วันเวลาปัจจุบัน 09 เม.ย. 2020, 18:25  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2020, 08:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3737


 ข้อมูลส่วนตัว


"วันหนึ่งๆ เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น
ให้ได้ทำบุญ อย่างน้อยๆ ก็เอา
เมล็ดข้าวให้มดกินก็ได้ หรือเอา
ให้นกกินก็ได้ เอาให้ไก่กินก็ได้
-------------
เราทำทุกๆ วัน พอมีวันหนึ่งไม่มี
ให้เลย อย่างนี้ เรานึกจะทำบุญ
อะไรหนอ อย่างน้อยไม่มีอะไร
จะให้ทาน วันนี้เราก็ทำใจให้
สบายที่สุด ไม่โกรธใคร ใครจะ
ว่าอะไร​ ก็ช่างมันเถอะ เรา
จ​ะทำใจสบาย จะทำอย่างนี้ก็ได้.."
-----------------
#โอวาทธรรมคำสอน
#องค์หลวงปู่ชา_สุภัทโท










#หลวงปู่แหวนของเรา

"ธรรมดาท่านก็ไม่เคยไปจับไปต้องเงินทอง
เขาถวายมาเท่าไรมีคนจับคนจ่ายเก็บไว้เรียบร้อยเหมือนพระทั้งหลายไม่จับเงินจับ
ทอง มาถวายท่านก็เหมือนกัน บทเวลาท่าน
จะทำ นี่ท่านพลิกออกมาเฉยๆ จะว่าท่านทำ
ผิดในจิตใจไม่มี อยู่ๆ ท่านก็ไปเอาธนบัตรใบละ ๕๐๐ มามวนบุหรี่ จุดไฟขึ้นสูบปุ๊บๆ เลย

“โห หลวงพ่อสูบอันนี้มันธนบัตรนะ นี่เงินนะ
ใบละ ๕๐๐ นะ” ท่านก็ “เหอ” ท่านก็รู้อยู่แล้ว “นี่ธนบัตรนะที่มวนบุหรี่สูบอยู่นี่น่ะ” “เหอ ท่านก็ทำท่าดู ประสากระดาษ” ท่านก็ว่า หายเงียบไปเลย นี้จะไปว่าท่านผิดไม่ได้นะ คือท่านพลิกกิริยาจากสมมุติที่ยอมรับกัน มาเป็นกิริยาที่ขวางสมมุติ คือยอมรับ ความเป็นพระไม่ยอมรับกัน แต่ท่านก็เอามาใช้ชั่วขณะ จะว่าท่านเป็นบาปว่าไม่ได้นะ ท่านพลิกกิริยานั้นออกมาพอให้จับได้เท่านั้นละ ทำได้แต่ไม่เป็นอาบัติ ไม่เป็นโทษ เพราะจิตบริสุทธิ์ล้วนๆ แล้ว กิริยาของขันธ์พลิกมาเพียงเท่านี้แล้วก็กลับไปตามเดิม

จากนั้นท่านก็ไม่ทำอีก ท่านไม่ได้เอาธนบัตรมามวนบุหรี่สูบเรื่อยๆ นะ ท่านก็ทำเท่านั้นแหละ จากนั้นท่านก็ปฏิบัติเหมือนที่เคยปฏิบัติมา เราจะว่าท่านเป็นอาบัติไม่ได้นะ ยุติหมดโดยสิ้นเชิง อันนี้เป็นสมมุติทั้งมวล ท่านก็ปฏิบัติตามสมมุติมานาน บทเวลาท่านจะพลิกท่านก็พลิกปั๊บอย่างนั้น เอาธนบัตรใบละ ๕๐๐ มามวนบุหรี่ตัวใหญ่ๆ สูบ ปุ๊บๆ สบายเลย ทีนี้เมื่อมีพระลูกพระหลานมาว่าท่าน “นี่หลวงปู่เอาธนบัตรมามวนบุหรี่สูบนะ” ท่านก็ว่า “เหอ” ท่านก็ทำท่าดู ท่านรู้แล้วท่านทำท่าดู “ประสากระดาษ” ท่านว่า ท่านก็สูบสบายไปเลย แน่ะก็อย่างนั้น จะไปว่าท่านผิดไม่ได้นะ

นี่แหละท่านพลิก กิริยาที่พระทั้งหลายยอมรับเป็นความผิด ก็ผิดแต่กิริยานี้เท่านั้น ใจท่านหมดโดยสิ้นเชิง จากนั้นท่านก็ปฏิบัติตามเดิม ก็ไม่เห็นมีอะไร เพราะใจท่านหมดโดยสิ้นเชิง ธรรมชาตินั้นเรียกว่าหมด กิริยาของขันธ์ที่แสดงออกทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เข้ากระเทือนถึงจิตใจที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้วได้เลย แต่ท่านก็ปฏิบัติตามสมมุติที่มีอยู่ ธาตุขันธ์ของท่านที่มีอยู่ กิริยาอาการความเคลื่อนไหวไปมาที่ไหน การอยู่การกิน การขบการฉัน ท่านก็ปฏิบัติตามเพศของท่านซึ่งเป็นพระ ท่านไม่ฝ่าฝืน บทเวลาท่านจะพลิกก็พลิกอย่างนั้น พอให้เข้าใจกันบ้างเท่านั้นเอง ท่านไม่ได้ทำตลอดไป ไม่ใช่ว่าจะมีไปอย่างเดียวทีเดียว มีแยกมีแยะอย่างนั้น

จิตนี่เมื่อหลุดพ้นแล้วมันพ้นจากสมมุติโดยประการทั้งปวง ไม่มีคำว่าผิดว่าถูกเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย คือเลยหมดแล้ว ความผิดความถูกอยู่ในแดนสมมุติ คำว่าบุญว่าบาปอยู่ในแดนสมมุติ ทีนี้เวลาพ้นไปแล้วท่านจึงว่าท่านผู้มีบุญและบาปอันละเสียได้แล้ว พ้นไปหมด บุญไม่มาเกี่ยวข้อง บาปไม่มาเกี่ยวข้อง ผ่านไปหมดแล้ว อย่างนั้นจึงเรียกว่าผู้มีบุญและบาปอันละแล้ว เป็นวิมุตติแล้ว บุญบาปนี่เป็นสมมุติ เวลาดำเนินอยู่ก็ต้องอาศัยบุญ อาศัยความดีงามหนุนขึ้นๆ เหมือนขึ้นบันได พอถึงบ้านแล้วบันไดกับบ้านแม้จะติดกันอยู่มันก็เป็นบันได มันก็เป็นบ้าน คนละสัดละส่วนอยู่โดยดี

กิริยาแห่งบุญแห่งกรรมทั้งหลายก็เป็นเพียงสักแต่ว่ากิริยา แต่จิตใจนั้นพอทุกอย่างแล้ว ท่านไม่เอาอะไร จิตลงถึงขั้นเป็นอรหันต์แล้วพอทุกอย่าง ไม่เอาอะไรเลย สามแดนโลกธาตุเป็นสมมุติทั้งหมด จิตปล่อยวางโดยสิ้นเชิง อาศัยไปเพียงเท่านั้นเอง ที่จะให้ยึดให้เกาะว่าอันนั้นบกพร่องอันนี้ขาดเขินไม่มีในจิตดวงนั้น จึงเรียกว่าพออย่างเลิศเลอ พอก็พอนอกสมมุติไปเสีย ไม่ใช่พอธรรมดา เหมือนเรารับประทานอาหารตอนเช้านี้พอ พอตกบ่ายมาหิวอีกแล้ว ส่วนจิตอันนี้พอแล้วพอตลอด ท่านจึงเรียกว่านิพพานเที่ยง พอตลอดไปเลย.. "
----------------------------------------------------------------
#หลวงตาพระมหาบัว_ญาณสัมปันโน
#กิริยาที่ขวางสมมุติ [ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๗​ ]










"บางท่านกล่าวว่าเราลงมือทำดีจะตาย
แต่ได้รับผลไม่คุ้มค่า ข้อนี้ขอแซงว่าเรา
ได้ระลึกถึงใจเราที่ได้ทำมาแล้ว นึกมาแล้ว
ทุกขณะจิตหรือไม่​ บางรายในอดีตเรานึกอิจฉาริษยาเขาด้วยใจล้วนๆ ก็มี ได้เปล่ง
วาจาออกมาบ้างก็มี แต่กายยังไม่ได้ลงมือ
ทำก็ตาม ผลของการนึกอิจฉาริษยาเขา ก็สามารถตามมาหาเราได้ ผลที่วาจากล่าว
อิจฉาเขาก็ดี ก็สามารถมาตัดรอนเราได้เป็นยุคๆ เป็นสมัยๆ​ ผลของความชั่ว เหตุความ
ชั่วที่เราได้ปลูกพืชไว้ในดวงใจ คือกิเลสในชาตินี้และชาติก่อนตั้งล้านๆ ล้านๆ ชาติที่
ล่วงมาแล้ว มันไม่จบไม่เกษียณได้โดยง่ายเหมือนคดีดำคดีแดงในโรงในศาลภายนอก
ธรรมดาคนเรา ไม่ว่าผู้เขียนอยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี ผู้อ่านผู้ฟังอยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี โดยมากแล้วมักจะไม่ทวนดูใจของตนเป็นส่วนมาก ใจท่านผู้อื่น
เหลวไหลกว่าตนทั้งนั้น.."

"โทษท่านผู้อื่นเห็นง่าย ฝ่ายตนเห็นยาก
หาโขนสวมหัวตนเองหาได้ง่าย สวมให้
ท่านผู้อื่นนั้นไม่อยากจะสวมให้โดยง่าย
เพราะเกรงเสียเปรียบ เพราะมีกิเลสเป็น
เจ้าใหญ่นายโต เป็นนายคุมนักโทษอยู่ใน
หัวใจ หรือรอบเมืองใจ เส้นผมบังภูเขาก็
ว่า ขนตาบังแผ่นดินก็เรียก.."

#หลวงปู่หล้า_เขมปัตโต








#พระอาจารย์มั่น_ภูริทัตโต
#เคยกล่าวถึงการปลุกเสกพระไว้ว่า

#สมมุติเป็นพระพุทธรูปแล้ว ก็เสร็จกัน
เราดีอย่างไรจึงจะไปบวชให้องค์ท่าน
องค์ท่านบวชก่อนเราแล้ว เราดีอย่างไร
จึงไปปลุกองค์ท่านให้ตื่น ท่านตื่นก่อนเรา
เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว เราดีอย่างไร
จึงไปแคะหูแคะตาให้องค์ท่าน ตานอกตาใน
หูนอกหูในขององค์ท่านดีกว่าเราแล้ว
จะภิเษกภิสันให้องค์ท่านเป็นอะไรอีก องค์
ท่านเป็นพระพุทธเจ้าเต็มภูมิแล้ว จะเอาไสยศาสตร์ไปพอกไปทาองค์ท่านทำไม นั้นแหละตัวบาป นั้นแหละขุมนรก ขุมมิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดเต็มภูมิแล้วยังสำคัญผิดว่าเห็นชอบ เข้าข้างตัวแต่ไม่เข้าข้างธรรมวินัย เพียงเท่า
นี้ก็ยังไม่รู้จักผิดจักถูกแล้ว ธรรมอันละเอียดละออก็ยังมีขึ้นไปกว่านี้มาก ไฉนจะรู้ได้ พูด
ไปมากเป็นภัย แต่มีประโยชน์แก่นักปราชญ์ แต่บาดหูผู้ไม่ชอบ และจะถูกกล่าวตู่ว่า ขัดขวางรายได้แห่งวัตถุตัว ง. แต่เมื่อไม่พูดยาม
มีชีวิตอยู่ ก็ไม่รู้จะไปพูดเวลาไหน.. "
-​------------------------------------------
#จากหนังสือหลวงปู่หล้า_เขมปัตโต











"อยากไปพระนิพาน ก็ต้องไม่ติดอะไรทั้งนั้น ดี-เลว, ติดกลิ่น, ติดสี, ติดรส, ติดสถานที่, ติดร่างกายของครูบาอาจารย์ซึ่งไม่เที่ยงทั้งสิ้น อะไรที่เข้ามากระทบทางทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะ ๖ ต้องวางให้ได้ รู้อารมณ์ตามจริตที่เกิดให้ได้ ศึกษากรรมฐานแก้ให้ดี ๆ ต้องคล่องจริง ๆ จึงจะชนะอารมณ์ตามจริตได้ ”

หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม
วัดอรัญญวิเวกบ้านข่า ตำบลบ้านข่า
อำเภอศรีสงคราม จังหวัด นครพนม











อย่าเอาจิตใจไปวัดกับพระอริยเจ้า
พวกเธอจงอย่าเอาจิตใจเข้าไปวัดกับพระอริยเจ้า
สิ่งใดที่ยังสงสัยยังไม่รู้อย่าไปคัดค้าน
มันจะเป็นบาปมหันต์
เพราะเราเองไม่ใช่สัพพัญญูวิสัย
มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น
ที่เป็นสัพพัญญูวิสัย สามารถจะรู้อะไรได้หมด

โอวาทธรรม : หลวงปู่ปาน โสนันโท












เรื่อง "อยากรักษาศีล แต่ยังเผลอฆ่าสัตว์"

"ยังตบยุง ฆ่าแมลง ต้องกำจัดปลวก
กวาดหยากไย่ ไล่มด ทำอย่างไรดี"

ตบยุง​ก็ไม่เป็นไร บางทีเผลอไป พอรู้สึกว่าผิดพลาดไป แล้วก็ตั้งเจตนาตั้งใจใหม่ ของฆราวาสนี่มันขาดกระท่อนกระแท่นบ้างก็ไม่เป็นไร หนักๆ เข้า พลังแห่งการปฏิบัติหรือคุณธรรมมันมากขึ้น มันก็งดไปเอง

สำคัญอยู่ที่เจตนา เราอาจจะปัดกวาด เช่นอย่างพระกวาดวัด บางทีมันก็มีหญ้า พระมีเจตนาจะตัดหรือถอนต้นไม้ต้องอาบัติ พระมีเจตนาจะฆ่ามดฆ่าแมงเป็นอาบัติ บางทีบริเวณที่กวาดไปนั่น มันก็อาจจะมีสัตว์ กวาดไปในบริเวณกว้าง-ยาวประมาณ ๑๐ วา อะไรทำนองนี้ มันต้องมีแหละ เรื่องสัตว์ เรื่องต้นหญ้าอะไรต้องมี แต่ว่าเราก็รักษาเจตนาของเรา เราตั้งใจว่าเราจะทำความสะอาด ก็เหมือนๆ กันกับพระเป็นโรคพยาธิในลำไส้ ถ้าพระองค์ไหนว่าฉันจะหายามากินฆ่าพยาธิ พระองค์นั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์ ถ้านึกว่าฉันจะฉันยาเพื่อขจัดโรคภัยไข้เจ็บ พระก็ไม่เป็นอาบัติ โรคที่มันมีตัวมีตนนี่คือโรคขี้หิด สมัยเป็นเณรอยู่บ้านนอก ล้างถ้วยล้างชามนี่ ขี้หิดกินเต็ม เวลาแดดส่องก็เห็นเป็นจุด เอาปลายเข็มแคะออกมา มันก็เป็นตัวมาเดินให้เราดูได้ ลักษณะอย่างนี้ เวลาเอายาใส่ ตัวเชื้อมันก็ตาย แต่เรามาคิดว่า เรารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้มันหาย ไม่ได้มีเจตนาจะไปฆ่าใคร

ถ้าหากสงสัย ตั้งใจสมาทานใหม่ก็ได้

"ศีล ๕ จะบริสุทธิ์นับจำเดิมแต่เราตั้งเจตนางดเว้น ถ้าหากเป็นฆราวาสนี่ปฏิบัติง่ายมาก เพราะเราไม่ได้แต่งเพศเหมือนอย่างพระ ถ้าพระแต่งเพศอย่างนี้ ยังไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่ มันบาป ๒ เท่า หนึ่งบาปเพราะฆ่าสัตว์ สองบาปเพราะหลอกลวงประชาชน แสดงตนเป็นนักบวช แล้วยังไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มันก็บาปหนักกว่าฆราวาส"

คติธรรมหลวงพ่อพุธ ฐานิโย











" สร้างความดี
มันก็ไปติดความดี
ติดความดี
มันก็ยังเป็นอัตตาอยู่

ความดีนั่นแหละ
มันเป็นอัตตา
ถ้าจะว่ากันอัตตาคือ
สำคัญว่าเป็นตัวเป็นตน

ถ้าเมื่อมันมีตัวมีตน
มันก็มีภพมีชาติขึ้นมา
มันก็ไม่พ้นทุกข์
อยู่นั้นแหละ

เมื่อมันมีภพมีชาติ
มันก็เป็นที่ตั้งเป็นที่
รองรับของกิเลส
ทั้งหมดของหัวใจของ
คนและสัตว์เท่านั้นเอง

ทีนี้ถ้าจะให้มันหมด
แม้ความดีผล
ของความดีที่เราสร้าง
ขึ้นมาในตัวของเรา
ก็สักแต่ว่าสร้างเท่านั้น

ไม่ได้สร้างขึ้นมา
เพื่อเป็นอัตตา ว่าเรา
เป็นคนมีความดีอย่างนั้น
มีความสุขอย่างนั้น

ความสุขเป็นของเรา
เราเป็นความสุข
นั่นแหละคำว่าอัตตา
มันเป็นอย่างนั้น "

โอวาทธรรม
หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ










“ร่างกายเป็นรังของโรค
ต้องเจ็บป่วยอยู่เสมอเป็นธรรมดา
อย่าเศร้าหมองตามการเจ็บป่วยนั้น
ทำใจให้ปลอดโปร่ง และให้นึกเสมอว่า
การเจ็บการตาย จะมาถึงเมื่อไรก็ได้
อย่าประมาท อย่ารั้งรอ ต่อการทำความดี
ในขณะที่ยังมีโอกาสทำความดี
จะได้ไม่ต้องเสียใจ แม้ความตายจะมาถึง
ในวินาทีใดก็ตาม"

ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต










"ถึงเราจะดีใจเสียใจ อย่างไรก็ตาม
สภาวะร่างกายรูปนี้ของเรา ก็เป็นอยู่ของมันเช่นนี้
มันเกิดมาแล้ว มันก็แปรตามธรรมชาติ
แปรไป เจ็บไป ตายไป พลัดพรากจากกันไป
เป็นธรรมดา ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้"

หลวงปู่ชา สุภทฺโท









#อย่าลืม #อย่าหลงอย่ามัวเมากับร่างกายจนเกินไปนะใจ

ในใจส่วนลึกให้คิดไว้อยู่เสมอ อย่าไปหลง อย่าไปลืม อย่าไปชะล่าใจ อย่าไปหลงโลกหลงทาง อย่าไปหลงวัฏสงสาร วัฏสงสาร

#เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่ภพกี่ชาติกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนชาติมาแล้ว

เมื่อเราได้ยินธรรมะก็ควรนำมาสอนใจเรา จิตใจของเราอย่าให้ลุ่มหลง

#พยายามทำภพชาติให้สั้นที่สุด #อย่าให้เวียนว่ายตายเกิดไปอีกนมนาน

เกิดมาภพหน้าชาติหน้าก็อย่างนี้ล่ะ เผลอๆจะถลำลึกกว่านี้ อาจจะมีเคราะห์เข็ญเวรกรรม ชีวิตนี้ก็รับประกันไม่ได้

ต่อไปภายหน้าตั้งแต่คำพูดนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ไม่มั่นใจ อย่านอนใจอย่าวางใจในการเป็นอยู่ โลกใบนี้เสี่ยงมากๆ อย่าคุ้นเชื่องในการเป็นอยู่

#ให้ระมัดระวังเตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอ #วันคืนล่วงไป ๆ #เราทำอะไรกันอยู่
______________
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เวทนาไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร