วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2021, 01:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ม.ค. 2020, 05:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4057


 ข้อมูลส่วนตัว


คำว่า อนุโมทนา เป็นคำที่แสดงความรู้สึกที่เรียกว่า มุทิตา
มุทิตา นั้นคือความรู้สึกผ่องใสเบิกบานที่เกิดขึ้นในจิตที่สามารถชื่นชมอย่างแท้จริงในความดี ความงาม ความเจริญ และความสุขที่เป็นบุญเป็นกุศลของผู้อื่น
มุทิตาคือคุณธรรมที่คอยประหัตประหารความอิจฉา และสำหรับผู้ที่เจริญมุทิตาภาวนาเป็นประจำ จะเป็นแหล่งความสุขที่สำคัญในชีวิตประจำวัน

พระอาจารย์ชยสาโร








ให้พากันตั้งใจ..ภาวนา
ทำสมาธิ..อย่าขี้คร้าน
เอาขันธ์ห้า..เป็นขันบูชา
เอาหัวเป็น..เทียนไต้ส่องทาง
ให้พ้อ..พอทางให้พ้น
เกิดเป็นคน..ให้อยู่ในศีล
อย่าได้หมิ่นต่อ..ธรรม

โอวาทธรรมคำสอน..
คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ









#กิริยาจิตที่แฝงอยู่_ตามอายตนะ
หรือ “ทวารทั้ง ๕” มีดังนี้

#ตา_ไปกระทบกับรูป เกิด จักษุวิญญาณ
คือ การเห็น จะห้ามไม่ให้ตาเห็นรูปไม่ได้

#หู_ไปกระทบกับเสียง เกิด โสตวิญญาณ
คือ การได้ยิน จะห้ามไม่ให้หูได้ยินเสียงไม่ได้

#จมูก_ไปกระทบกับกลิ่น เกิด ฆานวิญญาณ คือ การได้กลิ่นจะห้ามไม่ให้จมูกรับกลิ่นไม่ได้

#ลิ้น_ไปกระทบกับรส เกิด ชิวหาวิญญาณ
คือ การได้รส จะห้ามไม่ให้ลิ้นรับรู้รสไม่ได้

#กาย_ไปกระทบกับโผฏฐัพพะ เกิด กายวิญญาณ คือ กายสัมผัสจะห้ามไม่ให้กายรับสัมผัสไม่ได้

#วิญญาณทั้ง_๕​ อย่างนี้ เป็น “กิริยาแฝงอยู่” ในกาย ตามทวาร ทำหน้าที่ “รับรู้สิ่งต่างๆ” ที่มากระทบ เป็น”สภาวะแห่งธรรมชาติ” ของมัน “เป็นอยู่เช่นนั้น”

ก็ “สักแต่ว่า” เมื่อ “จิต” “อาศัยทวารทั้ง ๕”
เพื่อเชื่อมต่อรับรู้เหตุการณ์ภายนอก ที่เข้ามา
กระทบ แล้วส่งไปยัง “สำนักงานจิตกลาง” เพื่อรับรู้ เราจะ “ห้ามมิให้เกิด” “มีเป็น” เช่นนั้น “ย่อมกระทำไม่ได้”

#การป้องกัน “ทุกข์ที่จะเกิดจากทวารทั้ง ๕ นั้น” เราจะต้อง “สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๕” ไม่เพลิดเพลินใน “อายตนะ” เหล่านั้น

หาก”จำเป็นต้องอาศัยอายตนะทั้ง ๕ นั้น” ประกอบการงานทางกาย
ก็ควรจะ “กำหนดจิตให้ตั้งอยู่ในจิต” เช่น “เมื่อเห็น” ก็ “สักแต่ว่าเห็น” “ไม่คิดปรุง” “ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน” “ไม่คิดปรุง” ดังนี้เป็นต้น

#ไม่คิดปรุงหมายความว่า
#ไม่ให้จิตเอนเอียงไปในความเห็นทั้งดี_ทั้งชั่ว

#หลวงปู่ดูลย์_อตุโล
[วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์]









" ทำบุญไว้ก็ดี​ ทำบาปไว้ก็ดี.
ก็ได้รับตามส่วนควรค่าของเหตุที่ทำไว้.
จะทำบุญล้างบาปไม่มีในพระพุทธ​ศาสนา.
บุญก็อยู่​ส่วนบุญ​ บาปก็อยู่ส่วนบาปฯ."

หลวง​ปู่​หล้า​ เ​ขม​ปัตโต









" คนซื่อตรงแม้โง่ ก็พบความบริสุทธิ์เร็วกว่าคนคดโกง แม้จะแสนฉลาดหาตัวจับไม่ค่อยได้ ทางโลกคนฉลาดตบตาคนได้ แต่ทางธรรม คนฉลาดจะตบตาพระธรรมไม่ได้ คนฉลาดทางโลกเช่นนี้ จะต้องอบตัวอยู่กับความสกปรก จนกว่าจะเข็ดหลาบ กลายเป็นคนซื่อตรงเสียก่อน จึงจะเข้าถึงความบริสุทธิ์ หรือพระธรรมนั้นได้ "

ท่านพุทธทาสภิกขุ









...พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้อย่างแน่ชัดแล้วว่า
.”ศีล” นั้นเป็นเครื่องประกันความเป็นมนุษย์ของผู้รักษาศีล
ผู้ใดเกิดมาเป็นมนุษย์ จะต้องมีศีล
.
อย่างพวกเราทั้งหลาย
ที่ได้มาเกิดมาเป็นมนุษย์นี้
เพราะว่าในอดีต..เราเคยรักษาศีล
เราเคยละเว้นการกระทำบาปทั้งปวงนั่นเอง
.จึงเป็นเหตุ เป็นปัจจัย
ให้พวกเรา..ได้มาเกิดเป็นมนุษย์.
................................
.
กำลังใจ2 กัณฑ์ที่12
ธรรมะบนเขา 8/ 10/2543
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









“เมื่อคืนนี้ มีใครภาวนายันรุ่งบ้าง? ให้ยกมือ
(ถามพระในศาลา ถามอยู่สามครั้ง ไม่มีพระยกมือ
แล้วจึงถามโยมว่า) มีใครภาวนาจนแจ้งไหม?
(มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งยกมือ เห็นแต่ไกล หลวงปู่จึงว่า)
นั่น พระแพ้โยม จะเป็นพระรึเป็นโยม
อยู่ที่ไหน ถ้ามีพุทโธ ธัมโม สังโฆ อยู่ในใจ
นั่นเรียกว่าสร้างพระแล้ว สร้างพระขึ้นในใจ
ไม่ใช่พระข้างนอก มีพระในใจอยู่ที่ไหนดีทั้งนั้น
ใช่จะเป็นพระ แค่เอาผ้าเหลืองมานุ่งแล้วหัวโล้น”
.
-พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร (แบน ธนากโร)
วัดดอยธรรมเจดีย์ สกลนคร
วันอาสาฬหบูชา ๒๕๖๒









"ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว
มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด"

หลวงพ่อชา สุภัทโท







“ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี
ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเอง
เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่า.. อย่าทำ”

หลวงปู่ไม อินทรศิริ










"สัตว์เดรัจฉาน ท่านไม่ให้ดูถูกเขา
เขาเสวยกรรมอยู่ในวาระกรรมของเขา
เวลาพ้นแล้ว เขาอาจจะสูงกว่าเราก็ได้
จึงไม่ควรไปประมาณเขา ไม่ควรไปเบียดเบียน
การเบียดเบียนเขา ก็คือการเบียดเบียนตัวเรา นั่นเอง"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน








"สมบัติพัสสถาน ทุกสิ่งอย่าง
ถ้าได้มาอย่างเป็นธรรมละก็
อยู่มันก็เยือกเย็น ไม่ร้อน

ถ้าไม่มาจากธรรม มันก็ร้อน
เข้าสู่กระเป๋าจบวัน ยันค่ำคืน ยันรุ่ง
ไม่กี่วัน ไม่กี่นาที มันก็หมดไปเอง

มันมาไม่เป็นธรรม
มันก็ไปไม่เป็นธรรม เหมือนกัน"

หลวงปู่แสง ญาณวโร










"ถ้าเรามาพิจารณา ถึงเรื่องความตาย
เห็นอายุมันสั้นไป ไม่ยืดยาวอีกแล้ว

คราวนี้ จะได้รีบเตรียมเนื้อ เตรียมตัว
จะได้รีบขวนขวาย หาสิ่งที่เป็นสาระ
สร้างคุณงามความดี ให้เกิดมีขึ้นในตน
ทันกับกาลเวลา ซึ่งเรายังมีชีวิตอยู่

เพราะฉะนั้น มรณสติ ระลึกถึงความตาย
จึงเป็นของมีคุณค่ามาก

แต่คนทั้งหลาย ถ้าพูดถึงเรื่องความตายแล้ว
ไม่ชอบ กลับกลัว แต่ความดีอยู่ที่ความตาย
ถ้าคนเรา พิจารณาถึงความตายแล้ว ทำดีได้ง่าย"

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี














” อุบายธรรมของหลวงปู่มั่น ที่แนะนำหลวงปู่ชอบ ”

” ให้หมุนเข้ามาพิจารณาภายในกายของตนเพียงอย่างเดียว
พิจารณาให้เห็นจริงถึงกฏไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พิจารณาให้เห็นถึงความเสื่อม ความไม่งามของกายะกาม
พิจารณาให้เห็นทุกข์เห็นโทษของมันด้วยปัญญา
พิจารณาจนแตกหักกันไปข้างใดข้างหนึ่ง

เมื่อกายะกามนครแตกพังแล้ว
ประตูพระนิพพานจะเปิดอ้า
รอเพียงท่านจะเดินเข้าไปเท่านั้น

ถึงตรงนี้แล้วท่านไม่ต้องถามใครว่าพระนิพพานไปทางไหน
ท่านจะรู้ได้ด้วยตัวของท่านเอง

การดำเนินสติปัญญาในชั้นนี้นั้นมันหนักหน่วงรุนแรงมาก
กำลังกาย กำลังใจ กำลังสติ กำลังสมาธิ กำลังปัญญา
มีเท่าไหร่ทุ่มใส่มันไปให้หมด

เพียรเข้าออกพิจารณาสม่ำเสมอ ท่านจะรู้เห็นขึ้นมาเอง
ท่านอย่าท้อถอยในความเพียรชั้นนี้เป็นอันขาด
เพราะภูมิกิเลสชั้นนี้มันแยบยลในกลอุบายมาก
มันมีทั้งหยาบทั้งละเอียด
มันมีทั้งมืดทั้งสว่างที่จะมาหลอกล่อจิตเราให้ไขว้เขว

พอสติปัญญาอ่อนข้อเมื่อไหร่
มันจะย้อนกลับมาตีตลบหลังเราทันที

ให้ระวังมากๆ ในชั้นนี้
ขวากหนามดงใหญ่ของกิเลสมันคือชั้นนี้แหละ
ผู้ปฏิบัติจะพ้นทุกข์ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ด่านนี้แหละ ”

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต












#สติ" เป็นตัวผู้รู้ มีอำนาจอยู่เหนือจิต
สามารถรู้เท่าทันจิต และรู้เรื่องของจิตได้ดี ว่าเวลานี้จิตดี เวลานี้จิตไม่ดี ตลอดมีความสามารถทำการปกครองจิตของเรา ให้ดีได้จริงๆ

นักปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ พึงกำหนดเอาตัว "ผู้รู้" มีอำนาจอยู่เหนือจิตนั้น มาตั้งลงตรงหน้าเป็นสติ ทำหน้าที่กำหนดรู้ซึ่งจิต และรวมเอาดวงจิตเข้าตั้งไว้ในจิต
พยายามจนกว่า จิตจะรวมเป็นหนึ่ง ท่านจึงจะเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ พร้อมบริบูรณ์ในขณะเดียวกัน
—————————
พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา









ท่านทั้งหลายจำไว้นะ
ถ้าวันไหนเราดีใจ
อิ่มอกอิ่มใจไม่อยากกินข้าว

วันนั้นญาติเราอุทิศส่วนกุศล
มาให้เราแน่
แต่เราก็ไม่รู้ว่าใคร

บางวันเราเศร้าใจเหลือเกิน
บางวันเหน็ดเหนื่อยหัวใจ ข้าวปลาไม่อยากทาน

ทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไร
แสดงว่าลูกหลานเรามีทุกข์มาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร

ถ้าท่านเจริญกรรมฐาน
ถึงขั้นสูงแล้วจะทราบว่าเป็นใคร

คนเราที่มีใจตรงกันในชาตินี้
มันจะต้องมีอะไร
ผูกพันกันมาก่อน

ถ้าเข้ากรรมฐานถึงจุดนั้นได้ก็จะรู้ได้เอง
ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล

ถ้าต้องการจะระลึก
เหตุการณ์ในชีวิต
ใช้สติตัวเดียวเท่านั้น
ขยายความไปได้ตั้งร้อยแปด

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron