วันเวลาปัจจุบัน 27 พ.ค. 2019, 04:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2019, 05:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3418


 ข้อมูลส่วนตัว


#เขาว่าโลกมันหวาน
#แต่มีภัยข้างหน้าคือความชรา ความแก่อยู่ข้างหน้าโลกมันเหมือนโรงละครโรงใหญ่ มีการร้องไห้ หัวเราะ ดีใจ เสียใจ ร้องไห้ตลอดเวลานะ เกิดแก่เจ็บตายมันมา โลกไม่ใช่สุขแท้ มันสุขปลอมๆ สุขอาศัยอามิสอยู่ เหมือนอาศัยร่มไม้ ตะวันสายมามันก็ย้ายหนีเราไปย้ายจากเราไปเราก็ร้อน เหมือนกับเราอยู่ตามโลก ตามเสียงตามกลิ่น ตามรส ตามลูกตามหลาน ตามพ่อตามแม่ เมือพ่อแม่สิ้นไปเราก็เศร้าโศกเสียใจ ความรักมากทุกข์มากความรักน้อยทุกข์น้อย พระพุทธเจ้าว่าโลกมีทุกข์ตลอดเวลา ถ้าเรามาปฏิบัติธรรมเราก็จะมีความสุขเกิดขึ้นมา ก็จะปราบความทุกข์นั้นได้ ให้พิจารณาความทุกข์นั้นยิ่งๆขึ้นไป พระพุทธเจ้าสอนให้เราประพฤติปฏิบัติ ให้มีศีลมีธรรมเยี่ยงอย่างพระพุทธเจ้าทำ คนเรารักบุญอาศัยบุญ พึ่งบุญกุศลถ้าไม่มีบุญกุศลเราก็ทุกข์ บุญกุศลดีงามทำอะไรบุญก็ช่วย บุญช่วยก็ทำง่าย บุญ บาป มันต่างกันนะโยมไม่เหมือนกัน ทุกข์ จน ไม่เหมือนกันในโลกนี้ ร่ำรวยไม่เหมือนกัน บางคนรวยมากไม่มีที่เก็บแต่ทุกข์มาก บางคนจนมาก คนเราไม่มีอะไรเหมาะสมในโลกนี้ เพราะบาปกรรมสร้างมาไม่เหมือนกัน เราทั้งหลายหวังบุญกุศลก็ต้องทำดี

...#ทำดีมันทำยากหน่อยไม่ใช่ทำง่ายๆน่ะ
ต้องรักษาศีล ต้องให้ทานต้องเจริญเมตตาภาวนา แผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้เกิดในใจเรา บุญจะเกิดขึ้นมาในใจเราได้ บุญหนักศักดิ์ใหญ่ บางคนน้อยเนื้อต่ำใจอย่าไปคิดเรื่องเหล่านั้นทำไปเรื่อยๆ รักษาศีลไปเรื่อยๆ จิตใจยิ่ง ธรรมยิ่ง ปัญญายิ่ง ฉลาดเฉลียว ไปข้างหน้าเหมือนกับเรียนหนังสือเรียนถึงดอกเตอร์ เราเรียนและประพฤติปฏิบัติมากๆ เราเรียนเพื่อปฏิบัติไม่ละทิ้ง รู้และปฏิบัติตามให้มรรคผลเกิดในจิตใจของเรา สมกับเราที่มุ่งมั่นปั้นมือมาเพื่อปฏิบัติธรรมตามศรัทธาของเรา ศรัทธาความเชื่อว่าบุญมีจริงบาปมีจริง มรรคผลมีจริงครูบาอาจารย์สั่งสอนมาอย่างนั้นก็ปฏิบัติเอา พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นผู้บอกทางเราเป็นผู้เดินทาง. ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นแสงสว่างส่องทาง ตถาคตผ่านแล้วธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นหนทางทำดี เมื่อนิพพานแล้วก็ไม่เกิด พระพุทธเจ้าตายแล้วไม่เกิด เพราะท่านได้วางโลกแล้วก็มันดีในจิตใจของเรา

...ใจของเรานี้มันสำคัญมาก บางทีมันดีบางทีมันชั่ว บางทีมันเกิดอะไรขึ้นมามากมายเรียกว่าสังขารใจ. มันเป็นมโนสังขาร เป็นบุญเป็นบาปมันปรุงนั่นปรุงนี่ปรุงมรรคปรุงผลขึ้นมาให้รู้ตาม พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า บุญบาปมีจริง มรรคผลนิพพานมีจริง มีมืดก็มีสว่าง มีร้อนก็มีหนาวแก้ มันเป็นของแก้กัน มีเกิดแก่เจ็บตาย พระพุทธเจ้าท่านไม่เกิดแล้วท่านได้ละอุปทานไม่ยึดมั่น. ไม่ยึดติดท่านวางสังขาร ไม่ยึดติด ว่าเป็นพ่อเป็นแม่ ตัดสังสารวัฏตัดจนออก เมือเราได้ฟังธรรมที่อาตมาได้พูดเล็กๆน้อยๆ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ให่เอาไปปฏิบัติตาม อะไรที่มันไม่ได้ประโยชน์ก็วางไว้ก่อน คนเราฟังธรรมสวนะ จงนำไปประพฤติปฏิบัติตาม เมื่อประพฤติปฏิบัติตามธรรมใดที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ ดีทุกเวลาตลอดราตรีกาล

โอวาทคำสอนหลวงปู่อุดม ญาณรโต วัดป่าสถิตย์ธรรมวนาราม บ.หนองผักแว่น ต.ศรีชมภู อ. พรเจริญ จ.บึงกาฬ

คัดลอกจากหนังสือประวัติ "ญาณนโต นุสรณ์"






#การแผ่เมตตาแบบหลวงปู่ทิวา_อาภากโร
(อานิสงส์ของการเจริญเมตตามีดังนี้...)

๑. ตื่นก็เป็นสุข
๒. หลับก็เป็นสุข
๓.ไม่ฝันร้าย
๔. เป็นที่รักของมนุษย์
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ "อมนุษย์นี้หมายถึง เทวดา ผี และสัตว์ทั้งหลายด้วย"
๖. เทวดารักษา ผู้ใดมีเทวดารักษาผู้นั้นจะเจริญรุ่งเรื่องไม่มีตกต่ำ
๗.ไม่เป็นอันตรายด้วยไฟ ยาพิษและศาสตรา
๘. จิตจะเป็นสมาธิอย่างรวดเร็ว ถ้าเราแผ่เมตตาและทำสมาธิต่อ จิตจะเป็นสมาธิเร็วกว่าปกติ
๙. สีหน้าจะผ่องใส ดีกว่าเมคอัพด้วยเครื่องสำอาง
๑๐. ก่อนจะตาย จิตจะมีสมาธิไม่หลงตาย "การหลงตาย คือ การเฟ้อหรือโกรธ จิตเป็นอกุศล เพราะฉะนั้น ทุคติ จึงเป็นไปในเบื้องหน้า"
๑๑. เมื่อไม่บรรลุนิพพาน ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก

ต่อไปนี้เป็นการฝึกทำสมาธิภาวนา นั่งขัดสมาธิหลับตา แล้วคิดตามคำพูดของอาตมา................
เอ้า ! ต่อไปนี้คือฝึกแผ่เมตตา ก่อนอื่นเราต้องแผ่เมตตาให้ตัวเองเสียก่อน คิดในใจซึ้งในใจกันเลยทีเดียว "ขอข้าพเจ้าจงอย่าได้มีทุกข์กาย ทุกข์ใจ ขอข้าพเจ้าจงมีความสุขเป็นการปรารถนาความสุขให้แก่ตนเอง ทุกคนสามารถจะทำได้ คนที่มีความทุกข์ที่สุดก็คงจะปรารถนาให้ตัวเองมีความสุข ความปรารถนาความสุขเช่นนั้น ทำให้เกิดขึ้นมีขึ้นในจิตใจของพวกเรา ขอข้าพเจ้าอย่าได้มีทุกข์กายทุกข์ใจ ขอข้าพเจ้าจงมีความสุข

อันดับต่อไป เป็นการแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย คิดในใจซึ้งในใจอีกเหมือนกัน ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงอย่ามีทุกข์กายทุกข์ใจ ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข นี้คือการปรารถนาความสุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย การแผ่เมตตาคือการปรารถนาความสุขให้แก่ตนเองและผู้อื่นเท่าเทียมกันเสมอกัน นี้เป็นหัวใจเป็นหลักสำคัญของการแผ่เมตตา !!

อันดับต่อไป ทำความสม่ำเสมอในบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลาย รวมถึงตอนเองด้วย โดยการคิดถึงบุคคล ๔ คน
๑. ตัวเราเองนึกถึงตัวเราเองที่นั่งอยู่ในปัจจุบัน
๒. คือคนที่เรารักที่สุด มีใครบ้างที่เรารักมากที่สุด
๓. คนที่ไม่รักไม่ชัง คือ คนทั่วๆไป
๔. คือคนที่เราไม่ชอบ คนที่เราเกลียด แผ่เมตตา คือปรารถนาความสุขให้กับ ๔ คนนี้เท่าเทียมกัน เสมอกัน ข้อนี้ทำได้ยากสักหน่อย แต่ลองพยายามทำดู นึกถึงคนที่เกลียดที่สุด แผ่เมตตาคือ ปรารถนาความสุขให้เท่ากับตัวเราเอง ให้เท่ากับคนที่เรารัก ให้เท่ากับคนที่ไม่รักไม่ชัง คนทั่วๆไป พยายามทำดู ถ้าพวกเราแผ่เมตตาทำเป็นประจำทุกวัน เราจะหาคนที่เกลียดไม่พบ ทุกคนนี้จะเป็นเสมือนมิตรสหายเป็นญาติหรือเป็นพี่น้องหรือเป็นลูกเป็นหลาน มีความปรารถนาดีเท่าเทียมกันเสมอกัน

อันดับต่อไปแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั่วจักรวาล แผ่เมตตา คือ ปรารถนาความสุขให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วจักรวาลนับตั้งแต่พรหม พรหมนี้อยู่เหนือเทวดา...ขอพรหมทั้งหลายจงมีความสุข, ลงมาเทวดา...ขอให้เทวดาทั้งหลายจงมีความสุข, ลงมามนุษย์...ขอมนุษย์ทั้งหลายจงมีความสุข, ลงมาพวกเปรต...เปรตที่มีความหิวโหยเป็นประจำ ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งหลายจงมีความสุข, ลงมาพวกอสูรกาย...พวกอสูรกายนี้มีความทุกข์ทรมานทางกายเป็นประจำ ขอให้อสูรกายทั้งหลายจงมีความสุข
ลงมาพวกสัตว์เดรัชฉาน...ขอให้สัตว์เดรัชฉานทั้งหลายจงมีความสุข ลงมายังพวกสัตว์นรก...ขอสัตว์นรกทั้งหลายจงมีความสุข แผ่เมตตาคือ ปรารถนาความสุขไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วจักรวาล ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วจักรวาลจงมีความสุข

อันดับต่อไปแผ่เมตตาไปยังทิศต่างๆ แผ่เมตตาคือปรารถนาความสุขไปยัง ทิศหน้า คือ ตรงหน้าเรา
ทิศหลัง : แผ่ความสุขไปทางหลังเรา
ทิศขวา : แผ่ความสุขไปทางขวามือ
ทิศซ้าย : แผ่ความสุขไปทางซ้ายมือ
เฉียงหน้าทางขวา : แผ่ความสุขไปเฉียงหน้าทางขวา
เฉียงหน้าทางซ้าย : แผ่ความสุขไปเฉียงหน้าทางซ้าย
เฉียงหลังทางขวา : แผ่ความสุขไปทางเฉียงหลังทางขวา
เฉียงหลังทางซ้าย : แผ่ความสุขไปทางเฉียงหลังทางซ้าย
ทิศบน : แผ่ความสุขไปบนหัวเรา
ทิศล่าง : แผ่ความสุขดิ่งลงไปที่เรานั่ง

สมมุติว่าตัวเรานี้คล้ายๆหลอดไฟฟ้าแผ่รัศมี ไม่ใช่แสงสว่างแต่เป็นรัศมีแห่งความสุข หรือการปรารถนาความสุขแผ่ไปรอบๆตัวเรา

สรุปขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข นึกแผ่ความสุขนี้ออกไปรอบตัวเรา ทุกทิศทุกทางไม่มีขอบเขตแห่งสุข นึกแผ่ความสุขให้กับตัวเอง นึกแผ่ความสุขให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย นึกแผ่ความสุขนี้ออกจากรอบเรา กว้างออกไปๆ ไม่มีขอบเขตแห่งความสุข นึกความสุขแผ่กว้างออกไปเป็นอารมณ์ อารมณ์ของเมตตาพรหมวิหารคือความสุขที่แผ่กว้างออกไป คือความสุขอันเกิดจากการปรารถนาความสุขแก่ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถ้าพวกเราทำไปสักพัก อารมณ์นี้อาจจะจางไป หรือว่ามีอารมณ์อื่นมาแทรกให้สับสน เราก็เริ่มต้นคิดใหม่ ขอข้าพเจ้าจงมีความสุข ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข นึกแผ่ความสุขออกไปจากตัวเราไปทุกทิศทุกทางไม่มีขอบเขตของความสุข นึกแผ่กุศลให้กับตัวเอง นึกแผ่ความสุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย นึกแผ่ความสุขนี้ออกไป กว้างออกไปไม่มีขอบเขตแห่งความสุข นึกถึงความสุขที่แผ่กว้างออกไปเป็นอารมณ์

ทำต่อไปสักพัก.....

ถอดจากเทปพระธรรมเทศนา
องค์หลวงปู่ทิวา อาภากโร
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร



"..บ๊วยๆ เบื่อยๆ ละกะเทาทะเล บักแซว บักกอกน้ำ ละกะบัวหิมะ หิเมอะ หมู่หนิยกเลิกให้หมด พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติพวกนี้ มันเป็นอาหารทั้งหมดอย่าไปกิน นอกนั่นกะพากันไปฉัน ไอ... ... บักอินทผาลัม บักอินทผาลัมกะบักเป้งใหญ่นั่นล่ะ บักเป้งบักหวายหนิ กะเป็นอาหารติหล่ะ ถ้ากินพวกนี้ได้ไม่ต้องเว้น ตอนเย็นก็เอาข้าวมาเลย เอาข้าวมากินเลยก็ได้ อะไรกะมีแต่ยาหมดข้าวกะเป็นยา มันเลยเถิดเลยเถอ เพราะฉนั่นต้องสำเนียกพื้นฟู ครูบาอาจารย์ต้องแนะนำสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาตามสุดท้ายปลายหลัง มันจะหมดเด้ มันไม่มีสมัยก่อน...."

หลวงปู่บุญมา คัมภีรธมฺโม
เทศน์ในงานถวายเพลิงหลวงตาสรวง สิริปุญโญ


หลวงปู่เปลี่ยน เมตตาตอบปัญหาธรรม

หลวงปู่เปลี่ยน :: เรื่องภัยพิบัตินั้น ก็จะเกิดมีอยู่
อาตมาเห็นอยู่ แต่อาตมาไม่ทราบว่า จะเกิดขึ้นช่วงไหน
จึงขอเตือน ให้ญาติโยมภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ กันไว้

โยมถาม :: คนที่ภาวนาพุทโธ แล้วจะรอดพ้นจากภัยพิบัติหรือครับหลวงปู่

หลวงปู่เปลี่ยน :: เปล่า.. คนภาวนาพุทโธ ตายแล้วจะไปสู่สุคติ

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป





"การมองกัน อย่ามองในแง่ร้าย
ให้มองในแง่เหตุผลเสมอ

หากมีเหตุผล หรือความจำเป็น
ที่จะมองกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกันอยู่ร่วมกัน
ให้คิดเผื่อไว้เสมอ คือความเมตตา

ความให้อภัย ซึ่งกันและกันนี้
เป็นหลัก ของผู้ปฏิบัติธรรม"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน







"ถ้าเรามีภรรยา
แล้วต้องคอยกลัวภรรยา
จะไปคบชายอื่น เราก็ไม่อยากได้

หรือเรามีสามี
แล้วสามีไปคบกับหญิงอื่น
เราก็ไม่อยากได้ คิดดูซี่

หรือเรามีลูก มีเต้า
มีคนมาเบียดเบียน
เราก็ไม่อยากได้ หรือใครอยากได้

ตัวเรานี่ซิ ถ้าเรามีศีลแล้ว
รู้จักลูกเขา ภรรยาเขา สามีเขา
ก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันแลกัน
เราก็อยู่เป็นสุข

ถ้าเราไปล่วงเกินเขาแล้ว
กรรมนั้น ก็ติดตนไปหลายภพ
หลายชาติ ได้บุตรภรรยาอย่างนี้
ภรรยาสามีก็ทะเลาะกัน ไม่ถูกกัน
เหตุนั้น พระพุทธเจ้า จึงห้ามกาเม"

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร