วันเวลาปัจจุบัน 18 ม.ค. 2021, 08:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 49 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มี.ค. 2018, 14:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2167

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


เพราะคุณไม่ได้ เรียน ปัฏฐาน อภิธรรม ที่ 7 ในพระอภิธรรม

เลยตื้นเขิน ไม่รู้ว่า


อกุศลจิต 12 เจตสิก 27 เป็น
ปัจจัยแก่ มหากริยาจิต 8 เจตสิก 35


ด้วยอำนาจสองปัจจัย

คือ
1. อารัมมณปัจจัย
2. ปกตูปนิสสยปัจจัย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มี.ค. 2018, 17:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
เพราะคุณไม่ได้ เรียน ปัฏฐาน อภิธรรม ที่ 7 ในพระอภิธรรม

เลยตื้นเขิน ไม่รู้ว่า


อกุศลจิต 12 เจตสิก 27 เป็น
ปัจจัยแก่ มหากริยาจิต 8 เจตสิก 35


ด้วยอำนาจสองปัจจัย

คือ
1. อารัมมณปัจจัย
2. ปกตูปนิสสยปัจจัย


1.อารัมมณปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆตามที่ว่านั้นยังไง

2. ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัด มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆดังว่านั่นยังไง

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มี.ค. 2018, 23:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2167

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
เพราะคุณไม่ได้ เรียน ปัฏฐาน อภิธรรม ที่ 7 ในพระอภิธรรม

เลยตื้นเขิน ไม่รู้ว่า


อกุศลจิต 12 เจตสิก 27 เป็น
ปัจจัยแก่ มหากริยาจิต 8 เจตสิก 35


ด้วยอำนาจสองปัจจัย

คือ
1. อารัมมณปัจจัย
2. ปกตูปนิสสยปัจจัย


1.อารัมมณปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆตามที่ว่านั้นยังไง

2. ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัด มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆดังว่านั่นยังไง



เพราะคุณตื้นเขิน ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม


หัดไปศึกษาพระอภิธรรม ตั้งแต่พื้นฐานก่อนนะคะ

อารัมมณปัจจัย และ
ปกตูปนิสสยปัจจัย


และไม่ใชปัจจัยสี่ ที่มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโลก ค่ะ

ถ้าพอมีพื้นฐาน ตอบแล้วจะเข้าใจได้
แต่ ถ้าไม่มี ตอบไป ก็คงได้แต่ เอาไปท่องจำค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มี.ค. 2018, 07:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
เพราะคุณไม่ได้ เรียน ปัฏฐาน อภิธรรม ที่ 7 ในพระอภิธรรม

เลยตื้นเขิน ไม่รู้ว่า


อกุศลจิต 12 เจตสิก 27 เป็น
ปัจจัยแก่ มหากริยาจิต 8 เจตสิก 35


ด้วยอำนาจสองปัจจัย

คือ
1. อารัมมณปัจจัย
2. ปกตูปนิสสยปัจจัย


1.อารัมมณปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆตามที่ว่านั้นยังไง

2. ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัด มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆดังว่านั่นยังไง



เพราะคุณตื้นเขิน ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม


หัดไปศึกษาพระอภิธรรม ตั้งแต่พื้นฐานก่อนนะคะ

อารัมมณปัจจัย และ
ปกตูปนิสสยปัจจัย


และไม่ใชปัจจัยสี่ ที่มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโลก ค่ะ

ถ้าพอมีพื้นฐาน ตอบแล้วจะเข้าใจได้
แต่ ถ้าไม่มี ตอบไป ก็คงได้แต่ เอาไปท่องจำค่ะ



ผลสุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ ก็อย่างที่บอกคุณโลกสวยว่าเหมือนได้ท่อนซุงมาทั้งดุ้น อิอิ ดูไม่ผิดหรอก

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มี.ค. 2018, 16:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2167

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
เพราะคุณไม่ได้ เรียน ปัฏฐาน อภิธรรม ที่ 7 ในพระอภิธรรม

เลยตื้นเขิน ไม่รู้ว่า


อกุศลจิต 12 เจตสิก 27 เป็น
ปัจจัยแก่ มหากริยาจิต 8 เจตสิก 35


ด้วยอำนาจสองปัจจัย

คือ
1. อารัมมณปัจจัย
2. ปกตูปนิสสยปัจจัย


1.อารัมมณปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆตามที่ว่านั้นยังไง

2. ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัด มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆดังว่านั่นยังไง



เพราะคุณตื้นเขิน ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม


หัดไปศึกษาพระอภิธรรม ตั้งแต่พื้นฐานก่อนนะคะ

อารัมมณปัจจัย และ
ปกตูปนิสสยปัจจัย


และไม่ใชปัจจัยสี่ ที่มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโลก ค่ะ

ถ้าพอมีพื้นฐาน ตอบแล้วจะเข้าใจได้
แต่ ถ้าไม่มี ตอบไป ก็คงได้แต่ เอาไปท่องจำค่ะ



ผลสุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ ก็อย่างที่บอกคุณโลกสวยว่าเหมือนได้ท่อนซุงมาทั้งดุ้น อิอิ ดูไม่ผิดหรอก


คนที่อ่อนด้อย ทั้งปริยัติ และปฎิบัติอย่างคุณ

ตอบไป ก็เหมือนให้พลอยแก่ไก่

ไม่รู้คุณค่า

ให้หนอนกิน หาลิ้งเพลงในยูทูปให้ หาลิ้งข่าว หนังสือพิมพ์ไว้ซุกออกไข่
ยังเหมาะสมกะคุณมากกว่า ค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มี.ค. 2018, 19:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
เพราะคุณไม่ได้ เรียน ปัฏฐาน อภิธรรม ที่ 7 ในพระอภิธรรม

เลยตื้นเขิน ไม่รู้ว่า


อกุศลจิต 12 เจตสิก 27 เป็น
ปัจจัยแก่ มหากริยาจิต 8 เจตสิก 35


ด้วยอำนาจสองปัจจัย

คือ
1. อารัมมณปัจจัย
2. ปกตูปนิสสยปัจจัย


1.อารัมมณปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆตามที่ว่านั้นยังไง

2. ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัด มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆดังว่านั่นยังไง



เพราะคุณตื้นเขิน ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม


หัดไปศึกษาพระอภิธรรม ตั้งแต่พื้นฐานก่อนนะคะ

อารัมมณปัจจัย และ
ปกตูปนิสสยปัจจัย


และไม่ใชปัจจัยสี่ ที่มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโลก ค่ะ

ถ้าพอมีพื้นฐาน ตอบแล้วจะเข้าใจได้
แต่ ถ้าไม่มี ตอบไป ก็คงได้แต่ เอาไปท่องจำค่ะ



ผลสุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ ก็อย่างที่บอกคุณโลกสวยว่าเหมือนได้ท่อนซุงมาทั้งดุ้น อิอิ ดูไม่ผิดหรอก


คนที่อ่อนด้อย ทั้งปริยัติ และปฎิบัติอย่างคุณ

ตอบไป ก็เหมือนให้พลอยแก่ไก่

ไม่รู้คุณค่า

ให้หนอนกิน หาลิ้งเพลงในยูทูปให้ หาลิ้งข่าว หนังสือพิมพ์ไว้ซุกออกไข่
ยังเหมาะสมกะคุณมากกว่า ค่ะ



คุยจังเรียนอภิธรรม เก่งทั้งปริยัติ เก่งทั้งปฏิบัติ นี่เขาเป็นอะไร

อ้างคำพูด:
ผมไปบวชได้แปดเดือน บวชวันแรกเกิดกำหนัดแอบสองอาทิตย์ผ่านไป เอาวินัยมาอ่าน อ่าวนี่มันผิดศีลนี่หว่าอายไม่กล้า ใครก็เดินจงกรมนั่งสมาธิ ตอนนั่งสมาธิ ก็หลับตา ไม่คิดอะไรท่องพุท-โธ ตามลมหายใจ จนเข้าเดือนที่สี่ออกพรรษาคิดว่าจะสึก แต่เห็นแสงเทียนในกระจกหน้าต่าง ก็วิ่งไปบอกเจ้าอาวาสๆก็ได้แต่ยิ้ม เข้าเดือนที่แปดนั่งสมาธิแบบเดิม ตอนนั้นเครียดเรื่องท่องหนังสือไม่ได้ ในขณะที่นั่ง มีเสียงผู้ชายมาถามว่าบรรลุรึยัง ผมเลยบอกว่ายังพูดในใจ อยู่ดีๆก็มีเสียงสวดมนต์เพราะมาก ตามด้วยบทธรรมจักร อยู่ดีๆก็มีภาพผมมีน้ำอสุจิไหลออกมา เห็นภาพที่เคยมีอะไรกับแฟน และมีเรื่องไม่ดีมากมาย ก็เลยพิจารณาการเกิดดับแก้ เรื่องหนึ่งมันก็มาอีก เรื่องหนึ่งเสียงก็ด่าว่าไอ้เลวตลอด อวัยวะเพศแข็งอยากมีเซ็กตลอดเวลา เลยตัดสินใจสึก คิดอะไรเหมือนมีคนรู้ เสียงด่าก็ด่าตลอด

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มี.ค. 2018, 20:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2167

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
โลกสวย เขียน:
เพราะคุณไม่ได้ เรียน ปัฏฐาน อภิธรรม ที่ 7 ในพระอภิธรรม

เลยตื้นเขิน ไม่รู้ว่า


อกุศลจิต 12 เจตสิก 27 เป็น
ปัจจัยแก่ มหากริยาจิต 8 เจตสิก 35


ด้วยอำนาจสองปัจจัย

คือ
1. อารัมมณปัจจัย
2. ปกตูปนิสสยปัจจัย


1.อารัมมณปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆตามที่ว่านั้นยังไง

2. ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ อะไร ยกตัวอย่างให้เห็นชัด มันเป็นปัจจัยนั่นๆนี่ๆดังว่านั่นยังไง



เพราะคุณตื้นเขิน ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม


หัดไปศึกษาพระอภิธรรม ตั้งแต่พื้นฐานก่อนนะคะ

อารัมมณปัจจัย และ
ปกตูปนิสสยปัจจัย


และไม่ใชปัจจัยสี่ ที่มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโลก ค่ะ

ถ้าพอมีพื้นฐาน ตอบแล้วจะเข้าใจได้
แต่ ถ้าไม่มี ตอบไป ก็คงได้แต่ เอาไปท่องจำค่ะ



ผลสุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ ก็อย่างที่บอกคุณโลกสวยว่าเหมือนได้ท่อนซุงมาทั้งดุ้น อิอิ ดูไม่ผิดหรอก


คนที่อ่อนด้อย ทั้งปริยัติ และปฎิบัติอย่างคุณ

ตอบไป ก็เหมือนให้พลอยแก่ไก่

ไม่รู้คุณค่า

ให้หนอนกิน หาลิ้งเพลงในยูทูปให้ หาลิ้งข่าว หนังสือพิมพ์ไว้ซุกออกไข่
ยังเหมาะสมกะคุณมากกว่า ค่ะ



คุยจังเรียนอภิธรรม เก่งทั้งปริยัติ เก่งทั้งปฏิบัติ นี่เขาเป็นอะไร

อ้างคำพูด:
ผมไปบวชได้แปดเดือน บวชวันแรกเกิดกำหนัดแอบสองอาทิตย์ผ่านไป เอาวินัยมาอ่าน อ่าวนี่มันผิดศีลนี่หว่าอายไม่กล้า ใครก็เดินจงกรมนั่งสมาธิ ตอนนั่งสมาธิ ก็หลับตา ไม่คิดอะไรท่องพุท-โธ ตามลมหายใจ จนเข้าเดือนที่สี่ออกพรรษาคิดว่าจะสึก แต่เห็นแสงเทียนในกระจกหน้าต่าง ก็วิ่งไปบอกเจ้าอาวาสๆก็ได้แต่ยิ้ม เข้าเดือนที่แปดนั่งสมาธิแบบเดิม ตอนนั้นเครียดเรื่องท่องหนังสือไม่ได้ ในขณะที่นั่ง มีเสียงผู้ชายมาถามว่าบรรลุรึยัง ผมเลยบอกว่ายังพูดในใจ อยู่ดีๆก็มีเสียงสวดมนต์เพราะมาก ตามด้วยบทธรรมจักร อยู่ดีๆก็มีภาพผมมีน้ำอสุจิไหลออกมา เห็นภาพที่เคยมีอะไรกับแฟน และมีเรื่องไม่ดีมากมาย ก็เลยพิจารณาการเกิดดับแก้ เรื่องหนึ่งมันก็มาอีก เรื่องหนึ่งเสียงก็ด่าว่าไอ้เลวตลอด อวัยวะเพศแข็งอยากมีเซ็กตลอดเวลา เลยตัดสินใจสึก คิดอะไรเหมือนมีคนรู้ เสียงด่าก็ด่าตลอด


เพราะคุณไม่ได้ศึกษาปริยัติ และก็ไม่ได้เรียกปฎิบัติด้วยซ้ำค่ะ

ไม่รู้ว่า สภาวะ มีจิต 1 เจตสิก 52 และสภาวรูป 18

และไม่ได้ปฎิบัติตามลำดับขั้น ตั้งแต่นามรูปปริเฉทญาน ไปจนปัจัยปริคคหญาณ จนไปถึง สังขารรุเบกขาญาน จนเริ่มก้าวเข้าสู่ มรรควิถี จึงจะเริ่มตัดกิเลสได้

แบบนั้น อย่ามาพูดเรย ว่าปฎิบัติค่ะ
ห่วยมาก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2018, 17:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2018, 17:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


๗) อิสสา ริษยา คือ เห็นเขาได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้ อิสสา เป็นคำบาลี ริษยา เป็นคำสันสกฤต เวลาเรานำมาใช้ในภาษาไทย เราใช้คำว่าริษยา “ริษยาอาธรรม์ พ้นนักไป ลอบลักเมียเขาหนี” ในเรื่องรามเกียรติ์

แต่เวลาเราพูดทั่วไป เรามักพูดผิด พูดว่าอิจฉาเขาทำไม อิจฉาน่ะไม่ได้แปลอย่างนี้ อิจฉา แปลว่า ความต้องการ เราอยากได้ อยากได้นั่น อยากได้นี่ อิจฉา แปลว่า ความต้องการ
เพราะฉะนั้น พูดว่า “อิจฉาตาร้อน” คือ “ต้องการจนตาร้อน” เพ่งเอาอย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องริษยา ถ้าพูดภาษาไทยให้ถูกต้อง ใช้คำ ริษยา เป็นคนขี้ริษยา

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2018, 17:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ริษยา แปลว่า ไม่ยินดีเมื่อเขาได้ดิบได้ดี มั่งมีศรีสุข หรืออะไรก็ตามที่ลักษณะดังนี้ คือความไม่พอใจนั่นเอง ไม่พอใจในความดี ไม่พอใจในความสุข ความเจริญของผู้อื่น ในทุกๆอย่างของใครๆ เป็นผ้มีปกติไม่ยินดีกับใครทั้งนั้น
คนริษยานี้เป็นคนไม่ยินดีกับใครทั้งนั้น แล้วไม่แค่เพียงไม่ยินดีเฉยๆ เท่านั้น ถ้ามันรุนแรงจะไปตัดไปทำลายเขาด้วยประการต่างๆ
ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆในเรื่องความริษยา ก็คือ ในระหว่างแม่ใหญ่แม่น้อยในบ้าน บางคนมีแม่ใหญ่แม่เล็ก
แม่ใหญ่กับแม่เล็กไม่ค่อยถูกกันดอก มีความริษยากันอยู่ในที แม่ใหญ่ก็ริษยาแม่น้อย แม่น้อยก็ริษยาแม่ใหญ่ คอยคัดค้านกัน คอยตัดรอนกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ลงรอยกันได้ ศรกับศิลป์ไม่กินกันเสียเลย เรียกว่ามีความริษยาอยู่ในใจ แล้วบางทีก็ส่งไปถึงลูก ลูกระหว่าง ๒ แม่ พ่อเดียวกัน บางทีก็ไม่สู้จะลงรอยกัน มันจะริษยากัน มองด้วยสายตาที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตร เห็นอะไรนิดอะไรหน่อยก็ทำให้นึกอยู่ในทางที่ไม่ดีอยู่ตลอดเวลา นี้เป็นลักษณะของเรื่องความริษยา

แม้ในระหว่างพี่น้องแม่เดียวพ่อเดียวกันก็บางทีก็มีความริษยาเกิดขึ้น ในเมื่อคนหนึ่งได้อะไร อีกคนหนึ่งได้เหมือนกัน แต่เท่ากัน ก็มักจะมองว่าคนนั้นได้มาก คนนี้ได้น้อย คนนั้นได้ดีกว่า คนนี้ได้ไม่ดี ของเราไม่ดีเท่าเขา แล้วก็อาจเลยคิดไปว่าคุณแม่คุณพอลำเอียง รักลูกไม่เท่ากัน อย่างนั้นอย่างนี้ นี่ตัวริษยา ที่เกิดในจิตใจขณะนั้น
คนทำงานร่วมกัน ก็มักจะริษยาต่อกัน

สมมติว่าเราทำงานอะไรอยู่ร่วมกัน ผลประโยชน์มันร่วมกัน การได้เสียมันร่วมกัน ก็มักจะเกิดความริษยากัน พอคนหนึ่งล้ำหน้าไปหน่อย อีกคนก็มองไม่สบายใจ
อีกคนหนึ่งล้ำไปอีกคนหนึ่งก็ริษยา ต่างคนต่างไม่มีอารมณ์สดชื่น ต่างคนต่างมองไปในแง่ร้ายซึ่งกันและกันอยู่เสมอ จับผิดกันอยู่ตลอดเวลา อันนี้คือความริษยา คนค้าขายพวกเดียวกัน
คนที่ทำราชการ เป็นเสมียนพนักงานก็ริษยากันอยู่ในหมู่พนักงานด้วยกัน
เป็นรัฐมนตรีก็ริษยากันอยู่ในหมู่รัฐมนตรีเหมือนกัน
เป็นผู้แทนก็ริษยากันอยู่ในหมู่ผู้แทนด้วยกัน
คนทำสวนผักก็ริษยากันอยู่ในหมู่คนทำสวนผัก ปลูกสวนอะไรก็อยู่ในนั้นแหละ ไม่ค่อยข้ามเขต
ชาวนานี้จะไม่ริษยาคนค้าขาย คนค้าขายก็ไม่ริษยาชาวนา เพราะอาชีพมันไม่ตรงกัน แต่ถ้าค้าขายเหมืนกัน ยิ่งร้านติดกันด้วย เป็นเหมือนขมิ้นกับปูนเลยทีเดียว ร้านขายยาสองร้านติดกันไม่เคยถูกกันเลย ไอ้สอนร้านนี้ต้องกระแหนะกระแหนกันตลอดเวลา นี่คือความริษยา คนซื้อของก็ต้องไปแย่งกัน เดินออกไปถึงถนน ไปดึงมือเข้ามา จะซื้ออะไร ร้านฉันมีทั้งนั้น เอาเข้ามาเสียเลย แล้วก็มองๆไป บางทีทำยักคิ้วหลิ่วตาให้มาซื้อของร้านฉันเถอะ แกล้งหัวเราะอะไรต่างๆ กิริยาอาการแปลกๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ดี มีความริษยาต่อกันในเรื่องนั้น มันมีทั่วไปไอ้เรื่องความริษยา

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2018, 17:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ในคัมภีร์ธรรมบทก็เล่าเรื่อง ความริษยาที่รุนแรง ไว้เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องพันธุละ เป็นเสนาบดี คล้ายตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นคนเก่งมีความรู้ความสามารถ แล้วก็มีลูกมากถึง ๓๐ คน ลูกเป็นชายทั้งนั้น มีฝีมือเก่งในการรบทั้งนั้น คนทั้งหลายก็ริษยา เข้าไปเพ็ดทูลพระเจ้าแผ่นดิน บอกว่าพันธุละนี้ไว้ใจไม่ได้ มีกำลังมาก มีพวกมาก อาจจะทำการกบฏต่อพระองค์เมื่อไรก็ได้
พระเจ้าแผ่นดิน ฟังแล้วก็เฉยๆ ไม่เชื่อในครั้งแรกๆ
ทีนี้ก็เพ็ดทูลบ่อยๆ คนโบราณเขาว่า “เสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก คนไปผลักมาผลักหลักยังไหว” มันลึกตั้งแปดศอกผลักทุกวันๆ มันยังไหวได้ นี่เขาเปรียบด้วยใจคนว่า ถ้าคนเข้าไปยุแยงตะแคงรั่วบ่อยๆ แล้วมันหวั่นไหวได้
ทูลบ่อยๆ พระราชาก็ชักจะโน้มปักจะเชื่อแล้ว แต่ก็ยังไม่แสดงอะไร
ไอ้พวกริษยาก็ไม่สบายใจ ยังไม่สำเร็จ ต้องทำลายให้ได้ ก็เลยส่งคนไปก่อการร้ายชายแดน ไปก่อการร้ายเที่ยวฉุดเที่ยวปล้น
ประชาชนก็ไปกราบทูลพระราชาว่า ที่ชายแดนมีพวกก่อการร้ายทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน มีข่าวมามีหลักฐานยืนยันแน่นอน
พระราชาก็คิดว่า เอ ต้องจัดการปราบ ก็เลยถามว่าจะให้ใครไปปราบดี
พวกนั้น ก็วางแผนไว้ บอกว่า ต้องให้พันธุละกับลูกๆไปปราบ เพราะว่ามีฝีมือดี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
พระราชาก็รับสั่งให้พันธุละเข้าเฝ้า แล้วก็สั่งว่าให้ยกองทัพไปปราบพวกก่อการร้ายชายแดน
พันธุละกับลูกชายทั้ง ๓๐ ก็ออกเดินทาง
พวกนั้นก็ไปตั้งกองซุ่มอยู่ ณ ช่องเขาแคบๆ คือ มันเป็นช่องเล็กๆ เข้าไปแล้วก็เป็นช่องโจมตีได้ง่าย เมื่อพันธุละกับลูกๆเข้าไปที่ช่องเขานั้นก็ถูกโจมตีตายหมด

เมื่อตายหมดแล้ว เขาก็ส่งข่าวให้ท่านผู้หญิงมัลลิกาภรรยาของพันธุละ
วันนั้นมัลลิกา นิมนต์พระมาฉันที่บ้าน
พระสารีบุตรเป็นหัวหน้ามานั่งฉันอาหาร คนใช้ถือหม้อใส่นม เดินกะเล่อกะล่าไปสะดุดเอาชายเสื่อที่ปูพื้นล้มลง กระจายไปหมด หม้อแตก
พระสารีบุตรท่านก็ปลอบโยนเจ้าบ้านว่า ภินฺทนธมฺมํ น จินฺเตตพฺพํ สิ่งที่ตกแตกมันก็แตก อย่าไปคิดถึงมันเลย เจริญพร ว่าอย่างนั้น
พระนางมัลลิกา ไม่ได้เศร้าโศกอะไรดอก แกบอกว่าพระคุณเจ้าดูหนังสือนี่ก็แล้วกัน พระคุณจ้าดูก็จะได้รู้ว่า พันธุละและลูกถูกฆ่าหมด ดิฉันยังไม่เศร้าโศก ไม่เสียใจ เลี้ยงพระเป็นปกติ จะไปวิตกหม้อนมหม้อเล็กอย่างไรได้ แกบอกว่าอย่างนั้น
นี่แสดงว่า พระนางมัลลิกาเป็นผู้คุ้นเคยกับพระรัตนตรัย เป็นญาติกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง รู้จักใช้ธรรมะแก้ไขปัญหาชีวิต แม้ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก คือลูกและสามี ก็ไม่เศร้าโศก ไม่เสียใจ แสดงว่าเข้าถึงธรรมะ มีสติควบคุมตนเองได้ ไม่แสดงอาการเศร้าโศกให้ปรากฏ นี่แหละผลของธรรมะที่ปฏิบัติเป็นอย่างนั้น แต่เรื่องนี้ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความริษยาที่เกิดขึ้นทำลายกัน เรื่องริษยาที่ยิ่งใหญ่

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2018, 17:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องริษยาที่ยิ่งใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องนางสามาวดี พระนางสามาวดีนี่เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน และก็มีอีกคนหนึ่งชื่อมาคันทิยา
มาคันทิยานี่ตัวร้าย เรียกว่าตัวแสบว่าอย่างนั้นเถอะ เป็นตัวร้ายโกรธพระพุทธเจ้ามานาน ไม่ได้โกรธเรื่องอะไรดอก โกรธพระพุทธเจ้า
เรื่องพระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ คือว่า พ่อกับแม่นี่หวงลูกสาว ลูกสาวสวยมาก ใครมาขอก็ไม่ให้ บอกว่ามันต้องได้ชายที่สมควรกันจึงจะได้
วันหนึ่ง พระพุทธเจ้า ท่านตรวจดูสัตว์โลก เห็นว่า พ่อแม่สองคนนี้จะบรรลุมรรคผลได้ ถ้าเราไปสอน ก็เลยเสด็จไปที่นั่น พ่อไปเห็นก่อน พอเห็นเข้าก็ชอบอกชอบใจ บอกว่า ผู้ชายคนนี้แหละ ควรเป็นลูกเขยของเรา แกก็บอกว่าอย่าไปไหนนะ หยุดอยู่ที่นี่แหละ ฉันจะไปเอาลูกสาวมาแต่งงานให้ เพราะว่ารูปร่างของท่านเหมาะที่จะเป็นลูกเขยฉันเหลือเกิน จะเอาพระพุทธเจ้าเป็นลูกเขย แล้วก็ไปบ้าน ไปบอกเมียว่าแต่งตัวลูกสาวไวๆ ฉันพบชายที่เหมาะแก่ตำแหน่งเขยแล้ว เอาไปเลย เอาไปให้เลย ก็ไปพาลูกสาวมาด้วย

พอมาถึงก็พระพุทธองค์ท่านแอบไปเสียแล้ว ไปแอบอยู่ที่พุ่มไม้ เหยียบรอยเท้าไว้ให้เห็นที่บนทราย
แม่ของงมาคันทียาเรียนรู้ลักษณะเท้าคน มาถึงก็บอก อือ รอยเท้าแบบนี้มันไม่ใช่ลักษณะของคนครองเรือน รอยเท้ามันเสมอ ไม่ใช่ลักษณะคนครองเรือน ลักษณะคนไม่มีกิเลส รอยเท้าคนแบบนี้

พ่อบอก เอ๊ะ แกนี่มันเก่งหนักหนาละ ทายเหมือนกับทายจระเข้ในโอ่งน้ำเชียว จระเข้อยู่ในโอ่งน้ำมันดูง่าย เห็นได้ชัด ทายเหมือนกับทายจระเข้ในโอ่งอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวก่อน ต้องหาดูก่อนอยู่ตรงไหน ก็ไปเจอพระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นไม้ หลบไปหน่อย พอไปถึงก็พาลูกสาวเข้าไป บอกว่า นี่แหละลูกสาวฉัน ยกให้ท่านเอาไปเป็นภรรยาเลย

พระพุทธเจ้าบอกว่า ลูกสาวของท่านอย่าว่าแต่ฉันจะจับด้วยมือเลย แม้แต่จะแตะต้องด้วยเท้าก็ไม่พึงปรารถนา สกปรก พูดอย่างนั้น
พ่อกับแม่ได้ยินคำนั้นบรรลุโสดาปัตติผลเลย เรียกว่าพ้นไปเลย บรรลุโสดาบัน
แต่ลูกสาวแค้นเคืองว่า แหม พ่อคนนี้ ไม่เอาฉันก็ไม่ว่า มาติฉันอีก เพียงแต่เท้าก็ไม่แตะ เอาละวันหนึ่งจะได้เห็นดีกัน ว่าอย่างนั้นแหละ เกิดพยาบาท อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ในใจ กิเลสเกิด ก็เลยต่อมาจับพลัดจับผลู ได้เข้าไปเป็นมเหสีรองของพระเจ้าแผ่นดินก็เอาเรื่องเลย รู้ว่า พระนางสามาวดีพระราชินีนี้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เป็นคนโปรดของพระพุทธเจ้า ว่าอย่างนั้นเถอะ เป็นลูกศิษย์ต้องเบียดเบียนริษยา จะเบียดเบียนพระนางสามาวดี ผลที่สุดก็ทำหลายเรื่อง ใส่ความหลายเรื่อง หลายประการ แต่ว่าไม่สาใจ ผลที่สุดก็เลยเผาปราสาท

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ค. 2018, 18:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ

วันนั้น พระเจ้าอุเทนไปประพาสป่า ไปล่าสัตว์ อยู่ข้างหลังพวกนี้เผาปราสาทพระนางสามาวดี พร้อมด้วยสาวใช้ตายเกลี้ยงเลย ถูกไฟคลอดตายหมด
พระราชาเสด็จกลับมาก็ออกอุบายดีๆ พระราชาพอมาถึงก็แสร้งทำดีอกดีใจ แหม ใครหนาเป็นคนฆ่าพระนางสามาวดี แม่คนนี้ มันขวางหูขวางตามานานแล้ว ฆ่าเสียทีก็ดีแล้ว ฉันจะได้ให้รางวัลเป็นการใหญ่ มีคนมาเยอะแยะ พวกพลอยตายมาเยอะแยะ
นางมาคันทิยาก็เข้าไป หม่อมฉันเองเพคะ เป็นผู้จัดการฆ่านางสามาวดี เออ เธอทำอย่างไรนะ ขอบใจเหลือเกิน ก็เล่าให้ฟังบอกว่า เอาน้ำมันยางไปทาตามเสาตามฝาเรียบร้อยก็จุดไฟเผาเสียเลย
เออ เธอทำคนเดียวคงไม่สำเร็จ ไหนล่ะพรรคพวกที่ร่วมกันทำ ใครมั่ง ยืนหน้าสลอน ไอ้พวกพลอยตาย ยืนหน้าสลอน
พระองค์ก็ว่า อือ ดีแล้ว จัดแจงเอาพวกนี้ไปรับรางวัล เอาไปฝังลงในหลุม ฝังเพียงคอให้คอโผล่อยู่ แล้วก็ให้ไถ เอาไถคราด ถ้าสมัยนี้ ก็เอารถแทรกเตอร์บุกมันเสียเลย ให้เหลืออยู่แค่หัว พวกนั้นก็เลยตายไป
แต่ว่านางมาคันทิยานั้นเป็นหัวหน้าไม่ฝังละ หัวหน้าต้องพิเศษหน่อย ก็เลยตั้งกระทะขึ้นเอาน้ำมันมาเคี่ยว แล้วก็ตัดเนื้อทีละชื้นทอดลงไปในกระทะเรื่อยๆ ไปจนตาย ลงโทษ โทษแห่งการริษยาทำลายกัน อันนี้ เป็นตัวอย่างรุนแรง

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ค. 2018, 18:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เหตุการณ์ในโลกนี้มันวุ่นวาย เกิดจากตัวนี้แหละ เกิดจากตัวริษยา ไม่มีเรื่องอะไร ริษยากัน แม้ในระหว่างการเมืองที่วุ่นวายกันนี่ เรื่องริษยาทั้งนั้น ไม่มีอะไรละ คนนั้นจะใหญ่ คนนั้นจะโต คอยริษยากัน ในวงการต่างๆ ที่มันวุ่นๆ นี่เป็นการริษยากัน ไม่มีอะไร
ความริษยานี่มันมาจากอะไร ? ก็มาจากความเห็นแก่ตัวนั่นเอง ฐานมันอยู่ที่ความเห็นแก่ตัวนั่นเอง เพราะมีความเห็นแก่ตัว อยากได้อะไรเพื่อตัว แต่ว่าคนอื่นเขาเอาไปเสีย เลยไม่พอใจ ก็ไปริษยาคนนั้นต่อไป อันนี้ มันเสียหาย

เราจะแก้ความริษยาได้อย่างไร ? แก้ด้วยมุทิตา มุทิตา หมายความว่า พลอยยินดี ในความดีของบุคคลอื่น ใครได้ดิบได้ดี มั่งมีศรีสุข หรือว่าได้เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง อันพลอยยินดีไปกับเขาด้วย หัดพูดเรื่องความยินดีของคนอื่นเสียบ้าง หัดมองในแง่ดีเสียบ้าง แล้วก็หัดยินดีในความดี ในความสุข ในความเจริญของคนเหล่านั้น
ถ้าเราฝึกหัดแสดงความยินดี ร่าเริง เบิกบานกับความดีของคนอื่น ตัวริษยามันไม่เกิดขึ้น เพราะมีแต่ความยินดีเข้ามาอยู่ในใจของเรา ความยินดีมันจะเกิดก็เพราะว่าเรามองในแง่ดี

มองคนนี่หัดมองในแง่ดีเสียบ้าง อย่ามองในแง่ร้าย ถ้ามองกันในแง่ร้ายแล้ว มันเกิดอารมณ์ไม่ดี เห็นของร้ายแล้วจิตใจไม่ดี เพราะฉะนั้น เราต้องหาความดีของคนนั้น
คนเรานั้นไม่ใช่ว่าจะเสียไปหมดทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อไร มันต้องมีดีมีเสีย ปุถุชนเรานี่มีดีมีเสีย ไอ้ความเสียมีเท่าไรอย่าไปมองมันเลย มันไม่ได้เรื่องอะไร เรามองหาความดีจากคนนั้นดีกว่า แล้วเราก็จะพูดอะไร ?
พูดเรื่องความดีของคนนั้น พูดเรื่องความดีความงามของคนนั้น แล้วมันก็ไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นในใจของเรา
แต่ถ้าเราไม่หัดมองในแง่ดี ไม่มองหาความดี เห็นแต่ความร้ายของเขาก็ไม่ดี และเมื่อคนใดมีอะไรเกิดขึ้น เอ้อ ดีแล้ว ขอให้เขามีความสุขยิ่งๆขึ้นไป ขอให้เขาเจริญก้าวหน้าต่อไปเถิด ใครมาพูดเรื่องความดีของใคร เราก็พลอยสาธุกับเขา พลอยยินดี เออ น่าชื่นใจที่คนนั้นเขาดี น่าชื่นใจที่เขาเป็นคนก้าวหน้าเจริญงอกงามในการงาน คิดอย่างนี้ ถ้าคิดพลอยยินดีแล้ว ตัวริษยามันหายไป ไม่เกิดขึ้นในใจของเรา

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ค. 2018, 09:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อีกประการหนึ่ง ริษยานี้ให้สังเกตว่า ผู้คิดริษยานี่ใจไม่ดี ร้อน เผาตัวเองให้เร่าร้อน

คนที่ถูกริษยา บางทีเขายังไม่รู้เลยว่า เราริษยาเขา เพราะยังกินได้ เพราะยังนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เราเองที่วุ่นวายกระสับกระส่าย ไม่มีอารมณ์สดชื่นรื่นเริง อันนี้ มันจึงร้ายนักหนา และยิ่งอยู่นานๆแล้ว ถ้ามีตัวนี้เข้าไปตรงไหน บ่อนแตกเลย อยู่กันไม่เป็นสุข เพราะความริษยา

ให้สังเกตดูเถิด ไอ้ที่วุ่นๆกลุ้มๆกันอยู่นี้ เรื่องนี้ตัวเดียว มาจากตัวริษยากันทั้งนั้น อยากเอาเด่นเอาดีคนเดียว ไม่อยากให้ใครดีใครเด่น เรื่องอย่างนี้ มันต้องแบ่งกันบ้าง ให้ทานกันบ้าง เรื่องให้ทาน ไม่ใช่ให้แต่เสื้อผ้า อาหาร หยูกยา ให้ความสุขความเจริญแก่คนอื่น ก็เป็นการให้ทานเหมือนกัน ให้ความยินดีปรีดาในความเจริญก้าวหน้าของคนอื่น ก็เรียกว่าให้ทานเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เห็นใคร เรามีอะไรดีๆ เราก็ให้ทานเขาบ้าง
ให้ทานคือให้ความยินดี ให้ความเพลิดเพลินแก่เขา แก่การกระทำนั้นๆ อย่างนี้ใจมันสบาย ไม่มีลูกศรเสียบแทงใจ มันมีแต่ความสดชื่นรื่นเริง แล้วคนที่ไมมีปกติริษยาใครนั่นแหละ อยู่ไหนก็อยู่ได้ เข้ากับคนได้ ไม่มีเรื่องวุ่นวายเดือดร้อน แต่คนมันริษยาแล้ว อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้ เข้าไปตรงไหนก็เป็นหนอนบ่อนไส้ จะทำลายกันเสียเรื่อย ยุให้รำตำให้รั่ว ก็ไอ้เรื่องนี้แหละ

ความริษยาเกิดขึ้นแล้ว วางแผนจะให้คนนั้นตกอับอย่างไร จะให้คนนั้นเสียหายอย่างไร วางแผนต่อ วางแผนทำลาย เกิดความริษยา จึงได้วางแผนทำลายมัน ปัดแข้งปัดขากัน ใส่ร้ายกัน พูดอะไรนินทาว่าร้ายกัน พูดอะไรนินทาว่าร้ายกันต่างๆ มาจากเรื่องนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ขอให้ระมัดระวังกิเลสตัวนี้ อย่าให้เกิด อย่าให้เกิดขึ้นในใจ ถ้ามันเกิดขึ้นในใจ
ถ้ามันเกิดเผลอมันมาเกิดขึ้น ก็ต้องรีบแก้ หัดมองในแง่ดี แง่งาม ให้มีความรู้สึกพลอยยินดีกับเขา ในเรื่องอะไรต่างๆ แสดงออกเลย แสดงออกด้วยการไปจับไม้จับมือ พูดจาแสดงความยินดี เอาดอกไม้สักช่อหนึ่งไปให้เขาแสดงอาการอย่างนั้น ใจเรามันก็สบาย
ถ้าเราเห็นคนอื่นดีเราพลอยดีใจ เราก็สบาย ถ้าเห็นคนอื่นดีริษยาขึ้นมาแล้วมันเดือดร้อนใจ กิเลสตัวนี้มันไม่ดี ต้องอย่าให้เกิดขึ้นในใจ เราก็สบาย

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 49 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 14 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร