วันเวลาปัจจุบัน 18 ต.ค. 2019, 10:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2019, 05:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3562


 ข้อมูลส่วนตัว


การมี"ความสุขที่สมบูรณ์"
ต้องอาศัย "การมีปัญญา" ที่จะมองเห็นความจริงของสิ่งทั้งหลาย

"คนที่ทำจิตใจตัวเองให้มีความสุขได้ มีความสุขที่ท่านเรียกว่า "ทางจิตและทางปัญญา" สามารถมีความสงบในใจของตนเองและมีความสุขได้ อย่างที่เรียกว่า"มีสมาธิ" หรือมีความสุขจาก"การรู้เท่าทันเข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย" เป็นความสุขทางปัญญาเนื่องจากเห็นแจ้งความจริง เป็นความปลอดโปร่งโล่ง ไม่มีความติดขัดบีบคั้นใจ อันนี้เป็น"ความสุขภายใน"ของบุคคล ถ้าคนมีความสุขประเภทนี้เป็นรากฐานอยู่ภายในตนเองแล้ว การหา"ความสุขทางวัตถุ"มาบำเรอตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะมีขอบเขต ท่านเรียกว่า รู้จักประมาณ

ถ้าเรามีความสุขข้างในแล้ว ความสุขที่ได้ข้างนอกก็เป็นความสุขที่เติมเข้ามา เป็นของแถม หรือกำไรพิเศษ และอิ่มอยู่เสมอ

แต่ถ้าเราไม่มีความสุขในจิตใจ มีใจเร่าร้อน กระวนกระวาย หรือมีความเบื่อ มีความเครียด มีปัญหาอยู่ภายในใจของตนเองแล้ว พอหาวัตถุมาบำเรอตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะต้องมีปัญหาต่อไปอีกคือ...

๑.ไม่สามารถมีความสุขได้เต็มที่

๒.เมื่อทำโดยมีปมปัญหาในใจ ก็ทำอย่างไม่พอดี ทั้งทำให้เกิดปัญหาวุ่นวาย และตัวเองก็ไม่ได้ความสุขจากภายนอกเต็มที่ด้วย และ

๓.ประการสำคัญก็คือ พอทำอะไรออกมาเพื่อหาความสุขเหล่านั้น ก็ทำให้เกิดการปะทะ กระทบซึ่งกันและกัน ก็เลยกลายเป็นปัญหาสังคมขยายบานปลายออกไป

เป็นอันว่า
ประการที่หนึ่ง มนุษย์ไม่จำเป็นต้องขึ้นต่อวัตถุภายนอกอย่างเดียว เราสามารถมีอิสรภาพของตนเองที่จะมีความสุขภายใน

ประการที่สอง ความสุขภายในทางจิตใจและทางปัญญา กลับมาเป็นฐานที่จะทำให้ความสุขภายนอกที่มนุษย์แสวงหานั้นเป็นความสุขที่เต็มอิ่มในส่วนชีวิตของตน และไม่เกิดโทษในการเบียดเบียนกันในสังคมด้วย

พระพุทธเจ้าก็จึงสอนให้มนุษย์มีดุลยภาพในเรื่องของความสุข

ความสุขทางด้านวัตถุที่บำรุงบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ด้วยการเสพหรือบริโภคนั้น ท่านไม่ได้ปฏิเสธ ท่านยอมรับว่ามนุษย์ต้องอาศัยวัตถุภายนอก แต่พร้อมกันนั้นมนุษย์ก็จะต้องมีความสุขทางจิตใจและทางปัญญาเป็นฐาน การขึ้นต่อวัตถุหรือสิ่งภายนอกจะได้น้อยลง มนุษย์จะได้อยู่อย่างมีอิสรภาพมากขึ้น

พอมนุษย์มีความสุขในตนเองได้ เขาก็ไม่ต้องอาศัยวัตถุภายนอกในการที่จะมีความสุขเสมอไป ทำให้ไม่เป็นทาสของวัตถุภายนอก จึงเป็นเรื่องของมนุษย์ที่จะต้องพัฒนาตนเอง การที่จะมีความสุขซึ่งเป็นรากฐานทางจิตใจและทางปัญญาได้ มนุษย์จะต้องพัฒนาตนเองขึ้นไป เมื่อพัฒนาตนเองขึ้นไปแล้ว เขาก็จะมีดุลยภาพในชีวิต มีความสุขที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์ เพราะครบทุกด้านหรือครบทุกระดับมาดึงมาดุลและเสริมเติมแก่กัน

ในชีวิตของมนุษย์ ความสุขเป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องยอมรับความจริง ถ้าเราจะมีความคิดและชีวิตที่ทวนกระแส เราจะต้องให้ชีวิตที่ทวนกระแสของเรามีความสุขด้วย มิฉะนั้นแล้วการทวนกระแสนั้นจะไม่ยั่งยืน ชีวิตที่ไม่มีความสุขนั้นไม่ยั่งยืน เราอาจจะทนทำไปด้วยแรงพลุ่งหรือแรงกระทุ้งผลักดัน เช่นความยึดมั่นในอุดมการณ์ หรือความปลุกเร้าอะไรต่างๆ การทำด้วยแรงปลุกเร้านี้ไม่ยั่งยืน มันจะอยู่ได้เพียงระยะหนึ่งถ้าไม่มีความสุขเป็นรากฐาน

ชีวิตที่ดีงามยั่งยืนจะต้องมีความสุขอยู่ด้วย อย่างที่พระท่านเรียกว่า"ไร้ทุกข์" ซึ่งก็เป็นความหมายที่สมบูรณ์ของคำว่า "สุข" นั่นเอง นอกจากจะดีงามแล้ว ก็"มีความเป็นอิสระ" ไม่ขึ้นต่อสิ่งภายนอก เป็นไทแก่ตัวเอง และมีความสุขด้วย

ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการมีปัญญาที่จะมองเห็นความจริง และคุณค่าของสิ่งทั้งหลายมากขึ้นๆ

เพราะฉะนั้น ในการที่มนุษย์จะพัฒนาขึ้นมาให้มีความสมบูรณ์นั้น องค์ประกอบที่สำคัญก็คือ "การพัฒนาปัญญา" ของตนเอง

ฉะนั้น จุดเริ่มต้นหรือฐานของเรา จึงได้แก่การที่ต้อง "มีปัญญา"

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ "ข้อคิด ชีวิตทวนกระแส"







เรื่อง "พระนิพพานไม่อยู่ที่อื่น ให้ค้นที่สกนธ์กาย"

อาตมาบอกไว้เท่านั้นว่า ให้มีสติคุมดวงจิต สัตว์นรกก็แม่นจิต สัตว์อเวจีก็แม่นจิต พระอินทร์พระพรหมก็แม่นจิต ที่เข้าพระนิพพานก็แม่นจิต ไม่ใช่ใคร จิตไม่มีตนมีตัว จิตเหมือนวอกนี่แหละ แล้วแต่มันจะไป บังคับบัญชามันไม่ได้ แล้วแต่มันจะปรุงจะแต่ง บอกไม่ได้ ไหว้ไม่ฟัง (ภาษาอิสาน แม่น แปลว่า ใช่)

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าให้วางมันเสีย อย่าไปยึดถือมัน ก็จิตนั่นแหละมันถือว่าตัวกู อยู่เดี๋ยวนี้ก็ดี เราถือว่าเราเป็นผู้ชาย เราเป็นผู้หญิง ก็แม่นจิตนั่นแหละเป็นผู้ว่า มันไม่มีตนมีตัวดอก แล้วพระพุทธเจ้าว่าให้วางเสีย ให้ดับวิญญาณเสีย ครั้นดับวิญญาณแล้ว ไม่ไปก่อภพก่อชาติอีก ก็นั่นแหละพระนิพพานแหละแน่ะ

พระพุทธเจ้าบอกอย่างนั้น มันไม่อยู่ที่อื่น นรกมันก็อยู่นี่ พระนิพพานก็อยู่นี่ อย่าไปค้นที่อื่น อย่าไปพิจารณาที่อื่น ให้ค้นที่สกนธ์กายของตน ให้มันเห็นเป็นอสุภะอสุภัง ให้เห็นเป็นของปฏิกูล ให้เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายมันนั่นแหละ แต่กี้มันเห็นว่าเป็นของสวยของงามของดี ดวงจิตนั่นเมื่อมีสติควบคุม มีสัมปชัญญะ ค้นหาเหตุผล ใคร่ครวญอยู่ มันเลยรู้เห็นว่า อัตตภาพร่างกายนี้เป็นของปฏิกูล ของเน่าเปื่อยผุพัง แล้วมันจะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่าย จิตนั่นแหละเบื่อหน่าย

จิตเบื่อหน่าย จิตไม่ยึดมั่นแล้ว เรียกว่าจิตหลุดพ้น ถึงวิมุตติ วิมุตติ คือความหลุดพ้นจากความยึดถือ หลุดพ้นจากอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น พ้นจากภพจากชาติ ตั้งใจทำเอา

โอวาทธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย








"ในการดำเนินชีวิต ถ้ากลัวจะต้องพบอุปสรรค ก็ทำอะไรไม่ได้ คนที่เข้มแข็งย่อมไม่แพ้ เมื่อพบอุปสรรคก็แก้ไขไปด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น"

น้อมถวายอภิสัมมานสักการะแด่
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ด้วยเศียรเกล้า

๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
๑๐๖ ปี พระชาตกาล
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร








ถ้าอยากจะทราบความตายเกิด ตายสูญ จริงๆแล้ว
กรุณาพิจารณาธรรมชาตินี้ ให้ถึงความจริงของมัน
จะไม่มีใครรู้เรื่องความตายเกิดตายสูญได้ยิ่งกว่าเราเป็นผู้รู้เรื่องของเรา

จะถามใครก็เชิญ
ไม่มีทางจะให้ความเข้าใจหายสงสัยได้
ไม่ถามตัวเอง ถ้าไม่ดูตัวเอง
ซึ่งเป็นตัวเกิดตัวตายอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่าวัฏจักร

จะเป็นอะไรล่ะวัฏจักร
ถ้าไม่ใช่จิตดวงนี้ที่หมุนไปด้วยอำนาจของอวิชชาพาให้เกิดพาให้ตายอยู่ไม่หยุดยั้ง

เป็นแต่เพียงเราไม่สามารถที่จะรู้เรื่องความเป็นมาของเราเท่านั้น จึงสงสัยเรื่องของเราเมื่อสงสัยเต็มที่แล้ว ไม่มีทางออก ก็ตัดสินเอาเสียเองว่าตายแล้วสูญ แล้วมันสูญไปไหนมัน สูญจริงๆ แล้วใครเล่ามาเกิดอยู่เวลานี้ อะไรพาให้เกิด ถ้าสูญจริงๆ แล้วต้องไม่มีอะไรเป็นเครื่องก่อกำเนิดเกิดได้อีก

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏตัวขึ้นมานี้ ต้องปรากฏตัวมาจากสิ่งที่มีอยู่ทั้งนั้น

ใจก็มีอยู่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ ทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่ ที่มาผสมกันเข้า เป็นหญิง เป็นชาย เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นท่าน ไม่มาจากไหน มาจากสิ่งที่มีอยู่

ใจก็มีอยู่
อวิชชาที่เป็นเชื้อให้พาเกิดพาตายก็มีอยู่ภายในใจ
แต่เราไม่ทราบ
เพราะอำนาจแห่งความลุ่มหลงนี้เป็นเครื่องบดบัง หรือเหยียบย่ำทำลายความจดจำ และความจริงที่เคยเป็นมา จึงไม่อาจทราบได้ตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น เมื่อต้องการอยากจะทราบความจริง จงนำหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้าไปพิสูจน์ด้วยจิตตภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง

อย่ารั้งรอเสียดายกิเลส คือความเกียจคร้านอ่อนแอ และสงสัยไร้ประโยชน์
จะทราบได้อย่างชัดเจนไม่ต้องถามใคร

กิเลสมีมากน้อยจะแตกกระจายไปหมด
เหลือแต่ความบริสุทธิ์ล้นล้วนๆ

อันเป็นธรรมะสิ้นภพ
จนสิ้นความสงสัยทั้งมวล

เมื่อเหลือแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆแล้ว เราเคยเกิดมากี่ภพกี่ชาติ เพราะสาเหตุอันใด
ทำไมจะทราบไม่ได้....

ว่าบัดนี้เราสิ้นสุดแล้วในเรื่องความเกิดความตาย
ที่หมายป่าช้าตรงนั้นตรงนี้ หมายภพนั้นภพนี้
เพราะบรรลุถึงแก่นธรรมะอันเป็นเครื่องสังหารกิเลสทั้งมวล ที่ทำให้เกิดตายโดยสมบูรณ์แล้ว


หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







"ถ้าหากคนเรา มองดูเห็นความตาย
อยู่ใกล้ตนแล้ว ก็จะรีบขวนขวาย
สร้างคุณงามความดี ให้เกิดให้มีขึ้น
แก่ตนเองได้

ถ้าบุคคล ไม่เจริญมรณานุสติกรรมฐาน
ไม่ระลึกถึงความตาย ในวันหนึ่งวันหนึ่ง
ไม่รู้ว่าตนเองจะตาย ในวันใดวันหนึ่งแล้ว
ก็ย่อมเป็นคนประมาท"

หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป








"ในทางโลก การได้มามากๆ
เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ในทางธรรม
การสละสิ่งที่มีมากๆ ให้หมดไป
แม้แต่สิ่งละเอียดอ่อนภายในใจได้
ท่านว่าประเสริฐสุด"

หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป






“ปลาหนองเดียวกันไม่ว่าปลาเล็ก ปลาใหญ่
ปลาอะไรก็ชั่ง เมื่อน้ำแห้งย่อมตายหมดเสมอกัน

เวลายังอยู่ด้วยกัน อย่าขัดข้องกันนักเลย
จงทำตัวให้พอเหมาะพอสม และอยู่ด้วยกัน
อย่างเป็นสุขสงบเถิด”

หลวงปู่จันทร์ สิริจันโท


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร