วันเวลาปัจจุบัน 21 พ.ย. 2019, 02:59  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2019, 06:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3595


 ข้อมูลส่วนตัว


วิธีการบรรลุธรรมได้เร็วที่สุด ..

.
โยม ; หลวงปู่ครับผมทำอย่างไรจะบรรลุธรรมได้เร็วที่สุด

หลวงปู่ ; ก็ละความอยากบรรลุธรรมของคุณสิ ได้เร็วที่สุด คุณละได้เร็วเท่าไหร่คุณก็จะบรรลุธรรมได้เร็วเท่านั้น

โยม ; ไม่ใช่ครับผมหลวงปู่ ผมหมายถึงว่า ในการปฏิบัติธรรม วิธีการปฏิบัติของสายใดเป็นวิธีลัดให้เราบรรลุธรรมได้ง่ายๆและเร็วที่สุด

หลวงปู่ ; เออ ก็อย่างนั้น แล้วคุณจะรีบไปไหนหล่ะ หรือทุกวันนี้คุณรีบไม่พอ เดินทางก็รีบ ทำมาหากินก็รีบ รีบไปหมด การปฏิบัติธรรมก็รีบ คุณดูนี่ (แล้วท่านก็ยกมือข้างซ้ายท่านขึ้นมา กางนิ้วมือทั้ง ห้านิ้วออก แล้วก็เริ่มโบกเร็วๆ) คุณว่าตอนนี้มีกี่นิ้ว

โยม ; เห็นไม่ชัดครับผม หลวงปู่ต้องโบกข้าๆครับผม ผมถึงจะเห็น

หลวงปู่ ; นั้นๆ นี่ไงหล่ะ ขนาดคุณยังอยากให้หลวงปู่โบกมือช้าๆเลย โบกมือเร็วๆไม่เห็นนิ้วมือใช่ไหม โบกช้าๆมันจึงจะเห็นชัด การปฏิบัติธรรมหน่ะคุณเอ้ย มันไม่มีอะไรเร็วได้ดอก รีบทำ รีบทำ มันไม่เห็นปัญญานะ ถึงเห็นมันก็ไม่แจ้ง ต้องค่อยๆทำ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป แต่อย่าหยุด เดินทุกวัน ทำทุกวัน ภาวนาทุกวัน ขี้เกียจขี้คร้านก็ทำ ขยันหมั่นเพียรก็ต้องทำ อย่าหยุด ค่อยเป็นค่อยไป พวกคุณใช้ชีวิตแบบเร่งๆรีบๆจนเคยตัว เลยคิดว่าการพ้นทุกข์นั้นก็รีบได้ ยิ่งพวกคุณอยาก พวกคุณรีบ ยิ่งพวกคุณปฏิบัติสุกเอาเผากิน ธรรมมะก็ยิ่งจะหนีห่างพวกคุณออกไปไกลเรื่อยๆ ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ สังเกตุไปทุกระยะ ตั้งสติอย่าขาด อย่าวาดอนาคต อย่าผูกอดีต อย่าอยาก การปฏิบัติธรรมให้เหมือนการเอามือกำนกตัวน้อยๆ กำแรงนกก็ตาย กำเบานกก็บินหนี กำให้มันพอดี อย่าเบาอย่าแรง อย่าเร่งอย่ารีบ อย่าอยากมุงหลังคาทั้งๆที่ยังไม่ตั้งเสายังไม่เทพื้นเทคาน ทานเป็นเหตุชำระกิเลสอย่างหยาบมีศีลเป็นผล ศีลเป็นเหตุชำระกิเลสอย่างกลางมีสมาธิเป็นผล สมาธิเป็นเหตุชำระกิเลสอย่างละเอียดมีปัญญาเป็นผล ปัญญาเป็นเหตุรู้รอบในกองสังขารทั้งปวงมีวิมุติความหลุดพ้นเป็นผล ทำไปตามขั้นตามตอน อย่าอยากอย่าเร่งอย่ารีบ ถ้ามันบ่มให้สุกได้อย่างกล้วย อย่างมะม่วง มันก็ดีหน่ะสิแต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ ไม่มีใครลัดได้ดอก ดูความยาก ดูความลำบากของการปฏิบัตินะ มันจะได้ละอยาก ละความห่วงในโลก อันนั้นหล่ะคุณจะได้ไวไว เข้าใจนะ

หลวงปู่หา สุภโร



บางคนให้ทานได้อย่างเดียว แต่เป็นทาน
ขั้นสูง ให้ด้วยใจบริสุทธิ์ ให้ด้วยจิตว่าง
โดยไม่หวังอะไรตอบแทน

บางคนเจริญสติภาวนา ได้ในขั้นต้น ทำทาน
ไม่เป็น รักษาศีลได้บ้างไม่ได้บ้าง คนมีหลาย
จำพวก หลายจริต เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
แต่เรารู้ว่าเราเป็นเรา

เราเป็นเราในที่นี้ คือ เราอยากมีความสงบสุข
ความสงบสุข สบายใจ ก็ไม่ได้เกิดที่ไหนได้เลย
นอกจากที่ใจ จะทำให้ใจมันเย็นได้ ก็ต้องรู้จัก
ปล่อยวาง ละ รู้จักให้อภัยกัน

อย่างเช่น เมื่อถูกยุงกัด แทนที่จะตบมัน
เพราะโกรธที่มาทำให้เราเจ็บ คนที่ให้ทาน
เป็นก็น้อมนำว่า ยุงมันหิว ให้มันกินเลือด
นิดเดียว ยอมทนเจ็บ อภัยให้มัน คือรู้จักให้
อภัยทานแบบคนทำทานเป็น คนที่รักษาศีล
เป็น เค้าก็จะรู้ว่า ถ้าตบมันเป็นปาณาติปาต
เค้าก็จะไม่ทำ คนที่เจริญสติเป็น อาจจะให้
อภัยได้โดยการน้อมนำว่า เรามีจิตที่เจริญ
แล้ว ย่อมมีความยับยั้ง มีความเมตตาต่อสัตว์
ที่ไม่มีโอกาสได้เจริญสติ อภัยทานให้ เหล่านี้
เป็นการชำระความโกรธ ด้วยธรรมข้ออภัยทาน

เมื่อเห็นคนที่ให้ทานไม่เป็น เช่น วิทยาทาน
ไม่ยอมสอนการบ้านเพื่อน ทั้งๆที่ไม่ได้เสีย
อะไรเลย คนที่ทำทานเป็นก็ควรมีอภัยทาน
ให้อภัยเค้า เพราะถ้าเค้ารู้จักให้ทาน เค้าคง
ไม่ทำแบบนี้ เราก็สอนซะเองเลย

เมื่อคนที่ทำทานเป็น พูดเรื่องศีล แต่พูดถูกๆ
ผิดๆ เพราะเขาเพิ่งจะหัดรักษาศีล คนที่รักษา
เป็นแล้ว ย่อมมีความเมตตาว่า เราจะไม่โต้ตอบ
ด้วยคำพูดที่ส่อเสียด เพราะเราเป็นผู้ที่รักษาศีล
เป็นแล้ว ย่อมให้อภัยแก่ผู้ที่รักษาศีลไม่เป็น
จะช่วยเมตตา แนะนำตามภูมิของเรา

คนที่เจริญสติเป็นแล้ว เห็นความไม่พอใจ
เกิดได้แล้ว สามารถระงับความไม่พอใจที่เกิด
ขึ้น หากมีผู้ใดแสดงออกทาง กาย วาจา ใจ
ให้ความไม่พอใจเกิดขึ้น เราจะระงับใจว่า
เพราะเขาไม่มีสติ เจริญสติไม่เป็น ไม่สามารถ
ยับยั้งการพูด การแสดงออก ไม่สามารถดูแล
จิตใจตัวเองได้ เราย่อมให้อภัยทานแก่ผู้ที่
ปฏิบัติได้น้อยกว่าด้วยความเมตตา ผู้มีสติ
ปัญญามากกว่า ย่อมหาความสงบสุขให้แก่
ใจ ด้วยอภัยทาน

ดังนั้นผู้ที่มีปัญญาแล้ว ย่อมอย่าให้ความโกรธ
อย่าให้กิเลสควบคุมจิตใจ หากมีการพลั้งเผลอ
เราก็ให้อภัยตัวเอง ยกโทษให้ตัวเอง เอาความ
ผิดครั้งนี้ไปปรับปรุง ด้วยว่ากำลังสติยังน้อย
ไม่ต่อเนื่อง รู้จักดูแลไม่ให้จิตเจือด้วยความ
ทุกข์ ด้วยกิเลส โดยอภัยทาน

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก จ.เชียงใหม่



ก่อนที่จะพูดอะไร ให้ถามตัวเองว่า ที่จะพูดนี้จำเป็นหรือเปล่า
ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูด นี่เป็นขั้นต้นของการอบรมใจ
เพราะถ้าเราควบคุมปากตัวเองไมได้ เราจะควบคุมใจได้อย่างไร

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก





ผู้ติเตียนโสดาบัน
คนติเตียนพระโสดาบัน ต้องไปนรก
ปุถุชนอายุ ๑๐๐ปี ติเตียนเด็กหญิง
ที่เป็นโสดาบัน ต้องไปนรก

พระโสดาบัน
ประเสิรฐกว่า กษัตริย์
ประเสิรฐกว่า จักรพรรดิธิราช
ประเสิรฐกว่า เทวดาบนสวรรค์
ประเสิรฐกว่า ผู้เป็นใหญ่ใน ๓โลก
พระองค์ตรัสไว้อย่างนั้น
ปุถุชนตกนรกได้ โสดาบันไม่มีตกต่ำ
มีแต่สูงขึ้นไป สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

พระโสดาบัน เห็นความดีเป็นตน
มีความรักใคร่ในศีลในวินัย
เหมือนสิ่งเหล่านี้เป็นตน
การพูด พูความจริง
เหมือนกับสิ่งนี้เป็นเรา เป็นตนรู้สึกว่า
ถ้าพูดไม่จริง เสียหายมาก
รักโลกุตรธรรมชื่อว่า
เห็นตนเป็นธรรม เห็นธรรมเป็นตน

คนจะเอามรรคผล ศีลต้องบริบูรณ์
ศีลเป็นกำลังหลักจะได้โสดาบัน
ศีลเป็นกำลังหลัก สมาธิ และ
ปัญญาเป็นกำลัง เป็นเครื่องสนับสนุน

พระพุทธเจ้า เมื่อสำเร็จแล้ว ใคร่ครวญว่า
เราจะอาศัยใครเป็นที่พึ่งที่เคารพอยู่
เราประเสริฐสุด ให้มีโลกุตรธรรม
เป็นที่เคารพเถิด

คำสอนพระอริยสงฆ์เจ้า หลวงปู่เจือ สุภโร
บันทึกการแสดงธรรมเมื่อ ปี๒๕๕๓
/คณะผู้จัดทำ สานุศิษย์หลวงปู่เจือ สุภโร




วิธีใช้หนี้พ่อแม่ (หลวงพ่อจรัญฯ)

1. จงสร้างความดีให้กับตัวเอง และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก ฯ

2. ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ ฯ

3. ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรมล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษ ฯ

4. ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

5. บางคนลืมพ่อลืมแม่ อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไรก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ

6. คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้..คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆ น้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณ นั่นคือหนี้บุญคุณของบิดามารดา

ตัวอย่าง

“หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง” เด็กประถม 4 พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบันเป็นดอกเตอร์อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้ บอกวันเกิด หนูซื้อขนม 2 ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา 2 ห่อ ให้แม่ก่อน 1 ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก 1 ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง...พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วงสร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด

7. ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล ฯ

8. ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี ฯ

9. ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา..พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้าง ฯ

10. ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี 2 ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ 7 วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว ฯ

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร