วันเวลาปัจจุบัน 25 ต.ค. 2020, 15:50  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2020, 16:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3936


 ข้อมูลส่วนตัว


“สิ่งที่ติดมาในใจเราคือบุญกับบาป”

เรามาในโลกนี้เรามาตัวเปล่าๆ เราไม่ได้มีอะไรติดตัวมา ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นตั้งแต่ร่างกายเป็นของโลกนี้ไม่ได้เป็นของเรา เป็นของพ่อแม่ให้เรามา และเราต้องคืนเจ้าของเดิมไป เจ้าของเดิมคือธาตุทั้ง ๔ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เราได้มาผ่านทางพ่อทางแม่ พ่อแม่มีธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟมาผสมกัน ทำให้เกิดร่างกายขึ้นมาอยู่ในท้องแม่ ตอนต้นก็อาศัยธาตุ ๔ ของแม่ อาหารที่แม่รับประทานเข้าไปนี้ก็ทำมาจากธาตุ ๔ อาหารต้องมีดินมีน้ำมีลมมีไฟ จึงเป็นอาหารให้เรารับประทานกันให้แม่รับประทาน แม่หายใจเข้าไปก็เป็นลม แม่ดื่มน้ำเข้าไปก็เป็นธาตุน้ำ กินข้าวก็เป็นธาตุดิน แม่ได้รับความร้อนจากแสงแดดแสงอาทิตย์ก็เป็นธาตุไฟ พอมีธาตุทั้ง ๔ เข้าไปในร่างกายก็ไปก่อไปสร้างร่างกายอันใหม่ที่อยู่ในท้องให้เจริญเติบโต พอโตเต็มที่ก็ต้องคลอดออกมาเป็นร่างกาย เราเป็นผู้รู้ผู้คิดเราไม่ได้เป็นร่างกาย เราเป็นดวงวิญญาณที่ตายจากร่างกายอันเก่า ร่างกายอันเก่าที่เรามีอยู่ชาติก่อนมันตายไป ร่างกายเหมือนกับร่างกายอันนี้แต่มันตายเพราะว่าทุกร่างกายมันเกิดแล้วมันต้องแก่ต้องเจ็บแล้วต้องตาย พอเราไม่มีร่างกายเราก็เลยไปหาร่างกายอันใหม่ พอเราพบร่างกายที่พ่อคนใหม่สร้างขึ้นเราก็ไปเกาะติดกับร่างกายอันนั้นด้วยกระแสของความรู้ความคิดนี่แหละที่ไปผูกติดไว้กับร่างกายอันใหม่ กระแสที่ไปเกาะติดกับร่างกายอันนี้ก็คือวิญญาณ เรียกว่าวิญญาณ วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก ทางลิ้น ทางกายไปเกาะติดไว้ พอเรามีวิญญาณเราก็รับรู้สิ่งต่างๆที่มาสัมผัสกับตาหูจมูกลิ้นกายได้

นี่คือเรา เราเป็นผู้รู้ผู้คิด ผู้ไปรับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะจากตาหูจมูกลิ้นกายมาเสพ นี่คือผู้รู้ผู้คิด ผู้ที่มาเกิด มาตัวเปล่าๆ มามีอยู่สองอย่าง มีความรู้กับความคิดเท่านั้นนี่แหละติดตัวมา แล้วมาได้ร่างกาย พอออกจากท้องแม่มาก็เติมดินน้ำลมไฟให้ร่างกายเติบโตขึ้นมา ออกมาจากร่างกายก็ออกมาจากท้องแม่ก็ต้องหายใจเอง อยู่ในท้องแม่ไม่ต้องหายใจไม่ต้องกินไม่ต้องดื่ม มีสายของธาตุ ๔ หล่อเลี้ยง เหมือนสมัยนี้เวลาคนแก่คนเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ต้องกินเองไม่ต้องหายใจเอง มีสายยาง เห็นไหม สายยางต่อไปที่ร่างกาย เหมือนให้กลับเข้าไปในท้อง กลับไปอยู่ในท้องแม่ อาหารทางสายยาง อากาศทางสายยาง เห็นไหม มีออกซิเจนเข้าหน้ากากเหมือนกลับเข้าไปในท้องแม่เลย คนเราเวลาแกแล้วนี่เมื่อร่างกายไม่สามารถที่จะกิน หายใจเองได้ หาอาหารเองได้ ก็เลยต้องอาศัยสายยางต่างๆ นี่คือร่างกายที่พ่อแม่สร้างขึ้นมา แล้วเราเป็นดวงวิญญาณที่ไม่มีร่างกาย เราก็ไปหาร่างกายอันใหม่ หาร่างกายอันใหม่นี้ก็เหมือนกับเวลาเราขับรถไปหาที่จอดรถ เราไม่รู้จะไปจอดตรงไหนใช่ไหม เราก็ขับไป ไปถึงที่จอดรถเราก็ขับไปเรื่อยๆ ตรงไหนมีช่องว่างเราก็เลี้ยวเข้าไป นอกจากเราเป็นคนใหญ่คนโตก็อาจจะมีที่เฉพาะให้เราจอดได้ อันนี้การมาเกิดนี้ก็อาจจะเกิดแบบแล้วแต่บุญแต่กรรม หรือถ้าคนไหนมีบุญมีบารมีมีมากอาจจะมีช่องรอไว้ก็ได้ เช่นคนทำบุญมากๆ อาจจะมีช่องของเศรษฐีช่องของพระราชามหากษัตริย์ให้ไปเกิดเป็นลูกของพระเจ้าแผ่นดินลูกของมหาเศรษฐีก็ได้ อย่างพระเวสสันดรนี้ ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ท่านก็ทำบุญอย่างมากมายกายกอง พอท่านตายไปบุญบารมีของท่านเลยทำให้ท่านไปเกิดในท้องของพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน ได้เป็นพระราชโอรส แต่พวกที่ไม่มีบุญพวกที่ไม่มีบารมีก็เหมือนพวกหาที่จอดรถไม่มีที่จอดรถเฉพาะตน ก็แล้วแต่จังหวะว่าช่องไหนว่าง ขับวนไปวนมาจนกว่าจะมีช่องว่างก็เลี้ยวเข้าไปจอด นี่ก็คือการไปได้ร่างกายอันใหม่ของดวงวิญญาณของพวกเรา พวกเราจึงได้ร่างกายมาไม่เหมือนกัน เพราะบุญบารมีของเราที่สร้างมาไม่เท่ากัน

บางคนก็ไปเกิดที่ครอบครัวฐานะดี บางคนก็ครอบครัวฐานะปานกลาง บางคนก็ครอบครัวฐานะยากจน แต่ก็สำหรับคนบางคนก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะว่าในตัวเขาเขามีความรู้ความสามารถถึงแม้ว่าเขาจะไปเกิดในครอบครัวของคนยากจน แต่เขามีความรู้ความสามารถที่จะหาเงินหาทองได้อย่างมากมาย เขาก็พอเขาโตขึ้นมาเขาก็ร่ำรวยได้ เห็นไหมเศรษฐีที่รวยๆกันนี้ถ้าเราศึกษาประวัติบางคนนี้เขาก็มาจากครอบครัวยากจน แต่เขามีไฟในตัวเขา เขามีความรู้ความฉลาดความขยันหมั่นเพียรเขาก็สามารถสร้างความร่ำรวยของเขาขึ้นมาเองได้ ไม่ต้องอาศัยความร่ำรวยจากพ่อแม่ อันนี้ก็แล้วแต่ผู้รู้ผู้คิดแต่ละดวงนี้มีบารมีอะไรต่างกัน บางดวงก็มีทานบารมี บางดวงไม่มีทานบารมีแต่มีปัญญาบารมี ถึงแม้จะไปเกิดในครอบครัวยากจนแต่มีปัญญาสามารถหาเงินทองได้เอง พวกที่มีทานบารมีก็ทำบุญมามากก็ไปเกิดในครอบครัวของเศรษฐีของผู้ร่ำรวย แต่ถ้าไม่มีปัญญาอาจจะยากจนได้ ถ้าไม่รู้จักหารู้จักแต่ใช้อย่างเดียวก็อาจจะยากจน แต่ก็ยากจนเพื่อให้ร่ำรวยในชาติต่อไปก็ได้ พวกที่ทำบุญอาจจะมาเกิดใหม่ก็ชอบทำบุญ ทำแต่บุญเงินที่มีก็หมดไปกับการทำบุญ เหมือนกับพระเวสสันดร แต่พอตายไปไปเกิดใหม่ก็ไปเกิดในครอบครัวของคนร่ำรวยใหม่ ก็ไม่เสียหายอะไรถ้ายากจนด้วยการทำบุญเพราะ เป็นการลงทุนสำหรับภพหน้าชาติหน้า แต่ถ้ายากจนเพราะกิเลสตัณหาใช้เงินตามความอยากนี้อันนี้จะลำบาก เพราะว่าไม่ได้เป็นการทำบุญไม่ได้เป็นการลงทุน เป็นการขาดทุน เอาเงินใช้ตามความอยากต่างๆ อันนี้เป็นการสะสมกิเลสเป็นการสร้างกิเลสตัณหาให้มีมากขึ้น สร้างความหิวสร้างความอยากให้มีมากขึ้น แล้วถ้าไม่ระวังเวลาที่เงินหมดอาจจะต้องไปหาเงินโดยวิธีทำบาป เพราะใช้เงินทองไปกับกิเลสตัณหานี้มันหมดได้ บางทีก็หาเองไม่ได้ก็ต้องหาโดยวิธีทำบาป แล้วจะกลายเป็นเปรตไปต่อไป ตายไปแทนที่จะกลับมาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยก็จะกลับมาเกิดในครอบครัวที่ยากจนเพราะไม่ได้ทำบุญ เอาเงินไปเที่ยวไปกินไปดื่มไปเล่น นี่คือเรื่องของการมาเกิดของพวกเรา พวกเรามาตัวเปล่าๆด้วยกัน มีสิ่งที่ติดมาในใจเราก็คือบุญหรือบาป บุญก็คือนิสัยที่ดี บาปก็คือนิสัยที่ไม่ดี.

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







" อดีตที่ล่วงผ่านมาแล้ว อย่าไปคำนึงเลย มันก็ออกไปจากปัจจุบันนี้แหละ อนาคตก็เหมือนกัน มันก็ออกไปจากปัจจุบันนี้แหละ อย่าไปคำนึงมันเลย คุมมันเข้า

ให้ดูหัวใจตัวเอง อย่าไปดูหัวใจคนอื่น เรื่องของเขา ไม่ใช่หน้าที่ของเรา นักปฏิบัติต้องตัดออกอย่างนั้นนะ

ถ้าไม่ตัดออกอย่างนั้น ก็จะโลเลอยู่อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวก็วิ่งไปนั่นไปนี่ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะต้องให้ถูกใจตัวเองหมด อยู่อย่างนั้นเป็นอย่างนั้น ก่อนที่จะเป็นบ้านะ มันบ้าตัวนี้แหละ ..."
.
หลวงปู่ลี กุสลธโร











หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านสอนให้มีอริยบทสี่ต้องเต็มด้วยสติ เพราะฉะนั้น "การภาวนาไม่ขึ้นอยู่กับท่วงท่า แต่รักษาใจ นั่นสำคัญกว่า..."

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก










...อารมณ์ภายในใจเปรียบเหมือนกับเมฆฝน

เวลามาก็มืดครึ้ม
แต่สักพักหนึ่งหลังจากที่ฝนตกไปแล้ว
หรือลมพัดเมฆฝนให้ผ่านไปแล้ว
ท้องฟ้าก็จะแจ่มใสขึ้นมาเหมือนเดิม

.
ใจของเราก็เป็นเช่นนั้น
มีอารมณ์ต่างๆที่มาปกคลุม
"เหมือนกับเมฆฝน..ที่ปกคลุมท้องฟ้า"
บางวันบางเวลาก็มีเมฆแห่งความโกรธ
บางเวลาก็มีเมฆแห่งความโลภ
บางเวลาก็มีเมฆแห่งความหลง

.
เวลามีโลภ โกรธ หลงครอบงำ
"จิตใจจะมีความรู้สึกที่ไม่ดี
อยากจะพูดในสิ่งที่ไม่ดี
อยากจะทำในสิ่งที่ไม่ดีออกมา"

.
แต่ถ้ามีสติแล้วถอนหรือถอยออกมา
แยกใจ คือ."ผู้รู้" ออกจากเมฆแห่ง
ความโลภ โกรธ หลง ว่าเป็นเหมือนกับ
เป็นเมฆก้อนหนึ่งที่ไหลพัดมา
เดี๋ยวไม่ช้าก็เร็วเมฆก้อนนั้นก็จะต้อง
สลายหายไป

.
อารมณ์ต่างๆก็เป็นเหมือนกับเมฆในใจ
เดี๋ยวก็โลภ แล้วเดี๋ยวก็หายไป
เดี๋ยวก็โกรธ แล้วเดี๋ยวก็หายไป
เดี๋ยวก็หลง แล้วเดี๋ยวก็หายไป

.
ถ้าฝึกใช้สติดูโลภโกรธหลงว่า
เป็นสิ่งที่มาเยี่ยมเยือน เหมือนกับคนที่
มาเยี่ยมเราที่บ้าน เขามาเดี๋ยวสักครู่หนึ่ง
เขาก็กลับไป ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด
"ไม่จำเป็นจะต้องไปหลงดี หลงชั่วไปกับเขา"
เขามาอย่างไร..ก็รู้ทันเขา.
.......................................
กำลังใจ13กัณฑ์ที่180
ธรรมะบนเขา 1/11/2546
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี








"..เรื่องเงินเรื่องอำนาจ
วาสนานี้ต้องระวังให้ดี
ถ้าใช้มันผิด ทำมันผิด
คือไม่มีธรรมะแล้ว มันก็
ทำความทุกข์ให้แก่บุคคลนั้น

ถ้ามีเงิน หรือมีอำนาจวาสนา
แต่ปราศจากศีลธรรมแล้ว
ก็ไม่มีความหมายอะไร ก็มี
แต่ว่าจะสรรเสริญเยินยอ
กันแต่ในพวกคนที่ไม่มี
ศีลธรรมด้วยกัน คนที่มี
ศีลธรรมเขาสั่นหัวทั้งนั้นแหล่ะ

และมันก็พิสูจน์ตัวมันเอง
ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่อย่าง
เป็นทุกข์ทรมาน มีกิเลส
เผาลนอยู่ในจิตใจตลอด
เวลา ทั้งที่มีเงินมาก
มีอำนาจมาก

อย่าไปหลง อย่าไปบูชาเงิน
บูชาอำนาจ โดยส่วนเดียว
ถ้ามันไม่มีธรรมะแล้ว
เงินหรืออำนาจนั่นแหล่ะ
มันเป็นอันตรายที่สุด แล้ว
มันก็ฆ่าคนนั้นอยู่เรื่อยๆไป

ก็อย่างในประวัติศาสตร์
หลายพันปีมาแล้ว มันก็
แสดงอยู่ กระทั่งเดี๋ยวนี้
วันวานนี้ มันก็แสดงอยู่อย่างนี้ ”

โอวาทธรรม
ท่านพุทธทาสภิกขุ








#ในพรรษา_ให้พากันตั้งใจ_รักษาศีลอุโบสถ_ศีลห้า_ศีลแปด

ตั้งใจให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ไหว้พระสวดมนต์ ตั้งปณิธานไว้ว่าจะงดสิ่งใดที่ไม่ดี ตลอดสามเดือน แล้วทำให้ได้

บุญไม่ไปที่ไหน มันก็อยู่กับพวกเราผู้กระทำบำเพ็ญ

#คติธรรม #หลวงปู่บุญมา #คัมภีรธัมโม #วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร








ถ้าผู้ใดก็ตาม. ยึดพระพุทธเจ้า. พระธรรม. พระสงฆ์. เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว. ภูตผีปีศาจ. เขาให้ความเคารพทั้งนั้น

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต






หากไม่พ้นทุกข์. ก็ต้องเสียเวลา. มาเกิดตายอีก. ก็ต้องมา. เดินจงกรม. ภาวนาอีก.

หลวงปู่ลี กุสลธโร







ชอบฟังธรรม. แต่บ่เห็นธรรม. ในใจเจ้าของ. มันไม่เกิดประโยชน์อะไร.

หลวงปู่ชา สุภัทโท







#เวลาเดินจงกรม

จิตมีสติควบคุมดี เมื่อเวลามานั่ง จิตจึงสงบดี จึงควรจำไว้ในวิธีที่ได้ผลดี และเร็วกว่ากัน

#การเคลื่อนไหวในขณะเดิน

สติทำงานดีกว่านั่ง ผลจึงต่างกัน วิธีใดดีกรุณาจำวิธีนั้นไว้ปฏิบัติ กรุณาขยันภาวนาเข้านะ ใจจะเป็นสุข การงานจะราบรื่นไปตาม ๆ กัน
............................................................
#หลวงตาพระมหาบัว #ญาณสัมปันโน
#คัดจากหนังสือ #เมตตาธรรม









ให้สร้าง. ความดี. ความงาม. เข้าไว้. มื้อนึง. อย่าให้มันขาด.

หลวงปู่ชา สุภัทโท







#ยิ่งพิจารณาไป_คนเราคือ_ส้วมเคลื่อนที่

ภายใต้หนังกำพร้าของคนเรา มีแต่ความโสโครก น่าเกลียดน่าสะอิดสะเอียน มีอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ไส้น้อย ไส้ใหญ่ กระเพาะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำดี อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อไคล ขังอยู่ภายในร่างกายโดยมีหนังกำพร่าห่อหุ้มอยู่

#ถ้าลอกหนังออกจะเห็นร่างมีเลือดไหลโซมกาย

เนื้อที่ปราศจากผิวหนังห่อหุ้มจะมองไม่เห็นความสวยสดงดงามเลย มองแล้วอยากจะอาเจียนมากกว่าน่ารัก

#ที่พอจะมองเห็นว่าสวยงาม_ก็ตรงผิวหนังห่อหุ้มเท่านั้น

ผิวหนังนี้ก็ใช่ว่าจะเกลี้ยงเกลาเสมอไปไม่ คนเราต้องคอยอาบน้ำชำระล้างทุกวันเพราะสิ่งโสโครกเหงื่อไคลภายในหลั่งไหลออกมา ลบเลือนความผุดผ่องของผิวกายอยู่ตลอดวัน..

ถ้าไม่คอยชำระล้าง ก็จะสกปรกเหม็นสาบน่ารังเกียจ ทางช่องทวารขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ก็หลั่งไหลออกมาตามกำหนดเวลาของมันทุกวัน น่ารังเกียจ เลอะเทอะโสมม

ซึ่งเจ้าของไม่ปรารถนาจะแตะต้องทั้งๆ ที่เป็นของในกายของตัวเอง

#ยิ่งพิจารณาไป_คนเราก็คือส้วมเคลื่อนที่_หรือป่าช้าที่บรรจุซากศพเคลื่อนที่_และเป็นผีเน่าที่เดินได้ดีๆ นี่เอง..!

#คนเราหลงกันอยู่ที่_หนัง

หนังเป็นเครื่องปกปิดสิ่งที่ไม่น่าดูเอาไว้ ถ้าถลกหนังออก อวัยวะทุกส่วนก็หาส่วนที่น่าดูไม่ได้เลย เน่าเปื่อย ผุพัง สลายไป ไม่มีส่วนไหนที่จะถือได้ว่าเป็นของมั่นคง

#หลวงปู่แหวน #สุจิณโณ








..#การทำพระนิพพานให้แจ้ง..

..เมื่อมันยังเกิดยังดับอยู่ มันก็เรียกว่ามันยังเกิดอีกอยู่นั่นเอง เพราะมันอยากเกิดอีกอยู่ มันจึงปรุงอารมณ์นั้นอารมณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ภายในจิต เมื่อไหร่เราจะคิดอยู่ในอารมณ์เดียวได้ มันก็จะไม่เกิดอีก คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีก แล้วมันจึงจะดับสิ่งนั้นได้ ไม่ต้องคิดอีกไม่ต้องเกิดอีก และไม่ต้องหาวิธีดับอะไรอีก จิตมันจะรู้อยู่ตลอด เรียกว่ารักษาตัวตนเองได้ มีเกราะหุ้มตนเองได้กันภัยได้

#ก็ทำอย่างไรจิตจึงจะมีสติปัญญารู้แจ้งเห็นจริง

โลกที่ไปเกิดโลกไหนมันก็ทุกข์เหมือนกัน ไปเกิดประเทศใดเมืองใดมันก็ทุกข์เหมือนกัน ไม่เหลือหลอที่ไหน ในโลกนี้มันก็เป็นอย่างนั้น เราไปเที่ยวที่ไหน ไปไหนเมืองไหน มันก็อยู่อย่างนี้ถ้ามันเป็นธรรมชาติอย่างนี้

#พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านคงจะเบื่อ

เพราะท่านมีสติปัญญารู้ว่ามันเป็นทุกข์จริง เกิดขึ้นมาแล้ว จึงค้นคว้าให้พ้นจากกองทุกข์ไปได้ จึงดับทุกข์ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบรมครูรู้แจ้งเห็นจริงค้นคว้าถึงที่สุดของกองทุกข์ได้จริง ท่านจึงดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่มีเชื้ออะไรเหลือหลออยู่ในใจ ท่านที่รู้แจ้งเห็นจริง

#ความรู้นี้พวกเราจะว่าเรื่องอะไร

เราจะสมมุติว่าปัญญารึ สมมุติว่าวิชารึ สมมุติว่าความรู้รึ หรือสมมุติว่าธรรมธาตุชนิดหนึ่ง เป็นธาตุรู้รึ มันเป็นเรื่องสมมุติหมด ถ้าหากพวกเราไม่สมมุติก็ขอให้มันเอารู้ สติก็ดี ปัญญาก็ดี มันรู้ มันรู้จริงแล้ว มันก็คืออะไร ก็เป็นเรื่องของบุคคลที่จะค้นคว้า ถ้าเราไม่สมมุติก็คงจะอยู่เฉยๆเหมือนกับคนที่อิ่ม ถ้าสมมุติขึ้นมามันก็เป็นสมมุติ
..

#เหตุฉะนั้น_พระพุทธองค์จึงไม่อยากให้พวกเราไปสมมุติขึ้นมา

เพราะเรื่องนี้มันก็เรื่องลบสมมุติ มันไม่มีสมมุติ ท่านจึงตรัสว่าเป็นนิพพาน เพราะมันลบสมมุติแล้ว นิพ ก็แปลว่าไม่เหลือหลออะไร บัดนี้ถ้าไม่เหลือหลออะไรถ้าเราวกมาพิจารณาดู ก็คือธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ นี่ก็คงดับสนิท ถ้าเราเรียกว่ายังจิตใจที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ที่เป็นพุทโธ ธัมโม สังโฆบริบูรณ์ ที่เราสมมุติออกมาอย่างนั้น
..

#ผู้ที่อิ่ม_ผู้ที่พอ_ผู้ที่เบื่อโลกแล้ว

ไม่อยากมาเกิดอีกแล้ว ท่านก็เลยไม่มาเกิดอย่างนี้ เพราะมันมาเกิดมันจะทุกข์ ท่านก็เลยไม่มาเกิดอีก ไม่มาเกิดกับอะไร ไม่มีเกิดกับใครที่ไหน เป็นสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ เป็นมนุษย์เทวดาพรหมโลก ท่านก็ไม่เอาทั้งนั้น เพราะอะไร เพราะท่านเห็นหมดรู้หมด เขาเรียกว่าบริบูรณ์ เป็นคนอิ่ม เหมือนบุคคลมีอะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันอิ่มมันพอแล้ว มันจะเป็นยังไงไม่ทราบเราก็คิดดูก็แล้วกัน..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..การทำพระนิพพานให้แจ้ง








“เครื่องดองของมัวเมา ยาเสพติดทุกประเภท
การพนันขันต่อทุกอย่าง นั่นคือเพชฌฆาตสังหาร
ทรัพย์สมบัติ และมนุษย์ให้เสียไปโดยถ่ายเดียว
อย่าพากันสนิทเข้าใกล้ชิดติดพันกับมันเป็นอันขาด
ไม่งั้นจะตายทั้งเป็น เหม็นทั้งที่ยังไม่ตาย”

หลวงปู่ขาว อนาลโย









"โกรธคนนั้น โกรธคนนี้
ไม่พอใจเขา นี่เป็นเรื่องของกิเลส
ที่เกิดขึ้นจากเราไปโกรธเขา
เขาจะผิดเท่าฟ้าเท่าแผ่นดินก็ตาม
ความไม่พอใจในเขา
ก็คือ กิเลสของเราเองนี่"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน








"จุดมุ่งหมายของการสวดมนต์
คือ ทำใจของเราให้มีที่อยู่อาศัย
คนเราที่ทุกข์ใจไม่หยุดยั้ง เพราะใจไม่มีที่พึ่ง
ถ้ามีบทสวดมนต์เป็นที่พึ่ง เวลาทุกข์
มันจะไปสวดมนต์ของมันเอง
แล้วมันก็ลืมทุกข์ ลืมยากไปได้"

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร