วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2019, 12:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ต.ค. 2019, 05:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3611


 ข้อมูลส่วนตัว


. หลวงปู่มั่นเป็นพระอาจารย์กรรมฐานที่ให้สติแก่คนหลงทางด้านจิตใจได้ดี เพราะคำพูดท่านมีพลัง จิตท่านผ่องใส พูดอะไรก็มีน้ำหนัก เป็นที่เกรงขาม บางทีหลวงปู่มั่นก็ยังมาสอนในความฝันเพื่อเตือนสติ การที่มีครูบาอาจารย์คอยให้สติเสมอนั้นถือเป็นบุญ เหมือนกับลูกหลานที่มีพ่อแม่คอยตักเตือนให้สติ ให้กำลังใจ
แต่กว่าจะสัมผัสกันทางจิตได้ เราต้องมีความเคารพบูชา เทิดทูนท่านไว้ในดวงจิตอย่างที่สุด นำข้อวัตรปฏิบัติของท่านมาปฏิบัติตามให้ได้ผล เมื่อท่านเห็นเราทำตาม ท่านก็ภูมิใจ เหมือนพ่อแม่เห็นลูกปฏิบัติตามคำสอนของตนก็ดีใจ อบอุ่นใจ มั่นใจ วางใจ และส่งกระแสจิตตามปกปักรักษาทุกหนทุกแห่ง
ฉะนั้น ศิษย์ที่ไม่ละทิ้งครูบาอาจารย์ เป็นศิษย์กตัญญู จึงมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า ไม่มีเสื่อม

หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป






หลวงปู่ เป็นพระอรหันต์ ใช่ไหม ?
(ลูกศิษย์คนหนึ่งถาม)
หลวงปู่ไม ก็ตอบว่า”อย่าพึ่งด่วนสรุป ว่า
ครูบาอาจารย์เป็นพระอรหันต์ เรื่องนี้ จะต้อง
ดูกัน นานๆ
ครูบาอาจารย์ที่ได้มรรคผลนิพพาน จริงๆ
ท่านจะไม่อวดภูมิธรรมของตนเอง
ขอให้ดูที่การตอบปัญหาธรรมของท่าน
ขอให้ดูที่ผลงานของท่าน”

...สำหรับการภาวนาของหลวงปู่
ในช่วงแรกๆ ก็ไม่อยากได้หรอกโสดาบัน
ไม่อยากได้ความสงบ ...แต่ที่หลวงปู่
อยากได้ ในตอนเป็นเณรนั้น
คือ อยากได้ตาทิพย์
...แต่ พอภาวนา แบบยอมตาย
มี”สติ”อยู่กับ”พุทโธ”
แล้วมันได้หมด
ทั้งได้ความสงบ
และ ได้ตาทิพย์ตั้งแต่นั้นมา
จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่เคยเสื่อม

...โอวาทธรรม...
หลวงปู่ไม อินทสิริ.
วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา







"มนุษย์สัตว์ทั้งหลายกลัวความตาย แต่ยินดีกับความเกิด
เมื่อเกิดแล้วไม่ตายไม่มี ต้องตายแน่ๆ
ผู้กลัวความตายจึงต้องควรชำระโมหะ อวิชชา
ที่หุ้มห่อจิตอันเป็นต้นเหตุให้หมดจด จึงจะไม่เกิดไม่ตายอีก
ควรจะกลัวความเกิด อย่าไปกลัวความตายเลยจึงจะถูก"

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี





"ยินดีในโลกทั้งปวงก็เท่ากับเป็นห่วงใยในการเกิดแก่เจ็บตายทั้งปวงอยู่ในตัวแล้วๆ ถ้าไม่ยินดีในโลกทั้งปวงก็ตรงกันข้าม ไฟกิเลสก็จะไม่ลุกลามพอมีน้ำจะดับขับไฟได้"

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต







สิ่งที่เราทำทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาป เป็นกุศลหรืออกุศล
ล้วนเป็นสมบัติของเราทั้งหมด
คอยให้ผลอยู่ตลอดเวลา
พระพุทธเจ้าจึงย้ำว่า
ให้ทำสิ่งที่เป็นกุศล สิ่งที่เป็นบุญ
เป็นคุณงามความดี
ทำสิ่งที่เป็นสติ เป็นปัญญา
เป็นฝ่ายทำให้เจริญก้าวหน้า
เพราะสิ่งเหล่านี้จะมาสนับสนุน
มาส่งเสริมชีวิตของเราให้มันดีขึ้น
ให้เจริญก้าวหน้าขึ้น
บาปและอกุศลค่อยๆลดน้อยลงไป
ฝ่ายกุศลเจริญขึ้น เจริญขึ้น
สุดท้ายวางทั้งบุญทั้งบาป
วางทั้งกุศลและอกุศล
นั่นคือ เหนือบุญเหนือบาป
เหนือทั้งกุศลและอกุศล
เหนือกรรมทั้งหมด
เป็นอิสระหมดจด

พระอาจารย์ครรชิต สุทฺธิจิตฺโต
วัดป่าภูไม้ฮาว อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร








" อย่าไปกลัว อย่าไปท้อแท้ในการทำความดี
แต่ให้จำไว้ว่าคนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก
.
คิดซะว่าเขามาขัดเรา เข้ามาให้ของดีเรา
มองอีกมุม ว่ามันคือข้อดี ผ่านไปได้มั้ย
ผ่านไปได้ก็จะยกระดับจิตใจให้เราสูงส่ง
.
คนที่บอกว่าเธอทำอะไรไม่ดีนั้น
ก็อย่าไปให้ค่าเขา
ตัวเองรู้ ตัวเองเห็น ว่าตัวเองเป็นอะไรก็จงหนักแน่น
อย่าไปท้อแท้ อย่าไปอ่อนแอ
.
.
กล้าหาญในการทำความดีนั่นแหละน่าชื่นชม
ใครว่าร้าย ใครนินทาอะไร
ให้ปล่อยวาง อย่าไปใส่ใจ อย่าไปสนใจ
จะไปสนใจทำไม คิดว่าดีทำก็ทำต่อไป
.
ปล่อยผ่านมันเสียบ้าง
อะไรที่มันกวนใจหรือทำให้ไม่สบายใจ
ขุ่นข้องหมองใจ
.
.
ยอมมันเสีย วางมันเสีย อย่าเก็บเอามาคิด
เก็บเอามาทำให้ตัวเราตัวเองตกต่ำ
.
.
ที่บอกให้ยอม ไม่ใช่ว่าต้องแพ้
แต่มันคือการเข้าใจและเรียนรู้มัน
ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องแพ้
แต่ยอมเพื่อให้เธอชนะมันได้ในภายหลังจากนี้
.
เมื่อเจอกับกิเลส
เมื่อเจอกับบททดสอบแบบนี้
.
.
ที่สอนให้ยอม ไม่ได้บอกให้แพ้
แต่เพื่อให้ชนะมัน และไม่แพ้มันอีกในภายหลัง
เข้าใจใช่มั้ย ... "
.
.
.
หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
วัดสันติวนาราม จ.จันทบุรี








กรรมฐานยอดการเจริญกายคตาสติ
อานาปานสติ

"ท่านยึดสอนเป็นหลักในการสอน"
การพิจารณาลมหายใจนั้น ท่านจะสอน
แทรกอยู่ทุกกรรมฐาน จะพิจารณาก็ดี
จะบริกรรมภาวนาก็ดี ในเมื่อจิตสงบลงไป ปล่อยวางอารมณ์ที่พิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่
จิตจะไปรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ในเมื่อจิตตามรู้ลมหายใจเข้าออก กำหนดลมหายใจ
เข้าออกที่เป็นไปตามปกติ จิตจะเอาลมหาย
ใจเข้าออกเป็นสิ่งรู้ สติเอาลมหายใจเข้าออกเป็นสิ่งระลึก ลมหายใจเป็นไปตามปกติของร่างกาย เมื่อสติไปจับที่ลมหายใจ ลมหายใจ
ก็จะเป็นฐานที่ตั้งของสติ สติไปกำหนดรู้อยู่
ที่ลมหายใจเข้าออก จดจ่ออยู่ที่นั้น วิตกถึงลมหายใจมีสติรู้พร้อมอยู่ในขณะนั้น จิตก็มีวิตกวิจารอยู่กับลมหายใจ เมื่อจิตสงบลงไป ลมหายใจก็ละเอียดๆ ลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดลมหายใจก็หายไปหมด เมือลมหายใจหาย
ขาดไปจากความรู้สึก ร่างกายที่ปรากฏว่ามี
อยู่หายไปด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าลมหาย
ใจยังไม่หายขาดไป กายก็ยังปรากฏอยู่ เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปข้างใน จิตจะไปสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางของกาย แล้วก็แผ่รัศมีออกมารู้ทั่วทั้งกาย จิตจะสามารถที่จะมองเห็นอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้หมดทั้งตัว เพราะลมย่อมวิ่งเข้าไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ลมวิ่งไปถึงไหนจิตก็รู้ไปถึงนั่น ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่เท้าจรดหัว ตั้งแต่แขนซ้ายแขนขวา
ขาขวาขาซ้าย เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปแล้ว จิตจะรู้ทั่วกายหมด ในขณะใดที่กายยังปรากฏอยู่ จิตสงบอยู่ สงบนิ่ง รู้สว่างอยู่ในกาย วิตก วิจาร คือ จิตรู้อยู่ภายในกาย สติก็รู้พร้อมอยู่ในกาย ในอันดับนั้น ปิติ และความ
สุขย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อปีติและความสุข
บังเกิดขึ้น จิตก็เป็นหนึ่ง..
"นิวรณ์ ๕ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ
อุทธัจจุกกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็หายไป จิต
กลายเป็นสมถะ มีพลังพอที่จะปราบนิวรณ์ ๕ ให้สงบระงับไป ผู้ภาวนาก็จะมองเห็นผลประโญชน์ในการเจริญสมถกรรมฐาน "

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล






...การเป็นสัตว์เดรัจฉาน
เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต นี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดี

เป็นภพชาติที่น่ากลัวอย่างมาก
มีใครอยากไปเป็นเดรัจฉานบ้าง
มีใครอยากจะตกนรกบ้าง

แต่..อยากไม่อยาก
ถ้าทำบาปเข้า..ก็ต้องไปทันที
“เพราะนี่คือกฎแห่งกรรม”

จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ...
จะรู้หรือไม่รู้ ...
ก็ต้องไปรับผลของบาปที่ทำไว้.
.......................................
.
หนังสือธรรมะโดนใจ 4 หน้า 93
ธรรมะในศาลา 20/10/2558
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






เห็นใจเจ้าของเป็นทองคำ
ดีกว่าเห็นหลวงตาเป็นทองคำ

หลวงตามหาบัว ญานสัมปันโน






"อานิสงส์ของ ทาน ศีล ภาวนา"

".. คนที่ทำทานมาก ก็จะให้ผลให้เขาเป็นคนมีทรัพย์สินอุดมสมบูรณ์

คนมีศีล จะทำให้ได้อัตตภาพที่ดี มีรูปร่างผิวพรรณงดงาม
ไม่เป็นใบ้บอดหนวก หรือหน้าตาวิปริต น่าชัง

ถ้ามีภาวนาด้วย ก็จะทำให้เป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
ไม่เป็นบ้า วิกลจริต

เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราทำทั้ง ทาน ศีล ภาวนา
ให้ครบบริบูรณ์ทั้ง ๓ อย่าง

จึงจะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความสุขสมบูรณ์ทั้ง ๓ ประการ .. "

โอวาทธรรมท่านพ่อลี ธัมมธโร








กัลยาณมิตร

กัลยาณมิตรหาได้ไม่ง่าย หาไม่ได้สำหรับคนทั่วไป ไม่ใช่ภริยาทุกคนเป็นกัลยาณมิตรของสามี ไม่ใช่สามีทุกคนเป็นกัลยาณมิตรของภรรยา ไม่ใช่เพื่อนทุกคนเป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน

ผู้เป็นกัลยาณมิตรนั้นมีคุณสมบัติเป็นหลักสำคัญที่สุด คือ ความดี มีคุณธรรมประจำใจ พร้อมด้วยสติและปัญญา ภรรยาสามี บุตรธิดา และมิตรสหาย หรือผู้หนึ่งผู้ใด ที่ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวมา จึงไม่อาจเป็นกัลยาณมิตรได้

ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ แม้เป็นผู้มีกัลยาณมิตร แต่ปฏิเสธที่จะรับเป็นกัลยาณมิตร แม้มีกัลยาณมิตร จึงเหมือนไม่มี ไม่ได้รับประโยชน์โดยควร

โอวาทธรรม
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร