปเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง ลูกศิษย์ได้ฟังแล้วก็ไปทำบ้าง ทำยังไงก็ไม่ดับ ก็มาบอกหลวงปู่ว่า “หลวงปู่ทำไมผมไปทำไม่ได้” ท่านว่ามันจะไปได้ยังไง “จิตพลังไม่ถึง ยังเป็นสัญญาอยู่มันไม่เป็นหรอก” นั้นละเห็นไหมพลังอานุภาพของจิตถ้าตั้งใจฝึกแบบจริงๆจังๆ"
......."จิตแม้ยังไม่มีพลังแบบนั้น แต่จิตเป็นสมาธิก็แป็นประโยชน์กับเราแล้ว ไม่ว่าจะทำงานทำการจะเรียนก็จดจำได้ดีมีสติตลอด พากันฝึกแบบหลวงตาบอกเด้อ พุทโธๆไป หายใจเข้าออก วันละ 20 ครั้งก่อนนอกหรือเท่าอายุตัวเอง”

หลวงตาสมหมาย อัตตมโน













#บิณฑบาต_โปรดสัตว์

"ครั้งพุทธกาลท่านว่า "ไปโปรดสัตว์" ทำไม
จึงเรียกว่า "ไปโปรดสัตว์" ก็เพราะ.. "พระพุทธเจ้า พระอรหัตอรหันต์ท่านเป็นพระ
ผู้ประเสริฐควรแก่การโปรดสัตว์ได้โดยสมบูรณ์" ไปที่ไหนก็เป็นสิริมงคล แก่หู แก่ตา ของชาวโลก ได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจและได้ทำบุญให้ทานกับท่าน เป็นสิริมงคลแก่เขาอย่างสมบูรณ์พูนผล จึงเรียกว่า "เป็นการโปรดสัตว์"

สมนามว่าโปรดสัตว์จริง ๆ เพราะท่านไม่หวังโลกามิสใด ๆ ไปบิณฑบาตก็ไม่มีความโลภในอาหารแทรกแซงขึ้นภายในใจ ไปตามกาลตามเวลา ไปตามความจำเป็นของเหตุของผล ของอรรถธรรมและธาตุขันธ์

ซึ่งจะยังอาหารมาบริโภคขบฉันพอยังชีวิตให้เป็นไปในวันหนึ่ง ๆ ที่ควรแก่อายุขัยและเพื่อเป็นประโยชน์แก่โลกตามที่ควร ท่านจึงเรียกว่า "พอเป็นยา ปรมัตถ์" สักแต่ว่าเยียวยากันไปเท่านั้น จึงเรียกว่า "โปรดสัตว์ได้โดยสมบูรณ์"

แต่สมัยทุกวันนี้มันตรงกันข้ามไปแล้ว อย่าเข้าใจว่า "เราไปโปรดสัตว์" นอกจากจะเรียกว่า "สัตว์โปรดเราเท่านั้น" เพราะฉะนั้น เราเองจึงไม่อาจจะพูดว่า ไปโปรดสัตว์ได้เหมือนครั้งพุทธกาล "ไปให้สัตว์โปรด" นั้นน่าจะถูกกว่า
เพราะเรา ก็เป็นสัตว์ผู้ข้องผู้หนึ่ง กิเลสเต็มตัวสกปรกรกรุงรังเหมือนโลกทั่วไป ความโลภก็ไม่ผิดกับฆราวาสเขา ดีไม่ดีพระเราบางองค์นับหลวงตาบัวด้วยจึงสมบูรณ์แบบ อาจโลภมากกว่าฆราวาสเขาเสียอีก เหมือนไฟไหม้กองแกลบก็ได้ .. "

#หลวงตามหาบัว_ญาณสัมปันโน










...คำตอบของชีวิต
ก็คือ เกิดมาเพื่ออะไร

"เกิดมาเพื่อหยุดการเกิด"

และการจะหยุดการเกิดได้
ก็ต้อง.."สร้างบารมี".
...........................................
ธรรมะหน้ากุฏิ เล่ม1หน้า32
วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2563
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี











"จะมีใครพ้นไปได้ไม่มี ตายทั้งโลก คนในโลกมีหลายพันล้าน เมื่อมรณภัยความตายมาถึงเข้า ตายทั้งนั้นไม่มีใครเหลือ แล้วยังจะประมาทมัวเมาหลงใหลอยู่หรือ ยังจะมามัวหลับมัวไหลฟุ้งซ่านรำคาญอยูตลอดกาล ไม่สมควร ต้องเร่งรีบ รีบเร่ง รีบคือว่าตั้งใจภาวนา พุท...โธ ในใจ ธัมโม สังโฆ ในใจ นึกน้อมภาวนาให้ได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันก็ภาวนาได้ ไม่ว่าจะเป็นภลางคืนก็ภาวนาได้ เป็นเด็กก็ภาวนาได้ ยังหนุ่มแน่นก็ภาวนาได้ แก่ชรายิ่งภาวนาดี ไม่ภาวนามันจะตายเสียก่อน"

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร









จิตอรหันต์เป็นจิตที่บริสุทธิ์ อาจจะมีอำนาจซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นธาตุที่บริสุทธิ์ไปตามส่วนของตน ฉะนั้นอัฐิของพระอรหันต์จึงกลายเป็นพระธาตุได้ แต่อัฐิของสามัญชนแม้จะเป็นธาตุดินเช่นเดียวกัน ส่วนจิตผู้เป็นเจ้าของเต็มไปด้วยกิเลส ไม่มีอำนาจซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นของบริสุทธิ์ไปตามส่วนของตนได้ อัฐิจะกลายเป็นธาตุที่บริสุทธิ์ได้อย่างไร ก็ต้องเป็นสามัญธาตุไปตามจิตของคนมีกิเลสอยู่ดี ๆ หรือจะเรียกไปตามภูมิของจิต ภูมิของธาตุว่าอริยจิต อริยธาตุ และสามัญจิต สามัญธาตุก็คงจะได้ เพราะคุณสมบัติของจิตของธาตุระหว่างพระอรหันต์กับสามัญชนต่างกัน อัฐิจำต้องต่างกันอยู่โดยดี

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน









ดวงจิตที่เจือปนอยู่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมารมณ์
นั่นก็เหมือนกับเรือที่ถูกลมพายุอันพัดมาจากข้างหลัง ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวาทั้ง ๘ ด้าน ๘ ทิศ มันก็จะไม่ทำให้เรือตั้งตรงอยู่ได้ มีแต่จะทำให้เรือจมลงไฟที่จะใช้สอยก็ดับหมดด้วยอำนาจความแรงของกระแสลมที่พัดมานั้น

สัญญานี้เหมือนกับระลอกคลื่นที่วิ่งไปมาในมหาสมุทรใจนั้นก็เปรียบเหมือนปลาที่ดำผุด
ดำว่ายอยู่ในน้ำ​ ธรรมดาของปลาย่อมเห็นน้ำเป็นของสนุกเพลิดเพลินฉันใด
บุคคลผู้หนาแน่นไปด้วยอวิชชาก็ย่อมเห็น
เรื่องยุ่งๆ เป็นของเพลิดเพลิน เป็นของสนุก
เหมือนกับปลาที่เห็นคลื่นในน้ำเค็มเป็นของสนุกสนานสำหรับตัวมันฉันนั้น

ตราบใดที่เราทำความสงบให้เรื่องต่างๆ บรรเทาเบาบางไปจากใจได้​ ก็ย่อมทำอารมณ์ของเราให้เป็นไปใน “กัมมัฏฐาน”

คือ ฝังแต่ พุทธานุสติ เป็นเบื้องต้น
จนถึง สังฆานุสติ เป็นปริโยสานไว้ในจิตใจ
เมื่อเป็นไปดังนี้ก็จะถ่ายอารมณ์ที่ชั่วให้หมดไปจากใจได้​ เหมือนกับเราถ่ายของที่ไม่มีประโยชน์ออกจากเรือ​ และนำของที่มีประโยชน์เข้ามาใส่แทน​ ถึงเรือนั้นจะหนักก็ตาม แต่ใจของเราเบาอย่างนี้ ภาระทั้งหลายก็น้อยลง สัญญาต่างๆ ก็ไม่มี นิวรณ์ก็ไม่ปรากฏ​ ดวงจิตก็จะเข้าไปสู่ “กัมมัฏฐาน” ได้ทันที

#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม​ อ.เมือง​ จ.สมุทรปราการ
#คัดลอกมาจาก_หนังสือแนวทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน_๒
#พิมพ์ครั้งที่๑_ชมรมกัลยาณธรรม_๒๕๕๓
[หน้า ๑๒๙-๑๓๐]










ถึงจะเป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์ที่เขาลือกันว่าเป็นพระอรหันต์ พระอริยเจ้า ในที่สุดแล้วความดีของท่านก็เป็นความดีของท่าน ไม่ใช่ความดีของเรา ฉะนั้น การที่ได้เข้าใกล้อาจารย์เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้จิตใจเราสูงขึ้นมาได้ มันอยู่ที่เราเองแต่ละคน ท่านก็เป็นแต่ผู้ชี้บอก แต่ในที่สุดแล้วตัวเราเองต้องเป็นผู้พายเรือทวนกระแส ครูบาอาจารย์ยกเอาเรือมาให้ เราต้องเป็นผู้พายเรือ ท่านไม่พายให้เรา...

พระอาจารย์ชยสาโร










ทำไมบางคนบรรลุธรรมได้โดยง่าย

บางคนได้ฟังคำตรัสเพียงสองสามคำ
แล้วก็บรรลุมรรคผลได้ตรงที่ที่ตนนั่งนั่นเอง
และบางคนถึงกับบรรลุอรหัตตผลก็มีอยู่ไม่น้อย
ข้อนี้เป็นที่เชื่อได้แน่นอนว่า เขาต้องมี "ทุนเดิม"...
...
ปัญหาคือเขามีทุนเดิมอะไร และเขาได้มาโดยวิธีใด
เพราะเขาไม่เคยพบพระพุทธเจ้ามาก่อนเลย
ถ้าตอบปัญหาข้อนี้ได้ ก็จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า
"ปัญญาวิมุตติ" หรือการเจริญภาวนาชนิดที่เหมาะสม
แก่คนทุกคน และทุกยุคทุกสมัยได้ทันที

ทุนเดิมที่กล่าวนั้น หมายถึง ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อสิ่งต่าง ๆ
ว่าเป็นสิ่งที่ "ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น ไม่น่ายึดถือ
ไม่น่าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย"

เพราะเขาได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ มาอย่างเพียงพอบ้าง
หรือเพราะเป็นคนฉลาดในการสังเกตและพิจารณาบ้าง
ความรู้สึกดังที่กล่าว เป็นการเห็น "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"
อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด
ทั้ง ๆ ที่บุคคลนั้น ไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง
คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาก่อนเลย

ผลของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็คือ
ความรู้สึกที่ว่า ไม่มีอะไร น่าเอา น่าเป็น นั่นเอง
โดยทำให้เกิดขึ้นมาได้ โดยทางใดทางหนึ่ง
ไม่มีข้อจำกัด
แต่ผลย่อมเหมือนกันหมด
คือ ไม่รู้สึกอยากได้อะไร หรืออยากเป็นอะไรด้วยความรู้สึก
รุนแรงที่ขนาดเรียกว่า ยึดมั่น ถือมั่น

เมื่อเขามีความรู้สึกในลักษณะเช่นนี้ มาบ้างแล้ว
ก็เรียกว่า มีทุนเดิมมาแล้ว
ฉะนั้น จึงอยู่ในฐานะที่จะบรรลุมรรคผลได้ทันที
เมื่อได้ฟังพุทธดำรัส หรือแม้คำพูดของบุคคลอื่นโดยไม่กี่คำ
หรือแม้เพียงได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่แสดงความหมายอย่างเดียวกัน

การบรรลุผลหรือการหลุดพ้นทำนองนี้
เป็นไปด้วยอำนาจของปัญญาเป็นส่วนใหญ่
มีปัญญาออกเดินหน้า หรือนำหน้า จนสมาธิไม่ปรากฎ
ทั้งที่มีสมาธิอยู่ตามธรรมชาติ
ก็ซ่อนอยู่ภายใต้การเคลื่อนไหวของปัญญา

รวมความว่า เป็นการใช้กำลังของปัญญาซึ่งเป็นการพิจารณา
มากกว่าการใช้กำลังจิต
เป็นเครื่องบ่มปัญญาหรือบีบบังคับปัญญา
ให้เดินไปในกระแสใดกระแสหนึ่งนั่นเอง
จึงได้นามว่า "หลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญาล้วน"
มากกว่าที่จะหลุดพ้นด้วยอำนาจของจิตและปัญญาร่วมกัน

พุทธทาสภิกขุ
จากหนังสือ แนวการปฏิบัติธรรม ในสวนโมกข์
สนพ. สุขภาพใจ










"การที่จะรอให้สิ่งที่มายุ่งสงบลงก่อน จึงจะปฏิบัติธรรม
ก็เหมือนกับว่า เราจะรอให้ทะเลหมดคลื่นก่อน
เราจึงปฏิบัติธรรม มันไม่หมดหรอก
ความสงบ คือ ความพร้อมที่จะปฏิบัติ
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอก
แต่ขึ้นอยู่กับศรัทธาภายในจิตในใจของเรา
... นี่แหละ คือ การปฏิบัติธรรม"

หลวงพ่อชยสาโร ภิกขุ









มองดูตนเอง

"อยากให้ทุกคนมองดูตนเอง ไม่ต้องมองคนอื่น เป็นเรื่องของคนอื่นไปซะก่อน ถ้าเรามีความสงสารเราก็เตือนกันได้ ถ้าหากเรายังตักเตือนตนเองไม่ได้ เราจะต้องฝึกตนเองก่อน ด้วยการตักเตือนตนเองก่อน มามองดูตนเองก่อน เพื่อจะชำระตนเองก่อน แก้ไขตนเอง เราเกิดมาไม่ใช่จะทำถูกหมด มันต้องทำผิดบ้างถูกบ้าง"

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป










“ร่างกายนี้ ตั้งแต่เกิดมา มีความเปลี่ยนแปลง
อย่างไม่หยุดนิ่ง ไม่หยุดยั้ง แล้วก็ต้องตายไป

ทำพิธีต่ออายุ สืบชะตาอย่างไร
ก็ต้องตายกันทุกคน แล้วจะมายึดถือว่า
เป็นของเรา ตัวเราได้อย่างไร
ตายแล้ว ไม่เอาไปเผาไฟ ก็เอาไปฝังดินเท่านั้น

มันเป็นเพียงธรรมชาติ ที่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
เราเพียงยืมมาใช้ ได้อาศัยศึกษา รักษาไว้เป็นพาหนะ
ให้ทำความดี เพื่อข้ามวัฏสงสารเท่านั้น”

หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากะโร











#โลกนี้มันเป็นโลกที่ไม่เที่ยงนะ

มีกฏของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้าบังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลา แล้วมนุษย์เราแต่ละคน แต่ละคน ไม่ใช่ว่าอายุจะยืนยาวอะไรนักหนา แล้วก็บอกไม่ได้ด้วยว่า ..คนแก่จะต้องตายก่อนวัยเด็กเสมอไป

เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุทำให้เสียชีวิตลง เกิดโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน ทำให้ตายก่อนวัยอันควร

#ท่านจึงสอนว่าอย่าประมาทในคุณงามความดี

อย่าคิดว่าทำน้อยนิดมันจะไม่ให้ผล เมื่อทำอยู่บ่อย ๆ มันก็จะติดเป็นนิสัย แล้วสิ่งเหล่านี้แหละที่จะชักนำเรา ให้พ้นทุกข์ไปภายในวันหนึ่งแน่นอน

โอวาทธรรม หลวงพ่อสุดใจ ทนฺตมโน
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี











ยืน. เดิน. นั่ง. นอน. ให้ใจมันอยู่กับกรรมฐาน.

โอวาทธรรมหลวงปู่แบน ธนากโร










#ให้ดูที่ผิวหนัง​#ตัวหลอกที่สุด #อย่าไปดูที่อื่น

นักภาวนาจริงๆ เอาให้ดู ดูผิวหนัง อย่าไปดูที่อื่น ผิวหนังนี่ตัวหลอกที่สุดเลย คนทั้งคนผิวหนังบางๆ หลอกปิดเอาไว้ โถ โก้เก๋สวยงาม งามขี้หมาอะไร มันเต็มไปด้วยของปฏิกูลโสโครก

#นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าพูดให้ถึงใจ

งามขี้หมาอะไร มันหลงบ้าอะไรพวกนี้ว่างั้น จึงต้องเอาขี้หมาเข้าไปใส่เลยให้มันถึงกัน การพูดอย่างนี้ไม่ได้เป็นความหยาบนะ เป็นน้ำหนักให้สะเทือนใจต่างหาก อย่างที่พูดทั้งหลายนี่

#โลกทั้งหลายถือว่าเป็นความหยาบโลน นี้ไม่มี

เจตนาที่จะให้เป็นความหยาบโลนอย่างโลกคิดกันไม่มี คิดแต่ให้เป็นน้ำหนักๆ​ เช่นอย่างยกโคตรยกแซ่ใส่นี้ คือน้ำหนัก คนๆ เดียวไม่พอต้องเอาโคตรเข้ามา เรียกว่ามีน้ำหนักมาก ทุ่มลงตรงไหนพังเลยถ้าน้ำหนักมีมาก อันนี้นักภาวนาเอาให้ดี

คติธรรม​ หลวงตามหาบัว​ ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี









ต้องให้สงบจริงๆ. แม้แต่น้อยเดียวก็เป็นประโยชน์.

โอวาทธรรม
หลวงปู่แบน ธนากโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร