วันเวลาปัจจุบัน 23 ต.ค. 2019, 14:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2019, 09:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3567


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อคะ ลูกได้ทำบุญทำทานทำกุศลไว้มาก แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดชีวิตมีแต่อุปสรรค มีแต่ปัญหาถูกคนนินทาบ้าง ถูกคนว่าร้ายบ้าง แสดงว่าบุญกุศลที่ทำในชาตินี้ไม่ให้ผลดีใช่ไหมเจ้าคะ...?

นั้นแหละให้ผลดีมาก เป็นมหากุศล ก็ทำถูกแล้วนี่ เราเกิดมาเป็นคน เกิดมาเพื่อพบกับคำนินทาที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

นัตถิ โลเก อนินทิโต
คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก
คนที่มีบุญใหญ่ ถูกนินทาใหญ่ คนที่มีบุญเล็ก ถูกนินทาเล็ก อย่างพระพุทธเจ้าเขาไม่นินทาน่ะ เขาด่าต่อหน้าเลยนะ โดนว่าหนักกว่าเรามาก นั้นแหละคนมีบุญใหญ่ ถูกนินทาใหญ่ ด่าแหลก เห็นไหมล่ะ

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับบุญกุศลชาตินี้ชาติหน้าหรอก มันเป็นกฎธรรมดา เราเกิดมาเพื่อถูกนินทาแน่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดานะ อีกประการหนึ่งขอให้คิดว่าคนที่นินทาคนก็ดี คนด่าก็ดี เป็นลักษณะของคนบ้า เราก็ไม่ถือคนบ้าไม่ว่าคนเมาก็หมดเรื่อง ให้เขาว่าเพียงฝ่ายเดียว

อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตอบพราหมณ์ พระพุทธเจ้าท่านกำลังเทศน์อยู่ พราหมณ์โมโหที่ลูกศิษย์ของแกสรรเสริญพระพุทธเจ้า แกรู้ก็ไปชี้หน้าด่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยปล่อยให้แก่เทศน์แทน ตามบาลีท่านบอกว่า ด่าแบบทาสกรรมกรด่ากัน ด่าไปด่ามาแกเหนื่อยแกก็หยุดแล้วชี้หน้า

พระสมณโคดม แกแพ้ข้าแล้ว
พระพุทธเจ้าถามว่า
ตถาคตแพ้เธอตรงไหนเล่า....? ท่านพูดแบบเรียบๆ นะพราหมณ์ตอบว่า
ข้าด่าแก แกไม่ด่าตอบนี่หว่า
พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า

พราหมณ์ ตถาคตมีความรู้สึกว่าถ้าใครโกรธตถาคตมา ตถาคตโกรธตอบ ตถาคตเลวกว่าคนนั้นนะ
โดนน๊อคเลย อีตานั้นนั่งทรุดเลย ยกมือไหว้ กล่าวว่า วาจาของท่านเหมือนสุภาษิต เหมือนกับหงายของที่คว่ำมารับน้ำค้าง ท่านก็เลยขอบวช บวชแล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์
แบบนี้ถึง 4 คนด้วยกัน ไม่ทราบว่าทำบุญอะไร ด่าพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหัตน์ อย่าไปเอาเข้านะ นี่เพิ่งได้ 4 คน แต่อย่าไปว่าท่านนะท่านเป็นพระอรหัตน์ไปนิพพานหมดแล้ว
ไอ้นี่แหละการนินทาหลบไม่ได้ ต้องถือว่าตามคติของพระพุทธเจ้าตรัสกับพระสงฆ์ ระหว่างพระองค์เดินไปกับพระสงฆ์ เมืองลันทากับกรุงราชคฤห์ต่อกัน
ที่พราหมณ์นำคณะตามไป ท่านลุงนินทาพระพุทธเจ้าหลานสรรเสริญ พระกลับมาฉันข้าวแล้วก้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และเล่าให้ฟัง พระพุทธเจ้าก็บอกว่า

พวกเธอทั้งหลาย จงอย่าสนใจในวาจาทั้งสอง คือ นินทาและสรรเริญว่าดี เราก็ไม่ดีไปตามเขาพูด เราจะดีหรือเลวอยู่ที่การประพฤติและปฏิบัติเท่านั้น
พูดสั้นๆ เท่านี้พระพวกนั้นได้บรรลุมรรคผล นี่ต้องถือตามคตินี้นะ ถ้าไปคิดว่า เกิดมาชาตินี้ถูกนินทาแล้วกลุ้มใจตายตกนรกแน่

ที่มา:ตัดตอนจากจากหนังสือธรรมปฏิบัติ เล่มที่ 17
โอวาท ธรรมคำสอนของพ่อ หลวงปู่ฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง





“เมื่อเจอกับความทุกข์
ให้ทุกข์แต่กาย หรือเสียแค่ทรัพย์
แต่อย่าปล่อยให้ใจเป็นทุกข์ด้วย
เมื่อตั้งสติได้แล้ว ก็ลองใคร่ครวญดีๆ
จะพบว่ามันมีประโยชน์ไม่น้อย
ถึงตอนนั้น เราคงอดไม่ได้
ที่จะขอบคุณความทุกข์”

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล






"ปลงให้เป็น เย็นให้ได้ ใจก็สุข
เย็นที่เรา เขาก็สุข เรื่องก็หาย
ปลงให้ไว ใจก็สงบ เรื่องก็คลาย
ปลงให้ได้ ปล่อยให้ไว ใจก็เย็น"

ท่านพุทธทาสภิกขุ





"เราควรจะขอบคุณทุกคนที่สร้างปัญหาให้เรา
เพราะเขามาเตือนให้รู้ว่า เรายังต้องขัดเกลา
กิเลสอีกมาก และควรลงมือทำเสียที"
พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ






พระพุทธเจ้า : อะไรคมที่สุด?
พราหมณ์ : มีดที่ลับหินดีแล้ว คมที่สุด
พระพุทธเจ้า : วาจาที่ใส่ร้ายผู้อื่น ทำร้ายหัวใจผู้อื่น คมที่สุด

พระพุทธเจ้า : อะไรไกลที่สุด?
พราหมณ์ : ดวงอาทิตย์ สุดขอบจักรวาล ไกลสุด
พระพุทธเจ้า : อดีตที่ผ่านมาตั้งหลายกัปหลายกัลป์ ยาวที่สุด

พระพุทธเจ้า : อะไรใหญ่ที่สุด?
พราหมณ์ : ภูเขา โลก มหาสมุทร ใหญ่ที่สุด
พระพุทธเจ้า : ตัณหาความทยานอยาก ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ก่อภพก่อชาติ ใหญ่ที่สุด

พระพุทธเจ้า : อะไรหนักที่สุด?
พราหมณ์ : หิน เหล็ก แร่ ดิน น้ำ หนักที่สุด
พระพุทธเจ้า : คำสัญญาใดๆ ที่พูดง่ายแต่ทำยาก คำสัญญานั้นแล เป็นสิ่งที่หนักสุด

พระพุทธเจ้า : อะไรเบาที่สุด?
พราหมณ์ : นุ่น สำลี ลม ใบไม้แห้ง
พระพุทธเจ้า : การปล่อยวาง การรู้เท่าทันว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แบบนี้แล เบาที่สุด

พระพุทธเจ้า : อะไรใกล้เราที่สุด?
พราหมณ์ : พ่อแม่ ญาติ ใกล้เราที่สุด
พระพุทธเจ้า : ความตายที่วิ่งตามเหมือนเงาตามตัวต่างหาก ที่ใกล้ตัวเราที่สุด

พระพุทธเจ้า : อะไรง่ายที่สุด?
พราหมณ์ : กิน นอน พูด หายใจ ง่ายที่สุด
พระพุทธเจ้า : การพูดธรรมะ แบ่งปันให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ง่ายที่สุด เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย

เมื่อพราหมณ์ได้ฟังคำตอบจากพระพุทธเจ้า แล้วไตร่ตรองพิจารณา โดยเหตุผล จึงยอมมอบกายถวายตัว ยอมสมาทานศีล เป็นพุทธมามะกะ และได้ดวงตาเห็นธรรมโดยทั่วกัน พร้อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า สัถถาเทวะมนุสสานัง พระองค์เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้จริง

พระพุทธองค์ตรัสว่า.. "บุคคล แม้ไม่มีทรัพย์สินเงินทองแต่ก็สามารถให้ทานกับผู้อื่นได้ด้วยสิ่งของ 5 ประการ"

1. ใบหน้าเป็นทาน : สามารถให้รอยยิ้มความสดใส
2. วาจาเป็นทาน : พูดให้กำลังใจ ชื่นชมและปลอบประโลมผู้อื่นให้มาก
3. จิตใจเป็นทาน : สามารถเปิดอกเปิดใจกับผู้อื่น ด้วยความนอบน้อมและจริงใจ
4. ดวงตาเป็นทาน : ใช้แววตาแห่งความหวังดีความโอบอ้อมอารีย์ให้กับผู้อื่น
5. กายเป็นทาน : สามารถใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

ปุจฉา - วิสัชนา ระหว่างพระพุทธเจ้า กับ พราหมณ์


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร