วันเวลาปัจจุบัน 14 ก.ค. 2020, 00:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มิ.ย. 2020, 08:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3832


 ข้อมูลส่วนตัว


.การตั้งตนไว้ชอบ คือการตั้งใจศึกษาความจริงของชีวิต ความสุข และความทุกข์ มันเกิดอย่างไร มันดับอย่างไร มันเป็นอย่างไร เพ่งพิจารณาตรงจุดนี้ เราจะเห็นว่า​#ทุกข์เพราะกิเลสครอบงำ #สุขเพราะกิเลสไม่ครอบงำ เมื่อเห็นความร้ายกาจของกิเลสในใจตนแล้วกลัว ต้องการพ้นจากอำนาจของมัน เราจึงเห็นประโยชน์ของการทำสมาธิ เพราะการทำสมาธิเป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสที่สำคัญ ทำให้เรามีกำลัง ทำให้จิตใจเข้มแข็ง สงบ มีความสุข ผ่องใส​ ฯลฯ

#การเพียรพยายามในทางที่ถูกต้องนั่นแหละคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พระอาจารย์ชยสาโร









เปรียบเทียบเหมือนน้ำที่หยดลงไปในตุ่มน้ำ

มันหยดลงไปทีละหยด ทีละหยด แต่ตุ่มน้ำใหญ่ก็ยังเต็มได้

ความชั่ว ทีละเล็กทีละน้อย สะสมทีละหยด ทีละหยด ความชั่วเต็มตุ่มน้ำได้

ความดี ทำทีละเล็กทีละน้อย เหมือนหยดน้ำลงไป มันก็เต็มตุ่มน้ำได้

#พระอาจารย์ชยสาโร










"ไม่มีบุญใดจะมากเท่ากับการภาวนา
นั่งภาวนาก็ได้บุญฆ่าบาป
ยืนภาวนาก็ได้บุญฆ่าบาป
เดินภาวนาก็ได้บุญฆ่าบาป
นอนภาวนาก็ได้บุญฆ่าบาป"

หลวงปู่เจม จิรธมฺโม
สำนักสงฆ์ห้วยลึก อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์










...คนที่มีดวงตาเห็นธรรมแล้ว 
“จะไม่วุ่นวายกับอะไรทั้งสิ้น”

.
อะไรจะมีก็มีไป อะไรจะสูญก็สูญไป
แต่..”ใจจะไม่ไปดีอกดีใจ เสียอกเสียใจ”
กับการมา และการไปของสิ่งต่างๆ

.
เพราะมีปัญญารู้ทันว่า
นี่..คือความจริง ทำอะไรไม่ได้

.
ถ้าไปดีใจหรือเสียใจ
ก็เหมือนเป็นการทำโทษตนเอง
คือ..”สร้างความทุกข์ให้กับใจ “
.....................................
กำลังใจ 38 กัณฑ์ที่ 376
ธรรมะบนเขา 15/12/2550
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี










#ไฟราคะ_จากใต้ถุนกุฎี

"พอออกพรรษานั้นแล้ว หลวงปู่ขาว​ อนาลโย
ก็ออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานไปตามอัธยาศัย ท่านไปพักอยู่หมู่บ้านป่าแห่งหนึ่งในเขต
อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มีกุฏิเล็กเพื่อบำเพ็ญภาวนาอยู่หลังหนึ่ง

ที่นั่นเคยเป็นที่พักบำเพ็ญของพระธุดงคกรรมฐานมาก่อน ท่านเห็นว่าสงัดดี และ
ห่างจากหมู่บ้านพอประมาณ ท่านจึงเข้าพักบำเพ็ญที่นั่น

วันหนึ่ง ตอนกลางวันฝนตกหนัก ไม่อาจลง
เดินจงกรมได้ หลวงปู่จึงปิดประตูหน้าต่าง
ฝาแถบ (ฝาขัดแตะ) นั่งภาวนาอยู่ในกุฎีนั้น
ซึ่งยกพื้นสูงพอประมาณ

ขณะที่นั่งพิจารณาธรรมทั้งหลายอยู่
ปรากฎเหมือนมีห่อไฟแทงขึ้นมาที่ก้นท่าน
ร้อนแปลบ ๆ หยุดไป แล้วก็ร้อนขึ้นมาอีก
ท่านจึงย้อนมาพิจารณาดูว่า เป็นอะไรกัน

พอย้อนจิตมากำหนดจดจ่อ เพื่อเอาเหตุเอา
ผลกับห่อไฟที่กำลังเผาก้นท่าน ก็ทราบว่า
ไฟนี้เป็นไฟราคะตัณหา แสดงขึ้นมาจากใต้
ถุนกุฎี มิได้แสดงออกมาจากใจท่านเอง

หลวงปู่ กำหนดจิตพิจารณาทบทวน ก็ทราบอยู่อย่างนั้นว่าเป็นไฟราคะตัณหาแสดงขึ้นมาจากใต้ถุนกุฎี สำหรับในจิตท่านไม่มีปรากฎว่าจิตเป็นราคะตัณหาแต่อย่างใด

ขณะที่หลวงปู่กำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่กับการพิจารณาไฟชนิดนั้น ก็ไม่คิดสะดุดใจว่าไฟนั้นมาจากอะไรที่ไหน เป็นเพียงรำพึงอยู่ในใจว่า ไฟราคะนี้มันติดตามเรามาได้อย่างไร เพราะเรามิได้มีความกำหนัดยินดีกับหญิงชายใด ๆ ใจก็เป็นปกติไม่เกิดราคะ การไปบิณฑบาตในหมู่บ้านก็ไปด้วยความสำรวมระวังมีสติอยู่กับตัว ระวังสังเกตทุกแง่ทุกมุม

บรรดาอารมณ์ที่เคยเป็นข้าศึกต่อจิตใจ ก็ไม่เห็นมีเรื่องราคะตัณหาเป็นอารมณ์แต่อย่างใดพอเรื่องสงบไม่แสดงอีก หลวงปู่ก็ลืมตาขึ้น
จะออกจากการภาวนาหลังฝนหยุดแล้ว ก็พอดีมองเห็นด้านหลังผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังเดินออกไปจากใต้ถุนกุฎี ทำให้ท่านนำเรื่องไฟที่เผา
ก้นท่าน ออกพาดพิงกับหญิงที่เพิ่งออกไปจากกุฎีท่าน แล้วรำพึงว่า.. "

"หญิงคนนี้คงคิดไม่ดีกับเรา เหตุการณ์จึงได้แสดงขึ้นทำนองนี้ ที่เราเองก็ไม่คาดคิดว่าเป็นไปได้"

ความจริงผู้หญิงคนนั้นอยู่ในวัยเบญจเพศ ยังไม่แก่อะไรเลย อาจจะเป็นสาวแก่หรือแม่หม้ายมากกว่าหญิงที่มีสามี เธอคงมาเที่ยวเก็บผักหาอยู่หากิน ก็มิอาจทราบได้ ในมือถือตะกร้าใบหนึ่ง​ ขณะมาถึงที่นั่น เกิดฝนตกหนักพอดี เธอเลยรีบเข้าไปหลบฝนใต้ถุนกุฎีหลวงปู่ รอจนกระทั่งฝนหยุดแล้ว ถึงได้ออกจากที่นั่น
เวลาที่หลวงปู่มองออกไปตามช่องหน้าต่าง ซึ่งเป็นฝาขัดแตะห่าง ๆ จึงมองเห็นหญิงคนนั้นเดินออกไปได้อย่างชัดเจน.. "
---------------------------------------
ขออนุโมทนา ขอขอบคุณและขออนุญาตนำมาเผยแผ่เป็นธรรมทานแก่ผู้ที่มีความศรัทธา #ข้อความข้างบนนี้เป็นโอวาทธรรมส่วนหนึ่ง #จากหนังสือหลวงปู่ขาว_อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู โครงการหนังสือบูรพาจารย์เล่ม ๔
หน้า ๒๑๔ - ๒๑๖











บำเพ็ญทาน เปรียบเหมือน​ กินข้าว
บำเพ็ญศีล เปรียบเหมือน กินของหวาน
บำเพ็ญภาวนา เปรียบเหมือน​ กินน้ำ
การเจริญภาวนา เรียกว่า "เก็บบุญมากิน" ถ้าเราไม่เก็บมากิน​ มันก็จะเน่าเสียหมด ถ้าไม่กลืนเข้าไปในหัวอกหัวใจมันก็ไม่อิ่ม
"ตา" ได้เห็นครูบาอาจารย์พระเจ้าพระสงฆ์
"หู" ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม
"จมูก" ได้กลิ่นธูปเทียนดอกไม้
"ปาก" ได้สวดมนต์
"ใจ" ได้เจริญเมตตาภาวนา
"บุญกุศล" จะไหลเข้าดวงจิตดวงใจ

โอวาทธรรม​ ท่านพ่อลี​ ธัมมธโร
วัดป่าคลองคู้​ จังหวัดลพบุรี
๒๕ สิงหาคม​ ๒๔๙๖












" ใครเป็นสุข
ใจมันเป็นสุข

ใครเป็นทุกข์
ใจมันเป็นทุกข์

มันเกิดที่ไหน
มันดับที่นั่น "

โอวาทธรรม
หลวงพ่อชา สุภัทโท








" นักปราชญ์บัณฑิต
ผู้ติดอยู่ในความรู้
ความคิด ความเห็น
ของตัว ว่าเป็นของสูง
อยู่แล้ว ไม่ก่อสร้าง
บำเพ็ญ "สมาธิ" ให้เกิดขึ้น

ถือเสียว่า
"สมาธิ" เป็นขั้นต่ำ
ควรเจริญ "ปัญญา" วิมุติ
ทีเดียว

ย่อมได้รับโทษ
เหมือนคนขับขี่เครื่องบิน
ที่ร่อนอยู๋ในอากาศ
ไม่แลเห็นสนาม

ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญ "สมาธิ"
ก็เท่ากับเป็นผู้ได้สร้าง
สนามบินไว้อย่างดี
เมื่อมี "ปัญญา"
ก็จะถึงวิมุติอันปลอดภัย "

โอวาทธรรม
ท่านพ่อลี ธัมมธโร









" ต้องเริ่มที่ "สติ"
เมื่อ "สติ" มั่นคง
ก็จะบังเกิดเป็น "สมาธิ"

"สมาธิ" จะทำให้
เกิด "ปัญญา"
สามารถทำจิต
ให้เป็นหนึ่งเดียว

และเมื่อถึงขั้นนั้น
จะทำสิ่งใดๆ ย่อมได้ผล "

โอวาทธรรม
หลวงพ่อเพี้ยน อัคคธัมโม








“อย่ากลัวว่าใครจะมาว่าเรา
ให้กลัวว่าเราจะไปว่าใคร”

หลวงปู่ชา สุภัทโท










ทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเธอในครั้งนี้ใครทำ ไม่ใช่เธอทำเองหรือ เพราะความรัก ความยึดมั่นในสิ่งรัก จึงทำให้ทุกข์ มีรักที่ไหน มีทุกข์ที่นั่น

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร











#ให้มีสติตามดูจิต

เหมือนคนเดินบนถนนลื่นๆ ต้องระวังทุกก้าว ให้มีสติจดจ่อไม่วาง ดูจิตมันจะปรุงไปไหน จะคิดไปไหน

จดจ่อดูมันก็ได้แน่ ๆ จะไปไหน ถ้ามันดื้อนัก ถ้ายังไป เราจะไม่นอนให้นะ

เมื่อเกิดความปรุงแต่ง ก็ให้รู้ รู้แล้วพิจารณาตลอดสาย พิจารณาให้เกิดปัญญา รู้แล้วดับ

เมื่อนกจับต้นไม้ต้นใด มันก็ถือว่าสักแต่จับอยู่เท่านั้น เมื่อบินไปแล้วก็หมดเรื่องไม่มีความอาลัยกับต้นไม้นั้น

#หลวงปู่ท่อน #ญาณธโร









#คนเราหลงในกายของตนโดยมาก

การหลงอื่น ๆ เช่น หลงทิศหลงทาง หลงบ้านหลงเมือง หลงถนนไม่สำคัญ

ส่วนการหลงกายของตน เข้าใจว่ากายสวยกายงามนี้แหละสำคัญยิ่งนัก

ลำพังดูแลกันเพียงผิวหนังด้วยตาเนื้อ ตานอกของปุถุชน ก็เป็นเหตุให้รักกันชอบพอกันระหว่างชายกับหญิง

แล้วก็แต่งงานอยู่ร่วมสมสู่ เกิดมีบุตรธิดาหลานเหลนสืบสายโลหิตกันไปพะรุงพะรัง

กังวลท่องเที่ยว เกิดแก่เจ็บตาย เวียนว่ายในวัฏสงสาร ไม่มีทางพ้นทุกข์เกิดแก่เจ็บตายไปได้เลย

#หลวงปู่มหาปิ่น #ปัญญาพโล












#กายระเบิดเสียงดังมาก
#ความรู้ที่มีอยู่นั้นละเอียดที่สุด

วัน หนึ่งขณะที่เดินจงกรมอยู่ เวลาประมาณห้าทุ่มกว่า รู้สึกแปลกๆ

มันแปลกมาแต่ตอนกลางวันแล้ว รู้สึกว่า ไม่คิดมาก มีอาการสบายๆ เขามีงานอยู่ในหมู่บ้านไกลประมาณสิบเส้น

จากที่พักซึ่งเป็น วัดป่า เมื่อ เดินจงกรมเมื่อยแล้วเลยมานั่งที่กระท่อม มีฝาแถบตองบังอยู่

เวลานั่งรู้สึกว่า คู้ขาเข้าเกือบไม่ทัน

#เอ๊ะจิตมันอยากสงบ
#มันเป็นเองของมัน

พอนั่ง จิตก็สงบจริงๆ รู้สึกตัว หนักแน่น เสียงเขาร้องรำอยู่ในบ้าน มิใช่ว่าจะไม่ได้ยิน ยังได้ยินอยู่ แต่จะทำให้ ไม่ได้ยินก็ได้ แปลกเหมือนกัน

#เมื่อไม่เอาใจใส่ #ก็เงียบ #ไม่ได้ยิน

จะให้ได้ยินก็ได้ ไม่รู้สึกรำคาญ ภายใน “จิต” เหมือน “วัตถุสองอย่าง” “ตั้งอยู่ไม่ติดกัน”

“ดูจิต” กับ “อารมณ์” ตั้งอยู่คนละส่วน เหมือนกระโถนกับกาน้ำ นี่ก็เลยเข้าใจว่า เรื่องจิตเป็นสมาธิ

นี่ถ้าน้อมไปก็ได้ยินเสียง ถ้าว่างก็เงียบ ถ้ามันมีเสียงขึ้น ก็ดูตัว “ผู้รู้” ขาดกันคนละส่วน

จึง พิจารณาว่า "ถ้าไม่ใช่อย่างนี้มันจะใช่ตรงไหนอีก"

มันเป็นอย่างนี้ “ไม่ติดกันเลย” ได้พิจารณาอย่างนี้เรื่อยๆ

จึงเข้าใจว่าอ้อ! อันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน

เรียกว่า “สันตติ” คือความสืบต่อขาด” มันเลยเป็น “สันติ”

แต่ก่อนมันเป็น “สันตติ” ทีนี้เลยกลายเป็น “สันติ”

ออกมาจึงนั่งทำความเพียรต่อไป

จิต ในขณะที่นั่งทำความเพียรคราวนั้นไม่ได้เอาใจใส่ในสิ่งอื่นเลย ถ้าเราจะหยุดความเพียรก็หยุดได้ตามสบาย

เมื่อเราหยุดความเพียร เจ้าเกียจคร้านไหม เจ้าเหนื่อยไหม เจ้ารำคาญไหม เปล่า ไม่มี ตอบไม่ได้ ของเหล่านี้ไม่มีในจิตมีแต่ความ “พอดีหมดทุก” อย่างในนั้น

#ประสบการณ์การ “#รู้ธรรม๓วาระ

ถ้า เราจะหยุดก็หยุดเอาเฉยๆ นี่แหละ ต่อมาจึงหยุด พักหยุดแต่การนั่งเท่านั้น ใจเหมือนเก่ายังไม่หยุด

เลยดึงเอาหมอนลูกหนึ่งมาวางไว้ตั้งใจจะพักผ่อน เมื่อเอนกายลง จิต ยังสงบอยู่อย่างเดิม พอศีรษะจะถึงหมอนมีอาการน้อมในใจ

“ไม่รู้มันน้อมไปไหน” แต่ “มันน้อมเข้าไป” “น้อมเข้าไป” “คล้ายกับมีสายไฟอันหนึ่ง” ไปถูก “สวิตซ์ไฟเข้า” ไปดันกับ “สวิตซ์อันนั้น”

“กายก็ระเบิดเสียงดังมาก” “ความรู้” ที่มีอยู่นั้น “ละเอียดที่สุด” พอมัน “ผ่านตรงจุดนั้น” ก็ “หลุดเข้าไปข้างในโน้น” ไปอยู่ข้างในจึงไม่มีอะไร แม้อะไรๆ ทั้งปวงก็ “ส่งเข้าไปไม่ได้” ส่งเข้าไปไม่ถึง ไม่มีอะไรเข้าไป ถึง “หยุดอยู่ข้างในสักพักหนึ่ง” ก็ “ถอยออกมา”

คำว่า “ถอยออกมา” นี้ไม่ใช่ว่า “เราจะให้มันถอยออกมาหรอก”

#เราเป็นเพียง “ #ผู้ดูเฉยๆ”
#เราเป็น “#ผู้รู้” #เท่านั้น

อาการเหล่านี้ เป็นออกมาๆ ก็มาถึง ปกติจิตธรรมดา

เมื่อ เป็นปกติดังเดิมแล้วคำถามก็มีขึ้นมาว่า "นี่มันอะไร?" คำตอบเกิดขึ้นว่า "สิ่งเหล่านี้ของเป็นเองไม่ต้องสงสัยมัน"

#พูดเท่านี้จิตก็ยอม

เมื่อหยุดอยู่พักหนึ่งก็ “น้อมเข้าไปอีก” เรา “ไม่ได้น้อม” “มันน้อมเอง” พอน้อมเข้าไปๆ ก็ไปถูกสวิตซ์ไฟดังเก่า

ครั้งที่สองนี้ “ร่างกายแตกละเอียดหมด” หลุดเข้าไปข้างในอีก

“เงียบยิ่งเก่งกว่าเก่า” “ไม่มีอะไรส่งเข้าไปถึง” “เข้าไปอยู่ตามปรารถนาของมันพอสมควร” แล้วก็ถอยออกมา ตามสภาวะของมันในเวลานั้น

#มันเป็นอัตโนมัติ #มิได้แต่ง
#ว่าจงเป็นอย่างนั้นจงเป็นอย่างนี้

จงออกอย่างนี้จงเข้าอย่างนั้น “ไม่มี” เราเป็นเพียง “ผู้ทำความรู้” “ดูอยู่เฉยๆ” มันก็ถอยออกมาถึงปกติ มิได้สงสัยแล้วก็นั่งพิจารณาน้อมเข้าไปอีก

#ครั้งที่สามนี้
#โลกแตกละเอียดหมดทั้งพื้นปฐพี”

“แผ่นดินแผ่นหญ้าต้นไม้ภูเขาโลกเป็นอากาศธาตุหมด” “ไม่มี

คนหมดไปเลย
ตอนสุดท้ายนี้ไม่มีอะไร”

เมื่อเข้าไปอยู่ตามปรารถนา ของมัน ไม่รู้ว่ามันอยู่อย่างไร “ดูยากพูดยาก” “ของสิ่งนี้ไม่มีอะไรจะมาเปรียบปานได้เลย” “นานที่สุดที่อยู่ในนั้น”

พอถึงกำหนดเวลา “ก็ถอนออกมา” คำว่า “ถอนเราก็มิได้ถอนหรอก” “มันถอนของมันเอง” เราเป็น “ผู้ดูเท่านั้น” ก็เลยออกมาเป็นปกติ “สามขณะ” นี้ใครจะเรียกว่าอะไรใครรู้เราจะเรียกอะไรเล่า

#พลิกโลกพลิกแผ่นดิน

ที่ เล่ามานี้

เรื่อง “จิตตามธรรมชาติทั้งนั้น” อาตมามิได้กล่าวถึงจิตถึงเจตสิก ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น “มีศรัทธา” ทำเข้าไปจริงๆ เอา “ชีวิตเป็นเดิมพัน” เมื่อถึงวาระที่เป็นอย่างนี้ออกมาแล้ว “โลกนี้แผ่นดินนี้มันพลิกไปหมด” “ความรู้ความเห็นมันแปลกไปหมด”

ทุกสิ่งทุกอย่างในระยะนั้นถ้าคนอื่นเห็นอาจจะว่าเราเป็นบ้าจริงๆ ถ้าผู้ควบคุมสติไม่ดีอาจเป็นบ้าได้นะ

#เพราะมันไม่เหมือนเก่าสักอย่างเลย

“เห็นคนในโลกไม่เหมือนเก่า” แต่มันก็เป็น “เราผู้เดียวเท่านั้น” แปลกไปหมดทุกอย่าง ความนึกคิดทั้งหลายทั้งปวงนั้นเขาคิดไปทางโน้นแต่เราคิดไปทางนี้ เขาพูดมาทางนี้เราพูดไปทางโน้น เขาขึ้นทางโน้นเราลงทางนี้มันต่างกับมนุษย์ไปหมดมันก็เป็นของมันเรื่อยๆไป

ท่านมหา ลองไปทำดูเถอะ ถ้ามันเป็นอย่างนี้ไม่ต้องไปดูไกลอะไรหรอก

#ดูจิตของเราต่อๆไป

มันอาจหาญที่สุดอาจหาญมาก นี่คือเรื่องกำลังของจิต เรื่องกำลังของจิตมันเป็นได้ถึงขนาดนี้

#เทศนาธรรมคำสอน..
#พระโพธิญาณเถร (#ชา #สุภัทโท)
#วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี












#ทุกคนจะต้องเข้ามหายุทธสงครามสักวันหนึ่ง #คือการต่อสู้กับมัจจุราช

เมื่อถึงเวลานั้นแต่ละคนจะต้องสู้เพื่อตนเอง และต้องสู้โดยลำพัง

ผู้ที่สู้ได้ดีก็จะไปดี คือไปสู่ สุคติ
ผู้ที่เพลี่ยงพล้ำก็จะไปร้าย คือไปสู่ทุคติ

#อาวุธที่ใช้ต่อสู้มีเพียงสิ่งเดียว
#คือ "#สติ"

ซึ่งจะสร้างสมได้ด้วยการเจริญภาวนาเท่านั้น
_
#หลวงปู่ฝั้น #อาจาโร











#ทุกข์นี้ดี #พิจารณาแล้วจะพ้นทุกข์ได้

มรรคผลนิพพาน มักเกิดกับคนทุกข์คนยาก คนไพร่อนาถา ลูกชาวไร่ชาวนา

บ่มักเกิดกับเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ คนร่ำคนรวย

#เพราะคนที่ทุกข์มาก #โอกาสที่จะเห็นทุกข์พิจารณาทุกข์มันมากกว่า

ให้ยกทุกข์ขึ้นพิจารณา ให้มันเกิดความเบื่อความหน่าย คลายกำหนัด คลายความหลง ทุกข์นี้ดี พิจารณาแล้วจะพ้นทุกข์ได้

#หลวงปู่แสง #ญาณวโร










#ท่านพ่อลี #สอนว่า ....

เมื่อเวทนาเกิดขึ้นแล้ว. เอาความรู้ไปจับอยู่ที่คนอื่นหรือสิ่งอื่นเสีย. เพื่อให้ลืมเวทนานั้น. ก็ใช้ได้เหมือนกัน.

แต่มันเป็นสติ ไม่ใช่สัมปชัญญะ

#ต้องรู้อยู่ที่ตัวเราเอง
จึงจะเป็น สติสัมปชัญญะ

#ท่านพ่อลี #ธัมมธโร









ท่านพ่อลี. สอนว่า. บุญกุศลนั้น. เราต้องทำให้มีขึ้น. ในตัวเองเสียก่อน. แล้วจึงจะแจกเขาได้.

ท่านพ่อลี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 14 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร