วันเวลาปัจจุบัน 20 พ.ย. 2019, 09:16  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.ค. 2019, 04:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3595


 ข้อมูลส่วนตัว


“ในพรรษานี้เป็นความเข้มงวดกวดขันให้ต่างกันกับนอกพรรษามันถึงถูกต้อง ตามที่ท่านพูดไว้แล้วว่าไม่เข้าพรรษานี้พระเพ่นพ่านๆ เหยียบคันไร่คันนาเขาจนเขาได้บ่น ต่อมาจึงให้เข้าพรรษาในพรรษาสามเดือนนี้ไม่ให้พระออกไปที่ไหน ให้ประกอบความพากเพียรอยู่ตามสถานที่ของตน เป็นอย่างนั้นนะ

จึงได้มีเข้าพรรษา แต่ก่อนไม่มีเข้าพรรษา ข้อตำหนิติเตียนของเขาพระพุทธเจ้าก็นำมาพิจารณา จึงว่าในพรรษาไม่ให้ออกไปไหน เวลานี้เป็นเวลาที่เข้าพรรษา เป็นเวลาที่เข้มงวดกวดขันในทางความพากความเพียร ไปไหนไม่ไปไหนกับอยู่ในพรรษานี้เป็นเวลาที่จะได้เข้มงวดกวดขันในทางความพากเพียร ความพากเพียรเพื่อจะระงับดับความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมภายในจิตนี้เป็นสำคัญมาก จิตใจนี้ดีดดิ้นมากทีเดียว ไม่มีอะไรจะดีดจะดิ้นยิ่งกว่าใจ ใจนี้ดีดดิ้นมาก จึงต้องใช้ความเพียรคือสติครอบมันอยู่เสมอ ถ้าสติดีความเพียรก็ก้าวเดิน ถ้าสติขาดเป็นวรรคเป็นตอนไปนี้ความเพียรก็หยุดๆ ยั้งๆ ไม่ค่อยก้าวเดิน ถ้ามีสติระมัดระวังอยู่ตลอดเวลาเป็นที่แน่ใจได้ว่าผู้นั้นตั้งตัวได้แน่นอน เราเคยดำเนินมาแล้ว

เรื่องสติจึงยกให้เป็นอันดับหนึ่งในการประกอบความเพียร จะเป็นที่ธรรมดาก็ตาม เป็นเวลาที่เดินจงกรมนั่งสมาธิก็ตาม สตินี้เป็นสำคัญมากทีเดียว ถ้าขาดสติเมื่อไรก็ขาดความเพียร ถ้าสติติดแนบกันอยู่แล้วความเพียรก็ก้าวเดิน นี่สำคัญให้จำเอาไว้ทุกคน ตั้งสติไม่ใช่ตั้งธรรมดานะ ผู้ที่จะเร่งรัดให้ถึงมรรคถึงผลจริงๆ สติกับจิตนี้ไม่จากกันละ ขาดเมื่อไรก็เป็นว่าขาดความพากความเพียร ตั้งสติปั๊บตั้งแต่ตื่นนอนไม่ให้เผลอกันเลย อยู่อย่างนั้นละ เพราะไม่มีงานอื่นใดทำ มีแต่งานภาวนาเพื่อจะดูละครลิงซึ่งมันมีอยู่ในจิต เอาธรรมะตีเข้าไปๆ จิตก็สงบได้”
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระสงฆ์ ณ วัดป่าบ้านตาด
เนื่องในวันอธิษฐานเข้าพรรษา
เมื่อเย็นวันที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒





สันตุสสโกวาท วันเข้าพรรษา
"สร้างบุญ สร้างกุศล เข้าพรรษา"

ควรปฏิบัติตนอย่างไรในพรรษา
มิใช่ว่าพรรษาหนึ่งผ่านไปๆ เราได้ทำอะไรบ้าง
เป็นเครื่องอุ่นใจ เป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจ
เราควรจะคิดแล้วนะ ในพรรษานี้
ข้าพเจ้าตั้งจิตอธิฐาน คือความตั้งใจมั่น
ในพรรษานี้ ข้าพเจ้าจะไหว้พระทุกวัน สวดมนต์ทุกวันไม่ให้ขาด
ก่อนนอนแล้วก็ตื่นมาก่อนที่จะไปทำงานเราก็ไหว้พระอีก
อะระหังฯ สวากขาโตฯ สุปะฏิปันโนฯ นะโมตัสสะฯ
จากนั้นก็แผ่เมตตาในใจอีก ข้าพเจ้าจงเป็นสุข ผู้อื่นจงเป็นสุข
ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ผู้อื่น สัตว์อื่น วิญญาณอื่น
ทุกดวงใจ ขอให้มีความสุขอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ
อย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนา ทุกท่านด้วยเทอญ
มากกว่านั้นอีก บางคนก็ตั้งจิตอธิฐานอีก
ข้าพเจ้าจะงดบุหรี่ให้เด็ดขาดในพรรษานี้
หรือข้าพเจ้าจะงดสุรา ของมึนเมา ข้าพเจ้าจะงดทั้งหมด
ข้าพเจ้าจะรักษาศีล ๕ ตลอดไตรมาส ๓ เดือน
หรือ รักษาศีล ๕ หรือ รักษาอุโบสถ ศีล ๘ ทุกวันพระ
หรือข้าพเจ้าจะใส่บาตรทุกวันไม่ให้ขาดในพรรษานี้
แต่บางคนก็ว่า พระไม่ผ่านหน้าบ้านก็มี นอนตื่นสายก็มี
เอาเถอะเราจะทำบุญใส่บาตรทุกวันในพรรษา
เราก็ตั้งกระปุกขึ้นมา แล้วก็เขียนไว้เลย
เราจะใส่บาตรที่ไหน วัดไหนที่เรารักเคารพ เลื่อมใสนะ
จากนั้นเราก็วันนี้จะใส่บาตรอะไร เช่นใส่กล้วยน้ำว้า
ใบหนึ่งกี่บาท เราก็รู้แล้วกล้วยน้ำว้าราคาเท่าไหร่ ก็หย่อนลงไป
พอออกพรรษาแล้ว มีเงินเท่าไหร่ในกระปุก
เราก็เอาปัจจัยนั้นล่ะ
ไปถวายวัดที่เราตั้งใจ ตั้งความปรารถนาไว้
และข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิทีนี้ เราก็ไหว้พระเสร็จแล้ว
หามุมสงบซ่ะ แล้วก็ไปนั่งภาวนา ๕ นาทีก็ได้ ๑๐ นาที ๒๐ นาที
พุทโธ พุทโธ พุทโธ ดูใจของตนเองนะ
ทำให้จิตใจของเรานิ่ง จิตใจเราสบาย
นั้นล่ะเป็นการพักผ่อนทางด้านจิตใจ
นี้ล่ะล้วนแต่เป็นบุญเป็นกุศล
ถ้าหากว่าพวกเราใฝ่ในการสร้างบุญสร้างกุศลนะ
แต่ถ้าหากพวกเราไม่ได้ใส่ใจ วันคืนเดือนปีผ่านไปๆ
ก็ไม่ได้สร้างบุญสร้างกุศล
อันนี้ก็คือการสร้างบุญสร้างกุศลในพรรษา

โดย หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา "เตรียมตัวเราก่อนเข้าพรรษา"
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐




หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ในสมัยที่ท่านยังเป็นฆราวาสนั้นท่านเป็นคนตรงไปตรงมา ยอมหักไม่ยอมงอ เมื่ออายุครบอุปสมบทได้ ๒ ปี ท่านก็มีความคิดจะบวชทดแทนคุณบุพการี และหวังว่าจะสึกออกมาแต่งงานกับคนรัก ที่ชื่อว่าแป้ง

ซึ่งก่อนจะบวชนั้นมีคนสบประมาทไว้ด้วย ว่าอาจอยู่ได้ไม่ครบพรรษา พ่อแม่ของท่านได้นำไปฝากไว้กับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ศิษย์อาวุโสท่านหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ท่านได้จำพรรษาที่วัดทรายงาม ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี แม้หลวงปู่เจี๊ยะตั้งใจว่าบวชเพียงไม่นาน ก็จะสึกออกมาใช้ชีวิตฆราวาส แต่ก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่ ซึ่งปรากฏว่าท่านได้ซาบซึ้งในรสพระธรรมยิ่งนัก

“เมื่อภาวนาจิตลงได้อย่างนั้นแล้ว สมบัติใดๆ ในโลกที่เขานิยมว่ามีค่ามาก จะเอามากองให้เท่าภูเขาเลากา ไม่ได้มีความหมายเลย ธรรมสมบัติที่ปรากฏเมื่อคืนนี้ เป็นธรรมสมบัติเหนือรัตนะเงินทองโดยประการทั้งปวง อัศจรรย์ในธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่ง จิตไม่เกี่ยวเกาะด้วยกามคุณเลย"

จนที่สุดท่านก็ตัดสินใจว่าจะไม่ลาสิกขา ทั้งที่เดิมเคยสัญญากับคนรักว่าจะบวชเพียงพรรษาเดียว แล้วจะสึกไปแต่งงานด้วย

“อยู่มาวันหนึ่งเดินออกบิณฑบาต เจอคนที่เราเคยรักมาใส่บาตร
เราจึงบอกสาวคนที่เรารักนั้นไปว่า “แป้งเอ๊ย...ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่สึกแล้วนะ”
จริงๆ แล้วถ้าจะพูดกันให้ชัดๆ ต้องพูดว่า
“แป้งเอ๊ย...เราไม่โง่แล้วนะ ไม่ไปเป็นขี้ข้าราคะตัณหาของใครอีกแล้ว”
ถ้าพูดอย่างนั้นกลัวเขาจะเสียใจ…”

ท่านได้เล่าถึงชีวิตของสาวแป้งว่าในที่สุดก็แต่งงานไปกับชายคนหนึ่ง ใช้ชีวิต และตายไปในที่สุด

“...นั้นเห็นไหมเขาไม่ได้อันใดเลย ซึ่งอันนี้แต่ก่อนเป็นสิ่งที่เรารัก

ชีวิตที่ไม่ได้พบกัลยาณมิตรมันก็ตายเปล่าไปอย่างนั้น แต่อันนี้เราจะไปพูดกับคนอื่นไม่ได้ บางทีเขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องอรรถธรรม...”

ชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรมที่มีครูบาอาจารย์และเพื่อนสหธรรมิก นับเป็นชีวิตที่มีค่า
ชีวิตที่ได้ลิ้มรสอมฤตธรรม อันพ้นแล้วจากกิเลสตัณหาทั้งปวง นับเป็นชีวิตที่มีความสุขไม่มีสิ่งใดเปรียบปาน ในเรื่องความรักและกิเลสตัณหาต่างๆ นี้

หลวงปู่เจี๊ยะได้กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า

พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ถูกที่สุดว่า
“ผู้ใดขยี้กามราคะ ตัณหา อันเป็นเหมือนเปือกตมได้
ขยี้หนามคือกามราคะ ตัณหาไปเสียได้ ผู้นั้นนับได้ว่าเป็นผู้หมดโมหะ
ไม่สะทกสะท้านในนินทา สรรเสริญ ทุกข์หรือสุข
ถ้าใครปฏิบัติได้มันก็เป็นอย่างนั้น”

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท







ไม่จำเป็นต้องหอบสังขารนี้ไปที่ใหน
ถ้าตั้งใจจริงแล้วนั่งอยู่ที่ใหน ธรรมก็เกิดที่ตรงนั้น
นอนอยู่ที่ใหน ยืนอยู่ที่ใหน เดินอยู่ที่ใหน ธรรมก็เกิดที่ตรงนั้นแล

โอวาทธรรม:พระคุณเจ้าองค์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล





"เพิ่มพูนบุญกุศลบารมีให้แก่กล้า
ต้องเคารพในสัจจะ คิดจะทำอะไรที่เป็นความดี
ทำตามที่คิด ให้กิจการงานสำเร็จลุล่วงตามที่ตั้งใจจริงๆ
บุญกุศลก็มากขึ้นได้"

โอวาทธรรม:องค์หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ






“ปัจจุบันเอาแต่การทำทานเป็นใหญ่
เลยลืมการรักษาศีลปฏิบัติ ยิ่งภาวนา ยิ่งไม่เอา

เราไม่ภาวนา จิตเราจะได้ถึงธรรมได้อย่างไร
จะถึงมรรคผลได้อย่างไร มันจะไปแก้
ความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ยังไง

เพราะมันอยู่ภายใน การทำบุญภายนอก
เดี๋ยวเดียวก็จบ”

พระอาจารย์โสภา สมโณ





"ทุกคนมีอดีต
แต่อย่าไปทุกข์กับอดีต
ทุกข์ไป มันก็แก้ไม่ได้
ของมันผ่านไปแล้ว
ไม่มีประโยชน์
อดีตที่ผิดพลาดที่เสียหาย
มันทำให้เรามีวันนี้ มีเดี๋ยวนี้
จะไปแก้มันทำไม "

หลวงปู่หา สุภโร





"มรณสติ ช่วยเตือนให้เราเห็นคุณค่า
ของสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน

เราไม่ค่อยเห็นคุณค่าของวันนี้ หรือวันพรุ่งนี้
เพราะเราคิดว่า เรายังจะมีเวลาอยู่ได้อีกหลายปี
แต่ถ้าเรารู้ว่าเราต้องตายคืนนี้ แต่ละนาที
ที่ยังมีชีวิตอยู่ จะกลายเป็นสิ่งมีค่าทันที
เราจะไม่ปล่อยให้ผ่านเลยไป โดยเปล่าประโยชน์
หรือไร้สาระ

คนที่เป็นมะเร็งแล้วรู้ว่า จะมีเวลาอยู่ในโลกนี้
ได้อีกไม่กี่เดือน จะรู้สึกเลยว่าแต่ละวันมีความหมายมาก”

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล





"จุดมุ่งหมายของการสวดมนต์
คือ ทำใจของเรา ให้มีที่อยู่อาศัย
คนเราที่ทุกข์ใจไม่หยุดยั้ง เพราะใจไม่มีที่พึ่ง

ถ้ามีบทสวดมนต์เป็นที่พึ่ง เวลาทุกข์
มันจะไปสวดมนต์ของมันเอง
แล้วมันก็ลืมทุกข์ ลืมยากไปได้"

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





“ประโยชน์ที่สำคัญที่สุด
ของการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
แล้วได้พบพระพุทธศาสนา
ได้ยินได้ฟังแล้ว ก็คือ การปฏิบัติตาม
ถ้าเราไม่ปฏิบัติ มันก็ไม่มีประโยชน์”

ครูบาเจ้าพรหมา พรหมจักโก





“จำไว้นะ ถ้าไม่มีใครคบ
จงเลือกเดินคนเดียว

ถ้าคบคนพาล คนโกง หลงกามคุณ
ถ้าสติเราไม่พอ อีกไม่นาน
เราจะซึมซับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว

ถ้าไม่มีคนที่มีศีลธรรมรอบตัวเลย
จงเลือกเดินคนเดียว และมี 'สติ' เป็นเพื่อน”

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน




"คนฉลาด ก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ
ให้กับการสร้างทรัพย์ภายใน
คนโง่ ก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ
ให้กับการสร้างทรัพย์ภายนอก

เพราะคนโง่ ไม่รู้ว่าตายไปแล้ว
ต้องไปเกิดใหม่
แต่คนฉลาด รู้ว่าตายไปแล้ว
ต้องไปเกิดใหม่อีก

เพราะตายแต่เพียงร่างกาย
ใจไม่ได้ตายไปกับร่างกาย
นี่คือคำสอนของคนฉลาด
คือ พระพุทธเจ้า”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





"การทำตนที่ชั่วให้เป็นตนที่ดีได้ เป็นกุศลที่สูงสุด"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ







“ถ้าเราทำดี พูดดี คนอื่นเขาว่าเราทำไม่ดี
ก็ไม่เป็นไร เมื่อเราทำดีแล้ว คนอื่นว่าไม่ดี
มันเป็นเรื่องของเขา เราอย่าไปทิ้งความดีของเรา
ความดีมันอยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่คนอื่น
อย่าลืมว่า กรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น
อย่ายึดมั่น และอย่าจับตาดูผู้อื่น”

หลวงปู่ชา สุภัทโท




"บุคคลไม่ควรเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์
ถึงสิ่งนอกกายทั้งหลาย ที่มันผ่านพ้นไปแล้ว
มันหมดไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้น
มันได้ทำหน้าที่ของมัน อย่างถูกต้อง
โดยสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล




"อันความหวังนั้น หวังด้วยกันทุกคน
แต่สิ่งที่จะมาสนองความหวังนั้น
ขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติของตน
เป็นสำคัญ

เราอย่าให้มีความหวังอยู่ภายในใจ
อยู่อย่างเดียว ต้องสร้างเหตุอันดี
ที่จะเป็นเครื่องสนองตอบแทน
ความหวังนั้นด้วย"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน





"ไปเดือดร้อนอะไรกับคนนินทา
ใครนินทา เราไม่ได้ยิน ไม่ใส่ใจก็สบาย
คนนินทาน่ะ เป็นยาชูกำลังที่จะเตือนตัวเอง
เขาติดีกว่าเขาชม จะได้รู้ตัว
ถ้าเราเป็นอย่างนั้น จะได้ปรับปรุง
เราจะไปโกรธเขาทำไม ถ้าไปโกรธเขา
ก็เรียกว่าเราแพ้ตัวเอง"

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร