วันเวลาปัจจุบัน 23 ส.ค. 2019, 05:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2019, 07:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3505


 ข้อมูลส่วนตัว


ถูกก็เป็นธรรม ผิดก็เป็นธรรม

ความเมตตาและให้อภัยเป็นจิตที่ยิ่งใหญ่

ผู้ให้..อยากจะให้ยิ่งกว่า ผู้รับ..อยากจะรับเสียอีก เพราะผู้ให้เห็นภัยในวัฏสงสารมาพอแรงแล้ว

เป็นไม้อ่อนอายุน้อยถูกแรงลมพายุพัดโหมก็ยังรอดปลอดภัย นี่เป็นเพราะธรรมรักษา ต้นไม้นี้เมื่อเติบใหญ่จะเป็นกำลังอย่างกว้างขวาง

ใครจะเชื่อหรือคัดค้านก็ตาม ของจริงก็คือของจริง มหาจริงก็คือมหาจริง จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

แม่ขอถวายพรให้ท่านเป็นเศรษฐีธรรมไปตลอดกาล กลิ่นผู้ที่มีศีลมีธรรมหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว ๓ แดนโลกธาตุ

โอวาทธรรม

พระคุณแม่จันดี โลหิตดี

จากหนังสือสวดมนต์ ทำวัตรเช้า - เย็น
วัดป่าธรรมคีรี (จันดีอนุสรณ์)
บ้านซับน้ำเย็น ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา








"ต้องเน้น การหาความรู้
มากกว่าการให้ความเห็น
ต้องให้การแสดงความเห็นนั้น
ตั้งอยู่บนฐานของความรู้ ที่มั่นคงที่สุด

เวลานี้ มีปัญหามากเหลือเกิน
คนชอบแสดงความเห็น
โดยไม่หาความรู้เลย"

-:-สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)-:-







"ศีลเป็นเหตุ สมาธิเป็นผล
สมาธิเป็นเหตุ ปัญญาเป็นผล
ปัญญาเป็นเหตุ วิมุตติเป็นผล"

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท






มือใหม่หัดสมาธิ

สมาธิเป็นกิริยาของจิต เมื่อเรากำหนดจิต สติรู้จิต จะบริกรรมภาวนาอะไรก็ได้ เราจะยืน เดิน นั่ง นอน ได้ชื่อว่าปฏิบัติสมาธิทั้งนั้น ถ้านั่งขัดสมาธิมันลำบาก เก้าอี้นวมตัวใดที่มันสบายๆ นั่งเลย ไม่ต้องไปกำหนดจิตไว้ตรงไหน เอาสติตัวเดียวรู้จิตเอาไว้เฉยๆ มันจะอยู่ที่ไหนก็ช่างมัน สติกับจิตนี่พยายามอย่าให้มันพรากจากกัน

ที่กำหนดสติ เอาจิตไว้ตรงนั้น เอาจิตไว้ตรงนี้ อันนี้เป็นสมาธิแบบบำเพ็ญฌานสมาบัติ แต่ก็เป็นอุบายปฏิบัติเหมือนกัน ถ้าหากใครคล่องตัวในการปฏิบัติอย่างนั้นก็เอามาใช้ก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็อาศัยธรรมชาติ ลมหายใจเป็นธรรมชาติของกาย พระองค์ก็กำหนดสติรู้ลมหายใจ ช่วงใดที่จิตของพระองค์อยู่กับลมหายใจ พระองค์ก็ปล่อยให้อยู่ ถ้ามันว่าง พระองค์ปล่อยให้ว่าง ถ้าจิตคิด พระองค์ปล่อยให้คิด เพราะความคิดเป็นธรรมชาติของจิต เพียงแต่มีสติประคับประคองรู้จิตของเราอยู่ตลอดเวลา

สมาธินี่เป็นหลักธรรมกลางๆ ไม่ได้สังกัดในลัทธิและ ศาสนา ใดๆ ทั้งสิ้น หลวงพ่อไปเทศน์ในค่ายทหาร พอเทศน์จบ จ่าแก่ๆ คน หนึ่งพูดว่า

“ ผมก็อยากปฏิบัติสมาธิ แต่มันแบกปืนไม่ลงบ่า "

“ อ้าว! คุณแบกปืนอยู่ คุณอยากปฏิบัติสมาธิ มันจะไปยากอะไร ขณะที่คุณแบกปืนอยู่ คุณก็กำหนดซิ กำหนดจิตของคุณ ถอดชิ้นส่วนของปืนออกมาทีละชิ้นๆ พอถอดออกมาหมดแล้วกำหนดจิต ทำความสะอาดมันเสียด้วย พอทำความสะอาดเสร็จแล้ว ประกอบให้มันเป็นรังปืนตามเดิม พอประกอบเสร็จ คุณก็กำหนดจิตว่าจะบรรจุกระสุนมันอย่างไร จะเล็งศูนย์มันอย่างไรมันจึงจะ ยิงแม่น มันก็เป็นอารมณ์สมาธิทั้งนั้น ”

เพราะฉะนั้น หลวงพ่อพูดถึงวิธีปฏิบัติสมาธินี่ พูดขึ้นมาทีไร แล้วชาวบ้านเขาหัวเราะ การทำ การพูด การคิด ถ้าเรามีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา นั่นแหละคือ
การปฏิบัติสมาธิ

เทศนาธรรม ท่านเจ้าคุณพระราชสังวรญาณ
(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)






โลกธรรม 8
พุทธภาวะ

วิปัสนู คือปัญญาของกิเลส มีความดีก็ไปติดความดี
มีความบริสุทธิ์ก็ไปติดความบริสุทธิ์ อาการที่ไปยึดมั่นหมายมั่นในความบริสุทธิ์ นั่นก็เป็นวิปัสสนูแทรกเข้ามาอีก

ฉะนั้นเมื่อเจริญวิปัสนาถึงขั้นระวัง ระวังวิปัสนู
เพราะมันใกล้กันที่สุด ระวังเราจะไม่รู้ตัว มิฉะนั้นแขนงสองอย่างนี้มีความเกิดขึ้น ถ้าเป็นวิปัสสนูมันจะมีผลเกิดทุกข์เป็นบางคราว ถ้าเป็นวิปัสนาจริงๆแล้ว
จะไม่มีทุกข์สุข จะมีแต่ความระงับสุขทุกข์
ผลจะเกิดขึ้นมา เราจะรู้จักด้วยตนเองของเรา

ฉะนั้นการปฏิบัติจึงให้อดทน เรามาปฏิบัติไม่อยากให้ทุกข์ ไม่อยากเดือดร้อน มันก็ต้องเดือดร้อน เพราะของเก่ามันมี ถ้าปฏิบัติแล้วมีความเดือดร้อนนั้นถูก
ถูกถ้ามันเดือดร้อน ถ้าปฏิบัติแล้วไม่เดือดร้อนไม่ถูก
นอนสบาย นั่งสบาย ไปไหนมาไหนตามเรื่องสบาย
จะพูดอะไรก็พูด ตามใจมันทุกอย่าง

ฉะนั้นคำสั่งสอนของพระศาสดาจึงขัด มันขัดใจเรา โลกุตระขัดโลกีย์ ความเห็นชอบ ขัดความเห็นผิด ความบริสุทธิ์ ขัดความไม่บริสุทธิ์เรื่อยไป

ฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ขัด ฉะนั้นท่านจึงมีอุบาย ตามตำราที่ว่า ก่อนพระศาสดาจะตรัสรู้ ได้รับข้าวนางสุชาดา แล้วเสี่ยงถาด ไหลไปตามน้ำ ธรรมดาน้ำ มันไหลไปอย่างนั้น ท่านก็เลยอธิษฐานจิตใจว่า ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นอนุตระสัมโพธิญาณ ขอให้ถาดไหลทวนเนื้อน้ำ แล้วถาดก็ไหลไปเหนือน้ำ ถาดหรือคือความเห็นชอบของท่านนั่นแหละ ผู้รู้หรือพุทธภาวะของท่าน ที่เกิดขึ้นมาพิจารณาแล้ว ไม่ได้ไปตามใจของท่าน ไหลขึ้นไปทวนกระแสใจของท่าน ทวนไปหมดทุกอย่างไม่ได้ฟังเสียงใคร

ฉะนั้นธรรมเทศนาของท่านทุกวัน จึงทวนใจพวกเรา คนมันอยากโลภ ท่านไม่ให้โลภ คนมันอยากโกรธ ท่านไม่ให้โกรธ อยากหลง ไม่ให้หลง มีแต่เรื่องให้ทำลาย โลภ โกรธ หลง ทั้งนั้น ท่านจึงเชื่อแน่ว่าจิตของท่านนั้นได้ทวนสัตว์โลก ทวนกระแสสัตว์โลกทุกอย่าง

รูปสกลน์ร่างกายว่าสวย ท่านว่าไม่สวย โลกว่าร่างกายเป็นของเรา แต่ท่านว่าไม่ใช่ของเรา อันนี้เป็นแก่นเป็นสาร ท่านว่าไม่เป็นแก่นเป็นสาร ความเห็นชอบอันนี้ เหนือสัตว์โลกออกไป สัตว์โลกก็ตามลงมาตามน้ำ อาการอย่างนี้เกิดขึ้นมา

ท่านได้กล่าวเป็นบุคลาธิษฐานเอาไว้ ไปรั้งดึงหญ้าคา ขึ้นมา 8 กำมือ มาอธิษฐานจิตเป็นบรรลังก์นั่งทับ
ที่ท่านจะตรัสรู้ตรงนี้ ถ้ามากล่าวเป็นธรรมาธิษฐานเราแล้วว่า หญ้าคานั้นก็คือ โลกธรรมแปดนี่แหละ มีลาภ มียศ มีสุข มีทุกข์ สรรเสริญ นินทา ต่างๆ เหล่านี้แหละ

หญ้าคา 8 กำมือ ฟังแต่ชื่อก็รู้ว่าหญ้าคา คา จะคาอะไร นักบวชเราบวชเข้ามาก็มาคามาข้องมาติดพันอันนี้ มาคาลาภ มาคายศ คาสรรญเสริญ โลกทั้งหลายมามาติดพันอันนี้หมด

พระศาสดาจึงมาอธิษฐานเป็นบรรลังก์ นั่งทับลงไปด้วยสมาธิธรรม อาการที่นั่งทับคือสมาธิ นั่งทับ คือจิตของท่านเหนือกว่าโลกธรรม นั่งทับโลกธรรมลงไป ดั่งจิตในขณะนั้นเป็นโลกุตระธรรมทับโลกีย์ไว้


คำสอนหลวงปู่ชา
เรื่อง ดวงตาเห็นธรรม เทศน์อิสาน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร