วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2020, 12:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2020, 05:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3696


 ข้อมูลส่วนตัว


"เมื่อถึงเวลาไม่ว่าเขาว่าเราก็ต้องไป ไม่มีใครหนีพ้นสักคน แล้วแต่บุญวาสนาที่เราสร้างบำเพ็ญมา

เราเดินทางมาเกิดเพราะเราได้สร้างคุณงามความดีมา หมดบุญก็กลับบ้านเก่า เหมือนกับเราเดินทาง เรานำเสบียงไปเยอะเราก็อยู่ได้นาน...เวลามีชีวิตอยู่ให้เร่งสร้างคุณงามความดีนะพวกเรา"

คติธรรม คำสอน
หลวงพ่อสมบูรณ์ กนฺตสีโล










#ถ้ามีสติกำหนดเข้ามา
"จะรู้ทุกเวลาว่าจิตของเรา
มีราคะไหม หรือหายแล้วไม่มี
ก็จะรู้จำเพาะตนนี้ ดูโทสะ มี
อยู่หรือหายโทสะแล้ว ดูโมหะ
ความโง่เขลาความหลง ยังมี
อยู่ก็จะรู้ หรือจิตของเรามัน
หายโทสะหายโมหะแล้วก็จะรู้.."

#พระพุทธองค์จึงให้พิจารณา
"เข้ามาให้เห็น เห็นอันนี้เรียกว่า
เห็นธรรม จิตของตนเป็นอย่างไร
จิตของตนเป็นกุศล มีเมตตา
มีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ หรือ
มันยังมีราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำ
อยู่ก็จะรู้ แล้วจะได้แก้ไขตัวมัน
รีบปลดเปลื้องออกไป รีบเร่งทำ
ความเพียร ขับไล่สิ่งที่เศร้าหมอง
คือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะออกไป
ให้มันเบาบางไป ออกจากขันธสันดาน
ดวงจิตบริสุทธิ์ผุดผ่องทำให้คนบริสุทธิ์
ทำให้คนมีสิริ มีโภคทรัพย์ ก็เพราะคน
เป็นผู้ทำความดี มีศีล ศีลที่บริบูรณ์แล้ว
ย่อมเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์..."

#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง
จังหวัดหนองบัวลำภู
[พ.ศ. ๒๔๓๑ -๒๕๒๖]










จะแก้ปัญหาต้องเข้าใจปัญหาเสียก่อน เช่น ความขี้เกียจ เป็นต้น เราต้องสนใจวิเคราะห์ว่าความขี้เกียจคืออะไร มันเกิดเพราะอะไร มันเพิ่มขึ้นเพราะอะไร มันลดน้อยลงเพราะอะไร มันดับไปเพราะอะไร

ความขี้เกียจ คือ นิสัยไม่ทำสิ่งที่ควรทำทั้งๆ ที่ทำได้ สาเหตุมีหลายประการเช่น ขี้เกียจเพราะขี้เกียจได้ ไม่ชอบทำอะไรที่ต้องลำบากหรือเหนื่อย รู้ว่าตัวเองไม่ทำคนอื่น (เช่นคุณแม่) จะทำให้ก็เลยไม่ทำ จะทำอะไรต้องการรับผลตอบแทนทันที ไม่ยอมทนทำงานในกิจที่ทำแล้วต้องคอยผลนาน ไม่ทำเพราะกลัวไม่สำเร็จ ถ้าไม่ทำก็ยังสามารถหลอกตัวเองได้ว่า ถ้าจะทำก็ทำได้หรอก ไม่ทำเพราะไม่เห็นประโยชน์ ไม่ทำเพราะซึมเศร้า

เมื่อสาเหตุมีหลายอย่าง การแก้ต้องเลือกให้ตรงประเด็น เช่น พิจารณาเห็นโทษของความขี้เกียจ ประโยชน์ของความไม่ขี้เกียจจนเกิดความกระตือรือร้น พัฒนาความอดทน ความใจสู้ ความภูมิใจในการพึ่งตนเอง ระลึกถึงความตาย ความขี้เกียจไม่ใช่กิเลสโดยตรง เป็นอาการของกิเลส จะแก้ต้องแก้ที่กิเลส

พระอาจารย์ชยสาโร









...บรรทัดฐานของ"ใจ"
หรือคุณลักษณะของมนุษย์นี้
ก็คือ.."การมีศีล 5 "
ผู้ใดมีศีล 5 ผู้นั้นก็จะเป็นมนุษย์
...ถ้าขาดศีล 5
ก็จะเลื่อนลงไปสู่
การเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต
เป็นสัตว์นรก ลงไปตามลำดับ.
.....................................
.
ธรรมะโดนใจเล่ม2 หน้า61
ธรรมะบนเขา 13/12/2557
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี













ต่อสู้กับกิเลส

ถ้าจิตของเรานั้นไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ที่จะรักษาจิตใจของเราแล้ว
จิตของเรานั้นก็จะยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ทั้งหลายว่าเป็นจิตใจของเราอยู่เสมอๆ
ไม่ว่าจะมีความโลภ เกิดขึ้น ก็เป็นใจของเรา
ไม่ว่าจะมีความโกรธ เกิดขึ้น ก็เป็นใจของเรา
ไม่ว่าจะมีความพอใจ ความไม่พอใจ
ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ก็คิดว่าเป็นใจของเรา
ไม่ว่าจะมีความกำหนัดยินดีในรูป ก็คิดว่าเป็นใจของเรา
ใจของเราก็เป็นทุกข์ เมื่อกิเลสเกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา
เพราะใจของเรานั้นไม่ทราบตามความเป็นจริง
ไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ทั้งหลายว่าเป็นจิตใจของเรา
ความทุกข์ต่างๆ จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ

เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์หรือครูบาอาจารย์จึงสอน
ให้พวกเราทุกคนพยายามมีสติ เฝ้าดูจิตใจของเรานี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ไม่ใช่ว่าไปดูบุคคลอื่น ว่าเขาทำอะไร หรือเขาพูดอะไร
แล้วเอาสิ่งที่ไม่ดีมาเผาอารมณ์จิตใจของเรา
ทำให้จิตใจของเรานั้นมีความทุกข์ใจ มีความไม่สบายใจ
นักประพฤติปฏิบัตินั้นพึงมีสติ เฝ้าเห็นกิเลสภายในใจของเราอยู่เสมอ
ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ดี สิ่งใดเป็นกิเลสซึ่งเกิดขึ้นภายในใจของเรานั้น
ให้หาอุบายปัญญาทำลายความโลภ ให้บรรเทาเบาบางลงไป
หาอุบายปัญญาทำลายความโกรธ ความไม่พอใจ หรือความยินดีในรูป
ให้บรรเทาเบาบางลงไป จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ถ้าเรามีสติเฝ้าดูจิตใจของเรานั้นอยู่เสมอๆ
เราก็จะเห็นอารมณ์ เห็นกิเลส
เมื่อเราเห็นอารมณ์ เห็นกิเลสภายในใจของเรา
เราก็หาอุบายปัญญา มาพิจารณาละวางอารมณ์ที่ไม่ดีออกไป
แต่ถ้ากำลังของสติไม่ตั้งมั่นพอ จิตของเรานั้นหลงไปกับอารมณ์ทั้งหลาย
ก็ให้กำหนดสมาธิภาวนา ตัดอารมณ์ที่ไม่ดีออกไปอยู่เสมอๆ
กำหนดสติ กำหนดสมาธิให้ต่อเนื่อง
เมื่อจิตของเรามีกำลัง มีสติตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันธรรมแล้ว
คือเห็นจิตอยู่เสมอ ก็เห็นอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้น
เมื่อเห็นอารมณ์เกิดขึ้น ก็มีปัญญาในการที่จะพิจารณาทำลายทุกๆ ขณะจิต
ถ้าเราทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จิตใจของเรานั้นก็จะค่อยๆ ว่างจากอารมณ์ทั้งหลาย
ถึงแม้มีอารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็รู้จักปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นออกไปได้
มีสติ มีปัญญา รู้เท่าทันสภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวง
ว่าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น มีความเกิดขึ้น
และมีความดับไปเป็นธรรมดาอยู่เช่นนั้น หาใช่บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่

เพราะฉะนั้นเราทุกคนจะต้องพยายาม
ที่จะรู้จักต่อสู้กับกิเลสภายในจิตใจของเรา
ในทุกๆ วันให้พยายามที่จะมีสติดูจิตใจของเรา
และปรารภความเพียรไปทุกๆ วัน ไม่ท้อถอย
สำรวมจิตใจของเรานั้นอยู่เสมอๆ
ถ้าเราทุกคนทำความเพียรไปเช่นนี้
ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เราทำความเพียรไปตลอดเวลา
ในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะแยกย้ายไปปฏิบัติคนละสถานที่ก็ตาม
แต่เราก็มุ่งหวังในการประพฤติการปฏิบัติธรรมอยู่เสมอๆ ไม่ทิ้งความเพียร
เราก็สามารถที่จะประสบกับความสำเร็จในการประพฤติการปฏิบัติธรรมได้

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตฺโต
วัดบุญญาวาส ต.บ่อทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี









".. แม้จะเปลี่ยนภพกำเนิดไปสักเท่าไร
ก็เท่ากับเปลี่ยนเครื่องมือสังหาร
ตนอยู่นั่นเอง

จึงไม่ควรยินดีในการเกิดเป็นนั่นเป็นนี่ อันเป็นลักษณะนักโทษ ย้ายที่อยู่หลับนอนในเรือนจำ ซึ่งไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

การเกิดตาย นักปราชญ์ท่านถือเป็นภัยโดยจริงใจ

เหมือนย้ายที่ๆ ถูกไฟไหม้ แม้จะ
ย้ายที่อยู่ไปไหน ก็ไม่พ้นจากการระวังภัยอยู่นั่นเอง.."

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต









ให้ดูที่ตัวของเจ้าของ
ดูให้มันดี.. มันจะได้..ไม่ไปหลงโลก

หลวงปู่บวร สุชีโว







“นักปฏิบัติต้องดูตัวเอง แล้วจะไม่มีกระทบกระเทือนกับผู้ใด เพราะต่างคนต่างดูตัวเองที่เป็นมหาโจร จะออกฉกออกลัก เพ่งโทษเพ่งกรณ์คนนั้นคนนี้ ตำหนิคนนั้นคนนี้ นี่มหาโจรมันเป็นอยู่ภายใน ให้ระวังให้ดีไม่ว่าทางไหน”

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘









#คิดไปถึงอะไรจิตก็ไปเกิดในภพนั้น

ถ้าคิดไปถึงพญานาคก็ไปกราบพญานาคตายไปก็ไปเกิดเป็นลูกพญานาค เป็นสัตว์เดรัจฉาน นั่นล่ะ ภพเป็นที่เกิดที่ตั้งของจิต คิดไปถึงอะไรจิตก็ไปเกิดในภพนั้น ภูมินั้น มาวันนี้ก็เพื่อจะให้รู้จักนี้แหล่ะ

หลวงตาศิริ อินทสิริ










"เหรียญ หรือวัตถุมงคลของครูบาอาจาร์ย
ก็ดีอยู่หรอก แต่สู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้"

หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร










"วิ่งไล่ความสุขเท่าไร ก็ไม่ทันสักที
หยุดวุ่นหยุดฟุ้งเมื่อไร ความสุขก็มาหาเราเอง"

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ








"ท่านทั้งหลาย จงอย่าทำตัวเป็นตัวบุ้งตัวหนอน
คอยกัดแทะกระดาษแห่งคัมภีร์ใบลานเปล่าๆ
โดยไม่สนใจพิจารณาสัจธรรมอันประเสริฐ
ที่มีอยู่กับตัว แต่มัวไปยึดธรรมที่ศึกษามาถ่ายเดียว
ซึ่งเป็นสมบัติของพระะพุทธเจ้า มาเป็นสมบัติของตน
ด้วยความเข้าใจผิด ว่าตนเรียนรู้และฉลาดพอตัวแล้ว
ทั้งที่กิเลสยังกองเต็มหัวใจ ยิ่งกว่าภูเขาไฟ มิได้ลดน้อย
ลงบ้างเลย

จงพากันมีสติคอยระวังตัว อย่าให้เป็นคนประเภท
ใบลานเปล่าๆ เรียนเปล่า และตายทิ้งเปล่า
ไม่มีธรรมอันเป็นสมบัติของตัวอย่างแท้จริงติดตัวบ้างเลย"

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต










"ผู้เป็นพ่อแม่ ก็ต้องประพฤติปฏิบัติเป็นคนดี
เป็นตัวอย่างของลูก ลูกก็จะได้ยอมรับ จะได้เคารพศรัทธา

คนเราที่ไม่มีศรัทธา ยากที่จะเชื่อฟัง ยากที่จะปฏิบัติตาม
เพราะการพูดร้อยครั้ง ยังไม่เท่าทำให้ดูครั้งเดียว"

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม











"ปีใหม่ ให้พากันตั้งเนื้อตั้งตัว
จากคนเก่าให้เป็นคนใหม่ขึ้นมา
อะไรไม่ดี ให้แก้ไขดัดแปลงตัวเอง
ดัดแปลงที่อื่น ไม่ถูก

ปีใหม่ ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว นี่แหละ
ที่จะแก้ไขดัดแปลงตัวเอง อะไรไม่ดี
ให้รีบแก้ไขดัดแปลงเสีย ตั้งแต่บัดนี้

ขึ้นปีใหม่แล้ว จากคนเก่า
คนเก่าเป็นคนไม่ดี อย่างไร
บกพร่องตรงไหน ให้แก้ไขดัดแปลง
ตรงที่บกพร่อง ให้ดีขึ้นโดยลำดับลำดา"

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน








"เมื่อเราเจ็บป่วย ต้องคิดว่าหายก็เอาตายก็เอา
ถ้านึกอยากหายอย่างเดียว เป็นทุกข์แน่"

หลวงปู่ชา สุภัทโท








"อะไรก็ไม่ใช่ของๆ ตน ทั้งนั้น
แต่ว่ากรรมที่ได้กระทำนั้น เป็นของๆ ตน"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ






"ครูบาอาจารย์ดีๆ มีอยู่มากก็จริง
แต่สำคัญที่เรา ต้องปฏิบัติให้จริง
สอนตัวเองให้มาก นั่นแหละ จึงจะดี"

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ







"จงอย่าสนใจ ในจริยาของบุคคลอื่น
เขาจะดี จะเลวอย่างไร มันเป็นเรื่องของชาวบ้าน
ชาวเมืองเขา อย่าใช้อารมณ์ เข้าไปยุ่งเกี่ยว
เรามีหน้าที่อย่างเดียว คือ อัตตนา โจทยัต ตานัง
จงกล่าวโทษ โจทย์ความผิดตัวเองไว้เสมอ"

หลวงปู่ฤาษีลิงดำ







"แทนที่จะไปเสียเวลา เสียกำลังความคิด
ไปตั้งหน้าจัดการกับกิเลสผู้อื่น
ก็ให้ตั้งหน้าจัดการกับใจของตนเอง
ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกิเลส

ทำได้เพียงไร ก็จะเหมือนสามารถแก้ไขคนอื่น
ทั้งหลาย ให้กลายเป็นคนดีได้ทั้งโลก
เพราะใจเรา จะไม่เร่าร้อนเพราะผู้ใดเลย

จะเหมือนคนทั้งโลก ไม่ได้ก่อกรรมทำร้าย
ให้เราต้องกระเทือนใจเลย"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ









"เม็ดทรายมีนับไม่ถ้วน จึงไม่มีค่า
เพชร มีน้อยและได้มาโดยอยาก จึงมีค่ามาก

ชีวิตมนุษย์เหมือนเพชร ไม่ใช่ทราย
อย่าพึงประมาทเวลาที่ยังเหลืออยู่ในโลกนี้
เหมือนแต่ละวินาทีเป็นแค่เม็ดทราย

ทุกวินาทีของชีวิตมนุษย์ ควรถือว่ามีค่ามากเหมือนเพชร"

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ











“บ้านสกปรกคุณไม่กวาด
คุณก็บอกว่าปล่อยวาง

ลูกทำตัวไม่ดี คุณก็ไม่ยอมบอกเตือน
คุณก็บอกว่าปล่อยวาง

หนักเข้า อะไรมากระทบกายใจก็ปล่อยไป
ปัญหาเข้ามาสุมหัวมากมาย ก็ไม่แก้ไข
เพราะคุณปล่อยวาง

แบบนี้ไม่เรียกปล่อยวาง เรียกว่า ปล่อยปละละเลย”

หลวงปู่หา สุภโร









"การที่พวกมึงมีวัตถุมงคลติดตัว
ไม่ใช่ว่า จะทำให้เป็นคนเก่งกล้าสามารถ
นึกโอ้อวด หยิ่งยโสโอหัง เรื่อยไปไม่ได้
แต่ให้ระลึกเสมอว่า พระมากับเรา
พระไม่ได้อยู่กับคนชั่ว แต่อยู่กับคนดี
ให้นึกเสียว่า พระมากับเราจะทำชั่วไม่ได้
อย่าทำตัวผิดศีลธรรม ผิดจารีตประเพณี
โดยเฉพาะ การทำผิดกฏหมายบ้านเมือง
ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท"

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ








"เกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตาย แต่ก่อนจะตาย
ทานยังไม่มี ก็ให้มีเสีย ศีลยังไม่เคยรักษา
ก็รักษาเสีย ภาวนายังไม่เคยเจริญ ก็เจริญ
ให้พอเสีย

จะได้ไม่เสียที ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
ด้วยความไม่ประมาท นั้นละ จึงจะสมกับที่ได้เกิดมา
เป็นคน"

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต









"เราคนเดียว เที่ยวรัก เที่ยวโกรธ จะไปโทษใคร
แก้อะไรใครได้ ก็ไม่เท่าแก้ใจตน เพียงคนเดียว"

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ








เวลามีปัญหา จะทำให้จิตโปร่งสบายได้อย่างไร

ถาม : เวลาเรามีปัญหา จะทำให้จิตปลอดโปร่งสบายๆ อย่างไรดีคะ ?

ตอบ : #ก็อย่ารับปัญหาเข้ามาทับตัวเองสิ #ส่วนใหญ่ที่จิตไม่ปลอดโปร่งเพราะเรารับปัญหาเข้ามาทับตัวเองเสียเยอะ แบบเดียวกับที่บอกว่าสงสารเขา สงสารไปสงสารมา #แบกปัญหาแทนเขา ก็ตายสิจ๊ะ

พระพุทธเจ้า #เป็นสุดยอดของศาสดาจริงๆ พระองค์ท่านสอนให้เรามี เมตตา กรุณา มุทิตาแล้ว #ยังสอนหลักธรรมป้องกันไม่ให้เราบ้า นั่นก็คือต้องมีอุเบกขา ไม่อย่างนั้นสงสารเขา เมตตาเขาจนเกินประมาณ ช่วยเขาได้แล้วก็มาเครียด มาเศร้า มาเสียใจเอง จะบ้าเสียเปล่าๆ

เพราะฉะนั้น..หลักธรรมท่านให้ไว้ ๔ ข้อ ต้องใช้ให้ครบ #ถ้าใช้ไม่ครบแล้วเราจะแย่ ทำตัวเป็น ก๊วยเจ๋ง ไปได้ ครั้งแรกก๊วยเจ๋งฝึกกำลังภายในอยู่ท่าเดียว พอไปเจอ โอวหยางอู่จี้ ลูกศิษย์ เฒ่าพิษปัจฉิม ซึ่งมีฝีมือเหนือกว่า โอวหยางอู่จี้ดูไปดูมาเห็นก๊วยเจ๋งเป็นอยู่ท่าเดียว จึงจัดการเสียน่วมเลย เพราะฉะนั้น..ฝึกใช้ให้ครบ ๔ นะจ๊ะ ถ้าไม่ครบ ๔ นี่กิเลสอัดเราน่วมแน่

ถาม : บางทีเราก็ยังทำไม่ได้ ?

ตอบ : ทำไม่ได้ก็พยายามต่อไป จริงๆ แล้วทั้งหมดสำคัญตรงสมาธิ วันนี้บอกกับโยมที่ไปปฏิบัติที่วัดท่าซุงมาว่า ไปมาหลายวัน อารมณ์ใจทรงตัว #สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือระมัดระวังรักษาอารมณ์เอาไว้ อย่าให้รั่ว #พูดแค่ที่จำเป็น ไม่อย่างนั้นกำลังที่เราสั่งสมเอาไว้จะรั่วออกทางวาจาหมด แล้วก็ไม่พอใช้ในการตัดกิเลส ไม่พอใช้ในการดึงตัวเองขึ้นมาให้สูงจากสภาพปกติตรงนั้น

ในเมื่อจิตใจเราไม่ได้สูงกว่าเขา ถึงเวลาไปรับภาระมากก็ทับเราแบน ถ้าหากว่าสภาพจิตใจสูงกว่า คือความเข้มแข็งมีมากกว่า เท่ากับว่าเรายืดคอพ้นขึ้นมาแล้ว อย่างน้อยๆ หนักแค่ไหนก็ยังหายใจได้ #ถ้าตอนนี้ดีที่สุดก็คือไม่รับเลย กองเอาไว้ตรงนั้นแหละ

ระวังให้มาก #พวกเราส่วนใหญ่เสียตรงปาก พอถึงเวลาก็โม้กระจาย #กำลังที่สั่งสมไว้ก็ไปกับปากหมด เพราะกำลังนี้จะรั่วออกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ รั่วทุกรูเลย พระพุทธเจ้า ถึงสอนว่า ถ้าหากว่าจะจับเหี้ย เราต้องอุดรูไว้ ๕ รู เหลือแค่รูเดียว นั่งเฝ้าไว้เดี๋ยวเหี้ยก็ออกมาให้เราจับเอง ดังนั้น..ให้ปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ระวังใจอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นเด็กชาวนาจับเหี้ยกินไม่ได้หรอก ถ้าเปิดเอาไว้หลายรูเหี้ยก็หนีออกได้ทุกรู

โอวาทธรรม พระครูวิลาศกาญจนธรรม,


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร