วันเวลาปัจจุบัน 06 เม.ย. 2020, 21:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2020, 05:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3734


 ข้อมูลส่วนตัว


...กายนั่งสมาธิ เดินจงกรม
แต่..”ใจไม่ได้ภาวนา “
ยังคิดเรื่อยเปื่อย

..จึงต้อง
“ตัดความคิดเรื่อยเปื่อยให้ได้ “
ให้อยู่กับพุทโธๆ หรือจะพิจารณา
อาการ ๓๒ ของร่างกายแทนก็ได้

..มีสติอยู่กับ การเคลื่อนไหว
ของร่างกายก็ได้
เวลาเดินก็รู้ว่ากำลังเดิน
ก้าวเท้าก็รู้ว่ากำลังก้าว
ก้าวซ้ายก็รู้ว่าซ้าย
ก้าวขวาก็รู้ว่าขวา

..ให้รู้เท่านี้ก็พอ
“ให้อยู่ในปัจจุบัน..อยู่ที่นี่..เดี๋ยวนี้ “.
........................................
.
จุลธรรมนำใจ9 กัณฑ์338
ธรรมะบนเขา 27/6/2550
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









ครั้งหนึ่งมีผู้ถามหลวงพ่อชาว่า “เขาว่าท่านเป็นอรหันต์ หลวงพ่อเป็นจริงหรือเปล่า?”

หลวงพ่อชา ตอบให้ผู้ถามหน้าชา กลับไปว่า
“เป็นก็เป็น ไม่เป็นก็ไม่เป็น เรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของคนอื่น เรื่องของคนอื่นไม่ใช่เรื่องของเรา”

ฟังหลวงพ่อชาตอบแล้วนึกถึงเรื่องเซ็น
มีคนไปถามอาจารย์เซ็นว่า

“เขาว่าต้นไม้ก็บรรลุธรรมได้เหมือนคน มันเป็นไปได้อย่างไร?”
อาจารย์ตอบว่า “มัวแต่อยากรู้ว่าต้นไม้มันบรรลุธรรมหรือไม่ เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ตัวเองจะบรรลุธรรมได้อย่างไร”
เขาคนนั้นตอบว่า “ไม่เคยครับ”
“กลับบ้าน ไปคิดซะ” อาจารย์สั่ง

หลวงพ่อชา สุภัทโท









"ปีชงบ่มีดอก จิตใจระลึกถึงอยู่กับพระรัตนตรัย มีสติ มีสมาธิ อิหยังมันสิมาชงเฮาได่ อยู่กับปัจจุบันให้ดีกะพอ สิปีนี่ปีหน้ากะบ่มีชงดอกเนาะลูกหลานเอ้ย"

.....แปลความ"ปีชงไม่มีหรอก จิตใจระลึกถึงอยู่กับพระรัตนตรัย มีสติ มีสมาธิ อะไรที่จะมาชงเราได้ อยู่กับปัจจุบันให้ดีก็พอ จะปีนี้ปีหน้าก็ไม่มีชงหรอกนะลูกหลานเอ๋ย"

ธรรมเทศนา หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต











ศีลธรรมเหมือนกับถนนนั่นแหละ การประพฤติปฏิบัติตัวเองให้ถูกต้อง ให้เดินไปตามถนนคือศีลธรรม ต้องระมัดระวังและบังคับตน สิ่งใดที่จะเป็นความเสียหายให้นำธรรมเขาไปกีดกันหักห้ามอย่าคล้อยตามจะเคยตัว เช่นอยากไป ไปอะไรถามเจ้าของ อยากไปทำความชั่ว อย่าไป เพียงความอยากเท่านั้นก็เริ่มเสียแล้ว เพียงอยากทำความชั่วเท่านั้นก็เริ่มเสียแล้ว ลงได้ทำจะเสียมากเท่าไร การห้ามตนห้ามอย่างนี้ เราต้องการนักหรือความชั่ว โลกเขาไม่ต้องการความชั่ว ทำไมเราเกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งคนจึงต้องการความชั่ว มันไม่เลวมากยิ่งกว่ามนุษย์ทั้งหลายแล้วหรือ นี่คือการเตือนตน แล้วก็ไม่ไป ถึงจะอยากก็ไม่ไป อยากทำก็ไม่ทำ อยากพูดก็ไม่พูด อยากคิดก็บังคับไม่ให้คิด นี้คือคนรักษาตัว ถ้าอยากอะไรทำอันนั้นๆ นั้นคือคนไม่มีเหตุมีผล ไม่มีกฎ ไม่มีเกณฑ์ ไม่มีการรักษาตัว ตรงกันข้ามก็เป็นการทำลายตัวไปในตัวนั้นแหละ นี่แหละคือคนไม่มีธรรมขับขี่ตน ไม่มีกฎจราจรคือศีลธรรม
.
คนมีธรรมต้องมีความไตร่ตรอง มีความพินิจพิจารณาถึงความเคลื่อนไหวกายวาจาใจของตน ผิดถูกดีชั่วประการใด เทียบกับอรรถกับธรรมซึ่งเป็นกฎแห่งความปลอดภัย เมื่อธรรมท่านว่าอย่างนี้ การไปทำให้ขัดต่อธรรม ฝืนศีลธรรมก็คือฝืนตัวเอง ทำลายตัวเองนั่นแล เพราะศีลธรรมบอกทางที่ถูกที่ดี แต่ตนไปฝืนเสียเองก็เป็นความชั่วสำหรับตัว เมื่อเราพิจารณาเช่นนี้ เราหักห้ามเราอย่างนี้เป็นประจำ นานเข้าก็ลื่นไปเลย เพราะเราเคยฝึกฝนอบรมเราอย่างนี้จนจิตใจของเรายอมอยู่ในเหตุในผล อยากก็ไม่ทำ ครั้นต่อไปพออยากเท่านั้นถามตัวเองควรหรือไม่ควร ทักกันทันที พอว่าไม่ควรๆ ความอยากนั้นจะอ่อนข้อลง ไม่กล้าฝืนเพราะเราไม่อนุโลมตาม นี่แหละวิธีรักษาตัวให้เป็นคนดีมีศีลมีธรรม ความเป็นคนมีศีลมีธรรมก็คือความเป็นคนดีนั้นแล ไม่ใช่ความเป็นเปรตเป็นผีพอจะให้กลัวศีลธรรมไม่อยากฝึกฝนอบรมตน
.
เราอยากเป็นคนดีทุกคน เราอยากมีความสุขความเจริญทุกคน ให้สุขให้ดีในทางที่ถูกต้องดีงาม อย่าดีเพียงชื่อเฉยๆ อย่าให้ดีเพียงความเสกสรรปั้นยอ ความสรรเสริญเฉยๆ ให้ดีโดยคุณภาพ ดีตามหลักความจริงด้วย นี้เป็นที่อบอุ่นเย็นใจสำหรับเราผู้ฝึกได้ ขอให้ทุกท่านนำไปประพฤติปฏิบัติ อย่าอยากเป็นคนดีทั้งที่ไม่ฝึก
................................................................

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕
"มหาการุณิโก นาโถ หิตาย สพฺพปาณินํ"











หลักปฏิบัติในการทำบุญหนีบาป

เราอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร เขาจะได้รับหรือไม่ได้รับก็ตาม บุญที่เราทำเป็นผลให้เกิดความสุข ไอ้กรรมต่างๆ ที่เป็นอกุศลที่เราได้ทำไปแล้ว เราไปยับยั้งมันไม่ได้ แต่ทว่าถ้าเราทำกรรมดีให้มีกำลังเหนือบาป บาปต่างๆ ก็จะตามเราไม่ทันเหมือนกัน เรียกได้ว่า “เป็นการทำบุญหนีบาป ไม่ใช่ทำบุญล้างบาป”
ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ที่ไม่ทำความชั่วเลยน่ะไม่มี ดังนั้น ถ้าเราจะชดใช้บาปก็คงจะชดใช้กันไม่ไหว มีทางเดียวในกิจของพระพุทธศาสนาคือ หนีบาป ด้วยการปฏิบัติดังนี้

1. การคิดถึงคุณพระรัตนตรัยคือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระอริยสงฆคุณ
2. ทรงศีล 5 ให้บริสุทธิ์
3. มีพรหมวิหาร 4 ให้ครบถ้วน
4. มีอิทธิบาท 4 ทรงตัว
5. มีการภาวนาให้จิตทรงตัว
6. พยายามรวบรวมบารมี 10 ประการให้มีในจิตให้ครบถ้วน
7. พยายามตัดสังโยชน์ 10 ประการให้หมด
8. จรณะ 15 ปฏิบัติให้ครบถ้วน

เมื่อมีการทรงตัวดังกล่าวมาแล้วนี้ได้ทั้งหมด ก็เป็นอันว่าไม่ต้องเกิดกันอีกต่อไป นั่นคือตายเมื่อใดก็ไปพระนิพพาน อันเป็นแดนที่มีความสุขที่สุด....

----------------------------
จากหนังสือตายไม่สูญ...แล้วไปไหน (หน้า 360)
โดย.. หลวงพ่อพระราชพรหมยาน










การทำความดี...ทำได้ทุกเวลา
บางคน..รอมีเงินมาก ๆ แล้วค่อยทำความดี
บางคน..รอเพียบพร้อมซะก่อนแล้วค่อยทำความดี
...ไม่ได้นะ...เพราะท่านไม่รู้หรอกว่า...
ท่านจะตาย...วันนี้ หรือ พรุ่งนี้ ?

ฉะนั้น ไปรอเพียบพร้อม รอมีเงินมีทอง
รออะไรก็แล้วแต่ ที่ท่านตั้งมโนปรารถนาเอาไว้
แล้วจึงทำความดี...
...อย่างนี้ผิดพลาด ตายตกนรกโดนเผาเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะไป
ทำผิดศีลใน ๕ ข้อ แม้ข้อใดข้อหนึ่ง ตกนรกหมดแหล่ะ

แล้วไม่ต้องไปรอนะ...
ว่าตายแล้ว เดี๋ยวลูกหลานจะทำบุญให้
เขาก็โศกอยู่ ๓ วัน ๕ วัน เท่านั้นแหล่ะ
แล้วเขาก็ไปแย่งไปแบ่งสมบัติกันหมดแล้ว

#พระธรรมเทศนา ณ หอสวดมนต์ ๒๕๖๑
พระอาจารย์เอกลักษณ์ ปญฺญาคโม
#วัดพุทธพรหมยาน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร