วันเวลาปัจจุบัน 13 ส.ค. 2020, 13:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2020, 05:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3863


 ข้อมูลส่วนตัว


"อยู่ให้เขาเบาใจ
จากไปให้เขาอาลัยถึง
ไม่ใช่อยู่ให้เขาหนักใจ
จากไปให้เขาไล่ส่ง"

พระวรคติธรรม
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก






เมื่อกิเลสเครื่องเศร้าหมองเกิด​ จงรู้ทันแล้วเอาชนะมันโดย #ปล่อยให้มันผ่านไปเสีย

หลวงพ่อชา​ สุภัทโท









...ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีมามีไป
มันไม่อยู่กับเราไปตลอด
มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องไป
พวกเรานี้เดี๋ยวก็ต้องจากกันแล้ว
ไม่ได้อยู่ร่วมกันไปตลอดนะ

...เดี๋ยวคนที่มีอายุมากกว่าก็ไปก่อน
แต่บางทีก็มีพวกใจร้อน แซงคิวไปก่อนก็มี
แต่ถ้าพูดตามลำดับก็
ใครมีอายุมากกว่าก็ไปก่อน
เหมือนถือบัตรคิว ใครถึงเบอร์หนึ่ง
ก็ไปก่อน ..ใครถือเบอร์สองก็ไปต่อ

...แต่บางทีก็มีพวกแซงคิวถือเบอร์สิบ
แต่แซงคิวพวก เบอร์สามเบอร์สี่ไปก่อน
ไม่มีอะไรแน่นอน ..
”แต่ไปด้วยกันแน่ๆ “ ไปด้วยกันทุกคน
เพราะนี่คือธรรมชาติของร่างกายของ
พวกเรา..ทุกคน.
....................................
คัดลอกการสนทนาธรรม
ธรรมะบนเขา 10/8/2559
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี








"ถึงอย่างไรก็ขอให้
อย่าได้ละทิ้งการปฏิบัติ
ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติ
ก็เหมือนนักมวย
ขึ้นเวทีแล้วต้องชก
อย่ามัวแต่ตั้งท่าเงอะๆงะๆ.."

#หลวงปู่ดู่_พรหมปัญโญ








"การเห็นโทษความผิด นั่นแหละเป็น
ความดี พระพุทธเจ้าท่านก็เคยผิดมา
ก่อนเรา ที่เห็นว่าผิด ก็เห็นโทษ และ
พยายามแก้ไข เจตนาดีอยู่ แต่ความ
รู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจมีได้ ควรสำรวม
ระวังทุกกรณี เพราะความมีสติระวังตัว
ทุกโอกาส เป็นทางของนักปราชญ์.."

#พระอาจารย์มั่น_ภูริทัตโค













#ปัจฉิมโอวาท

"ปัจฉิมโอวาท...ตอนสุดท้ายแห่งธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต"

"ตอนสุดท้ายแห่งธรรมที่พอยึดได้ว่าเป็นปัจฉิมโอวาท เพราะท่านมาลงเอยในสังขารธรรมเช่นเดียวกับพระปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สงฆ์เวลาจะเสด็จปรินิพพาน โดยท่านยกเอาพระธรรมบทนั้น
ขึ้นมาว่า ดูก่อนพระภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเตือนท่านทั้งหลาย สังขารธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดหรือเจริญขึ้นแล้วเสื่อมไป
ดับไป จงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด จากนั้นท่านก็อธิบายต่อใจความว่า คำว่าสังขารในพระปัจฉิมโอวาทนั้นเป็นยอดธรรม พระองค์ทรงประมวลมาในคำว่าสังขารทั้งสิ้น แต่พระประสงค์ทรงมุ่งสังขารภายในมากกว่าสังขารอื่นใดในขณะนั้น เพื่อเห็นความสำคัญของสังขารอันเป็นตัวสมุทัย เครื่องก่อกวนจิตให้หลงตามไม่สงบลงเป็นตัวของตัวได้ เมื่อพิจารณาสังขาร คือความคิดปรุงของใจทั้งหยาบละเอียด รู้ตลอดทั่วถึงแล้วสังขารเหล่านั้นก็ดับ เมื่อสังขารดับใจก็หมดการก่อกวน
แม้มีการคิดปรุงอยู่บ้างก็เป็นไปตามปกติของขันธ์ ที่เรียกว่าขันธ์ล้วนๆ ไม่แฝงขึ้นมาด้วยกิเลสตัณหาอวิชชา ถ้าเทียบกับการนอนก็เป็นการนอนหลับอย่างสนิทไม่มีการละเมอเพ้อฝันมาก่อกวนในเวลาหลับ ถ้าหมายถึงจิต
ก็คือ "วูปสมจิต" เป็นจิตสงบที่ไม่มีกิเลสนอนเนื่องอยู่ภายใน จิตของพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งปวงเป็นจิตประเภทนี้ทั้งนั้น ท่านจึงไม่หลงใหลใฝ่ฝันหาอะไรกันอีก นับแต่ขณะที่จิตประเภทนี้ปรากฎขึ้น คำว่า 'สอุปาทิเสสนิพพาน' ก็มีมาพร้อมกัน ความสิ้นกิเลสก็สิ้นไปในขณะเดียวกัน ความเป็นพระอรหันต์ก็เป็นขึ้นพร้อมในขณะเดียวกัน จึงเป็นธรรมอัศจรรย์ไม่มีอะไรเทียบได้ในโลกทั้งสาม' พอแสดงธรรมถึงที่นี้แล้วท่านก็หยุด นับแต่วันนั้นมาไม่ปรากฎว่าได้แสดงที่ไหนในเวลาใดอีกเลย จึงได้ยึดเอาว่าเป็นปัจฉิมโอวาท และได้นำลงในประวัติท่านเป็นวาระสุดท้าย สมนามว่าเป็นปัจฉิมโอวาท.. "
-------------------
ขออนุโมทนา ขอขอบคุณและขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานแก่ผู้ที่มีความศรัทธา #จากหนังสือประวัติ
#ท่านพระอาจารย์มั่น_ภูริทัตตเถระ
#โดยท่านอาจารย์พระมหาบัวญาณสัมปันโน












แดดในเมืองมนุษย์ยังร้อนขนาดนี้
แล้วไฟนรกจะร้อนขนาดไหน

หลวงปู่อุทัย สิรินธโร








"..มันโง่ ต้องพิจารณา
ให้มันรู้ ต้องทำที่ใจ
พระพุทธเจ้าทรมานกาย
จนผมขนจะเน่า
ก็ไม่สามารถตรัสรู้ได้
จึงหันมาทำที่ใจนี่

ต้องพิจารณาทุกอิริยาบถ
ยืน เดิน นั่ง นอน ยืดแข้ง
เหยียดขา ไม่ใช่นั่งสมาธิ
อย่างเดียว ”

โอวาทธรรม
หลวงปู่ฉลวย สุธัมโม










"..ดวงตา "เห็นธรรม"
นั้น คือดวงตาเห็นอะไร

คือดวงตา
เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มีความเกิด เป็นเบื้องต้น
ความแปรไป เป็นท่ามกลาง
ความดับ เป็นที่สุด

สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือทั้งหมด
จะเป็นรูปก็ช่าง
จะเป็นนามก็ตาม
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ครอบรวมเลยทีเดียว ได้แก่

ธรรมชาติทั้งหมด
เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
จะเป็นรูปธรรมก็ช่าง
จะเป็นนามธรรมก็ตาม
เกิดขึ้นแล้วก็แปรดับไป

อย่างตัวสกนธ์ร่างกาย
ของเราก็เหมือนกัน

มันเกิด แล้วก็แปรไป
ตามธรรมดาของมัน
แล้วมันก็ดับไป.."

โอวาทธรรม
หลวงพ่อชา สุภทฺโท










“เพราะเรายังโชคดี ที่ยังมีลมหายใจ
ยังมีเช้าวันใหม่ เพราะมีคนอีกมาก
ที่ไม่มีวันใหม่แล้ว แต่เรายังมีชีวิต
ที่จะได้ทำดี ได้พบเห็นคนที่เรารักต่อไป
อย่าเพิ่งไปนึกอะไรทั้งสิ้น ยิ้มรับเช้าวันใหม่ก่อน”

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล










"คนที่จะวางเฉยได้ ต้องมีปัญญาประกอบด้วย
ปัญญาพิจารณาถึงบุญกรรมบาปเวร บุญวาสนาบารมี
ของมนุษย์สัตว์ทั่วไปว่า

มนุษย์สัตว์ทั้งหลาย เกิดมามีกรรมเป็นของของตน
ตนนั่นแหละ เป็นผู้ได้รับผลของกรรม คนอื่นจะรับแทนไม่ได้
คนอื่นเป็นแต่ผู้ช่วยเมตตาแนะนำ และตักเตือน
ให้เขาเว้นจากความชั่ว

เมื่อเขาไม่ได้ทำกรรมชั่ว เขาก็ไม่เดือดร้อน
เมื่อเขาไม่ทำกรรมชั่ว และไม่เดือดร้อนแล้ว
ใจของเขาก็สบาย เป็นอุเบกขา เป็นความดีของเขา
ที่ทำตามคำสอนของเรา

คราวนี้ เมื่อเราสอนเขาแล้ว เขาไม่ทำตามคำสอนของเรา
จนกระทั่งเขาทำความผิด ได้รับโทษนานาประการ
เราก็พิจารณาเช่นนั้น เหมือนกันว่า น้ำขี้โคลน มองไม่เห็นตัวปลา
ฉันใด คนที่ทำกรรมกิเลสมาก ไม่มีปัญญา ใครจะตักเตือน
ชี้เหตุผลให้ฟัง สักเท่าใดๆ ก็ย่อมรู้ตามไม่ได้ เอาแต่ใจของตัว
ถ่ายเดียว เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว ใจก็วางเฉยได้”

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี









"ความโมโห พาตัวตกต่ำ อย่าไปโมโหโกรธผู้อื่น
มันเป็นไฟ มันจะไหม้หัวใจเจ้าของเอง
ถ้าเขาไม่ดี มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา "

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร









ตราบใดที่เรา ยังไม่พ้นทุกข์
อารมณ์ที่เป็นกิเลสทั้งหลาย
มันก็ย่อมเกิดๆ ดับๆ อยู่
เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ดับไป
การฝึกฝนอบรมใจ
จึงเป็นจุดที่สำคัญที่สุด
ในชีวิตของพวกเรา
เมื่อใจของพวกเรา “รู้เท่า”
เขาจึงจะปล่อยวาง ของเขาเอง

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป











#การเดินจงกรมทำอย่างไรครับ?

..#ถ้าวิธีของหลวงพ่อชานะ(#หลวงพ่อชา #สุภทฺโท) การเดินจงกรมท่านบอกว่าเป็นอิริยาบถที่หยาบ ไม่ต้องกำหนดลมหายใจเข้าออกหรืออานาปานสติกรรมฐาน ให้กำหนดสติที่การก้าวเดิน

การเดินจงกรมของเรานี่..เราจะยืนในอิริยาบถแบบหลวงปู่มั่นรูปยืน ยืนสำรวมมือขวาทับมือซ้าย แล้วก็ทอดสายตาไปเบื้องต่ำประมาณสี่ห้าก้าว แล้วกำหนดต้นทางปลายทาง ทำความสะอาดทางให้เรียบร้อย

ทีนี้!! พอเรายืนที่ต้นทางเนี่ย.. อาจจะระลึกพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้ภายในใจของเรา แล้วคิดว่าต่อไปนี้เราจะฝึกสติอยู่กับกรรมฐานที่เราภาวนาเนี่ย.. ขอให้จิตเราสงบเป็นสมาธิ อันนี้เป็นการน้อมจิต

ถ้าก้าวเท้าขวาออก เท้าสัมผัสพื้นก็นึกในใจว่า "พุท" ถ้าก้าวเท้าซ้ายออก เท้าสัมผัสพื้นก็นึกในใจว่า "โธ"
พุทโธ พุทโธ พุทโธ ไปเรื่อยๆ พอสุดทางให้ยืนเฉยๆไม่ต้องบริกรรมภาวนา มีสติหมุนตัวกลับ จะหมุนทางขวาก็ได้ ทางซ้ายก็ได้ มีสติรู้ตัว แล้วก็ตั้งสติก้าวเดินต่อไป พุทโธ พุทโธ มีสติอยู่กับการก้าวเดิน

สำหรับคนใหม่ยังไม่ต้องพิจารณาอะไรในเบื้องต้น เพราะว่าจิตเรายังไม่สงบ เพราะฉะนั้นเราต้องทำสมาธิก่อน สำหรับคนที่จิตสงบแล้วนี่นะ.. เขาสามารถที่จะไม่ต้องภาวนา พุทโธ กำหนดรู้เท้าสัมผัสที่พื้นแค่นั้น กำหนดสติรู้การก้าวเดินแต่วางพุทโธ เพราะจิตเขานิ่งเป็นสมาธิ

ทีนี้!! ถ้านิ่งกว่านั้นอีก จิตทรงความสงบได้แล้ว เขาสามารถพิจารณาร่างกายให้เห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตนในขณะเดินจงกรรมก็ได้ ก็วางสติที่กำหนดที่เท้ามาพิจารณาในขณะเดิน

..#โอวาทธรรม..
#หลวงพ่ออัครเดช(#ตั๋น) #ถิรจิตฺโต
#วัดบุญญาวาส อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี









อย่าลืมนะ. ว่านรกยังท่วมทับใจท่านอยู่. จงหนีนรก.

โอวาทธรรม
หลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง









#มันติดอะไรมันจึงปิดจึงบัง
#กับของไม่จีรังยั่งยืนแค่ของชั่วคราว

เต็มที่อาศัยมันก็ไม่เกินร้อยปี บางทีพูดกันได้นะ ว่าเดี๋ยวก็ตายจะเอาอะไรกันหนักหนา แต่พากันทะเลาะไม่เลิก มีแต่กอบโกย ใครมือยาวสาวได้สาวเอา

#นั่นมันพูดแต่ปาก

แต่ใจอยาก ใจหาที่หยุดที่พอไม่เจอ มันก็พวกโกหกพกลมดีๆนี่แหละ

#ถ้ามันนึกถึงอนิจจัง #ทุกขัง #อนัตตาได้จริงๆ #มันคงไม่วุ่นวาย #กับชีวิตมากหรอกนะ

ที่วุ่นวายเพราะความพอความอยากมันยังมีอำนาจบังคับใจนี่แหละ..!

#หลวงปู่เทสก์ #เทสรังสี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 13 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร