วันเวลาปัจจุบัน 29 ม.ค. 2020, 19:11  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ธ.ค. 2019, 05:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3666


 ข้อมูลส่วนตัว


“ความงดงามแห่งธรรมจากการปฏิบัติจะหอบพาจิตวิญญาณของเราให้ได้ไปพบแต่สิ่งที่ดีงามของชีวิต และถ้ามีบุญวาสนาก็อาจจะทำให้ได้ก้ามข้ามโคตรภูญาณ ได้เป็นอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ถึงที่สุดเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเรื่องนี้แล้วแต่บารมีของแต่ละคนเป็นเรื่องเฉพาะตนไม่มีใครทราบใครได้”

หลวงปู่สุทัศน์ โกสโล
วัดกระโจมทอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี







อารมณ์ต่างๆจะเป็นอารมณ์ดีอารมณ์ไม่ดี
เมื่อมันเข้ามาถึงใจแล้ว
ถ้าใจเราเป็นอย่างใบบัว
อารมณ์นั้นก็ไม่ติดอยู่ในใจ
นี่เรียกว่า จิตใจของเราเริ่มเป็นสมาธิขึ้นมาแล้ว
นี่เป็นผลแห่งการปฏิบัติ

หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป








สุขกับทุกข์
มันกลับไปกลับมา
เกิดดับอยู่ตรงหน้า
แต่เราไม่เคยได้พิจารณารู้เท่าทันกันเลย
ไม่มีปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดในธรรม
ยามเสื่อมลาภ เสื่อมยศทุกข์ทรมาน
ก็ถือเป็นโอกาสทองที่เราจะได้บำเพ็ญบารมีเหมือนกัน
อย่ามัวแต่จมอยู่กับความเศร้าหมอง
ขึ้นชื่อว่าความเกิด ก็เป็นทุกข์อย่างนี้แหละ

โอวาทธรรม : พระอาจารย์คม อภิวโร








"ห้ามใจของตัวเอง"
....
มีหูก็ได้ยินเสียง "เสียง" เราจะไปเลือกเอาว่า "เสียงดีๆ" มาเข้าหูเรา "เสียงไม่ดี" อย่ามาเข้า ...."มันได้ที่ไหน"
เสียงเขาด่า...มันก็เข้าได้ เสียงเขาสรรเสริญเยินยอให้...มันก็เข้าได้
จิตใจไม่ภาวนา ไม่ละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ ในจิตในใจตัวเองในตัวของตัวเอง จะไปห้ามที่อื่นมันไม่ได้ "ห้ามใจของตัวเอง" จะมารับเอาสุขกายสบายใจก็เป็นเรื่องของโลกเขา ทุกข์กายทุกข์ใจก็เป็นเรื่องของโลกเขา จะมารับเอาอะไร มันได้อะไรในนี้
มันได้ตั้งแต่ความทุกข์ ความหลง ความไม่รู้แจ้งภายในใจนั้นต่างหากเล่า

"หลวงปู่สิม พุทธาจาโร"
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่







ถ้าอยากอยู่สบายจริง
ต้องอยู่กับทุกข์ให้เป็น

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม








ถ้าใจเป็นธรรมดูอะไรก็เป็นธรรมไปหมด
ถ้าใจเป็นโลกดูอะไรก็เป็นโลกไปหมด
เพราะมันเป็นอยู่ที่ใจ จึงเรียกว่า ใจเจ้าปัญหา

คำสอน
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด






"...คนเราอยู่ในโลกอันนี้ต้องการความรักมากที่สุด แต่ลักษณะคนพาลสันดานชั่วนี่แหละการทำหรือการพูดก็ดีออกมาไม่น่ารักเลย นี่คนจะรักกันชอบกันนี่มันอยู่กับกายวาจาตัวนี้ อื่อ เราเหมือนกันจะเกลียดผู้อื่นก็ตามก็ต้องกายวาจาตัวนี้ของเขา ส่วนใจเอาไว้ก่อนทีหลังเราไม่รู้กัน ส่วนกายวาจา ๒ อย่างนี้เป็นตัวสื่อแห่งความรักและความไม่รัก ความรักความชังก็กายวาจาตัวนี้เอง ต้องมาปฏิบัติตัวกายวาจา ปฏิบัติกายวาจาอย่างไรจะให้มีคนอื่นจะรักเราอย่างไร พูดง่าย ๆ ว่าเสน่ห์ เสน่ห์เราจะหาเสน่ห์หมวดไหนคาถาไหน คาถาไหนมา มาสวดมาบ่นตัวเองไม่สำคัญเท่าฝึกกายวาจาตัวเองให้ดี นี่คือเสน่ห์ดีที่สุด เหมือนกับว่าการพูดของเรานี่จะดึงดูดความสนใจกับเพื่อนฝูงได้อย่างไร นั่น คือว่ากายวาจานี่เป็นสื่อแห่งความเสน่ห์ของโลก อยู่ตรงนี้ ความรักกันอยู่ตรงนี้ ความเกลียดชังกันมันอยู่ตรงนี้อีกแหละเช่นเดียวกันนะ มันต้องศึกษาให้ดีว่า จะพูดอย่างไรจะไม่ให้คนเกลียดเราชังเรา จะทำอย่างไรจะไม่ให้คนเกลียดเราชังเรา เราต้องเลือกตัวนี้ นี่คือผู้มีธรรมประจำตัวเขาเลือกเป็น เขาเลือกเป็น พูดอะไรเขาก็เลือกพูด ทำก็ต้องเลือกทำ นี่แหละปริสัญญูที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติตัวให้มันอยู่ในสังคมให้มันเข้ากันเหมือนอันหนึ่งอันเดียวกันได้ นี่คือผู้ปฏิบัติเขาทำกันอย่างนั้น..."

ธรรมเทศนา ของ พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ วัดป่าบ้านค้อ จังหวัดอุดรธานี แสดงที่ พุทธคยา ประเทศอินเดีย กัณฑ์ที่ ๗ ๒๓ ก.พ. ๒๕๔๐






"ทุกข์นั้นแหละเป็นเครื่องหล่อหลอมคนให้เป็นคน ให้มีความขยันหมั่นเพียร ให้พึ่งตนเองได้ ให้เป็นครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนคนอื่นอย่างดีที่สุด ทุกข์เป็นมัคคุเทศก์นำทางให้คนตั้งตัวได้ ทุกข์เป็นเครื่องดึงดูดให้คนสร้างความดีความงาม มีทำทาน รักษาศีล เป็นต้น ทุกข์เป็นเครื่องวัดความสุข เสมือนปรอทเป็นเครื่องวัดอุณหภูมิ"

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี







"การพยายามมองคนในแง่ดี ในแง่ที่น่าเห็นอกเห็นใจ
พยายามหาเหตุผลมาลบล้างความผิดพลาดบกพร่องของคนทั้งหลาย และการพยายามคิดว่าคนทุกคนเหมือนกัน
เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมอากาศ ด้วยกัน ไม่ควรจะถือเราเป็นเขา
และเมื่อไม่ถือเป็นเราเป็นเขาแล้ว ก็ย่อมไม่มีการมุ่งร้ายต่อกันเป็นธรรมดา ความปรารถนาดีต่อกันย่อมมีได้ง่าย
และนั่นแหละเป็นทางนำมาซึ่งความลดน้อยของความทุกข์"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก










“โลกสมมุติ”
ทุกอย่างในโลกนี้เป็นของสมมุติทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นของจริง ชื่อที่เรามีอยู่นี้ก็สมมุติ เราตั้งชื่อกัน คนนี้ชื่อสมชาย คนนี้ชื่อสมศักดิ์ คนนี้ชื่อบุบผา คนนี้ชื่อสมศรี มันก็เป็นชื่อ เป็นสมมุติ ร่างกายของเรามันก็สมมุติ ออกมาจากท้องแม่ ตอนต้นก็เป็นทารก อยู่ไปสักพักก็เป็นเด็ก ใช่ไหม อยู่ไปอีกสักพักก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นเด็กชาย เป็นเด็กหญิง แล้วก็เป็นนาย เป็นนาง นางสาว สมมุติเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นของแท้จริงแต่อย่างใด เดี๋ยวก็เป็นคนแก่ เดี๋ยวก็เป็นคนเจ็บ เล่นละครกันจนถึงบทเจ็บก็ไปเล่นที่โรงพยาบาล ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลกัน พอเล่นบทตายเขาก็ย้ายไปอยู่ในโลง ไปอยู่ในวัด แล้วเขาก็เอามาเข้าเตาเผา เตาไฟเผาจนร่างกายเปลี่ยนไปเป็นขี้เถ้า ขี้เถ้าก็เป็นดินนี่เอง
ร่างกายนี่ก็เป็นของสมมุติ ทำมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่นี้ก็เป็นสมมุติ เสื้อผ้าก็ทำมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ข้าวของต่างๆ ก็ทำมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไป เดี๋ยวมันก็เสื่อมไป หมดไป กลับไปเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ นี่คือสมมุติ มาจากธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของปลอม เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วคราว แล้วมันก็เปลี่ยนไป แล้วเดี๋ยวก็หมดไป เดี๋ยวก็หายไป
จำนวนคนที่มาเกิดในโลกนี้มีกี่แสนกี่ล้าน ที่ตายไปแล้วหายไปไหนกันหมดล่ะ ปู่ย่าตาทวดของพวกเราหายไปไหนกันหมด พอตายร่างกายก็กลับไปสู่ดิน น้ำ ลม ไฟ ใจก็ไปเป็นดวงวิญญาณชนิดต่างๆ ไปเป็นดวงวิญญาณของเทวดา ดวงวิญญาณของเปรต ดวงวิญญาณของอสุรกาย ดวงวิญญาณของพรหม ดวงวิญญาณของนรก ดวงวิญญาณของเดรัจฉาน เป็นไปสักพักเดี๋ยวก็เปลี่ยนไปอีก เดี๋ยวก็กลับมาเป็นดวงวิญญาณของมนุษย์อีก มาเกิดใหม่ มาได้ร่างกายอันใหม่อีก ร่างกายก็เป็นสมมุติอีก ร่างกายก็ทำมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ไปเกิดในท้องของฝรั่งก็เป็นฝรั่ง ไปเกิดในท้องของแขกก็เป็นแขก ไปเกิดในท้องของไทยก็เป็นไทย แล้วก็สมมุติไปตามกำเนิด พ่อแม่เป็นไทย ลูกก็เป็นไทย พ่อแม่เป็นเศรษฐี ลูกก็เป็นลูกเศรษฐี พ่อแม่เป็นขอทาน ลูกก็เป็นลูกขอทาน เป็นสมมุติ เป็นเหมือนตัวละคร
ใครเป็นผู้กำกับตัวละคร ใครเป็นคนแต่ง ใครเป็นคนเขียนบท คนที่เขียนบทให้พวกเรามาเล่นนี้ ก็คือกรรมนั่นเอง กฎแห่งกรรม “กรรม” คือการกระทำต่างๆ ที่เราทำกันมาในแต่ละวัน ในแต่ละภพในแต่ละชาติ ทำแล้วมันก็กำหนดให้เรามาเล่นตามบทที่เราเขียนไว้ เราทำดีมันก็เขียนให้เรามาเล่นบทดี เราทำร้ายทำไม่ดี มันก็ให้เรามาเล่นบทร้าย คนที่มาเกิดจึงเล่นบทไม่เหมือนกัน บางคนก็เล่นบทดี มาเป็นพระ มาเป็นคนดี บางคนก็เล่นบทไม่ดี เขียนบทไม่ดี ก็มาเล่นบทไม่ดี เป็นตัวผู้ร้ายกัน เป็นโจร เป็นคนไม่ดี นี่แหละคือชีวิตต่างๆ ของโลกของสมมุติ เป็นอย่างนี้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มาได้ร่างกาย เดี๋ยวร่างกายมันก็เปลี่ยนไป จากทารกไปเป็นเด็กหญิงเด็กชาย จากเด็กชายเป็นผู้ใหญ่ เป็นนาย เป็นนางสาว เป็นนาง แล้วก็ไปเป็นคนแก่คนชรา ไปเป็นคนเจ็บ ไปเป็นคนตาย พอตายไป จิตที่เขียนบทของตัวเอง ก็ไปเล่นบทต่อในโลกของวิญญาณ ในรูปแบบของวิญญาณต่างๆ วิญญาณดีเราก็เรียกว่า เทวดา อินทร์ พรหม วิญญาณไม่ดีก็เรียกว่าเปรต เรียกว่าอสุรกาย เรียกว่านรก นี่แหละคือชีวิตของพวกเรา เหมือนตัวละคร เราเป็นตัวเขียนบทของเราเอง

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัด ชลบุรี
ณ จุลศาลา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน







..ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นนักปราชญ์ราชเมธีทั้งหลาย ชี้แจงแสดงแนะนำแนวทางให้ถูกต้อง เดินไปเรื่อยๆ เหมือนบุคคลฉลาด เมื่อเขาเดินไปเรื่อยๆเขาก็ไม่เหนื่อย
..ก้าวขาไปเรื่อยๆไม่หยุด มันก็จะถึงจุดหมายปลายทางที่ตนเองต้องการ เรียกว่าการทำความเพียรสืบเนื่องกันไม่มีขาดสาย..

..โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..






บริจาคเงิน เป็นร้อยล้าน พันล้าน
แต่ถ้ายังทำผิดศีล ผิดธรรมอยู่
เวลาตายไป ก็จะไม่ได้กลับมา
เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นพรหม
แต่จะไปเกิดเป็น สัตว์เดรัจฉาน
เป็นเปรต เป็นอสุรกาย ไปตกนรก...
ต่างกับคนที่รักษาศีล
แต่ไม่ได้ทำบุญเลยแม้แต่บาทเดียว
อย่างน้อยก็จะได้กลับมาเกิด
เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นพรหม

โอวาทธรรม
หลวงพ่อสุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี
กำลังใจ ๒๙ วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๐








...รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นี่แหละ
คือ "ยาเสพติดที่ร้ายกาจที่สุด"
ที่ทำให้จิตใจของสัตว์โลกทั้งหลายนี้
ต้องติดอยู่กับ..
“การเวียนว่ายตายเกิดในกามภพนี้”.
........
คัดลอกธรรมะบนเขา
เล่ม6 หน้า221-222
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี








เรื่อง อุปมาเหมือนแสงสุดขอบฟ้า
เช้าวันนั้นหลวงพ่อฉันภัตตาหารเสร็จ
ก็ชี้ไปทางทิวทัศน์ที่มีภูเขาแวดล้อมสุดสายตา ให้พระทุกรูปดู พร้อมพูดออกมาอย่างนุ่มนวล
เห็นขอบฟ้าตรงนั้นไหม
มันเหมือนใกล้แต่ก็ไกล มันเหมือนไกลแต่ก็ใกล้แค่นี้เองนะ แต่ไม่มีใครไปถึงตรงนั้นจริงๆสักคน ไม่มีใครเอื้อมถึงสักที เหมือนนักเดินเรือออกเดินทางไปสุดขอบโลก ก็เห็นขอบฟ้าอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยไปถึง
หลวงพ่อหันมาถามพระร่วมโต๊ะ
ท่านว่าเหมือนใจของคนเราไหม
ที่แท้จริงแล้วไม่มีอะไร แต่ความคิดดันคิดตามสิ่งที่เห็นต้องดิ้นรน แสวงหา ทำให้มีรักโลภโกรธหลงขึ้นมามากมายหลงอยู่กับสิ่งลวงตา ลวงใจ คิดว่ามันมีอะไร ไม่เคยหยุด ไม่เคยพอเลย ความสุข ความสงบ จากการดิ้นรนแสวงหาภายนอก มันก็มีจริง แต่มันเป็นเรื่องชั่วคราว การหลงอยู่ในความคิดของตัวเองก็เหมือนกัน เหมือนขอบฟ้าตรงนั้น
“ ที่เห็นชัดๆว่ามีอยู่ แต่ก็ไม่มีอยู่จริง ”

หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล








เรื่องศีลนี่ เป็นของสำคัญที่ควรปฏิบัติให้มาก ถ้าแม้นผู้ใดมีศีล รักษาศีลเพียงอย่างเดียวให้มั่นคงแล้ว จะศึกษาเล่าเรียนไม่ว่าวิชาคุณไสยศาสตร์ หรือบำเพ็ญภาวนากรรมฐานอันเป็นทางวิมุตติแล้ว ต้องมีศีลมีสัตย์เป็นเบื้องต้น อย่าไปทำลายศีล ถ้าไปทำลายศีลแล้ว ชีวิตมันจะไม่เป็นเรื่องสักอย่างเดียว
ขอให้มี “สติ” ตัวเดียวเท่านี้ มันจะแจ้งหมดโลก ถ้าเรารักการพ้นทุกข์ รักการปฏิบัติ ต้องเอาให้ได้ ทำให้ชำนาญเรื่องสตินี่

โอวาทธรรมองค์หลวงปู่บัว สิริปุณโณ
วัดราษฎรสงเคราะห์(วัดป่าหนองแซง) อุดรธานี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร