วันเวลาปัจจุบัน 20 ส.ค. 2019, 08:14  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 มี.ค. 2019, 04:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3503


 ข้อมูลส่วนตัว


อาตมาได้ยินมามากนะพวกที่ทำโรงทานนี่ ใครมีอุปสรรคขัดข้องอะไรในชีวิตพอมาทำโรงทานแล้วชีวิตก็ดีขึ้น
อาตมาบอกพวกที่ไปออกโรงทานกับอาตมา พวกที่อาตมาพาทำโรงทาน อาตมาบอกว่า""..ใครจะไปกับเราต้องทำความรู้สึกเสียก่อน ..""
ต้องมีความรู้สึกว่า ของที่เราเอาไปไม่ใช่ของเรานะ
พอเราตั้งเจตนาปุ๊บ!! เป็นของเขาทันทีเลย เราเพียงแค่เป็นผู้ทำเท่านั้น
ถ้าเรายังคิดว่าเป็นของเรา เราจะไปทะเลาะกับคนกินทันทีเลย ไม่ได้นะ
ต้องทำอย่างที่บอกคือ ของเขาหอบไปนี่ หอบใส่ถุงใส่อะไรไปนี่ เราไปมองหน้าเขาโถ่ ไม่มีใครเอาไปทิ้งหรอก
อย่างน้อยก็เอาไปฝากลูกฝากหลานเขา หรือแม้กระทั่งจะเอาฝากหมูฝากหมา มันก็มีประโยชน์ทั้งนั้นล่ะ
เราเชื่อแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เขาไม่มาช่วยเราเอาไปทิ้งแน่นอน ใครจะมาเหน็ดเหนื่อยมาแย่งมาเมื่อยมาเข้าคิวยืนขาแข็งแล้วเอาไปทิ้ง
เพราะฉะนั้น เอาไปเถ๊อะ ต้องเปิดใจไว้ พอเปิดใจแล้วรับรองขายดิบขายดี
นี่ ""..ทำบุญใจต้องยิ้ม"".. แต่ถ้าเราว่า โอ้ย อย่ามาโลภ อย่ามาแย่งคนอื่นกิน อันเดียวก็พอ นี่ใจมันเศร้าหมอง
เพราะฉะนั้น ทำความรู้สึกไว้ว่า ของที่เราเอามา เราตั้งเป้าไว้เลยว่าเป็นของ ๆ เขา เราแค่มาช่วยเขาทำ
ความคิดมันมีทั้งหัวทั้งก้อย ที่เขาเอาไปเขาก็อาจจะเอาไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานก็ได้ อาตมาว่า เขาไม่เอาไปทิ้งแน่นอน
อะไรก็แล้วแต่ เราคิดดีไว้ก่อนดีกว่า คนเรามันไม่มีชั่วอย่างเดียว มันมีทั้งดีทั้งชั่ว
ถ้าเรามองแต่ชั่วของเขา ใจเราก็เศร้าหมอง แต่ถ้าเรามองดี จิตใจเราก็เป็นบุญ แล้วเราจะเอาจิตใจที่เป็นบุญหรือเป็นบาปล่ะ
ส่วนที่ว่าจริง ๆ แล้ว เขาจะเป็นคนบุญหรือคนบาป มันก็เรื่องของคนอื่นเขา เรามันห้ามยาก
ไอ้เรื่องคิดลบนี่มันห้ามยาก แต่เราก็พยายาม เราก็ฝึก มันฝึกได้
เหมือนตอนที่หลวงตาออกโครงการช่วยชาติ ก็มีคนบอกว่า หลวงตาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยหิว พวกเราก็ระดมกำลังทรัพย์ช่วยหลวงตา
แล้วมีคนรอบข้างมาแอบเอาไป นี่เราเหน็ดเหนื่อยหาเงินมาให้คนพวกนี่เหรอ
อาตมาก็ว่า โอ้ย อย่าไปคิดอย่างนั้น เราคิดแต่ว่า หลวงตาทำโครงการนี้ เป็นโครงการบุญที่เราเห็นชัดเจนว่าเป็นบุญที่กระจายไปยังทุกคนในประเทศไทยเรา
เพราะฉะนั้น เราเห็นด้วยศรัทธา ถวายองค์หลวงตาแล้ว พอ เราได้ทำบุญกับหลวงตาแล้ว เป็นบุญของเราแล้ว
ส่วนใครจะอะไรยังไง มันเรื่องของเขา อย่าไปคิดมาก เราก็ต้องยอมรับว่าทุกกลุ่มมีทั้งดีไม่ดี
จะให้ทุกคนดีหมด จะเป็นไปได้ยังไง เลวเหมือนกัน หมดก็เป็นไปไม่ได้ มันก็มีทั้งดีทั้งเลว เรามาทำโรงทานนี่ ทุกคนมีปากมีท้อง เราทำโรงทานต้องทำให้ทั่วถึงนะ

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม
วัดป่าหนองไผ่ จ.สกลนคร
ปรารภธรรมแก่คณะผู้ออกโรงทาน
ในงานพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๑






พยายามหัดเป็นพระโสดาบัน
เราจะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร
พยายามอย่าให้มันมีความรู้สึกลบหลู่ดูหมิ่นครูบาอาจารย์และคนอื่น
มานะความถือตนถือตัวนี่ ภูมิของอรหัตมรรคเป็นตัวตัดขาด
มานะความถือตนถือตัวมันเป็นกิเลสละเอียดพอสมควร พระอนาคามีก็ละไม่ขาด
โน่น ! ต้องภูมิอรหัตมรรคจึงละได้ขาด

พยายามหัดเป็นพระโสดาบัน โส-ตะ-ปัน-นะ แปลว่า ผู้ถึงซึ่งการฟัง
ใครพูดดีฉันก็ฟังได้ พูดเสียฉันก็ฟังได้
แต่ฉันจะเอาหรือไม่เอาเป็นหน้าที่ของฉันจะพิจารณาโดยเหตุผล

โส-ตะ แปลว่า ผู้ฟัง
ปัน-นะ แปลว่า ถึงแล้วซึ่งการฟัง
รวมความว่า ผู้รับฟัง ซึ่งไปตรงกับมารยาทของสังคมว่า เคารพมติของผู้พูด

การเป็นผู้ฟังที่ดีต้องหัดนั่งฟังเฉย เช่น ท่านอาจารย์วัน เพื่อนหลวงพ่อ
ลูกศิษย์ท่านวิพากษ์วิจารณ์กรรมฐานคณะนั้นกรรมฐานคณะนี้
ท่านนั่งฟังเฉย พอท่านจะพูดท่านก็ว่า
"ทัศนะของเขาเป็นอย่างนั้น ความเห็นของเขาเป็นอย่างนั้น อย่าไปขัดคอเขา"
นี่แสดงว่าท่านผู้นี้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม
ถ้าใครพูดมาไม่ถูกหูเรา เราเถียงคอเป็นเอ็น นั่นแสดงว่า เรายังเป็นผู้ฟังที่ใช้ไม่ได้

พระธรรมเทศนาโดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





ธรรมยามเที่ยง
"หมากัดเรา"
อย่ากัดหมาตอบ
.....ถ้าไปกัดเขาตอบก็คงน่าเกลียดจริงๆ หมากัดขาเรา ก็รักษาแผลไปไม่ต้องกัดขาหมาตอบ เช่นเดี่ยวกัน ถ้ามีคนอื่น ตำหนิเราเราอย่าตำหนิเขาตอบ ใครทำให้เรา เราโกรธเราอย่าหลงไปโกรธเขาตอบ ตบมือข้างเดี่ยวมันไม่ดังหรอก ปล่อยให้เขาตบมือไปฝ่ายเดี่ยว เดี๋ยวเขาเหนื่อย เขาก็เลิกของเขาไปเอง เราก็คอยดูไปเฉยๆ อย่าไปตอบโต้เขาให้แสดงทำให้เราเห็น เราจะได้รู้ทันเขาเหมือนหมากัด ให้ระวัง อย่าไปกัดหมาตอบ ถ้าไปกัดเขาตอบ
คงน่าเกลียดจริงๆ.....
(หลวงปู่ท่อน ญาณธโร)





"หลวงพ่อครับ ทำไมคาถาบทเดียวกัน แต่พระแต่ละองค์สวดเสก จึงขลังจึงศักดิ์สิทธิ์ไม่เท่ากัน..?"

"เหมือนอย่างคาถาชินบัญชร พระองค์ไหนนำมาสวดเสก ก็ไม่ขลังเท่ากับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สวดเอง...?"

เมตตาของพระเดชพระคุณได้ตอบให้ฟังอย่างสนใจว่า

"อยู่ที่บารมี.."

"คาถาที่สวดโดยพระโดยคนที่มีบารมีมากกว่า จะขลังจะศักดิ์สิทธิ์กว่าคนสวดที่มีบารมีน้อยกว่าน่ะ.."

......................
พระราชสังวรญาณ
(หลวงปู่พุธ ฐานิโย)





ผู้มีปัญญา
ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา
ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

ที่มา:หนังสือ ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ
โอวาทธรรม:หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต




...การปฏิบัตินี่ไม่เป็นของเล่นนะ
อย่าไปคิดว่าเป็นของเล่น
อย่าไปคิดว่าเป็นงานอดิเรก
“อันนี้เป็นงานที่จริงจัง”
เป็นงานที่ต้องเอาเป็นเอาตายกัน
ไม่ใช่เอาแบบเล่นๆ
ถ้าเอาเล่นๆ มันจะไม่ได้ผล
“กิเลสมันชอบเล่นๆ”
มันไม่ชอบเอาเป็นเอาตายกัน
.
นี่ถ้าเราจะเอาแบบเอาผล
เราต้องเอาแบบเอาเป็นเอาตาย
“เอาเป็นเอาตายกับกิเลส”
นี่ แล้วเราก็ต้องถวายชีวิตด้วย
ถึงจะฆ่ากิเลสได้
ถ้ากลัวตายก็สู้กิเลสไม่ได้
ครูบาอาจารย์ท่านถึงบอกว่า
“นิพพานอยู่ฟากตายนะ”
ถ้าไม่ยอมตายนี่ ไปไม่ถึงนิพพาน
นี่ถ้าจะปฏิบัติจริงๆ แล้ว
“มันต้องยอมตาย”
เวลามันเข้าสู่ขั้นปัญญานี่
มันต้องยอมตาย.
...........................
.
คัดลอกการสนทนาธรรม
ธรรมะบนเขา 28/8/2561
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 มี.ค. 2019, 05:37 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2018, 07:07
โพสต์: 483

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 มี.ค. 2019, 07:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7524

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ปัญหาที่ ๑๔
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน ก็ปัญญามีลักษณะอย่างไร
พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร มีลักษณะตัดดังที่อาตมภาพ
ได้ถวายวิสัชนามาแล้ว (มีในปัญหาที่ ๘.) และมีลักษณะส่องให้สว่างอีก
ประการ ๑.
ม. มีลักษณะส่องให้สว่างนั้นอย่างไร
น. ขอถวายพระพร ปัญญาเมื่อเกิดขึ้นย่อมส่งข้อความ แม้ที่ลึกซึ้ง
ให้เห็นได้ จนชัดเจน
ม. เธอจงหาตัวอย่างมาเปรียบ
น. เหมือนคนถือโคมไฟเข้าไปในที่มืดทันทีนั้นความมืดย่อมหายไป
สว่างเกิดขึ้นแทน ส่องแสงให้ปรากฏจนแลเห็นรูปอะไรๆ ได้ชัดเจน นี้แหละ
ฉันใด แม้ปัญญาก็ฉันนั้น เมื่อเกิดขึ้นย่อมกำจัดความโง่เขลาซึ่งเป็นดุจ
อาการมืด ทำความสว่างคือความรู้ให้เกิด ส่องแสงคือความฉลาดให้ปรากฏ
ม. เธอว่านี้แจ่มแจ้ง
จบปัญญาลักขณปัญหา


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร