วันเวลาปัจจุบัน 05 เม.ย. 2020, 06:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 58 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 20:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


ใครเป็นลูกชาวนา หรือเคยได้อ่านได้ฟังแล้วก็คงจะรู้
และเห็นภาพ คนจูง วัว จูง ควายไป เค้าใช้เชือกผูกสอด
ผ่านรูจมูก แล้วจูงไป เมื่อวัว ควายไม่เดินตามก็ต้องโดน
ดึงด้วยความเจ็บก็จำต้องยอม เดินตามแต่โดยดี

คนเราทุกคนก็เช่นกัน เกิดมาแล้วโดยกิเลสจูงมาหลาย
ภพหลายชาติ หากจะขัดขืนก็เจ็บปวด หัวใจ กลัวที่จะไม่
ได้กิน ไม่ได้ดื่ม ไม่ได้ใช้สอย ไม่ได้สัมผัสดีๆจากนายของ
เรานั้นก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะให้ผลตอบแทนคือ
ความสุขเพียงชั่วขณะเท่านั้นแล้วก็จำต้องทำงานเดินตาม
คำสั่งและโดนกิเลสจูงต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจบสิ้นลงเมื่อไหร่

เห็นวัว ควาย โดนจูงแล้วน่าสงสาร แล้วตัวเราล่ะมิน่าสง
สารบ้างหรือ? เมื่อไหร่จะเป็นเจ้าของใจ เป็นนายตัวเอง

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 20:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


แม้พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสสั่งสอนว่า สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นไม่มีตัวไม่มีตน บุคคลเราเขา
แม้ร่างกายนี้ ก็มิใช่ของเรา แม้กายนี้ก็เป็นทุกข์ แต่ก็ยังเสาะแสวง
หาสิ่งที่เป็นทุกข์ ดั่งเช่นกับเรา หาสิ่งของเพิ่มอีกเรื่อยๆไม่มีวันจบ
สิ้น

เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทำมะดา ก็ยังเสาะแสวงสิ่งที่
มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีก

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 20:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32685

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


sssboun เขียน:
ใครเป็นลูกชาวนา หรือเคยได้อ่านได้ฟังแล้วก็คงจะรู้
และเห็นภาพ คนจูง วัว จูง ควายไป เค้าใช้เชือกผูกสอด
ผ่านรูจมูก แล้วจูงไป เมื่อวัว ควายไม่เดินตามก็ต้องโดน
ดึงด้วยความเจ็บก็จำต้องยอม เดินตามแต่โดยดี

คนเราทุกคนก็เช่นกัน เกิดมาแล้วโดยกิเลสจูงมาหลาย
ภพหลายชาติ หากจะขัดขืนก็เจ็บปวด หัวใจ กลัวที่จะไม่
ได้กิน ไม่ได้ดื่ม ไม่ได้ใช้สอย ไม่ได้สัมผัสดีๆจากนายของ
เรานั้นก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะให้ผลตอบแทนคือ
ความสุขเพียงชั่วขณะเท่านั้นแล้วก็จำต้องทำงานเดินตาม
คำสั่งและโดนกิเลสจูงต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจบสิ้นลงเมื่อไหร่

เห็นวัว ควาย โดนจูงแล้วน่าสงสาร แล้วตัวเราล่ะมิน่าสง
สารบ้างหรือ? เมื่อไหร่จะเป็นเจ้าของใจ เป็นนายตัวเอง



พูดถึงปัญหาแล้ว ก็ต้องบอกทางออกเขาด้วย

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 20:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


ปัญญาน้อย กำลังน้อย ย่อมจะเป็นทาสของเค้านาน
เมื่อใดปัญญาเริ่มเกิด กำลังเริ่มมีก็เริ่มจะสะสมและค่อย
คิดหาทางเพื่อจะหลุดพ้นจากความเป็นทาสเค้า

เมื่อยังไม่เห็นทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ ก็ยังคงหมกหมุ่นจ่มอยู่
และคิดว่าดี เพราะคิดว่าดีจึงมิเคยคิดอยากจะละทิ้ง เพราะ
เสียดายอีกประการหนึ่ง เมื่อจะตายก็เป็นห่วงโน้นห่วงนี้อีก
แม้จะตายอยู่ก็ยังทุกข์อีก แม้ตายไปแล้วก็ย่อมจะเจอทุกข์อีก
ในโลกหน้า

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 20:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


แม้บัณฑิตในการก่อนหลายท่าน พ่อ แม่ ปู ย่า ตายาย
ท่านทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ให้ตั้งมากมาย ท่านเป็นผู้มีปัญญา เลย
เห็นความจริงว่า แม้ทรัพย์เหล่านั้น ท่านเหล่านั้นเมื่อตายแล้ว
ก็มิสามารถที่จะเอาไปด้วยได้เลยแม้สักแดง ทองคำสักแท่ง
ดั่งนั้นท่านจึงคิดเปลี่ยนทรัพย์นั้นให้เป็นบุญ เพื่อเอาติดตัวไป
ภพหน้า ชาติหน้าด้วยการให้ทาน

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 20:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


หลายท่านคงจะสงสัยว่า ทำไมต้องให้ทาน ทำไมต้อง
ให้ ทั้งที่ของและเงินทองที่เรากว่าจะหามาได้นั้น ยากแสน
ยาก จะให้ทำไม เสียดาย เพราะการให้นั้นก็คือการฝึกจิต
การชนะกิเลส การให้จะทำให้เราว่าง ว่างจากสิ่งผูกมัด จาก
ความกังวน การรักษา ระหวาดระแวง เป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น
เพราะติด เพราะความยึดติดว่าของเราๆๆ ยิ่งมีมากก็ยิ่งยึด ยิ่ง
หวง ห่วง ตระหนี่ ยิ่งจะทำให้ยึดมั่นถือมั่น มิอาจปล่อยวางได้
ง่ายๆ การให้นั้นเป็นการผูกมิตร สร้างความสัมพันที่ดีต่อกัน

เป็นการเจริญ เมตตา กรุณา หากยินดีเมื่อเห็นเค้าได้แล้วก็เจริญ
มุทิตาด้วย ส่วนอุเบกขานั้นเมื่อ เมตตา กรุณา มุทิตาเจริญมากแล้ว
อุเบกขาก็จะติดตามมาเอง อุปมาเหมือนเมื่อมีดอก เมื่อดอกเจริญ
เติบโตเต็มที่ผลก็ย่อมจะติดตามมาคือเกิดขึ้นเองครับ

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 21:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


เรามาทำความคุ้นเคยรู้จักคำว่าทุกข์กันนะครับ
คำว่าทุกข์ ท่านว่า ทนอยู่ได้ยาก คือมิอาจทนอยู่
ในสภาพเดิมๆได้นาน เช่น นั่งนานๆโดยไม่เปลี่ยน
หรือขยับตัวเลย เราก็จะเห็นความทุกข์เกิดจากความ
เจ็บปวดของร่างกายที่โดนหนีบโดนทับไว้ ยืน เดิน

นอนก็เช่นเดียวกัน ความทุกข์นั้นมีมากมาย ดั่งที่พระ
พุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์
ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะความ
เสียใจ พัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่ชอบใจต่างๆนาๆ แม้
ความสงสัยนั้นก็ยังทำให้ทุกข์ หากสงสัยมากก็ทำให้กิน
ไม่ได้นอนไม่หลับเช่นกัน

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 21:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
sssboun เขียน:
ใครเป็นลูกชาวนา หรือเคยได้อ่านได้ฟังแล้วก็คงจะรู้
และเห็นภาพ คนจูง วัว จูง ควายไป เค้าใช้เชือกผูกสอด
ผ่านรูจมูก แล้วจูงไป เมื่อวัว ควายไม่เดินตามก็ต้องโดน
ดึงด้วยความเจ็บก็จำต้องยอม เดินตามแต่โดยดี

คนเราทุกคนก็เช่นกัน เกิดมาแล้วโดยกิเลสจูงมาหลาย
ภพหลายชาติ หากจะขัดขืนก็เจ็บปวด หัวใจ กลัวที่จะไม่
ได้กิน ไม่ได้ดื่ม ไม่ได้ใช้สอย ไม่ได้สัมผัสดีๆจากนายของ
เรานั้นก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะให้ผลตอบแทนคือ
ความสุขเพียงชั่วขณะเท่านั้นแล้วก็จำต้องทำงานเดินตาม
คำสั่งและโดนกิเลสจูงต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจบสิ้นลงเมื่อไหร่

เห็นวัว ควาย โดนจูงแล้วน่าสงสาร แล้วตัวเราล่ะมิน่าสง
สารบ้างหรือ? เมื่อไหร่จะเป็นเจ้าของใจ เป็นนายตัวเอง



พูดถึงปัญหาแล้ว ก็ต้องบอกทางออกเขาด้วย


ยินดีอย่างยิ่งครับ ให้ตามกำลังสติปัญญาที่มีอยู่ปัจจุบัน
เมื่อเห็นแจ้งเพิ่มขึ้นก็ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นเรื่อยๆครับ

คิดว่าเราเก่งเราย่อมจะประมาท และโง่ลงในที่สุด เพราะขาดการฝึกฝนอบรมตน
คิดว่าเรายังโง่อยู่ก็จะมุ่งมั่นพัฒนาตนค้นคว้าแก้ไขปรับปรุงทำให้ดีขึ้นเรื่อยไม่ช้านานก็เก่งได้
และดีได้

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 21:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สิ่งเหล่านี้
จะชักนำและนำทางเราให้ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ
จนกว่าจะบรรลุถึงจุดหมาย

เมตตา คือความสงสาร เมื่อมีความสงสารความสน
ใจย่อมเกิด แล้วก็ใส่ใจ แล้วก็เอาใจใส่ เมื่อความเมตตา
เจริญมาก ก็กลายเป็นกรุณา คือการช่วยเหลือ หยิบยื่น
สิ่งที่ของความรู้ต่างๆให้ เมื่อความกรุณามีมาก ความยิน
ดี(มุทิตา) ก็เกิดตามมา แล้วก็ลงท้ายด้วยอุเบกขาครับผม

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 21:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมอ่านพระไตรปิฏกมาปีกว่าๆแล้ว จับประเด็นได้
ดั่งนี้ ผู้ที่จะบรรลุธรรมนั้น

+ ไม่ตายง่ายๆ แม้จะโดนหรือเจอเหตุการณ์ที่ไม่น่า
จะรอดแต่ก็รอดมาได้

+ เกิดในตระกูลที่สูง มีถานะร่ำรวยประสบทุกข์ครั้งใหญ่มาแล้ว

+โดยส่วนมากจะเป็นเพศชาย เพศหญิงมีน้อยมาก

+ ประสบทุกข์หรือเห็นทุกข์เข้าใจความทุกข์และ
เกิดการเบื่อหน่าย และอยากจะพ้นทุกข์ขึ้นมาเอง
หรือเมื่อได้อ่าน ฟัง บอกเล่าให้

+เข้าใจธรรมได้อย่างรวดเร็จ ตอนนี้เห็นประมาณนี้
แต่อนาคตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเราปฏิบัติถูกทางปัญญา
จะเพิ่มพูนขยายตัวเติบโตไม่มีที่สิ้นสุดครับ

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2019, 06:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


sssboun เขียน:
ผมอ่านพระไตรปิฏกมาปีกว่าๆแล้ว จับประเด็นได้
ดั่งนี้ ผู้ที่จะบรรลุธรรมนั้น

+ ไม่ตายง่ายๆ แม้จะโดนหรือเจอเหตุการณ์ที่ไม่น่า
จะรอดแต่ก็รอดมาได้

+ เกิดในตระกูลที่สูง มีถานะร่ำรวยประสบทุกข์ครั้งใหญ่มาแล้ว

+โดยส่วนมากจะเป็นเพศชาย เพศหญิงมีน้อยมาก

+ ประสบทุกข์หรือเห็นทุกข์เข้าใจความทุกข์และ
เกิดการเบื่อหน่าย และอยากจะพ้นทุกข์ขึ้นมาเอง
หรือเมื่อได้อ่าน ฟัง บอกเล่าให้

+เข้าใจธรรมได้อย่างรวดเร็จ ตอนนี้เห็นประมาณนี้
แต่อนาคตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเราปฏิบัติถูกทางปัญญา
จะเพิ่มพูนขยายตัวเติบโตไม่มีที่สิ้นสุดครับ


+ หากเป็นภพสุดท้ายจริงย่อมมีจิตคิดอยากออกบวช
+ เป็นผู้ที่กล้าหาญ เด็ดเดียว กล้าเสียสะละ กล้าให้ทาน
ถึงจะตายก็ยอม
ดั่งเรื่องพระเถระโดนเสือคราบขนาดโดนกินอยู่ยังเจริญ
กรรมฐานไปด้วย จนบรรลุธรรมก่อนตาย

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2019, 06:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่ว่าเหล็กหรือทอง ทองแดง เมื่อจะทำการเปลี่ยน
รูปร่างให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะให้ออกมาสวยงามเรียบ
ล้วนแล้วแต่ต้องนำเข้าไปหล่อหลอดให้กลายเป็นของเหลว
ให้อ่อนควรแก่การงานก่อนค่อยนำไปขึ้นรูปต่างๆ

เช่นเดียวกับจิตของคนเรา พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงทำให้
สาวกหลายองค์ให้จิตอ่อนควรแก่การงานด้วยวิธีต่างก่อน เมื่อ
จิตอ่อน เวลาเหมาะสม คือบารมีแก่กล้าพอพระองค์จึงเทสนา
ธรรมที่สมควรแก่แต่ละบุคคลจึงบรรลุธรรมได้เร็วได้ง่าย

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2019, 08:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32685

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


sssboun เขียน:
แม้พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสสั่งสอนว่า สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นไม่มีตัวไม่มีตน บุคคลเราเขา
แม้ร่างกายนี้ ก็มิใช่ของเรา แม้กายนี้ก็เป็นทุกข์ แต่ก็ยังเสาะแสวง
หาสิ่งที่เป็นทุกข์ ดั่งเช่นกับเรา หาสิ่งของเพิ่มอีกเรื่อยๆไม่มีวันจบ
สิ้น

เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทำมะดา ก็ยังเสาะแสวงสิ่งที่
มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีก


นี่อีกผู้หนึ่ง ซึ่งเข้าใจแง่มุมคำสอนพุทธศาสนาผิด คือ ไปยกเอาเรื่องเกิดแก่ เจ็บ ตาย มาคิด คิดแล้วก็ตีความไปเช่นว่านั้น
จริงคำสอนเช่นว่ามีจริงๆ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีจริง
แต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่มันเป็นธรรมดาธรรมชาติ คนเกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องตาย
คำพระท่านบอกอย่างนี้ เพื่ออะไร ? ก็เพื่อไม่ให้คนประมาทมัวเมาในวัย ในชีวิต ให้เร่งทำกิจทำหน้าที่ที่ควรทำ ตนมีหน้าที่อะไร ก็ดูแลรับผิดชอบให้ดีที่สุด เช่น พ่อแม่ลูกเมีย ดูแลกันและกัน มีความขยันหมั่นเพียรไม่เกียจคร้านในหน้าที่การงาน ฯลฯ คำสอนประเภทนี้มีเยอะแยะ

แต่เมื่อ จขกท.ไปคิดเสียอย่างนั้น จิตใจก็เกิดความท้อแท้จะลงนอนท่าเดียว :b13: ทำงานทำการอะไรชักเบื่อ ก็คิดว่า นี่กูจะทำไปทำไม ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ... แต่ยังไม่ตายกินข้าวกับเกลือ ใส่เสื้อผ้าปอนๆทำตัวประหลาดๆ ถือไม้เท้าสะพายย่ามเดินตะหรัดตุเหร่
ตีความคำสอนผิดแล้วขอรับ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2019, 09:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
sssboun เขียน:
แม้พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสสั่งสอนว่า สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นไม่มีตัวไม่มีตน บุคคลเราเขา
แม้ร่างกายนี้ ก็มิใช่ของเรา แม้กายนี้ก็เป็นทุกข์ แต่ก็ยังเสาะแสวง
หาสิ่งที่เป็นทุกข์ ดั่งเช่นกับเรา หาสิ่งของเพิ่มอีกเรื่อยๆไม่มีวันจบ
สิ้น

เรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทำมะดา ก็ยังเสาะแสวงสิ่งที่
มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีก


นี่อีกผู้หนึ่ง ซึ่งเข้าใจแง่มุมคำสอนพุทธศาสนาผิด คือ ไปยกเอาเรื่องเกิดแก่ เจ็บ ตาย มาคิด คิดแล้วก็ตีความไปเช่นว่านั้น
จริงคำสอนเช่นว่ามีจริงๆ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีจริง
แต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี่มันเป็นธรรมดาธรรมชาติ คนเกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องตาย
คำพระท่านบอกอย่างนี้ เพื่ออะไร ? ก็เพื่อไม่ให้คนประมาทมัวเมาในวัย ในชีวิต ให้เร่งทำกิจทำหน้าที่ที่ควรทำ ตนมีหน้าที่อะไร ก็ดูแลรับผิดชอบให้ดีที่สุด เช่น พ่อแม่ลูกเมีย ดูแลกันและกัน มีความขยันหมั่นเพียรไม่เกียจคร้านในหน้าที่การงาน ฯลฯ คำสอนประเภทนี้มีเยอะแยะ

แต่เมื่อ จขกท.ไปคิดเสียอย่างนั้น จิตใจก็เกิดความท้อแท้จะลงนอนท่าเดียว :b13: ทำงานทำการอะไรชักเบื่อ ก็คิดว่า นี่กูจะทำไปทำไม ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ... แต่ยังไม่ตายกินข้าวกับเกลือ ใส่เสื้อผ้าปอนๆทำตัวประหลาดๆ ถือไม้เท้าสะพายย่ามเดินตะหรัดตุเหร่
ตีความคำสอนผิดแล้วขอรับ


ลองอ่านนี้ดูครับ
Quote Tipitaka:
[๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนริยปริเยสนา การแสวงหาอันไม่ประเสริฐ๔ ประการนี้
๔ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเองเป็นผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหา
สิ่งที่มีชราเป็นธรรมดานั่นเอง ๑ ตนเองเป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีพยาธิเป็น
ธรรมดานั่นเอง ๑ ตนเองเป็นผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีมรณะเป็นธรรมดานั่นเอง ๑

ตนเองเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดานั่นเอง ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนริยปริเยสนา ๔ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยปริเยสนา การแสวงหา
อย่างประเสริฐ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉนคือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเองเป็นผู้มีชรา
เป็นธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีชราเป็นธรรมดาแล้ว ย่อมแสวงหานิพพานอันไม่มีชรา เป็นแดน

เกษมจากโยคะอย่างเยี่ยม ๑ ตนเองเป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีพยาธิเป็นธรรมดาแล้ว
ย่อมแสวงหานิพพานอันไม่มีพยาธิ เป็นแดนเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ๑ตนเองเป็นผู้มีมรณะเป็น
ธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีมรณะเป็นธรรมดาแล้ว ย่อมแสวงหานิพพานอันไม่ตาย เป็นแดนเกษม

จากโยคะชั้นเยี่ยม ๑ ตนเองเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา รู้โทษในสิ่งที่มีความเศร้าหมอง
เป็นธรรมดาแล้วย่อมแสวงหานิพพานอันไม่เศร้าหมอง เป็นแดนเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ๑ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย อริยปริเยสนา ๔ ประการนี้แล ฯ

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2019, 09:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7545

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


คนที่มีบารมีน้อยนั้นถึงจะพูดเช่นไร ถึงจะชักจูง
เช่นไรเค้าเหล่านั้นก็ยังมิสนใจ ใส่ใจ เอาใจใส่ลงมือ
ปฏิบัติหรอกครับ เพราะบุญบารมียังไม่มาก มิใช่ว่า
ใครๆก็จะบรรลุกันได้ง่าย ต้องสร้างสมบารมีกันมาหลาย
ภพหลายชาติกว่าจะบรรลุธรรมได้

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 58 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร