วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.พ. 2019, 06:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ม.ค. 2019, 07:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3325


 ข้อมูลส่วนตัว


"อย่าเสียดายที่ได้ให้ จงเสียใจที่หวงไว้ คนโง่กลัวจนจึงไม่ทำทาน คนฉลาดกลัวจนจึงรีบทำทาน"
ท่านพ่อลี ธัมมธโร




นั่งสมาธิเพื่อระงับกรรมเวรกันเสียที เมื่อเราเกิดมาแล้ว ชื่อว่านำเอากรรมมาเกิด ถ้ากรรมไม่นำมาเกิดเราก็คงไม่ได้เกิด

กรรม คือ ตัวจิตที่คิดดีคิดชั่ว หยาบและละเอียด นั้นเรียกว่ากรรม

เมื่อเกิดมาแล้ว เราก็ต้องอาศัยกรรมนั้นเป็นที่พึ่งอาศัย หรือ ต้องคิดนึก ต้องปรุงต้องแต่งในภาระกิจธุระการงานนั้นๆ เป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย คนเราเกิดมายังไปไม่ถึงพระอรหันต์ ยังไม่สิ้นภพสิ้นชาติ ก็จะต้องอยู่อย่างนี้อยู่ตลอดเวลา

ผู้มาพิจารณาเห็นโทษของกรรม ว่าเป็นของยาวนานหาที่สิ้นสุดไม่ได้ จึงประกอบแต่คุณงามความดี อันจะเป็นเหตุให้หมดกรรมหมดเวร เป็นต้นว่า ฝึกหัดจิตผู้คิดประทุษร้าย อาฆาตพยาบาท เบียดเบียนคนอื่นนั้น ฝึกหัดให้มีจิตเมตตากรุณาปราณี เผื่อแผ่แก่คนอื่น ทำจิตให้แช่มชื่นเบิกบานต่อสถานที่และบุคคลนั้นๆ นี่วิธีแก้กรรม แก้เวร

กรรมเวรเกิดที่จิตเศร้าหมอง ก็ต้องแก้ที่จิตให้ผ่องแผ้ว ไปแก้ที่อื่นมันไม่ถูก

ถ้าจะแก้กรรมเวรให้ถูกจุดตรงๆ แล้ว ต้องทำสมาธิ เพราะการทำสมาธิเป็นการฝึกหัดจิตโดยตรง คือผู้ก่อกรรมทำเวรนั่นเอง เมื่อเห็นความส่งส่ายเป็นตัวกรรมตัวเวรแล้ว ก็จะได้ตั้งสติควบคุมจิตให้อยู่ในความสงบ มีสติรู้อยู่อย่างเดียว ไม่ส่งส่ายออกไปแสวงหากรรมเวรแล้ว กรรมเวรของจิตก็จะสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้

ส่วนกรรมเวรอันติดตามวิบากร่างกายนั้น เมื่อแตกดับแล้วก็หมดกรรมเท่านั้น เพราะตัวการคือจิตไม่มีกรรมเวรอีกแล้ว เป็นวิธีแก้กรรมแก้เวรอย่างง่ายที่สุด และกระทัดรัดที่สุด

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


เรื่อง "ภูลังกา ดินแดนชาวลับแลบังบด"
ภูลังกาเป็นเทือกเขาห้าลูก เกาะกลุ่มกันอยู่ใกล้กับบึงโขงโหลงและภูวัว ท้องที่จังหวัดบึงกาฬ เดิมขึ้นอยู่กับจังหวัดหนองคาย แต่ในปัจจุบันเป็นพื้นที่ของอำเภอบึงโขงโหลง ใกล้กับอำเภอเซกา ภูลังกาเป็นตำนานอันลือเลื่องเกี่ยวพันกับศาสนาและคติความเชื่อปรัมปรา

ภูลังกามีความลี้ลับอาถรรพ์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เป็นเรื่องพูดยากอธิบายยากเพราะเป็นเรื่องของนามธรรม ที่ทางวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ไม่ได้ แต่ทั้งๆ ที่พิสูจน์ไม่ได้ คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่มีการศึกษาสูงๆ เป็นครู เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และระดับศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์จากต่างประเทศ จำนวนไม่น้อยก็ยอมรับว่า เรื่องความลึกลับนามธรรมเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ต้องรับฟังไว้เพื่อศึกษาพิจารณาค้นคว้าต่อไป จะปฏิเสธเสียเลยทีเดียวไม่ได้

หลวงปู่เสาร์ กตสีโล พระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เป็นต้นแบบการปฏิบัติของพระป่า

ภูลังกา เป็นตำนานเรื่องพระเจ้าห้าพระองค์ นโมพุทธายะ และเป็นเมืองหลวงของชาวบังบดลับแล อันมีเมืองพญานาครวมอยู่ด้วย และยังเป็นสนามรบกับกองทัพกิเลส ที่กองทัพธรรมของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ส่งศิษยานุศิษย์ที่เป็นพระธุดงค์กรรมฐานทุกรุ่นทุกสมัย มารบราฆ่าฟันกับกิเลสตัณหาที่ภูลังกาไม่เคยเลิกรา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

พระกรรมฐานที่มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพเลื่อมใสของมหาชน ที่เคยไปบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูลังกามาแล้ว คือ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล, หลวงปู่สิม พุทธาจาโร, ครูบาวัง ฐิติสาโร, พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม, พระอาจารย์ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ,พระอาจารย์โง่น โสรโย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน, หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ฯลฯ

ตามตำนานพระเจ้าห้าพระองค์นั้น กล่าวว่า กาเผือกได้ตกไข่ ๕ ฟองที่ภูลังกา วันหนึ่งเกิดลมพายุใหญ่หอบเอาไข่ปลิวไปตามลม ไข่นั้นได้ตกกระจัดกระจายไปในสถานที่หลายแห่ง ต่อมาไข่นั้นได้ฟักออกมาเป็นพระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระสมณโคตมพุทธเจ้า และองค์ต่อไปได้แก่ พระศรีอริยเมตไตรย ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตอีกประมาณ ๗๕๐ ล้านปี เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ในภัทรกัปนี้ (ตัวเลข ๗๕๐ ล้านปีเป็นเพียงสันนิษฐานของปราชญ์ผู้รู้ อย่าได้ยึดเอาเป็นหลักฐานทางประวัติพุทธศาสนา)

และยังมีความพิสดารแถมท้ายอีกว่า กาทั้งหลายไม่กล้าบินผ่านไป จนต้องถูกอำนาจอาถรรพ์ลึกลับที่ภูลังกา เป็นพายุใหญ่พัดพากาตัวนั้นให้เซถลาปลิวว่อนไปทางป่าเซกา (เขตอำเภอเซกาในปัจจุบัน)

ภูลังกาในอดีตเมื่อ ๕๐ ปีก่อนโน้น เป็นดงหนาป่าทึบกว้างใหญ่ไพศาล ชุกชุมไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด และโขลงช้างเถื่อน แต่ในปัจจุบันนี้ป่าใหญ่หายไปหมดสิ้น กลายเป็นทุ่งโล่งรกร้างและไร่นา จะพอมีป่าเหลืออยู่รอบๆ ภูลังกาบ้างเล็กน้อยพอเป็นยากระษัยเท่านั้น เห็นแล้วเศร้าใจ

รอบๆ ภูลังกามีวัดป่าตั้งอยู่ประมาณ ๑๐ วัด มีทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต พระสงฆ์องค์เณรรูปใดถ้าบกพร่องในศีลพระวินัยแล้วจะอยู่ไม่ได้นาน ต้องมีอันเป็นไปเพราะพระภูมิหรือเจ้าที่เจ้าทางแรงมาก. หลวงปู่ตอง ถ้ำชัยมงคล ภูลังกา เล่าให้ฟังว่า มีพระธุดงค์ทรงเครื่องคณะหนึ่งมาจากทางขอนแก่น ขึ้นไปแสวงวิเวกอยู่บนภูลังกาใกล้กับถ้ำชัยมงคล เป็นพวกไม่รู้ประสีประสา มีวิทยุทรานซิสเตอร์ไปด้วย เปิดเพลงเปิดเทปกันดังลั่นสนุกสนาน ครองจีวรก็ไม่มีสังฆาฏิเพราะไม่ได้เอาสังฆาฏิมาด้วย หลวงปู่ตองเห็นแล้วได้แต่นึกในใจว่า “พระผีบ้าพวกนี้ ไม่ได้ฉันข้าวเช้าแน่ๆ พรุ่งนี้”

และแล้วก็เป็นจริง เสียงเพลงหมอลำซิ่งจากเทปทรานซิสเตอร์ดังลั่นสนั่นหวั่นไหวอยู่พักหนึ่งก็เงียบไป เปลี่ยนเป็นเสียงทะเลาะวิวาทกันเสียแล้ว ไม่รู้ทะเลาะกันเรื่องอะไร แล้วก็พากันหอบข้าวของเครื่องบริขารวิ่งลงจากภูลังกาไปคนละทิศละทาง วิ่งกันกระเจิดกระเจิงอย่างคนเสียสติ เข้าป่าเข้าดงหลงทางอยู่ในป่า ไม่ได้ฉันข้าวในวันต่อมา เป็นไปตามที่หลวงปู่ตองว่าไว้จริงๆ เพราะหลวงปู่ตองรู้ว่าเจ้าป่าเจ้าเขาที่ภูลังกาต้องเล่นงานพวกพระกำมะลอ เหยียบย่ำพระธรรมวินัยคณะนี้แน่ๆ เนื่องจากท่านมีประสบการณ์ นี่คือความเฮี้ยน ความอาถรรพ์ของภูลังกา

“ถ้าอยากจะรู้เรื่องพญานาค เรื่องเมืองลับแล เรื่องเหล็กไหล...ต้องไปหาหลวงปู่ตอง เวลานี้ภูลังกา ถ้ำชัยมงคล มีหลวงปู่ตองเฝ้าถ้ำอยู่กับเณรน้อยชื่อเณรเคน ตอนหลวงปู่ตองอายุ ราว ๖๖ ท่านยังแข็งแรงมีวิชาตัวเบาหรือลูกเบา ท่านแบกปูนหนักถุงละ ๒๕ กิโลกรัมขึ้นไปสร้างพระเจดีย์บนยอดภูลังกา วันละหลายเที่ยวสบายมาก อยากจะรู้เรื่องลึกลับ ผีสางเทวดา ปีศาจ ยักษ์มาร หรือเรื่องยาสมุนไพร ต้องถามหลวงปู่ตอง ถ้าเป็นพระกรรมฐานปฏิบัติธรรม มีศีลเสมอกัน ท่านถึงจะเล่าให้ฟัง เป็นฆราวาสญาติโยมชาวบ้าน ท่านจะปิดปากเงียบ ไม่ยอมพูดเรื่องนี้ ขืนพูดไปก็เป็นความผิด เข้าข่ายอวดอุตริมนุสธรรม ถูกปรับเป็นอาบัติ”

ในช่วงแรกที่หลวงปู่ตองออกบวช ท่านระลึกนึกถึงพระธุดงค์ที่ไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในป่า แสวงหาความสงัดเงียบ บำเพ็ญเพียรจนได้พบกับความสุขในทางธรรมะ จึงอยากจะทำอย่างนั้นบ้าง เพื่อหาทางหลีกหนีพระเณรในวัดที่ย่อหย่อนธรรมวินัย ท่านได้เดินธุดงค์ไปที่ภูลังกาอยู่ห่างจากวัดไม่ไกลเท่าไรนัก โดยขึ้นทางด้านบ้านดงบัง อยู่ห่างจากถ้ำชัยมงคลออกไปไกลพอสมควร

บนภูลังกามีถ้ำมีเงื้อมผาให้เลือกเอาเป็นที่พักบำเพ็ญภาวนา มีลานหินกว้างเหมาะที่จะเดินจงกรม ดินฟ้าอากาศรื่นรมย์ กระแสลมพัดเย็นสบาย กลิ่นดอกไม้ป่าโชยชื่น บรรยากาศสัปปายะวิเวก เหมาะสำหรับปฏิบัติธรรมมาก เมื่อขึ้นมาอยู่บนภูลังกาแล้ว หลวงปู่ตองก็ปฏิบัติธรรมขั้นอุกฤษฏ์ ถือเคร่งในวัตรปฏิบัติธุดงค์ ๑๓ เหมือนพระป่าธุดงค์ทุกประการ นั่นคือ “กินน้อย...นอนน้อย”

กินน้อย คืออดอาหาร ฉันแต่น้ำลูบท้อง เป็นการทดสอบกำลังใจตัวเองว่าจะมีความทรหดอดทนขนาดไหน จะสร้างขันติบารมีได้ไหม กลัวเป็นลมตายเพราะอดข้าวไหม ? นอนน้อย คือจะนอนพักผ่อนเอาเฉพาะตอนกลางคืน ไม่นอนมากนอนเพียงคืนละ ๔ ชั่วโมงเท่านั้น เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปในการเดินจงกรม สร้างวิริยะความเพียรและนั่งสมาธิ สงบกาย สงบจิต ให้จิตได้พักผ่อน เสพเสวยปิติสุขในวิหารธรรม อันปราศจากนิวรณ์ ๕

เมื่อนั่งสมาธิเสพสุขก็มักจะยึดติดเกิดเกียจคร้าน จึงต้องลุกขึ้นเดินจงกรม สร้างวิริยะความเพียรขับไล่ความเกียจคร้าน สรุปแล้วก็คือมีการเดินจงกรมและนั่งสมาธิสลับกันไปทั้งวันและเกือบทั้งคืน ผลของการทดลองอดอาหารปรากฏว่า สามารถอดได้หลายวัน ในวันแรกจะหิวมาก พอเข้าวันที่สองร่างกายจะปรับตัวเองได้ไม่หิว ฉันแต่น้ำ ตัวเบาสบาย ไม่ง่วงเหงาหาวนอนเลย เกิดความขยันหมั่นเพียรอย่างแปลกประหลาด ไม่อยากหลับนอนอยากจะเจริญภาวนาลูกเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดจากอำนาจสมาธิ มันมีปิติแรงมาก เป็นปิติในธรรม

และในช่วงนี้แหละที่ทำให้หลวงปู่ตองได้ประสบเข้ากับ “มิติเร้นลับ” กายและจิตของท่านที่เป็น “กายวิเวก จิตวิเวก” ได้เชื่อมโยงเข้าหา “โลกวิญญาณ” หรือโลกอันเป็นทิพย์ คือโลกของภูตผีปีศาจ ยักษ์ มาร นาค ครุฑ คนธรรพ์ หรือบังบดลับแล และเทพเจ้าเหล่าพรหมทั้งหลาย ภาษาของปรจิตวิทยาเขาเรียกว่า กระแสจิตที่เป็นสมาธิอันมั่นคงแน่วแน่ ได้กลายเป็นคลื่นจิตในระดับคลื่นเดียวกันกับกระแสจิตของโลกวิญญาณ สามารถรับและส่ง สื่อความหมายทั้งเสียงและภาพติดต่อกันได้


พระอาจารย์วังหรือครูบาวัง เป็นพระป่านักปฏิบัติอีกรูปหนึ่งที่ใช้ภูลังกาเป็นที่ฟาดฟันกิเลศ ฝึกสมาธิจนเชี่ยวชาญในกสิณสมาบัติ สำเร็จวิชชาอภิจิตอิทธาภิสังขาร คือ “ฉฬภิญโญ” หรืออภิญญาฤทธิ์ เมื่อมาอยู่ที่ถ้ำชัยมงคลบนภูลังกา ท่านชอบอดอาหารครั้งละหลายๆ วัน ออกไปนั่งทำสมาธิวิปัสสนาที่ชะง่อนผาบนยอดภูลังกา ท้าทายมฤตยู พระเณรเถรชีศิษยานุศิษย์เห็นแล้วก็สยองใจหวาดเสียว พาลจะเป็นลมกลัวท่านจะตกเขาตาย หน้าผาแห่งนั้นสูงชันลึกลิ่ว มีกระแสลมบนพัดแรงน่ากลัว การนั่งอยู่ที่นั่นถ้าเผลอสติง่วงนอนสัปหงกวูบเดียว ก็จะหัวทิ่มดิ่งพสุธา ตกลงไปร่างแหลกเหลวตาย แต่พระอาจารย์วังสามารถนั่งอยู่ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืนด้วยความปลอดภัย น่าอัศจรรย์ บ่งบอกถึงจิตใจอันกล้าหาญแข็งแกร่งปานเพชรผิดมนุษย์มนา ไม่รู้สึกหวาดกลัวต่อความตายเลยแม้แต่น้อย จิตใจชนิดนี้แหละเรียกว่า “อภิจิต” มีจิตตาภินิหาร สามารถแสดงฤทธิ์ได้ทุกรูปแบบเป็นที่น่าอัศจรรย์ พระป่าบำเพ็ญธุดงค์กรรมฐานศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นั้นล้วนเก่งกล้าทางสมาธิได้ “ฌาน” กันเป็นส่วนมาก แต่ที่ได้ฌานสมาบัติแล้วได้ตาทิพย์หรือทิพย์จักษุญาณและอิทธิฤทธิ์ด้วยนั้นมีจำนวนน้อย ดังที่ ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด ได้กล่าวไว้ว่า

“จิตส่งออกรู้อะไรๆ ต่างๆ ด้วยอำนาจสมาธิหรือทิพยจักษุนั้นจะมีร้อยละ ๕ คนก็ทั้งยาก”

อันนี้เป็นการยืนยันว่า ถึงแม้บรรลุอัปปนาสมาธิ ได้ฌานสมาบัติแล้วก็ตาม มีจำนวนน้อยมากที่ได้อภิญญา ๕ ส่วนผู้ที่ได้อภิญญา ๕ นั้น จะต้องมี “ปุพเพกตปุญญตา” หรือความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้วในชาติปางก่อน มาส่งเสริมสนับสนุน จึงจะได้อภิญญาญาณ และที่ได้นั้นก็มีน้อยมากที่จะได้อภิญญา ๕ ครบทั้งห้าประการ ส่วนมากจะได้กันเพียงบางประการเท่านั้น

พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร เป็นผู้มีวาสนาบารมีฌานลาภีบุคคล สำเร็จกสิณทั้งอิทธิวิธี (อิทธิฤทธิ์) และทิพยจักษุญาณเป็นที่แน่ชัด เพราะท่านติดต่อพูดจาปราศรัยกับพวกเทวดา พวกพรหม และภูตผีปีศาจ นาค คนธรรพ์ หรือลับแลได้สบายมาก แสดงถึงการรู้เห็นด้วยตาใน (ทิพยจักษุญาณ) ที่ท่านสามารถนั่งอยู่ที่ชะง่อนผาบนยอดเขาสูงได้ตลอดวันตลอดคืน ๒๔ ชั่วโมงรวดโดยไม่เผลอสติง่วงโงกพลัดตกลงไปถึงแก่มรณภาพนั้น บ่งบอกถึงการใช้ฤทธิ์อภิญญา (อิทธิวิธี) รวมถึงที่ท่านสามารถบังคับฝูงเสือโคร่งได้ ท่านใช้ฤทธิ์ทางเมตตาเจโตวิมุตติ

เหตุการณ์ประหลาดอันเกี่ยวเนื่องกับชาวลับแลบังบด เจ้าหนุ่มบวรหลานชายของพระอาจารย์วัง อยากจะบวชเป็นพระแต่อายุยังไม่ครบ พระอาจารย์วังให้นุ่งขาวห่มขาวถือศีล ๘ เป็นพ่อขาวฝึกปฏิบัติธรรมไปก่อน วันหนึ่งบวรไปแสวงหาต้นตาวในป่าภูลังกา จะเอาต้นตาวมาต้มแกงถวายพระเณรในตอนเช้า บวรได้หายตัวไปไม่กลับมาเลย พระเณรและพ่อขาวได้ออกตามหา จนกระทั่งมืดค่ำก็ไม่พบร่องรอยใดๆ

พระอาจารย์วังได้นั่งสมาธิดูก็ได้พบว่า บวรไปอยู่กับสาวงามชาวลับแล อยู่กินเป็นผัวเมียกันเสียแล้ว เป็นไปตามเหตุปัจจัย บุพพวาสนาเก่าหรือบุพเพสันนิวาสบันดาลให้มาเจอกันเพราะเป็นเนื้อคู่กัน

บ้านเมืองของชาวลับแลนั้นคล้ายเงาสะท้อนของบ้านเรือนมนุษย์ตามยุคสมัยในถิ่นนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เพราะมีความเกี่ยวข้องผูกพันกันอย่างลึกลับตามกฎแห่งวิบากกรรม บ้านเรือนของชาวลับแลที่เห็นในสมาธินั้นเป็นบ้านใต้ถุนสูง หลังคามุงหญ้า และแฝกฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่หรือใบตองตึงและขัดแตะ พื้นบ้านปูไม้กระดานหยาบๆ หรือปูด้วยไม้ไผ่สับ ส่วนบ้านชาวลับแลผู้มีฐานะดีหรือคุณธรรมสูงเป็นตึกโบกปูน หลังคามุงกระเบื้อง บางหลังมุงด้วยไม้ ส่วนฝาบ้านเป็นไม้ประดิษฐ์เป็นตาตารางสี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยมงามเรียบๆ

ที่เห็นนี้เป็นสมัยเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีก่อนโน้น (สมัยโลกาภิวัฒน์อย่างปัจจุบัน บ้านเมืองชาวลับแลก็คงจะเจริญพัฒนาเช่นเดียวกันกับโลกมนุษย์เราล่ะกระมัง ?) ชาวลับแลในสมัยนั้น พวกผู้ชายส่วนมากจะนุ่งผ้าขาวม้าขัดเตี่ยวผืนเดียว เดินเท้าเปล่าไม่มีรองเท้า ไม่ใส่เสื้อ ส่วนผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่นมีผ้าคาดหน้าอกใช้แทนเสื้อเป็นส่วนมาก แต่สำหรับชาวลับแลที่มีฐานะดีหรือคุณธรรมสูงจะนุ่งห่มรัดกุมเรียบร้อยเหมือนอุบาสกอุบาสิกาในวันพระวันศีลอุโบสถ

บ้านเมืองชาวลับแลบังบด (ปักษ์ใต้เรียกคนธรรพ์) ไม่มีคนยากจน ไม่มีคนขอทาน ไม่มีหญิงโสเภณี ทุกคนมีอยู่มีกินสมฐานะ มีการทำไร่ไถนา มีสัตว์เลี้ยง วัว ควาย เป็ด ไก่ สุนัข หมู และวิหคนกกา เป็นสัตว์โอปปาติกะอบายภูมิตามกฎกรรมวิบากอันสลับซับซ้อนพิสดาร

ชาวลับแลมีคุณธรรมประจำหมู่เหล่า ถือศีล ๕ อย่างเคร่งครัด ภูตผีปีศาจทั้งหลายรักษาศีลไม่ได้ ทำให้ชาวลับแลเป็นผีพิเศษที่มีอำนาจเป็นที่ยำเกรงของภูตผีปีศาจทั้งหลาย ชาวลับแลที่เป็นนักพรตหรือฤๅษีจะนุ่งขาวห่มขาวเกล้าผมมวย เรียกตัวเองว่า คุรุฤๅษี หรือดาบส

หัวหน้าชาวลับแลได้บอกกับพระอาจารย์วังว่า เจ้าหนุ่มบวรมาอยู่เมืองลับแลถูกต้องตามจารีตประเพณีของเมืองลับแล จะกลับออกไปไม่ได้จะต้องดำเนินชีวิตเหมือนชาวลับแลทุกอย่าง หากทำผิดกฎจารีตประเพณีก็จะถูกขับไล่กลับเมืองมนุษย์ ฉะนั้น ในระหว่างนี้จะให้บวรกลับถ้ำชัยมงคลไม่ได้

พระอาจารย์วังเข้าใจกฎจารีตประเพณีนี้ ก็อับจนปัญญา ไม่รู้จะช่วยบวรได้อย่างไร จะอธิบายให้
ญาติพี่น้องฟังเขาคงจะไม่เชื่อ เพราะเรื่องเมืองลับแลพิสูจน์ไม่ได้เลย ที่เล่าๆ กันมาก็เป็นเชิงนิยายปรัมปราเอาสาระไม่ได้ ญาติพี่น้องคงจะเชื่อว่าบวรตกเหวตาย หรือถูกเสือถูกงูเหลือมกินไปแล้วมากกว่า

หัวหน้าชาวลับแลได้บอกว่า พระอาจารย์อย่าได้คิดวิตกเป็นทุกข์ไปเลย ถ้าใครสงสัยเรื่องบวรไปอยู่เมืองลับแล ก็ให้คนนั้นมาที่ภูลังกานุ่งขาวถือศีล ๘ มานั่งสมาธิภาวนาอธิษฐานจิตขอเห็นเมืองลับแล อยากจะพบบวรก็จะได้พบสมความปรารถนาหายสงสัย โดยกระผมจะให้คนนำทางมารับเข้าเมืองลับแล ถ้าไม่กล้าเข้าไปในเมืองลับแล ก็ให้เลือกเอาวิธีออกไปยืนกลางแจ้งในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ได้ ร้องตะโกนดังๆ ว่า บวรอยู่ที่ไหน ? ก็จะมีเสียงของบวรตะโกนตอบออกมาจากเมืองลับแล จะซักถามอะไรก็ได้ แต่จะพบตัวบวรไม่ได้

พระอาจารย์วังได้เล่าเรื่องนี้ให้พระเณรฟัง ดังนั้น ในวันต่อมาพระอาจารย์โง่น โสรโย กับพระเณรและพ่อขาวได้พากันไปพิสูจน์ ออกไปยืนอยู่กลางแจ้งบนภูลังกาในเวลากลางวัน ร้องตะโกนเรียกหาบวร ก็ปรากฏอัศจรรย์ว่า มีเสียงของบวรตะโกนตอบมาจากดงไม้ในหุบเขา เมื่อซักถามต่างๆ บวรก็ตอบได้ถูกต้องชัดเจนว่าเป็นบวรจริงๆ ไม่ใช่คนอื่นแอบอ้างเป็นตัวบวรแต่อย่างใด

บวรได้บอกว่าเขาอยู่สบายดี มีความสุขกับเมียสาวชาวลับแล ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลับแลเหมือนบ้านเมืองมนุษย์ทุกอย่าง ชาวลับแลไม่ใช่ภูตผี หากเป็นมนุษย์เผ่าหนึ่งที่หายตัวได้ กำบังตาได้ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ ยกเว้นแต่ในกรณีที่ชาวลับแลอยากให้เราเห็นถึงจะเห็นได้

บวรยังได้บอกอีกว่าเขาพอใจจะอยู่ที่เมืองลับแล ไม่อยากกลับออกมาอยู่เมืองมนุษย์เลย ขออย่าได้เป็นห่วงเป็นใย ใครได้มาอยู่เมืองลับแลแล้วก็จะติดใจ เพราะมีความสุขกายสบายใจ เป็นแดนทิพยสุขมหัศจรรย์ อธิบายไม่ถูก ต้องมาเห็นเองถึงจะรู้ได้ด้วยตนเอง

อยู่มาไม่นานก็มีหนุ่มอีกคนชื่อ “สวัสดิ์” เป็นชาวอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร มานุ่งขาวถือศีล ๘ ปฏิบัติธรรมอยู่กับพระอาจารย์วัง ที่ถ้ำชัยมงคลภูลังกา สวัสดิ์ถือเคร่งในการปฏิบัติเดินจงกรมและนั่งสมาธิเอาจริงเอาจังมาก มักจะเล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า เขาไปเที่ยวเมืองลับแลมาแล้ว ไปในตอนกลางคืน แต่ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้
อยู่ต่อมาไม่นาน สวัสดิ์ได้หายตัวไปโดยไม่บอกกล่าวใคร สิ่งของเครื่องใช้และบริขารธุดงค์ยังอยู่ครบที่ถ้ำ ไม่ได้เอาไปด้วย กระเป๋าใส่สตางค์ก็ไม่เอาไป พระอาจารย์วังได้บอกกับพระเณรและพ่อขาวศิษย์ทุกคนว่า สวัสดิ์ได้ไปจำศีลภาวนาอยู่ในเมืองลับแลแล้ว ชาวลับแลให้ความเคารพเลื่อมใส นักพรต ฤๅษี มุนี ในภพภูมินั้นเป็นผู้ชักชวนให้ไปอยู่ด้วย เมื่อปฏิบัติธรรมไปจนถึงที่สุด สวัสดิ์จะเป็น “ผู้สำเร็จ” คล้ายผู้สำเร็จปรอทหรือวิทยาธร กินผลไม้เป็นอาหาร หรือกินปราณวาโยธาตุ มีสภาพกึ่งมนุษย์กึ่งเทพยดา ไปไหนมาไหนตัวเบา เดินเท้าไม่ติดดิน เพียงแค่นึกอยากจะเหาะก็จะเหาะได้ทันทีด้วยอำนาจมหัศจรรย์ของ “ฌานสมาบัติ” บางทีก็เรียกว่า “สิทธาโยคี” เป็นโยคีมหัศจรรย์สำเร็จ “ไกวัลภูมิ” หรืออภิญญาฤทธิ์ ชอบไปๆ มาๆ อยู่ระหว่างพื้นพิภพโลกกับดวงอาทิตย์

(ปกิณกธรรม พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร)




"คนที่ไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์นั้น
ก็จะเห็นว่า สุขกับทุกข์นั้น
มันคนละระดับ มันคนละราคากัน

ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้ว ท่านจะเห็นว่า
สุขเวทนา กับทุกขเวทนา
มันมีราคาเท่าๆ กัน"

หลวงปู่ชา สุภทฺโท






"คิดถึงก็เป็นทุกข์
ระลึกถึงก็เป็นสุข"
พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร