วันเวลาปัจจุบัน 07 ก.ค. 2020, 08:03  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2020, 07:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3826


 ข้อมูลส่วนตัว


"นาดีเพราะดิน พระดีเพราะศีล
ถ้าพระมีศีล แม้อยู่ในป่าลึกไกลเพียงใด คนก็หลั่งไหลตามเข้าไปกราบไหว้บำรุงยึดเหนี่ยวจิตใจ"

หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม
วัดป่าหนองไผ่ จ.สกลนคร



"จิตเมตตา​ คือ​ จิตที่ไม่ปรารถนามุ่งร้ายใคร
เมื่อจิตสงบ​ ภาวนาจิตแล้ว​ให้แผ่เมตตา
อานิสงส์ของการแผ่เมตตานี้จะคุ้มครองเราได้..."

หลวงปู่อว้าน​ เขมโก



มีนิทานธรรมบทเรื่องหนึ่งเล่าถึงหญิงจัณฑาลชื่อ นางปกาตี วันหนึ่งขณะที่นางกำลังตักน้ำอยู่ พระอานนท์เดินผ่านมาและขอบิณฑบาตน้ำดื่ม นางตกใจมาก รีบกราบเรียนว่าบ่อน้ำนี้เป็นของพวกจัณฑาล ถ้าท่านฉันน้ำในบ่อนี้ ตัวท่านจะพลอยมีมลทินไปด้วย พระอานนท์ตอบว่าท่านถามหาน้ำดื่มเท่านั้น ไม่ได้ถามหาวรรณะใดๆ

นางปกาตีตะลึงมองพระอานนท์ฉันนำ้ที่ตนถวาย เมื่อท่านเดินจากไป นางก็เดินตามจนถึงวัดเชตวันซึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ นางปากาตีรวบรวมความกล้าตามพระอานนท์เข้าไปในวัด เฝ้ากราบทูลพระพุทธองค์ขออยู่ใกล้ชิดพระอานนท์ในวัด เพื่อจะได้ปรนนิบัติรับใช้ท่าน นางปกาตีกราบทูลว่านางรักพระอานนท์

พระพุทธองค์ตรัสกับนางปกาตีอย่างนุ่มนวลว่านางเข้าใจผิดแล้ว นางไม่ได้รักตัวพระอานนท์หรอก แต่รักในความกรุณาปรานีจากกิริยาวาจาของพระอานนท์ที่นางไม่คาดว่าจะได้รับต่างหาก พระพุทธองค์ตรัสสอนนางปกาตีว่า นางสามารถเข้าใกล้ความกรุณาปรานีเช่นนั้นได้ทุกเมื่อด้วยการเจริญเมตตาภาวนาทั้งต่อตนเองและผู้อื่น คนเราจะเป็นผู้ประเสริฐอย่างแท้จริงด้วยการกระทำ ไม่ใช่ด้วยชาติกำเนิด

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ปิยสีโลภิกขุ



เรื่อง "วิธีถ่ายถอนกิเลส"

วิธีถ่ายถอนกิเลส

พึงเจริญ "อสุภภาวนา"
เพื่อละราคะเสีย

พึงเจริญ "เมตตา"
เพื่อละพยาบาทเสีย

พึงเจริญ "อานาปานสติ"
เพื่อเข้าไปตัดวิตกเสีย

พึงเจริญ "อนิจจสัญญา"
เพื่อถอนอัสมิมานะเสีย

อนัตตาสัญญา ก็พึงเห็นพึงตั้งใจไว้ด้วยดี ความถอนอัสมิมานะขึ้นเสียได้ เป็นปรินิพพานในทิฏฐธรรมภพปัจจุบันนี้ทีเดียว

คติธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





ถ้าจิตใจผ่องใสอยู่เป็นนิจนะ​ "สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง​ กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปนัง​ เอตังพุทธานะสาสะนัง" คนไหนหมั่นชำระจิตใจของเจ้าของอยู่เป็นนิจ ชำระกาย ชำระใจ ชำระใจตัวเดียว ถ้าจิตสะอาดมันสะอาดไปหมด​ มันสำคัญ มโนปุพพํคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา​ มันประชุมใจแห่งเดียวเท่านั้น ดีชั่ว​ ผิดถูก​ ฉลาดหรือโง่เขลาเบาปัญญา​ ประชุมใจ ๆ​ ฉลาดหรือความสามารถอาจหาญก็ประชุมใจ​ ความหมั่น​ความขยัน​ ก็ประชุมใจ เราชำลอกจิตใจมันก็แล้วไปหมด เราไม่ต้องไปรุงรังสิ่งอื่นถ้ารู้ใจ​ ถ้าไม่รู้ใจมันสำคัญอะไร

หลวงปู่แสง​ จันทโชโต






" คนเรานั่น ไม่ใช่คนดอก
ที่แท้จริงเป็น "กองธาตุ"
ต่างหาก ถ้าจะอุปมาอุปมัย
คนเราเหมือนกับ ก้อนดิน
ก้อนหนึ่ง กลิ้งไปบนพื้น
แผ่นดินนี่แหละ ไปแทบ
ทุกแห่งหน ก้อนดิน
ไม่ใช่อะไรหรอก

คนเรานี้ต่างหาก ก้อนดิน
ทั้งก้อน ถ้าเห็นเป็นก้อนดิน
แล้ว คนเราจะไม่เกิดทิฐิ
มานะ จะไม่ถือเนื้อถือตัว
ว่าตน เป็นใหญ่เป็นโต
หรือว่าตนเป็นน้อยเป็นหนุ่ม
หรืออาจจะเป็นเด็ก เป็นเล็ก
เป็นสาวอะไรต่างๆไม่ถือทั้งนั้น

ความหนุ่มไม่มี ความสาว
ไม่มี ใหญ่โตไม่มี เด็กเล็ก
ไม่มี เสมอภาคกันหมด

พระพุทธเจ้าท่านสอน
ให้เราพิจารณาอย่างนั้น
จึงจะเห็นตามเป็นจริง
ถ้าไม่เห็นอย่างนั้น
ยังถือตัวถือตนอยู่
ถือเขาถือเราอยู่ "

โอวาทธรรม
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี




"...การฝึกสมาธิ โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต..."

"...การทำสมาธิเบื้องต้น ต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ ทำวัตรสวดมนต์บูชาพระ เจริญพรหมวิหาร ๔ และสมาทานกรรมฐาน เดินสมาธิหรือเดินจงกรม

การเดินสมาธิหรือเดินจงกรมเหมาะสำหรับคนที่มักมีความคิดฟุ้งมาก พระพุทธองค์กล่าวว่า ประโยชน์ของการเดินจงกรม มีดังนี้คือ

- ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย
- ทำให้ขาแข็งแรงเดินได้ทนและไกล
- เมื่อทำหลังอาหารทำให้อาหารย่อยง่าย
- สมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมจะอยู่ได้นาน

วิธีการเดินสมาธิหรือเดินจงกรม

เลือกสถานที่ยาวประมาณ ๕ เมตร ถึง ๑๐ เมตร แล้วแต่ความกว้างของสถานที่ และความรู้สึกพอดี บางทียาวนักก็ไม่ดี เหนื่อย บางครั้งสั้นไปก็ทำให้เวียนหัว หันหน้าไปทางเดินจงกรม แต่อย่ามองไกลเกินไป มองทอดสายตาดู ไปข้างหน้าประมาณ ๔ ก้าวเพื่อไม่ให้จิตใจวอกแวก แต่ไม่ใกล้เกินไป จนรู้สึกปวดต้นคอ มือซ้ายมาวางที่หน้าท้องและมือขวามาวางทับ เพื่อป้องกันแขนแกว่งขณะเดิน และดูสวยงาม

เมื่อได้ท่าที่พอดีแล้วก็เดินก้าวขาขวาไป ก็นึกคำว่า “พุท” และเมื่อก้าวขาซ้ายไป ก็นึกคำว่า “โธ” เวลาเดินไม่หลับตาแต่ให้ลืมตา และกำหนดสัมผัสของเท้าที่ก้าวเหยียบลงพื้น เดินว่าพุทโธ ไปเรื่อย พอถึงปลายทาง เดินก็หยุดนิดหนึ่ง แล้วก็หันกลับด้านขวามือ มาทางเดิม และเดินว่าพุทโธ ต่อไป อย่าเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป กำหนดจิตของเราอยู่ที่ก้าวเดินและคำภาวนา ไม่ให้จิตวอกแวก

สิ่งสำคัญคือ การกำหนดจิตให้ทันการเคลื่อนไหว ส่วนการเดินเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น เราควรทำอย่างน้อย ๓๐ นาที และจะดีมากขึ้นถ้าตามด้วยการนั่งสมาธิ เพราะการเดินจงกรม เป็นการเปลี่ยนอิริยาบท ปล่อยอารมณ์ และเตรียมร่างกายให้พร้อมสู่การนั่งสมาธิ

อิริยาบถนั่งสมาธิ

นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย วางลงบนตัก ตั้งกายตรง (ไม่นั่งก้มหน้า ไม่นั่งเงยหน้า ไม่นั่งเอียงซ้าย ไม่เอียงขวา ไม่โยกหน้า ไม่โยกหลัง) ไม่กดและข่มอวัยวะในร่างกาย วางกายให้สบายๆ ตั้งจิตให้ตรง ลงตรงหน้า กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่าน ไปในเบื้องหน้า-เบื้องหลัง (อนาคตและอดีต) พึงเป็นผู้มีสติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ในจิต บริกรรม “...พุทโธ...” จนกว่าจะเป็นเอกัคคตาจิต..."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต




" คนเราอายุ 30 ลืมหน้า
40 ลืมหลัง 60-70 ลุกก็ยาก
นั่งก็ยาก หลังจากนั้นก็ร้อง
โอย หนังเหี่ยวเขี้ยวหล่น
ตาหม่นตามัว หัวหงอกหัวขาว

เฒ่าแก่แล้วควรพิจารณา
ดูกายตัวเราให้ชัด อุ้มลูก
แล้วก็ยังว่าค่อยให้หลานแถม

คนที่มีเงินพอหมื่นพอแสน
แล้ว ก็ยังให้ได้ถึงล้านถึง
โกฏิเล่า หลงเลี้ยงคราบเน่า
ไว้รอวันตาย เราทั้งหลาย
ควรที่จะหาช่องทางดี

อย่าประมาททางศีล
ทางทาน อายุสังขารเรา
มันบ่อยู่ที่เก่า เป็นอันรู้เฒ่า
ชราไป ให้คิดไว้บ่อยๆ "

โอวาทธรรม
ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา








" เวลาเป็นของมีค่าสูง
อย่าประมาทเวลาอันเล็กน้อย

จงรีบทำความดีใส่ตนเสีย
โดยเร็ว อย่าเห็นว่า
เป็นของสายเสียแล้ว
จะทำไม่ได้ "

โอวาทธรรม
ท่านพ่อลี ธัมมธโร





“เกิดมามีแต่คนช่วยเหลือ ถือว่ามีบุญ
แต่คนที่เกิดมา แล้วได้ช่วยเหลือคนอื่น
เป็นคนที่มีบุญมากกว่า”

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ







"ทุกคนมีความต้องการเหมือนกัน
นั่นคือ ไม่ต้องการให้คนอื่นมาพูด
ให้เราเกิดความไม่สบายใจ
ถ้าเข้าใจได้อย่างนี้ เราก็ต้องรู้ตัวเองว่า
ไม่ควรทำ ไม่ควรพูด ให้คนอื่นมีความเดือดร้อน
เป็นทุกข์จากตัวเราเช่นกัน"

หลวงปู่ทูล ขิปฺปปญฺโญ





หากผู้ใด ได้ถวายอาหาร สิ่งของ แด่พระพุทธเจ้าหรือ พระปัจเจกพุทธเจ้า บุญที่เกิดจากการถวายทานนั้น มีอานิสงส์มาก ถึงขนาดผู้นั้น ตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ได้เป็นสาวก หรือ อัครสาวก หรือ ปราถนาพุทธภูมิ ก็ได้สมดังใจปรารถนา

ตามพระพุทธดำรัส ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น การที่เราดูแลช่วยเหลือ ปรนนิบัติ ต่อ พระภิกษุ ผู้อาพาธเท่ากับว่าเรา ได้สร้างกุศล ต่อพระพุทธองค์ โดยตรง เลยทีเดียว

ดังนี้ ผลบุญมหาศาลจักบังเกิดขึ้นแก่เราผู้ได้ปรนนิบัติอุปัฏฐาก พระภิกษุสงฆ์ผู้อาพาธ เปรียบเสมือนเราได้ถวายทาน ต่อพระพุทธเจ้า นั่นเอง

อานิสงส์ของการบริจาคเงิน เพื่อบำรุงภิกษุ-สามเณรที่อาพาธ

๑. ชื่อว่าเสมือนอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ใด ต้องการอุปัฏฐากเรา ตถาคต ผู้นั้น จงไปอุปัฏฐาก ภิกษุไข้เถิด"

๒.อกุศลกรรม ในอดีตชาติ จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ อย่างหนึ่งได้

๓. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ เมื่อได้รับส่วนบุญนี้จะเลิกจองเวรจองกรรม ช่วยให้พ้นเวรพ้นกรรม

๔. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เทวดารักษา สรรพวิญญาณเมตตาปราณี

๕.เหล่าวิญญาณร้าย ไม่อาจเบียดเบียนบีฑาได้

๖.จิตใจสงบร่มเย็น ปวงภัยไม่เกิด ฝันร้ายไม่มี มีสง่าราศีผ่องใส สุขภาพเเข็งเเรง กิจการงาน เป็นมงคล
แก่ตัว อายุยืนยาว ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่าย

๗. คุณธรรม เจริญมั่นคง ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าปัญญาเกิด

๘. ไม่พลัดพราก จากคนรัก ของรัก ก่อนเวลาอันควร

๙.ชื่อว่าได้อุปถัมภ์ บำรุงพระพุทธศาสนา ให้มั่นคง ยั่งยืน

๑๐. ถือเป็นการทำสังฆทานอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการถวายการอุปัฏฐาก บำรุง แก่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก

๑๑. จะไม่ไร้ญาติขาดมิตร เวลาแก่ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีคนคอยดูเเล ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว

๑๒. มีเดชบารมีมาก มียศ วาสนา เป็นใหญ่เป็นโตไม่มีใครข่มขี่ เบียดเบียน

๑๓. จะเป็นที่รักแก่คนทั้งปวง ไปที่ใด จะมีผู้คอยช่วยเหลือเกื้อหนุน ไม่ถูกปล่อยให้ขัดข้องในเรื่องทั้งปวง

๑๔.จะมีสมบัติมาก และสมบัติจะไม่ถูกทำลายโดยราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ

๑๕. จะได้พบพระอริยสงฆ์ ได้พบพระอรหันต์
ได้พบพระดี ได้พบพระเครื่องพระบูชา ที่มีความศักดิ์
สิทธิ์ ไม่เจอพระปลอม ไม่เจอพระเก๊ พระทุศีล

๑๖.จะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้า และเข้าถึงธรรมได้โดยง่ายดาย

๑๗.จะได้เจอครูบาอาจารย์ และเพื่อนที่ทรงคุณธรรม

๑๘.ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้ จะเป็นปัจจัยแก่สวรรค์ และนิพพาน

๑๙. ด้วยบุญที่ อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้ สามารถอธิษฐาน ให้เป็นปัจจัย แก่การบรรลุเป็นพระมหาสาวก พระอัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า
และ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาลได้

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่





ให้จิตมีทุน

“กลับไปบ้านก็ให้มีพุทโธด้วย อย่าทิ้งพุทโธ ผู้ปฏิบัติจะรู้เอง เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เรารดน้ำปลูกทุกวัน มันก็ใหญ่โตขึ้นทุกวันไม่ต้องไปบอก นี่เราเทียบให้ฟัง

จิตดวงนี้ก็เหมือนกัน ต้องหล่อเลี้ยงด้วยศีลด้วยธรรม ซักฟอกจิต จิตจะไม่มีเรื่องมีราว ไม่มีความยุ่งเหยิงวุ่นวาย แต่คำว่าซักฟอกไม่ได้หมายความว่าวันเดียว พระพุทธเจ้าท่านว่า วิริเย ทุกขมัจเจติ บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ให้พยายาม พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนสัตว์โลกไม่มีผิดพลาด ขอให้นำคำของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ จิตดวงเดียวของเรานี้ แก้ด้วยสัตย์ด้วยศีลเท่านั้น อย่าไปแก้ด้วยอย่างอื่น เริ่มจากการซักฟอกด้วยบุญ แล้วก้าวขึ้นไปถึงศีลห้า

หลวงปู่มั่นท่านสอนว่า ให้พยายามรักษาศีลธรรม มันไม่ตายหรอก แล้วไม่ต้องไปขอกับผู้หนึ่งผู้ใด คนขอเป็นคนจน เราไม่ฆ่าสัตว์ ก็จิตเรานั่นแหละไม่ฆ่า ไม่ลักของ ไม่ประพฤติผิดในผู้อื่นเขา ไม่โกหกหลอกลวง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่ดื่มเครื่องเมาทั้งหมด ก็จิตดวงนี้ของเรา ให้ระวังจิตดวงนี้ให้มีสติ อย่างน้อยให้จิตมีทุน วันนี้ก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก ให้พี่น้องกรุณายึดคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติทุกวันๆ อยู่บ้านอยู่ที่ไหนจิตก็เป็นกุศล บ้านก็เป็นมงคล ลูกก็เป็นมงคล หลานก็เป็นมงคล อย่าลืมพุทโธทุกวันๆ ระลึกอยู่ในหัวใจ ซักฟอกหัวใจ ใครซักฟอกได้มากเท่าไร จิตก็สะอาดขึ้นๆ จะรู้เอง ผู้ปฏิบัติจะรู้เอง เป็นสันทิฏฐิโก แต่ต้องฝ่าต้องฝืนต้องพยายามปฏิบัติ ท่านจึงพูดว่า วิริเย ทุกขมัจเจติ บุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร

เหมือนกับทานอาหาร ทานแทนกันไม่ได้ รักขนาดไหนก็ทานแทนกันไม่ได้ เวลาจากไปแล้ว ถ้าทุนของจิตไม่มีเลย กุสลาก็ไปไม่ถึงนะ ให้ซักฟอกตัวเอง ไม่ต้องไปหวังกับผู้หนึ่งผู้ใด ครูบาอาจารย์ท่านก็ทำมาแล้ว

แต่อย่าตั้งความหวัง อย่าไปคิดหา กำลังไม่ถึงไปคิดหาได้ยังไง เหมือนเราไม่มีเงินร้อยล้านจะไปสร้างโรงพยาบาลโรงแรม มันยาก จิตไม่มีฐานก็เหมือนไม่มีเงิน ต้องมีเงินจึงจะค้าขายได้ ต้องมีฐาน จึงต้องซักฟอกเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจิตก็เศร้าหมองยุ่งเหยิงวุ่นวายคิดมากปวดหัว เพราะไม่มีธรรม ต้องทำให้มาก ทำให้พอ

แล้วการทำบุญทำให้เหมือนเจ๊กไฮ ให้เจ๊กไฮมารับพร บอกอั้วไม่เอา พรอั้วก็ไม่รับ ให้สวดอั้วก็ไม่สวด อั้วได้บุญตั้งแต่อั้วคิดอยู่ที่บ้าน เจ๊กไฮนี่หลวงปู่มั่นชมเชย พวกเรานี่ว่าอิมานิแล้ว ถวายแล้ว ยังให้ฉันให้อีก แต่เจ๊กไฮนี่ว่าอั้วได้บุญตั้งแต่อยู่ที่บ้านแล้ว เจตนาเป็นบุญเป็นกุศลพอแล้ว นี่จำให้ดีนะ

แล้วเห็นพวงมาลัยนี่ไหม สวยงามนะ แต่สู้ฝึกใจให้สวยงามไม่ได้ นางวิสาขาฝึกใจให้สวยงามสองอสงไขย งามไม่มีเหี่ยวแห้ง ไม่ต้องไปนวดไปดึง

วันนี้ก็ไม่มีอะไรจะฝาก ให้กรุณานำไปปฏิบัติ ปฏิบัติที่ไหน พวกเราก็มีแต่ความสุขความสมหวัง เข้าใจนะ เท่านั้นพอ”


ถอดความจากเทปโอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ปรีดา (ทุย) ฉนฺทกโร
วัดป่าดานวิเวก ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ
แสดงธรรม ณ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม
ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
เมื่อวันเสาร์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๑




หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านกล่าวว่า .....

"ศีลภายนอกเป็นของที่ทุกคนอาจทำได้ง่ายเพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวด้วยการรักษา กาย วาจา ให้บริสุทธิ์ สะอาด แต่ศีลภายในคือความสงบแห่งดวงจิต หรือความปรกติของใจ ซึ่งเรียกว่าศีลธรรมนั้น เป็นของที่ทำกันได้ยาก เพราะเกี่ยวด้วยการรักษาให้บริสุทธิ์สะอาดไม่เศร้าหมอง

ฉะนั้น จึงมีอานิสงส์มาก และควรจะพากันบำเพ็ญไว้ให้มีประจำตัวอยู่ทุกคน ศีลธรรมนี้แหละเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความสุขทั้งชาตินี้และชาติหน้า"
#ธรรมทาน

โอวาทธรรมหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน








"การปล่อยให้จิตคิดไปในแง่ต่างๆ ตามอารมณ์ของจิตนั้น ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดอะไรขึ้นมา

นอกจากไปเที่ยวเก็บรวบรวมเอาความทุกข์ ความร้อนจากอารมณ์ภายนอก มาเผาลนจิตใจของตน ให้วุ่นวายเดือดร้อนไม่ขาดระยะ"

...หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ









ถ้ามีคนมาด่า มาเบียดเบียนเราอย่างนี้ เราเคยมีกรรมกับเขาในอดีตชาติมา เราไม่เห็นนี่ เราจะต่อต้านน่ะ "เป็นคนแต่มึงนั่นหรอ กูก็เป็นคนเหมือนกัน มีตีนมีมือเหมือนอย่างมึงนั้นแหละ กูไม่กลัวมึงหรอก"

เอา..ก็สู้กันละทีนี่ ไม่มีที่สิ้นสุดละทีนี่ มันจะเป็นอย่างนั้นละ เขาจะด่าก็ให้เขาด่าไป เขาจะว่าก็ให้เขาว่าไป เราก็นั่งยิ้มเฉย ความทุกข์ไม่เกิดกับใจเรา คนด่ามันเหนื่อยมันก็หนีเองหรอก(ลป.หัวเราะ) หนีแล้วมันก็กลับไปทุกข์คนเดียว เราก็หัวเราะอยู่นี้แหละ เรารักษาระดับจิตอย่างนี้ให้มันได้

รักษาจิตนั่งสมาธิไม่ใช่ว่านั่งจิตสงบเฉยๆนะ
จิตสงบนะสงบไปถึง ความโกรธ ความโลภ ความหลง อารมณ์ต่างๆเวลากระทบหูได้ยินเสียงไม่ดีนี่ อย่าให้มันเกิดอารมณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา รักษาจิตให้มันได้ อย่าให้มันโกรธนะ ไม่ใช่ว่าให้มันสงบแต่จิตเฉยๆ ออกจากสมาธิแล้ว ยังมีความโกรธอยู่นะไม่ใช่ !!

ออกมาแล้วยังมีสติมีปัญญารู้รอบอยู่เหมือนเดิมนะ นั่งอยู่ตรงไหนก็มีอยู่นั้น ถ้าทำได้อย่างนั้น ประเสริฐยิ่งเลย นี้พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบว่า...

"การทำบุญทำทานร้อยครั้งพันครั้ง ก็ยังไม่เท่ารักษาศีลบริสุทธิ์ครั้งหนึ่ง"

"รักษาศีลบริสุทธิ์ร้อยครั้งพันครั้ง ก็ไม่เท่านั่งสมาธิจิตสงบลงครั้งหนึ่ง"

"จิตสงบลงมันมีปัญญาอย่างนี้ ถึงเรียกว่าประเสริฐยิ่ง"

ได้บุญมากนะ...เพราะฉะนั้นนี่อยากให้พวกเรานี้สงบอย่างนี้ ให้ได้อย่างนี้ เราจะมีสติมีปัญญา รู้เท่าทันต่อกิเลส...

ถึงว่าเราไม่ได้สำเร็จจิตเป็นพระอรหันต์ แต่ว่าเราก็ได้สั่งสมมาเยอะมากมายพอสมควร ก็ดีใจ กรรมเก่ากรรมใหม่ก็พอจะรู้บ้าง อะไรเกิดขึ้นก็รู้จักปล่อย รู้จักวาง ไม่อาฆาตพยาบาท เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นมา ถ้าเราไม่รู้ไม่เห็นขึ้นมา จิตจะไม่ปล่อยไม่วาง จิตจะเกิดอาฆาตพยาบาท วิบากกรรมนั้นจะไม่หมด

ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นคราชสีมา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร